Aug 29, 2009

“ลูคัส เลว่า” แพะตัวน้อยแห่งทุ่งแอนฟิลด์!!





ในฐานะคอบอลอังกฤษ ฟุตบอลพรีเมียร์ลีกฤดูกาล 2009 เปิดฉากขึ้นมาด้วยความเร้าใจโดยเฉพาะอย่างยิ่งทีมระดับกลางตารางอย่าง “ท๊อตแนม ฮอตสเปอร์” ของแฮรี่ เร้ดแนปป์ (Harry Redknapp) ที่สามารถพาไก่เดือยทองตัวนี้กระพือปีกบินได้สูงที่สุดในรอบหลายสิบปีที่ออกสตาร์ตฤดูกาล

ชัยชนะทั้งสี่นัดของสเปอร์หาได้มาด้วยโชคช่วยหรือความบังเอิญไม่ หากแต่มาจากมันสมองและการจัดสรรผู้เล่นที่ลงตัวของคุณจ่าแฮรี่ผู้จัดการทีมชาวอังกฤษคนเดียวที่น่าจะมี “กึ๋น” ในการทำทีม ปั้นเด็ก แก้เกมส์ ไม่แพ้กุนซือระดับบิ๊กเนมอย่างท่านเซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน (Sir Alex Ferguson) หรือ เจ้าป้าอาร์แซน เวงเกอร์ (Arsene Wanger) หรือแม้แต่พี่แจ้แห่งสแตมฟอร์ดบริดจ์ คาร์โล อันเชลอตติ (Carlo Ancelloti)

แต่เอ ! ท่านผู้อ่านที่เป็นแฟนทีมหงส์แดง ลิเวอร์พูล อาจจะยกมือท้วงติงผมว่าลืม “เอล ราฟา” ราฟาเอล เบนิเตซ (Rafael Benitez) กุนซือสแปนยาร์ดของพวกเราสาวกเดอะค็อปไปได้อย่างไรกัน

ขอเรียนอย่างนี้นะครับว่า ในฐานะแฟนบอลทีมลิเวอร์พูลเหมือนกัน ผมเริ่มรู้สึกว่าลิเวอร์พูลชุดนี้ไม่น่าจะมีโอกาสสัมผัสถ้วยลีกสูงสุดสมัยที่ 19 เป็นแน่แท้ !!

ผมคงจะมองโลกในแง่ร้ายและด่วนสรุปเกินไปเพราะฟุตบอลเพิ่งเตะไปได้เพียง 4 เกมเท่านั้นซึ่งลิเวอร์พูลชนะสองเกมส์และแพ้ไปแล้วสองเกมส์ครับ

สี่เกมส์เราเก็บได้หกแต้มยิงได้เก้าเสียไปเจ็ด เทียบกับทีมบิ๊กโฟร์ด้วยกันแล้วเราห่างเชลซีแค่หกแต้ม ห่างแมนยูแค่สามแต้มเอง และยังมีคะแนนเท่ากับอาร์เซน่อลที่เพิ่งจะสะดุดขาแพ้ให้กับแมนยูเป็นนัดแรก โดยทีมปืนโตได้เปรียบคือแข่งน้อยกว่าหงส์แดงหนึ่งนัดครับ

สรุปง่ายๆก็คือสถานการณ์พรีเมียร์ลีก 4 นัดแรกของลิเวอร์พูล นั้นยังไม่สามารถเกาะหนึ่งในสี่ของยอดตารางได้

แต่อย่างไรก็แล้วแต่ ไอ้การด่วนสรุปของผมนั้นคงต้องขออธิบายเหตุผลเข้าข้างตัวเองสักหน่อยนะครับว่าทำไมผมยังเชื่อว่าลิเวอร์พูลชุดนี้ยังไม่ดีพอที่จะคว้าแชมป์ลีกสูงสุดที่รอคอยมาแสนนาน

เหตุผลประการแรก คือ ฟอร์มการเล่นของลิเวอร์พูลที่ดีที่สุดได้ผ่านพ้นไปเมื่อฤดูกาลก่อนแล้วครับ ทั้งนี้ เอล ราฟา ใช้รูปแบบการเล่น 4-4-1-1 โดยวางตอร์เรสไว้เป็นหน้าเป้าและมีเจอร์ราดเป็นตัวสนับสนุนขณะที่แดนกลางได้อลองโซ่มาคุมจังหวะเกมส์ ตัดเกมส์ วางบอลยาวโดยมีลูกหาบอย่างมาสเคราโน่มาช่วยแบ่งเบาภาระ ขณะที่ปีกสองข้างก็ได้เคาท์และริเอร่าคอยสนับสนุนและมีเบนนายูนเป็นตัวสำรองชั้นดีที่เข้ามาแก้สถานการณ์คับขันของทีมได้หลายครั้ง

ฤดูกาลที่แล้วจึงน่าจะเป็นฤดูกาลที่ดีที่สุดที่ เอล ราฟา ค้นพบสูตรการเล่นที่สามารถปราบทีมใหญ่อย่างแมนยูและเรอัล มาดริด ได้อย่างราบคาบ เพียงแต่ว่าขุมกำลังสำรองของหงส์แดงไม่สามารถช่วยให้ลิเวอร์พูลทะยานขึ้นเป็นแชมป์ลีกสมัยที่สิบเก้าได้

ผมตั้งข้อสังเกตกับระบบโรเตชั่นของเบนิเตซมาหลายครั้งแล้วว่า หากให้ฮาเวียร์ มาสเคราโน่กับ ลูคัส เลว่า จับคู่กันเมื่อไร โอกาสที่ลิเวอร์พูลจะเอาชนะคู่แข่งค่อนข้างยากซึ่งผลส่วนใหญ่ออกมาในรูปของการเสมอกับทีมระดับกลางและท้ายตาราง เช่น เสมอกับวีแกนที่เจเจบีสเตเดี้ยม หรือเสมอกับสโต๊ต ซิตี้ในบริตาเนียสเตเดี้ยม เป็นต้น

อย่างไรก็ตามระบบโรเตชั่นของราฟาเองก็ส่งผลดีต่อการทำทีมอยู่ไม่น้อยนะครับเพราะนักเตะไม่กรอบจนเกินไปในสมรภูมิฟุตบอลที่เตะกันอย่างเอาเป็นเอาตาย แม้ว่าโรเตชั่นจะทำให้ความเข้าใจในทีมสะดุดลงเป็นบางช่วง สังเกตได้จากผลเสมอที่มากเกินไปจนทำให้ลิเวอร์พูลอดฉลองแชมป์ทั้งๆที่พวกเขาแพ้เพียงสองนัดเท่านั้น

ดังนั้นจึงนำมาสู่การอธิบายถึงเหตุผลประการที่สอง คือ การจากไปของ “ชาบี อลองโซ่” (Xabi Alonso) ที่ทำให้เราได้เห็นแล้วว่าสภาพกลางสนามที่ขาดการเชื่อมเกมส์ ทำลายจังหวะคู่ต่อสู้ หรือแม้แต่การตัดเกมส์อย่างชาญฉลาด ซึ่งสิ่งเหล่านี้เราจะหาไม่ได้เลยจากมิดฟิลด์ตัวแทนหมายเลข 21 ที่ชื่อ “ลูคัส เลว่า” (Lucas Leiva) ครับ

กองเชียร์เดอะค็อปแทบทั้งโลกเห็นพ้องต้องกันว่า “เทพลูคัส”ไม่สามารถก้าวขึ้นมาทดแทนการขาดหายไปของมิดฟิลด์หน้าหยกทีมชาติสเปนรายนี้ได้ เพียงแต่คนที่อาจจะยังไม่เห็นด้วยกับแฟนบอล คือ ราฟาเอล เบนิเตซ

ถ้าท่านผู้อ่านที่ติดตามชมฟอร์มการเล่นของลิเวอร์พูลมาโดยตลอดจะพบการเปลี่ยนแปลงในแดนกลางของลิเวอร์พูลในฤดูกาลนี้อย่างชัดเจน

และผมเองก็ยังไม่มั่นใจว่า “อัลแบร์โต้ อควินลานี่” (Alberto Aquilani) จะสามารถมาทดแทนตำแหน่งของชาบีได้หรือเปล่า

จริงๆแล้วผมเองก็ไม่อยากจะคิดว่าอลองโซ่ มีอิทธิพลกับทีมลิเวอร์พูลของ เอล ราฟา มากมายขนาดนั้นเพียงแต่ผลงานที่เกิดขึ้นตอนนี้มันค่อนข้างชัดเจน ซึ่งผมก็เชื่อว่า “เอล ราฟา” แกก็คงมองเห็นเหมือนกันแต่ด้วยความที่แกมีทิฐิมานะและมีความเชื่อมั่นในตัวเองสูงมากจึงอยากจะทดลองให้โอกาสกับเจ้าหนูลูคัส เลว่าไปสักพักหนึ่งก่อน

ผมคิดว่าลิเวอร์พูลชุดนี้ขาดตัวพักบอลที่ดีครับ ซึ่งช่วงฤดูกาลต้นๆที่เอล ราฟา เข้ามาคุมทีมเขาดึงอลองโซ่มาจากเรอัล โซซิดัด (Real Sociedad) และราฟาได้ทำให้อลองโซ่กับเจอร์ราดกลายเป็นคู่กลางที่น่าเกรงขามที่สุดคู่หนึ่งในยุโรป แต่อย่างไรก็ตามเมื่อบทบาทของเจอร์ราดขยับไปเล่นสูงขึ้นทำให้อลองโซ่ต้องกลายเป็นคนคุมจังหวะเกมส์ ประคองเกมส์แทนเจอร์ราดไป เข้าทำนองปิดทองหลังพระ

เบนิเตซเองพยายามหามิดฟิลด์ลูกหาบมาช่วยอลองโซ่ไล่ตั้งแต่ “โมโม่ ซิสโซโก้” มาจนกระทั่ง “ฮาเวียร์ มาสเคราโน่”
ทั้งนี้มีข้อน่าสังเกตอย่างหนึ่งสำหรับระบบการเล่นแบบใช้หน้าเป้าตัวเดียวกับกลางห้าตัวของ เบนิเตซ คือ ต้องมีตัวประคองเกมส์และกำหนดจังหวะเกมส์ดีๆสักตัวหนึ่งซึ่งที่ผ่านมา ชาบี อลองโซ่ รับบทบาทนี้มาโดยตลอด

อย่างไรก็ดีแม้ทีมชุดนี้จะเล่นตามรูปแบบการเล่นเดิมแต่กลับกลายเป็นว่าลิเวอร์พูลไม่มีกองกลางพักบอล ขาดตัวเชื่อมเกมส์ ประคองเกมส์และตัดเกมส์ได้ ซึ่งพูดถึงตรงนี้แล้วทำให้นึกถึงกองกลางตัวเก๋าในอดีตอย่าง “ดีทมาร์ ฮามันน์” (Dietmar Harmann)ที่เคยเข้ามาช่วยเติมแดนกลางของหงส์แดงให้แข็งแกร่งตอนช่วงที่เจอร์ราดกำลังอยู่ในวัยรุ่น

ผมคิดว่า “ดีดี้” ฮามันน์น่าจะมีส่วนทำให้เจอร์ราดเล่นได้ด้วยความมั่นใจมากขึ้นเนื่องจากฮามันน์ได้ช่วยประคองเกมส์แดนกลางให้ลิเวอร์พูลมาหลายปีก่อนที่อลองโซ่จะมาร่วมทีม

โดยส่วนตัวนะครับ ผมเชื่อว่า เอล ราฟา ต้องการปั้นลูคัส เลว่า อดีตกัปตันทีมชาติบราซิลชุดเล็กแถมยังมีดีกรีเป็นดาวรุ่งแห่งวงการฟุตบอลบราซิล จนใครหลายคนขนานนามว่าเป็น “เจอร์ราดแห่งบราซิล” ซึ่งถ้าใครได้ดูคลิปในยูทูป (http://www.youtube.com/watch?v=EYqKzNlxclw) จะพบว่าฟอร์มการเล่นของ ลูคัส เลว่าในสโมสรเกรมิโอ (Gremio) นั้นเข้าขั้น “เทพ”จริงๆ ด้วย

ในอดีตที่ผ่านมาลิเวอร์พูลมักจะได้นักเตะประเภทนักเตะ “นิว”ทั้งหลายมาเชยชมและดูเหมือนว่าลิเวอร์พูลจะชอบรับ “เซ้ง” นักเตะนิวเนมมาตั้งแต่ยุคเชราลด์ อุลลิเยร์ (Gerard Houllier) แล้ว มีตั้งแต่นิวโบบัน (อิกอร์ บิสคาน) , นิวซีดาน (บรูโน่ เชย์รู) แม้กระทั่ง นิวตูราม (ฌิมี่ ตราโอเร่) ก็ยังมี

จะว่าไปแล้วก็น่าเห็นใจ “ลูคัส เลว่า” เหมือนกันนะครับ เนื่องจากลูคัสเพิ่งจะแตกเนื้อหนุ่มได้ไม่นานอายุเพิ่งจะยี่สิบสองแต่ต้องมาแบกรับภาระในฐานะมิดฟิลด์ตัวตัดเกมส์ เชื่อมเกมส์ ประคองเกมส์ ซึ่งจะว่าไปแล้วเขาควรอยู่ทีมสำรองรอวันเวลาที่แข็งแกร่งมากกว่านี้

หลายต่อหลายเกมส์เราจะเห็น ลูคัสกลายเป็น “ลูกไล่” ของนักเตะที่เจนสังเวียนแข้งอย่าง แฟรงค์ แลมพาร์ด (Frank Lampard) หรือ ไมเคิล คาร์ริค (Michael Carrick) ไม่จำเพาะกองกลางระดับบิ๊กโฟร์ด้วยกันเองหรอกครับ บางทีลูคัสยังไม่สามารถเอาชนะกองกลางชั้นดีของทีมระดับกลางตารางอย่างวิลสัน พลาสิออส (Wilson Palacios) ของสเปอร์ ได้เลย

สิ่งต่างๆเหล่านี้ผมคิดว่า เอล ราฟา เดิมพันกับอนาคตของไอ้หนูลูคัสไว้สูงมากเพราะทุกวันนี้ลูคัสได้กลายเป็น “แพะรับบาป” (Scapegoat) ไปเสียแล้วครับ

ลิเวอร์พูลมักมีนักเตะประเภทแพะอยู่เสมอๆนะครับ อาทิ เดวิด เจมส์ (David James) อดีตนายทวารลิเวอร์พูลชุดสไปซ์บอย , เจมี่ คาราเกอร์ (Jamie Carragher) ก็เคยเป็นแพะเนื่องจากเล่นบอลโฉ่งฉ่างแต่วันเวลาก็พิสูจน์แล้วว่า “คาร่า” เหมาะกับการยืนในตำแหน่งปราการหลังตัวกลางมากที่สุด และแพะที่แฟนหงส์จำได้ไม่ลืม คือ ฌิมี่ ตราโอเร่ (Djimi Traore) อดีตนิวตูรามไงล่ะครับ “ตราโอเร่” เป็นแพะตัวใหญ่ที่เหล่าเดอะค็อปต้องส่ายหัวทุกครั้งเวลาเห็นน้องตราโอเร่ ลงสนาม จนท้ายที่สุดตราโอเร่ก็ต้องถูกอัปเปหิออกจากทีมไป

ตอนนี้ลูคัส เลว่า กำลังกลายเป็นแพะตัวใหม่แห่งทุ่งแอนฟิลด์ไปแล้วครับ หลังจากที่ไม่สามารถเล่นได้ตามความคาดหวังของแฟนบอลที่ยังไม่ลืมฟอร์มอันสุดแสนจะคลาสสิคของชาบี อลองโซ่ (แม้ว่าจะมีบางช่วงที่อลองโซ่เองก็ฟอร์มตกเหมือนกัน)

จริงๆแล้วพรีเมียร์ลีกเพิ่งจะเริ่มต้น เอล ราฟา ยังมีเวลาปรับแต่งทีมให้ได้สมดุลเหมือนที่เขาลองผิดลองถูกมาหลายครั้ง อย่างไรก็แล้วแต่ ผมไม่แน่ใจว่าแฟนหงส์แดงจะทนรอได้อีกหรือเปล่าเพราะดูเหมือนว่า เอล ราฟา ยังไม่สามารถค้นหาทีมที่ดีที่สุดของเขาได้เสียที

ซึ่งหากฤดูกาลนี้ลิเวอร์พูลกลับบ้านมือเปล่าอีกล่ะก็เห็นทีแพะตัวใหม่คงจะหนีไม่พ้น “เอล ราฟา” แล้วสิครับ

Hesse004

Aug 20, 2009

Inglourious Basterds หนังสงครามสุด “เจ๋ง”





ท่านผู้อ่านที่นิยมดูหนังประวัติศาสตร์โดยเฉพาะหนังที่ว่าด้วยสงครามโลกครั้งที่สองคงรู้สึกคล้ายๆกันนะครับว่าประวัติศาสตร์ยุคใหม่ (Modern History) ถูกถ่ายทอดโดยสตูดิโอฮอลลีวู้ด

จึงไม่น่าแปลกที่เราจะได้รับอิทธิพลให้รู้สึก “โปร” อเมริกันและกองทัพฝ่ายสัมพันธมิตรมากกว่าที่จะรู้สึกชื่นชอบฝ่ายเยอรมนีหรือญี่ปุ่น

แต่อย่างไรก็แล้วแต่หากมองในแง่ของมนุษยธรรมแล้วการที่ “นาซี” ตัดสินใจฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชนชาติยิวก็นับว่าเป็นความเลวร้ายที่สุดอย่างหนึ่งที่ปรากฏในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติเลยก็ว่าได้นะครับ

โดยส่วนตัวแล้ว ผมเชื่อว่ามนุษย์ทุกคนมีเหตุผลรองรับการกระทำของตัวเองอยู่เสมอ เพียงแต่ว่าเหตุผลนั้นมันจะ “เข้าท่า” หรือ “ไร้สาระ” ด้วยเหตุนี้เองถ้าเราลองศึกษาประวัติศาสตร์อย่างรอบด้าน (ซึ่งมันเป็นไปได้ยาก) เราก็จะพบเหตุผลต่างๆนานาของผู้ที่ตัดสินใจจะ “ก่อสงคราม” หรือผู้ที่ตัดสินใจจะ “ยุติสงคราม”

นอกจากสงครามจะกลายเป็นเวทีขจัดความขัดแย้งของมนุษย์แล้ว สงครามยังเป็นเวทีพิสูจน์ความเป็นมนุษย์ในทุกยุคทุกสมัย

แหม่! ผมออกจะติดปรัชญาเกินไปหน่อยแล้วล่ะครับ กลับมาที่เรื่องที่อยากจะเขียนถึงดีกว่า

เมื่อวานนี้ผมมีโอกาสได้ดูภาพยนตร์เรื่อง Inglourious Basterds (2009) ผลงานการกำกับของ เควนติน แทแรนทิโน่ (Quentin Tarantino) ซึ่งอยากจะบอกว่า แทนแรนทิโน่ทำให้หนังเรื่อนี้กลายเป็นหนังสงครามที่ “เจ๋ง” (Cool) ที่สุดเท่าที่ผมเคยดูมาเลยก็ว่าได้ครับ

เควนติน แทแรนทิโน่ โด่งดังมาจากการกำกับภาพยนตร์เรื่อง Pulp Fiction (1994) ซึ่งได้กลายเป็นตำนานหนัง “เจ๋ง” ที่มีพล็อตเรื่องพลิกผัน หักเหลี่ยมเฉือนคมกันอยู่ตลอดเวลา นอกจาก Pulp Fiction แล้ว ผลงานสร้างชื่ออีกเรื่องของแทแรนทิโน่ คือ Kill Bill (Vol.1 2003, Vol 2 2004)

โดยส่วนใหญ่แล้วหนัง “เจ๋ง” มักจะถูกจัดอยู่ในสกุลหนังประเภท “Black Comedy” ครับ ซึ่งเป็นหนังตลกที่ผสมเรื่องราวความรุนแรงและอารมณ์เสียดสีลงไปด้วย

สำหรับ Inglourious Basterds นั้น แทแรนทิโน่ได้ใช้พล็อตเรื่องในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ช่วงที่กองทัพนาซีเข้ารุกรานฝรั่งเศสโดยแทแรนทิโน่พยายามผูกโครงเรื่องให้ผู้ชมเกิดความสงสัยว่าเหตุการณ์ต่อไปจะมีอะไรเกิดขึ้น

จริงๆแล้วความพิเศษของหนัง “เจ๋ง” มันอยู่ที่ตรงนี้แหละครับ การที่คนเขียนบทและผู้กำกับได้วางเหตุการณ์หลายเหตุการณ์ให้แยกขาดจากกันก่อนจะมาขมวดปมผูกให้เหตุการณ์เหล่านั้นกลายมาเป็นจุดไคลแมกซ์สำคัญของภาพยนตร์

กระบวนหนังที่ผมดูเสร็จแล้วต้อง สบถคำว่า “เจ๋ง” ออกมาเท่าที่จำได้ก็มี The Big Lebowski (1998) ของสองศรีพี่น้องตระกูลโคเอน (The Coen Brothers), Snatch (2000) หนังอังกฤษของกาย ริชชี่ (Guy Ricchie) และหนังตระกูล Ocean ตั้งแต่ Ocean ’s eleven จนถึง Ocean ’s thirteen ของสตีเว่น โซเดอร์เบิร์ก (Steven Soderbergh)

จริงๆแล้ว Inglourious Basterds เป็นชื่อที่แทแรนทิโน่จงใจตั้งขึ้นเพื่อให้ล้อกับชื่อหนังสงครามอีกเรื่องที่ชื่อ The Inglorious Bastards (1978) ของเอนโซ่ คาสเตลราลี่ (Enzo Castellari) ผู้กำกับชาวอิตาเลี่ยนครับ

แทแรนทิโน่เขียนบทภาพยนตร์เรื่องนี้เอง ซึ่งแม้ว่าเขาจะไม่ได้ยึดข้อมูลพื้นฐานทางประวัติศาสตร์มากเท่าไรนักแต่สิ่งที่แทแรนทิโน่ได้ทำให้เราเห็นคือ การทำให้สงครามกลายเป็น “อาชญากรรมของการหักเหลี่ยม”โดยแทแรนทิโน่ได้เติมอารมณ์ขันแบบ Black Comedy เข้าไปด้วย

จุดเด่นอย่างหนึ่งของหนังเรื่องนี้ คือ การได้ดารามากฝีมือที่มาจากฝั่งยุโรปมาร่วมงานและทำให้การพูดภาษาเยอรมันและภาษาฝรั่งเศส นั้นดูมีความเป็นธรรมชาติอย่างมาก

แทแรนทิโน่ได้ “แบรท พิตต์” มารับบทนำเป็นผู้หมวดอัลโด้ เรน ฉายา Aldo the Alpache ซึ่งพิตต์ก็เล่นได้สุดยอดตามมาตรฐานซูเปอร์สตาร์

ส่วนดารายุโรปอีกคนที่ผมอยากพูดถึง คือ คริสตอฟ วอลซ์ (Christoph Waltz) ดาราชาวออสเตรียนที่มารับทเป็นพันเอกฮันส์ แลนดา (Hans Landa) แห่งกองทัพนาซี เจ้าของฉายา The Jew Hunter ซึ่งถ้าจะให้คะแนนการแสดงแล้วผมให้วอลซ์เต็มร้อยเลยครับ เพราะวอลซ์แสดงให้เห็นถึงความน่ากลัวปนความไซโคของนายทหารฝ่ายเอสเอสได้เหนือคำบรรยายจริงๆ จึงไม่น่าแปลกใจที่วอลซ์จะได้รับรางวัลดาราชายยอดเยี่ยม (Best Actor Award) จากเทศกาลหนังเมืองคานส์ในปีนี้

แม้ว่า Inglourious Basterds จะทำให้มุมมองที่เรามีต่อหนังสงครามโลกครั้งที่สองแตกต่างออกไป แต่จะว่าไปแล้วการสร้างหนังสงครามอาจไม่จำเป็นต้องเน้นความหดหู่ของการทำลายล้างเพียงอย่างเดียวก็ได้นะครับ บางครั้งหนังสงครามอาจพาให้เราได้มองเห็นแง่มุม “เจ๋ง”ๆ บางอย่างประเภทที่ว่าเฮ้ยมึงคิดได้ไงวะเนี่ยซึ่งหนังประเภทนี้ดูเหมือนแทแรทิโน่จะทำได้ดีเสียด้วยนะครับ

อ้อ! สำหรับหนังเรื่องนี้,เป็นครั้งแรกที่ผมได้เห็นการจัดเรตติ้งสำหรับผู้ชมตาม พรบ. ภาพยนตร์ฉบับใหม่ซึ่งเขากำหนดให้ผู้ชมที่จะดูหนังเรื่องนี้ควรจะมีอายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไปนะครับ

Hesse004

Aug 15, 2009

“ความจำสั้น…แต่รักฉันยาว” บางสิ่งที่อยากลืม เรากลับจำ





ถ้าจะว่าไปแล้วการสร้าง “หนังรัก” (Love Story) ให้ดูแล้วอิ่ม ประทับใจนั้นค่อนข้างเป็นโจทย์ที่ยากเอาการอยู่นะครับ เพราะหากผู้สร้างเน้นไปที่ “อารมณ์รัก” มากจนเกินไปหนังรักเรื่องนั้นอาจจะหวานปนเลี่ยนจนทำให้ผู้ชม “อิน” กับบทโศกซึ้งเกินสมควร

ด้วยเหตุนี้เองการสร้างหนังรักจึงมักเติม “อารมณ์ขัน” เพื่อสร้างความกลมกล่อมให้กับตัวหนังซึ่งหนังรักที่เจือไปด้วยอารมณ์ขันนี้ภาษาภาพยนตร์เขาเรียกว่า “โรแมนติค คอมเมดี้” (Romantic Comedy) ครับ

เมื่อปีกลายสถาบันภาพยนตร์อเมริกัน (The American Film) ได้สำรวจความคิดเห็นของสมาชิกกว่า 1,500 คนเกี่ยวกับสิบอันดับหนังรักโรแมนติค คอมเมดี้ ของอเมริกาที่น่าประทับใจ ผลการโหวตปรากฏว่า City Light (1931) ของ ชาร์ลี แชปลิน (Charles Chaplin) เป็นหนังรักโรแมนติค คอมเมดี้ ที่สมาชิกของสถาบันภาพยนตร์อเมริกันประทับใจมากที่สุดครับ ส่วนอันดับสองได้แก่เรื่อง Annie Hall (1977) ของผู้กำกับปัญญาชน “วูดดี้ อัลเลน” (Woody Allen)

โดยส่วนตัวแล้วผมประทับใจหนังโรแมนติค คอมเมดี้จากฝั่งอังกฤษอย่าง Four Wedding and a Funeral (1994), Notting Hill (1999) และ Love Actually (2003) ซึ่งทั้งสามเรื่องนี้เป็นผลงานของริชาร์ด เคอร์ติส (Richard Curtis) มือเขียนบทภาพยนตร์และกำกับหนังโรแมนติคคอมเมดี้แห่งเกาะอังกฤษ

กลับมาหัวเรื่องที่จั่วไว้ข้างต้นดีกว่าครับ, หนังเรื่อง ความจำสั้น… แต่รักฉันยาว (2552) เป็นผลงานการกำกับของคุณยงยุทธ ทองกองทุน ครับ โดยหนังเรื่องนี้ใช้ชื่อภาษาอังกฤษว่า Best of Times

สำหรับบทภาพยนตร์เรื่องนี้ได้รับการสร้างสรรค์โดยคุณวรรณฤดี พงษ์สิทธิศักดิ์ , คุณอมราพร แผ่นดินทอง และคุณนนตรา คุ้มวงศ์ ครับ เหตุที่ต้องกล่าวถึงทีมบทภาพยนตร์ด้วยก็เพราะว่าหนังรัก โรแมนติคคอมเมดี้ที่มีเสน่ห์นั้นจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องมีมือเขียนบทดีๆมาช่วยส่งให้ตัวหนังนั้นน่าติดตาม

“ความจำสั้น… แต่รักฉันยาว” เป็นเรื่องราวความรักของคนสองคู่ สองวัยที่เวียนมาพบกันในช่วงเวลาสั้นๆ หากมันกลับประทับอยู่ในความทรงจำซึ่งกันและกันยาวนาน (ย่อหน้านี้ผมลอกเอามาจากโปรยหัวเรื่องย่อของหนังครับ)

หนังเรื่องนี้เข้าใจหยิบเรื่อง “ความทรงจำ” ที่เกี่ยวกับความรักของคนสองวัยมานำเสนอ เพียงแต่กล่าวถึงความรู้สึกของคนสองคู่สองวัยในมุมที่แตกต่างกัน

ตามธรรมเนียมเดิมนะครับ ผมขออนุญาตไม่เล่าเนื้อหาเพียงแต่หยิบข้อคิดที่ได้จากการดูหนังเรื่องนี้มาเล่าสู่กันฟัง

หนังเรื่องนี้เล่าเรื่องความรักได้น่าสนใจมากครับ โดยเฉพาะการจัดการกับความทรงจำที่มีต่อความรักครั้งแรกและรักครั้งสุดท้าย

อันที่จริงแล้วความทรงจำที่มีต่อความรักนั้นบางครั้งมันก็ดู “อิ่มเอม” เวลาหวนกลับไปนึกถึงวันวานที่หวานอยู่ แต่บางคราวหากความทรงจำนั้นมัน “ขม” ไอ้เจ้าความทรงจำเหล่านั้นมันมักจะมาหลอกหลอนเจ้าของอยู่ร่ำไปเวลาที่มันมีอะไรมาสะกิดใจเรา

“ความจำสั้น… แต่รักฉันยาว” เป็นหนังที่พูดถึงความทรงจำที่มีต่อความรักของคนสองวัยครับ รักของวัยหนุ่มสาวเป็นรักครั้งแรกที่เต็มไปด้วยความทรงจำที่เจ็บปวดทั้งตัวพระเอกอย่าง “หมอเก่ง” และนางเอกอย่าง “ฝ้าย” ไอ้ความทรงจำเหล่านี้มันกลับมาสะกิดให้คนทั้งคู่ต้อง “ขมขื่น” ทุกครั้งเวลาที่มีสิ่งเร้ามาหวนให้รำลึกถึง

ในทางกลับกันรักของคนมีอายุ (แก่) อย่างคุณลุงจำรัสและป้าสมพิศ กลับกลายเป็นรักครั้งสุดท้ายที่เต็มไปด้วยความเข้าอกเข้าใจที่แม้ว่าบางครั้งอาจจะรู้สึก “สับสน” กลับเงื่อนไขทางจริยธรรมที่ถูกสังคมกำหนดเอาไว้ แต่ท้ายที่สุดแล้วรักของคนแก่กลับเป็นรักที่ “อิ่มเอม” เพราะมันเป็นรักที่เลือกจะเก็บความทรงจำที่ดีๆเอาไว้ก่อนที่มันจะเลือนหายไป

คนบางคนสามารถจดจำเรื่องราวของคนที่เรารักได้มากกว่าเรื่องราวของตัวเราเองเสียอีก ด้วยเหตุนี้เองเวลาที่มันคิดจะลืมมันเลยเป็นอะไรที่ “ยากจะลืมเลือน” อย่างไรก็ตามมนุษย์เราย่อมร่วงโรยไปตามธรรมชาติด้วยเหตุนี้เองความทรงจำดีๆบางอย่างมันกลับค่อย “ลบเลือน” หายไปด้วย

พูดถึงตรงนี้ทำให้นึกถึงเนื้อเพลง “อยากลืมกลับจำ” ที่เขาร้องว่า “บางสิ่งเราอยากจำ มันกลับลืม” แต่ “บางสิ่งเราอยากลืม มันกลับจำ” เพลงนี้คนแต่งเขาเข้าใจแต่งนะครับเพราะมันเป็นธรรมชาติอย่างหนึ่งของมนุษย์เรา

เช่นเดียวกับการเก็บความทรงจำก็เป็นคุณสมบัติพิเศษอย่างหนึ่งของความเป็นมนุษย์เหมือนกันนะครับ เขียนมาถึงตรงนี้แล้วทำให้นึกถึงคำสอนของพุทธองค์เรื่อง “ขันธ์ 5” ว่าความทรงจำก็เป็น “สัญญา”อย่างหนึ่งของมนุษย์ซึ่งเมื่อถึงวันหนึ่งเจ้าสัญญาตัวนี้ก็ค่อยๆเสื่อมหายไป

ท้ายที่สุดผมคิดว่าก่อนเราจะจากโลกใบนี้ไปบางทีเราน่าจะเก็บความทรงจำดีๆไว้บ้างนะครับ บางเรื่องอะไรที่ควรจะจดจำก็พยายามจำมันไว้ให้นานที่สุดเท่าที่เรายังมีลมหายใจอยู่ แต่บางเรื่องที่ไม่น่าจะจำก็ลองทำลืมๆมันไปบ้างก็ได้นะครับ

Hesse004

Aug 7, 2009

“โกงแต่ขอให้มีผลงาน” มิจฉาทิฐิของการพัฒนาประเทศ



เมื่อไม่นานมานี้ดูเหมือนว่าผลสำรวจโพลเกี่ยวกับเรื่องการยอมรับ “รัฐบาลที่โกงแต่ขอให้มีผลงาน” นั้นน่าจะสะท้อนค่านิยมบางอย่างของคนไทยเรานะครับ

จะว่าไปแล้ว “โพล” ก็ไม่ได้เป็นตัวแทนของคนทั้งประเทศ เพียงแต่โพลเป็นตัวบ่งบอกวิธีคิดอะไรบางอย่างของคนที่ถูกสำรวจความคิดเห็น

ปัญหาคลาสสิคอย่างหนึ่งของการศึกษาเรื่อง “เศรษฐศาสตร์ว่าด้วยการคอร์รัปชั่น” (Economics of Corruption) คือ จริงๆแล้วคอร์รัปชั่นนั้นมันส่งผลดีหรือผลเสียกับสังคมในแง่ใดบ้าง และหากเราจำเป็นต้องให้มีการคอร์รัปชั่นดำรงอยู่แล้วระดับความเหมาะสมของความเสียหายที่เกิดจากการคอร์รัปชั่นมันควรจะอยู่ในระดับไหนดี

ทุกคนย่อมรู้ดีนะครับว่า การคอร์รัปชั่นนั้นเป็น “มะเร็งร้าย” ของสังคม คอร์รัปชั่นไม่ส่งผลดีต่อสังคมแน่นอน

ในอดีตที่ผ่านมามีนักวิชาการเรื่องคอร์รัปชั่นหลายคนพยายามมองว่าคอร์รัปชั่นเปรียบเสมือนเป็น “น้ำมันหล่อลื่น” (Grease in the Wheel) ของระบบเศรษฐกิจนะครับ ซึ่งจะว่าไปแล้วก็อาจจะถูกประการหนึ่ง เพราะหากไม่มีการคอร์รัปชั่นแล้วบางที “โครงการดีๆ” อาจจะไม่มีวันเกิดก็เป็นได้

ด้วยเหตุนี้เอง “นักการเมือง” ตั้งแต่ระดับชาติไปจนระดับท้องถิ่นจึงถือโอกาสใช้โครงการต่างๆเหล่านี้เป็นเครื่องมือในการหาเสียงพร้อมทั้งหากินไปกับโครงการใหม่ๆเหล่านี้

ดูเหมือนว่าหลายสิบปีที่ผ่านมาอาชีพ “นักการเมือง” จะถูกตราหน้าจากสังคมว่าเกี่ยวข้องกับการคอร์รัปชั่นมากที่สุดอาชีพหนึ่ง ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะนักการเมืองเป็นบุคคลสาธารณะที่ต้องทำหน้าที่เป็นตัวแทนของประชาชนรวมไปถึงมีบทบาทในการตัดสินใจโครงการสำคัญๆของประเทศ

นักการเมือง มักจะทำหน้าที่เปรียบเสมือน “นายหน้า” ที่คอยผลักดันโครงการในท้องถิ่นหรือพื้นที่ของตัวเองเข้าสู่กระบวนการพิจารณาเงินงบประมาณ โดยได้รับค่าตอบแทนในรูปของค่าคอมมิสชั่นจากการวิ่งเต้นให้โครงการนั้นผ่าน ก่อนจะผันโครงการเหล่านั้นเป็นเงินผ่านกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างของรัฐโดยร่วมมือกับนักธุรกิจ พ่อค้าผู้หวังประโยชน์จากการขายสินค้าและบริการให้รัฐ

ทั้งหมดนี้เป็น “คุโณปการ” ของนักการเมืองครับ พูดง่ายๆคือหากไม่มีเขา การพัฒนาประเทศย่อมทำไม่ได้ กล่าวโดยสรุปแล้วนักการเมืองมักจะทำหน้าที่อยู่สองอย่างครับ โดยหน้าที่หลักเป็นนายหน้าที่ค้าขายโครงการของรัฐโดยเอาประโยชน์ของประชาชนเป็นข้ออ้าง เอ๊ย! เป็นที่ตั้งครับ ส่วนหน้าที่รองคือเป็นตัวแทนของประชาชนเฉพาะเวลาใกล้หาเสียงเลือกตั้ง

อย่างไรก็ตามมีนักวิชาการเรื่องคอร์รัปชั่นอีกจำนวนหนึ่งที่มองว่า คอร์รัปชั่นเปรียบเสมือน “ทรายติดล้อจักรยาน” (Sand in the Wheel) ครับ ลองนึกภาพดูนะครับว่าเวลาทรายมันติดล้อเยอะๆเนี่ยล้อมันจะหมุนไปได้ยังไง

นักวิชาการกลุ่มนี้มองว่าการคอร์รัปชั่นเป็นตัวถ่วงความเจริญของชาติครับ มีงานศึกษาหลายชิ้นพยายามชี้ให้เห็นว่า จริงๆแล้วคอร์รัปชั่นนั้นส่งผลทางลบต่อการพัฒนาเศรษฐกิจในระยะยาวครับ

งานชิ้นหนึ่งที่ถูกอ้างอิงเสมอในวงวิชาการเศรษฐศาสตร์ว่าด้วยการคอร์รัปชั่น คือ งานของเปาโล เมาโร (Paolo Mauro) เรื่อง Corruption and Growth (1995) ซึ่งเมาโร ใช้วิธีการทางเศรษฐมิติหาความสัมพันธ์ระหว่างการคอร์รัปชั่นและอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจซึ่งผลการศึกษาพบว่าการคอร์รัปชั่นทำให้การลงทุนลดลงและส่งผลไปยังอัตราการจำเริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่ลดลงด้วย

การศึกษาชิ้นต่อมาของเมาโร เรื่อง Corruption and the composition of government expenditure (1998)ยังพบอีกว่าการคอร์รัปชั่นนั้นมีผลต่อการลดรายจ่ายของรัฐด้านการศึกษาและสาธารณสุขเนื่องจากงบประมาณจำนวนมากถูกแปรไปเป็นรายจ่ายในการก่อสร้างซ่อมแซมสาธารณูปโภคอย่าง ถนน ซึ่งง่ายต่อการคอร์รัปชั่น

นอกจากงานของ เมาโร แล้วยังมีนักเศรษฐศาสตร์จากสำนักไอเอ็มเอฟ อย่าง วีโต้ แทนซี่ (Vito Tanzi) และ ฮามิด ดาวูดี้ (Hamid Davoodi) ยังชี้ให้เห็นว่าคอร์รัปชั่นมีส่วนในการลดรายได้ทางภาษีของรัฐทำให้รัฐไม่สามารถเก็บรายได้ได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย

จะเห็นได้ว่าการคอร์รัปชั่นมันส่งผลกระทบด้านลบไปเสียหมดเลยนะครับ ในแง่หนึ่งเมื่อมีการคอร์รัปชั่นในการจัดเก็บรายได้แล้ว รัฐก็หาเงินได้น้อย แถมเมื่อรัฐเอาเงินภาษีออกมาใช้จ่ายในการพัฒนาประเทศแล้วมีการคอร์รัปชั่นกันอีก สินค้าและบริการที่รัฐซื้อย่อมมีราคาแพงอีกทั้งได้ของที่ไม่มีประสิทธิภาพ ใช้งานได้ไม่เต็มที่ ใช้ไปไม่เท่าไรก็ต้องซ่อมแซมเสียเงินงบประมาณอีก และเมื่อรัฐหาเงินไม่เข้าเป้าท้ายที่สุดก็ต้อง “กู้” ไงล่ะครับ

คอร์รัปชั่นยังทำให้ประเทศเราขาดโอกาสในการพัฒนาคน เพราะคอร์รัปชั่นได้ไปลดรายจ่ายด้านการศึกษา สาธารณสุข รวมทั้งรายจ่ายในการวิจัยและพัฒนา รายจ่ายเหล่านี้เป็นค่าเสียโอกาสที่สูญเสียไปเพียงเพราะเราต้องเอาเงินงบประมาณไปทุ่มให้กับโครงการเฮงซวยทั้งหลายที่มาจากนักการเมืองที่หวังหากินกับโครงการต่างๆของรัฐ

ผมไม่แน่ใจว่าเรายังจะรับได้อีกหรือครับที่ว่า “โกงแต่ขอให้มีผลงาน” หรือทั้งหมดนี้มันเป็น “มิจฉาทิฐิ” ที่เราเห็นเพียงว่าจะดีจะชั่วก็ขอให้ทำงาน แต่เราไม่เคยตั้งคำถามต่อไปว่าเมื่อมันชั่วแล้วทำงานให้เราผลร้ายที่จะตามมามันจะเป็นอย่างไรหรือเราจะปล่อยให้มันกลายเป็นวงจรอุบาทว์อย่างนี้ไปชั่วลูกชั่วหลานล่ะครับ

Hesse004

Jul 26, 2009

Public Enemies ศัตรูหมายเลขหนึ่งของแผ่นดิน





ขึ้นชื่อว่า “โจร” แล้วย่อมมีแต่คนเกลียดกลัวนะครับ แต่โจรน้อยคนนักที่จะได้รับการยอมรับนับถือจากผู้คนว่าเป็น “จอมโจร” ซึ่งหนึ่งในจอมโจรที่ว่านี้คือ “จอห์น เฮอร์เบิร์ต ดิลลิงเจอร์” (John Herbert Dillinger) ครับ

ไม่กี่วันมานี้หนังเรื่อง Public Enemies (2009) ผลงานการกำกับของไมเคิล มานน์ (Michael Mann) เพิ่งจะลงโรงฉาย หนังเรื่องนี้ว่าด้วยเรื่องของจอมโจรชื่อดังแห่งทศวรรษที่สามสิบ “จอห์น ดิลลิงเจอร์” ครับ โดยบทภาพยนตร์เรื่องนี้ดัดแปลงมาจากหนังสือของไบรอัน เบอโร่ (Bryan Burrogh) เรื่อง Public Enemies : America’s Greatest Crime Wave and the Birth of the FBI, 1933-43 ครับ (ข้อมูลจาก วิกีพีเดีย)

หนังเรื่องนี้ยังได้จอหน์นี่ เดปป์ (Johnny Depp) มารับบทเป็น จอห์น ดิลลิงเจอร์ ซึ่งถ้าจะให้คะแนนการแสดงแล้ว ผมให้เต็มสิบเลยครับ เพราะเดปป์เล่นเรื่องนี้ได้โดดเด่นมากๆ

จอห์น ดิลลิงเจอร์ เป็นจอมโจรชื่อดังในต้นทศวรรษที่สามสิบ ซึ่งช่วงเวลาดังกล่าวสหรัฐอเมริกากำลังเผชิญกับภาวะวิกฤตเศรษฐกิจตกต่ำครั้งรุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์หรือที่เรารู้จักกันในชื่อ The Great Depression

วิกฤตเศรษฐกิจตกต่ำในครั้งนั้นนอกจากจะทำให้ชาวอเมริกันตกงานกันเรือนล้านแล้วยังส่งผลต่อการเพิ่มขึ้นของสถิติการก่ออาชญากรรมอีกด้วยไล่ตั้งแต่การลักเล็กขโมยน้อยไปจนกระทั่งการปล้นธนาคาร

และเจ้าปัญหาโจร (ไม่) กระจอกออกอาละวาดนี้เองที่ทำให้รัฐบาลอเมริกันยุคนั้นต้องรีบกวาดล้างเหล่าทุรชนทั้งหลายอย่างเร่งด่วนโดยใช้บริการหน่วยงานอย่าง Federal Bureau of Investigation หรือที่รู้จักกันดีว่า “เอฟบีไอ” (FBI) นั่งเองครับ

จริงๆแล้วเอฟบีไอก่อตั้งมาตั้งแต่ปี ค.ศ.1908 แล้วครับ แต่บทบาทของเอฟบีไอเริ่มมีมากขึ้นเรื่อยๆในช่วงที่สหรัฐอเมริกาเต็มไปด้วยมหาโจรและเหล่าแก๊งสเตอร์ (Gangster) ครองเมืองซึ่งช่วงเวลาดังกล่าวถูกเรียกขานว่า “Public Enemy Era” หรือ “ยุคแห่งศัตรูของรัฐ”

บทบาทของเอฟบีไอในช่วง Public Enemy Era นั้นดูจะมีอำนาจล้นฟ้าจนทำให้ใครหลายคนอยากเป็นเอฟบีไอกันเป็นแถว ทั้งนี้ทั้งนั้นคงต้องยกความดีความชอบให้กับ “เจ เอ็ดการ์ ฮูเวอร์” (J. Edgar Hoover) อดีตผู้อำนวยการเอฟบีไอคนแรก ชายผู้ซึ่งครั้งหนึ่งเคยมีอิทธิพลมากที่สุดในเรื่องการกุมข้อมูลความลับของบุคคลสำคัญทั้งหลายในสหรัฐอเมริกาไม่ว่าจะเป็นมาเฟีย นักการเมือง ดารา รวมไปถึงประธานาธิบดี!!

เจ เอ็ดการ์ ฮูเวอร์ เป็นผู้นำที่เข้มแข็งของเอฟบีไอ เขาได้สร้างอาณาจักรเอฟบีไอให้กลายเป็นองค์กรที่มีอิทธิพลองค์กรหนึ่งของสหรัฐอเมริกา โดยฮูเวอร์นั่งอยู่ในตำแหน่งผู้อำนวยการเอฟบีไอยาวนานถึงสามสิบเจ็ดปี (1935 - 1972) และรับใช้ประธานาธิบดีสหรัฐถึงหกคนครับ

ฮูเวอร์ได้ทำให้เอฟบีไอแตกต่างจากตำรวจทั่วไป กล่าวคือ เขาได้นำวิธีการสืบสวนสอบสวนที่เป็นวิทยาศาสตร์มาทำการสอบสวนผู้ต้องหา นำเครื่องไม้เครื่องมือและเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาใช้ในการสืบหาข่าวคราวของเหล่าร้ายซึ่งงานของเอฟบีไอในยุคเริ่มต้นคือการทำสงครามกับเหล่าแก๊งสเตอร์รวมไปถึงจอมโจรทั้งหลาย

แน่นอนครับว่าช่วงเวลา Public Enemy เหล่าร้ายที่ขึ้นชื่อว่าเป็นศัตรูของรัฐต้องรวม จอห์น ดิลลิงเจอร์ เข้าไปด้วยเนื่องจากดิลลิงเจอร์เป็นโจรปล้นธนาคารที่ทางการต้องการตัวมากที่สุด (Most Wanted)

มีข้อน่าสังเกตอย่างหนึ่งนะครับว่าช่วงเวลาดังกล่าวเป็นช่วงที่เหล่าแก๊งสเตอร์หรือจอมโจรทั้งหลายได้รับความสนใจจากสื่อมวลชนและผู้คนเป็นอย่างมาก จนทำให้เรื่องราวอันน่าตื่นเต้นของคนเหล่านี้ได้รับการถ่ายทอดเป็นภาพยนตร์อยู่เรื่อยๆ

เหล่า Public Enemies ที่ทางการต้องการตัวมากที่สุดนอกจาก ดิลลิงเจอร์ แล้วยังมีจอมโจรหน้าอ่อน “เบบี้เฟซ เนลสัน” (BabyFace Nelson) รวมถึงคู่รักจอมโจรอย่าง “บอนนี่แอนด์ไคลด์” (Bonny and Clyde) ซึ่งเรื่องของขุนโจรเหล่านี้ล้วนถูกหยิบไปสร้างเป็นภาพยนตร์ทั้งสิ้นครับ

กลับมาที่ดิลลิงเจอร์กันต่อครับ, ชื่อเสียงของจอห์น ดิลลิงเจอร์ ได้รับการยอมรับนับถือจากชาวอเมริกันในฐานะเป็นโจรที่พอจะมีคุณธรรมอยู่บ้างจนหลายคนขนานนามเขาว่าเป็น “โรบินฮู้ด” ยุคใหม่เลยทีเดียว

ดิลลิงเจอร์เป็นจอมโจรที่มีเสน่ห์ แต่งตัวดี มีรสนิยมและที่สำคัญมีความฉลาดเฉลียวในการปล้น พูดง่ายๆว่าเขาเป็นซูเปอร์สตาร์ของวงการโจรแห่งยุคนั้นเลยทีเดียว ด้วยเหตุนี้ดิลลิงเจอร์จึงกลายเป็น Public Enemies หมายเลขหนึ่งที่ทางการอเมริกันต้องการตัว

อย่างไรก็ตามจุดจบของดิลลิงเจอร์จะเป็นอย่างไรนั้น ผมคงต้องรบกวนท่านผู้อ่านลองไปดู Public Enemies ของ ไมเคิล มานน์ เองก็แล้วกันนะครับ

พูดถึงตรงนี้ ผมกลับมานึกถึง Public Enemy คนหนึ่งที่รัฐบาลไทยกำลังควานหาตัวกันอยู่จ้าล่ะหวั่นเพราะดูเหมือนว่า Public Enemy คนนี้จะมีที่หลบภัยอยู่หลายแห่งเลยนะครับ ตั้งแต่ตะวันออกกลางไปยังหมู่เกาะแถวๆแคริบเบียน เอ! หรือว่ารัฐบาลไทยต้องใช้บริการเอฟบีไอเสียแล้วล่ะครับ

Hesse004

Jul 12, 2009

ระยะห่างที่เรียกว่า “ที่ว่าง”





ไม่ได้เขียนบล็อกมาเดือนกว่าๆรู้สึกว่า “สนิม” ที่เกาะอยู่ในสมองของผมจะหนาขึ้นทุกที ช่วงเดือนที่ผ่านมาผมมัวแต่วุ่นวายกับการเขียน Dissertation ที่ดูเหมือนยังไม่ลงตัวเสียที ด้วยเหตุนี้งานอดิเรกอื่นๆเป็นอันต้องพักไว้ก่อนครับ

ช่วงเวลาสองปีกว่าๆที่เขียนบล็อก ผมรู้สึกเหมือนได้นั่งทบทวนความคิดของตัวเองพร้อมๆกับการได้แสวงหาความรู้ใหม่ๆเพิ่มเติมซึ่งกว่าจะเขียนแต่ละเอนทรี่ (Entry) ได้นั้นมันต้องใช้เวลาพอสมควรเลยทีเดียว

ว่ากันว่า “บล็อก”ได้สะท้อนตัวตนของ “บล็อกเกอร์” (Blogger) หรือคนเขียนบล็อกนั้น ซึ่งตลอดสองปีที่ผ่านมาผมพยายามค้นหาตัวเองผ่านเรื่องที่เขียนไม่ว่าจะเป็นหนังสือ ภาพยนตร์ ดนตรี ฟุตบอลรวมไปถึงวิชาเศรษฐศาสตร์

กลับมาเรื่องที่อยากจะเขียนดีกว่าครับ, จั่วหัวเอนทรี่นี้ไว้ด้วยเหตุที่ได้แรงบันดาลใจบางอย่างจากเพลง “ที่ว่าง” ของวงพอส (Pause)

โดยส่วนตัวแล้ว ผมคิดว่า “Pause” ได้กลายเป็นตำนานในวงการเพลงไทยสมัยใหม่โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “Pause” คือ ศิลปินอินดี้กลุ่มแรกๆที่เติบโตมาพร้อมๆกับ “หมาทันสมัย” (Modern Dog) ในช่วงปลายทศวรรษที่ 90

วงพอส มี “โจ้” อัมรินทร์ เหลืองบริบูรณ์ เป็นนักร้องนำ แม้ว่าโจ้จะจากพวกเราไปหลายปีแล้วแต่เพลงที่เขาร้องแทบทุกเพลงได้กลายเป็นอมตะไปแล้วไม่ว่าจะเป็น ความลับ, ข้อความ, สัมพันธ์, รักเธอทั้งหมดของหัวใจ, ใจบางบาง และที่จะลืมไม่ได้เลย คือ เพลง “ที่ว่าง” ครับ

เพลงที่ว่าง หรือที่ใช้ชื่อภาษาอังกฤษว่า Empty Space นั้นอยู่ในอัลบั้มของ Pause ที่ชื่อ Push (Me) Again ซึ่งเป็นอัลบั้มแรกของ Pause ที่ออกมาเมื่อปี พ.ศ.2539 ในสังกัดเบเกอรี่มิวสิค (Bakery Music) ครับ

จะว่าไปแล้วเพลงที่ว่างเป็นเพลงแรกที่ทำให้คนรู้จัก “Pause” และ “โจ้” ด้วยเสน่ห์ของเพลงนี้อยู่ที่ “เนื้อหา” และน้ำเสียงของโจ้ที่ร้องเพลงนี้ได้กินใจยิ่งนัก

“ที่ว่าง” กล่าวถึง ความสัมพันธ์ที่ต้องการ “อิสระ”และ “ระยะห่าง” ของความรัก

ลองคิดเล่นๆแบบนักคณิตศาสตร์ดูบ้างนะครับว่า ถ้าความสัมพันธ์ที่เรียกว่า “ความรัก” เป็นฟังก์ชั่นชนิดหนึ่งที่มีปัจจัยหลายอย่างที่ทำให้ “รัก” นั้นคงอยู่ได้ยั่งยืน ปัจจัยที่ว่านี้ก็คงเริ่มตั้งแต่ความจริงใจ ความซื่อสัตย์ ความเข้าใจ การเอาใจใส่ซึ่งกันและกัน ความสม่ำเสมอ เป็นต้น อย่างไรก็ตามยังมีปัจจัยอีกตัวที่เรามักหลงลืมกันไปนั่นคือ การจัดวางระยะห่างของความสัมพันธ์ให้เหมาะสมไงล่ะครับ ซึ่งระยะห่างที่ว่านี้มันก็แล้วแต่ข้อตกลงของคนสองคนว่าระยะห่างขนาดไหนมันถึงจะเหมาะสมดี

หากหยิบปัจจัยตัวนี้มาพิจารณาแล้ว เราจะเห็นว่า การจัดวางระยะห่างของความสัมพันธ์ในฐานะเป็นตัวแปรต้น (Independence Variable) มักจะมีเครื่องหมายหน้าสัมประสิทธิ์ของตัวแปร (Coefficient) แตกต่างกับ ตัวแปรต้นอีกตัวที่เรียกว่า “การแสดงความเป็นเจ้าของ” ครับ

นั่นหมายถึงว่า “ความรัก” ในฐานะที่เป็นตัวแปรตาม (Dependence Variable) นั้น มันขึ้นอยู่กับตัวแปรต้นหลายตัวที่บ่อยครั้งบางตัวมันก็ทำให้ความรักมันถดถอยลงได้เหมือนกัน

เนื้อหาของเพลงที่ว่างให้ความหมายไว้ดีมากนะครับ โดยเฉพาะมุมมองเกี่ยวกับความรักที่ไม่พยายามจะครอบครองหรือเป็นเจ้าเข้าเจ้าของใคร

เขียนถึงตรงนี้แล้วทำให้ผมนึกถึงเพลง “เต็มใจให้” ของ ศุ บุญเลี้ยง ที่เคยฮิตเมื่อสิบสี่สิบห้าปีก่อน เพลงนี้ก็พูดถึงการให้ความรักที่บริสุทธิ์ใจ ที่ไม่หวังจะได้อะไรตอบแทนกลับคืน เพลงนี้น่าจะเป็น “อุดมคติ” ของใครหลายคนที่บูชาความรัก

จริงๆแล้วความรักทุกอย่างต้องการ “อิสระ” อยู่เสมอนะครับ นั่นคือ อิสระที่จะเลือกรัก อิสระที่จะเลือกผูกพัน แม้แต่อิสระที่เลือกจากไป ทั้งหมดนี้มันครอบคลุมความรักในทุกระดับไม่ว่าจะเป็นรักของหนุ่มสาว รักของเพื่อนฝูง แม้กระทั่งรักของพ่อแม่ที่มีต่อลูก

“ที่ว่าง” จึงกลายเป็นพื้นที่สำคัญที่ทำให้ความสัมพันธ์ที่เรียกว่า “รัก” มีคุณค่ามากขึ้น แม้ว่าบางคนอาจรู้สึกว่าการหาที่ว่างให้กับความสัมพันธ์ของตัวเองกับคนรักเป็นเรื่องที่ยากลำบากเอาการ

ด้วยเหตุนี้การจัดวางความสัมพันธ์ให้เหมาะสมจึงเป็นปัจจัยอย่างหนึ่งที่จะทำให้เรารักแบบไม่ทุกข์…เข้ากับเนื้อร้องที่ว่า “ประโยชน์ที่ใดหากรักทำร้ายตัวเอง”

ผมชอบเนื้อหาของเพลงนี้ที่บอกว่า

“ก่อนเคยคิดว่ารักต้องอยู่ด้วยกันตลอด เติบโตจึงได้รู้ความจริง”

ซึ่งผมไม่แน่ใจว่า “เติบโตจึงได้รู้ความจริง” นั้น มันหมายถึงว่า ยิ่งเมื่อเราโตขึ้นมันมีอะไรที่ควรคิดมากกว่า “การแสวงหาความรัก” หรือเปล่า?

ความรักเป็นความสัมพันธ์ชนิดหนึ่งที่ซับซ้อน จนบางครั้งเราเองก็ไม่อาจจะเข้าใจมันได้ทั้งหมด แต่ไอ้ความซับซ้อนดังกล่าวมันกลับตั้งอยู่บนพื้นฐานของความเรียบง่ายนั่นคือความจริงใจและความซื่อสัตย์ต่อคนที่เรารัก

และท้ายที่สุดมันอาจจะต้องการเพียงระยะห่างที่เรียกว่า “ที่ว่าง” เพื่อให้คนทั้งสองได้มีอิสระในการค้นหาความฝันของตัวเองบนหนทางที่เดินไปพร้อมๆกันไงล่ะครับ

Hesse004

Jun 3, 2009

ความฝันโง่ๆที่เดินไปตามความเชื่อ





ผมจั่วหัวเอนทรี่นี้ด้วยภาษาที่ไม่ค่อยไพเราะเท่าไรนะครับ จริงๆแล้วคำว่า “โง่” (Foolish / Stupid) เป็นคำคุณศัพท์ที่ไม่ค่อยมีใครอยากให้มันเข้าไปขยายสักเท่าใดนัก

เหตุที่ผมขึ้นต้นเอนทรี่นี้ด้วยคำว่า “ความฝันโง่ๆ” นั้นก็เนื่องมาจากเป็นชื่อหนังสือเสริมกำลังใจชุดสองของคุณวินทร์ เลียววาริณ ที่ได้หยิบเอาสิ่งละอันพันละน้อยมาเขียนให้ข้อคิดและกำลังใจกับคนที่กำลังเริ่มจะหมดอาลัยตายอยากในชีวิต

หนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือที่ผมชอบมากเล่มหนึ่งครับ เพราะนอกจากจะเป็นแฟนหนังสือของคุณวินทร์แล้ว ผมยังมองว่าคุณวินทร์มีมุมมองและวิธีคิดในการจัดการกับปัญหาได้ดีไม่น้อย

น่าสนใจนะครับว่า คนเราทุกคนล้วนต้องการกำลังใจด้วยกันทั้งนั้น คงเพราะไม่มีใครที่จะเข้มแข็งได้ตลอดเวลา

ด้วยเหตุนี้เองคำว่า “กำลังใจ” จึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างหนึ่งของการมีชีวิต ด้วยความที่มนุษย์เราเป็นสัตว์สังคมที่จำเป็นต้องมีปฏิสัมพันธ์กับผู้คนในสังคม ทำให้ความสัมพันธ์ต่างๆเหล่านี้กลายเป็นความผูกพันก่อนที่จะพัฒนามาเป็นความรักความห่วงใยและความเอื้ออาทรต่อกัน

ในมิติของวิชาเศรษฐศาสตร์นั้นมองว่าการสร้างกำลังใจเป็นผลกระทบภายนอกทางบวกหรือ Positive Externality ที่เกิดขึ้นจากการกระทำของบุคคลอื่นๆแต่ส่งผลทางบวกต่ออรรถประโยชน์ (Utility) ของผู้บริโภคกำลังใจนั้น

กำลังใจนั้นมาได้จากหลายทางนะครับ นอกจากคำพูดดีๆของใครคนใดคนหนึ่งแล้ว การสวมกอด การมองตา หรือแม้แต่การพยักหน้ารับฟังด้วยความเข้าอกเข้าใจก็นับเป็นกำลังใจที่ดีอย่างหนึ่งแล้ว

อย่างที่เรียนไปตอนต้นแล้วนะครับว่า มนุษย์เราไม่มีใครเข้มแข็งได้ทุกวันหรอกครับ บางวันอาจจะเป็นวันที่ดีของเรา บางวันอาจจะไม่ใช่ แต่เมื่อมันไม่ใช่วันของเราแล้วเราจะมีวิธีจัดการกับชีวิตอย่างไรให้มีความสุขมากที่สุดหรือมีความทุกข์น้อยที่สุด (Maximum happiness or minimum sadness)

หนังสือเรื่อง “ความฝันโง่ๆ” เต็มไปด้วยเรื่องราวการเดินตามความฝันของคนหลายคนที่ดูเหมือนไม่มีทางเป็นไปได้ เช่น ความฝันของจอร์จ มัลเลอรี่ ที่พยายามปีนป่ายยอดเขาเอเวอเรสต์เมื่อ 85 ปีที่แล้วก่อนจะหายสาบสูญไป เช่นเดียวกับความฝันของชายตาบอดอย่าง แอริค วีแลนไมเยอร์ ที่ฝันจะปีนขึ้นสู่เจ็ดยอดเขาที่สูงที่สุดในแต่ละทวีป หรือจะเป็น คริส มูน ที่ขาขาดจากกับระเบิดแต่ก็ยังจะฝันที่จะวิ่งมาราธอน หรือแม้แต่ ฌอง-โดมินิค โมบี ที่เป็นอัมพาตเคลื่อนไหวร่างกายไม่ได้เลยแต่เขาก็ยังฝันจะเขียนหนังสือ

ผู้คนที่คุณวินทร์เล่าถึงนั้นล้วนแล้วแต่เป็นมนุษย์ที่มีความฝันซึ่งหลายคนมองว่าเป็น “ความฝันโง่ๆ” หรือบางครั้งอาจเข้าขั้นว่า “โง่มาก” ด้วยซ้ำ แต่ทั้งหมดที่กล่าวมานี้ทุกคนล้วนทำความฝันของพวกเขาสำเร็จครับ

ผมขอยกตัวอย่างเรื่องราวของ แอริค วีเลนไมเยอร์ (Erik Weihenmayer)ชายตาบอดที่เคยปีนขึ้นยอดเขาที่สูงที่สุดในโลกอย่างเอเวอเรสต์มาแล้ว แอริค เกิดมาพร้อมกับโรค Retinoschisis ซึ่งเป็นโรคทางพันธุกรรมที่ทำให้เขาค่อยๆสูญเสียการมองเห็นจนกระทั่งเมื่อเขามีอายุได้ 13 ปี ตาของเขาจึงบอดสนิท

แอริคได้กำลังใจที่ดีจากพ่อแม่ของเขา ทำให้เขาสามารถใช้ชีวิตได้เหมือนคนปกติทั่วไปโดยไม่มีข้อจำกัดเรื่องความพิการด้านสายตา นอกจากนี้แอริคยังใช้ชีวิตผจญภัยในหลากหลายรูปแบบที่คนธรรมดาอย่างเราๆอาจจะไม่เคยได้ใช้เลยด้วยซ้ำ เช่น เขาเคยดิ่งพสุธาเดี่ยวมากกว่าห้าสิบครั้ง เคยวิ่งมาราธอน เป็นนักสกี นักดำน้ำ และที่สำคัญเขาเคยไต่ภูเขาที่สูงที่สุดในแต่ละทวีปมาแล้ว อย่างภูเขาแม็คคินลีย์ที่อะแลสกา ภูเขาอคอนกากัวที่อาร์เจนติน่า ภูเขาวินสันที่แอนตาร์คติกา ภูเขาคิลิมันจาโรที่แทนซาเนีย ภูเขาKosciusko ในออสเตรเลีย และที่น่าทึ่งที่สุดคือเขาเดินทางขึ้นยอดเขาที่สูงที่สุดในโลกอย่างเอเวอเรสต์

หลายคนถามเขาว่าทำไมต้องทรมานสังขารตัวเองด้วยการปีนเขา แอริค ตอบว่า “ความสวยงามที่แท้จริงของการปีนเขาไม่ได้อยู่ที่วิวที่ขึ้นไปดูบนยอดเขา หากแต่มันอยู่ที่ข้างภูเขาไม่ใช่บนยอด”

ผมคิดว่าวิธีคิดและการมองโลกแบบแอริคนั้นน่าสนใจนะครับเพราะดูเหมือนว่าเขาไม่ได้มองที่เป้าหมายหรือความสำเร็จเพียงอย่างเดียวหากแต่เขาพยายามเก็บเกี่ยวและให้คุณค่ากับสิ่งที่ได้รับระหว่างการเดินทางไปสู่เป้าหมายนั้นด้วย

เรื่องราวของแอริค วีแลนไมเยอร์ ได้รับการถ่ายทอดทั้งในรูปแบบหนังสืออย่าง Touch the Top of the World รวมไปถึงภาพยนตร์สารคดีเรื่อง Farther Than the Eye Can See ครับ

โดยส่วนตัวแล้วผมคิดว่าความฝันจะสำเร็จได้ก็เนื่องมาจาก “ความเชื่อ” (Believe) ครับ พูดถึงความเชื่อแล้วทำให้ผมนึกถึงเพลง “ความเชื่อ” ของบอดี้สแลม (Bodyslam) ซึ่งผมคิดว่าเป็นเพลงที่ให้กำลังใจได้ดีที่สุดเพลงหนึ่งในห้วงเวลาที่เรากำลังเดินหาความฝันของเราอยู่

เพลงความเชื่ออยู่ในอัลบั้ม Believe(2548)โดยเพลงนี้คุณตูน อาทิวราห์ คงมาลัย เป็นคนร้องนำและยังได้คุณแอ๊ด คาราบาวมาช่วยร้องอีกแรงหนึ่งด้วยซึ่งท่อนที่น้าแอ๊ดมาช่วยร้องนี้ดูเหมือนจะเพิ่มพลังและความขลังให้กับเพลงนี้ด้วยครับ

ผมขออนุญาตปิดท้ายเอนทรี่ด้วยท่อนฮุคของเพลงนี้แล้วกันนะครับ…แด่ทุกคนที่เดินตามหาความฝันครับ

“ชีวิตมันต้องเดินตามหาความฝัน หกล้มคลุกคลานเท่าไร มันจะไปจบที่ตรงไหน แต่จะยังไงก็ต้องไปให้ถึง ที่สุดถ้ามันจะไม่คุ้ม แต่มันก็ดี ว่าอย่างน้อย ได้จดจำว่าครั้งหนึ่งเคยก้าวไป แค่คนที่เชื่อในความฝัน จะเหน็ดจะเหนื่อยมันยังต้องเดินต่อไป”

Hesse004

May 27, 2009

"เจมส์ บอนด์" พยัคฆ์ร้าย 007 เพียงชายคนนี้ไม่ใช่ผู้วิเศษ






กระบวนภาพยนตร์ซีรีส์ฝรั่งที่คลาสสิคที่สุดเรื่องหนึ่งเห็นจะหนีไม่พ้นซีรีส์ชุด “เจมส์ บอนด์ พยัคฆ์ร้าย 007” นะครับ

เจมส์ บอนด์ 007 เป็นพระเอกในนิยายสายลับ (Spy Fiction) ของ “เอียน เฟลมมิ่ง” (Ian Flemming) อดีตราชนาวีอังกฤษก่อนจะผันตัวเองมาเป็นนักเขียนนิยายสายลับ

เฟลมมิ่งสร้างเจมส์ บอนด์ ออกมาให้เป็นพระเอกที่มีความเพียบพร้อมสมบูรณ์แบบในทุกๆด้านไม่ว่าจะเป็นหน้าตาอันหล่อเหลา ร่างกายกำยำแข็งแรง มีทักษะการต่อสู้เป็นเลิศ มีสติปัญญาไหวพริบปฏิภาณยอดเยี่ยม สามารถเอาตัวรอดได้ในสถานการณ์คับขัน แถมยังสามารถบริหารเสน่ห์จนสาวๆหลงรักอีก

ว่ากันว่าเฟลมมิ่งได้แรงบันดาลใจในการสร้างเจมส์ บอนด์ มาจากสายลับของสก็อตแลนด์ยาร์ดนามว่า ซิดนีย์ ไรลีย์ (Sidney Reilly) ครับ

เฟลมมิ่งเขียนเรื่องเจมส์ บอนด์ 007 ออกมาทั้งหมด 14 ตอนครับ โดยตอนแรก คือ Casino Royale (1953) และตอนสุดท้าย คือ Octopussy and the living Daylights (1966)

ความสำเร็จของนิยาย James Bond 007 ทำให้ฮอลลีวู้ดสนใจหยิบไปทำหนังโดย James Bond 007 ตอนแรกที่ถูกนำไปสร้างเป็นภาพยนตร์ คือ Dr.No (1962) ครับ

Dr. No เป็นผลงานการกำกับของ เทอเรนซ์ ยัง (Terence Young) ซึ่งต่อมา “ยัง” ได้กำกับหนังเรื่องนี้อีกสองตอน คือ From Russia with Love (1963) และ Thunderball (1965)

อย่างไรก็ตามความพิเศษของหนัง James Bond 007 อยู่ที่คนมารับบทเป็น “บอนด์” ครับ ซึ่งอย่างที่เราทราบกันดีว่า บอนด์คนแรก คือ ฌอน คอนเนอรี่ (Sean Connery) ดาราหนุ่มโนเนม (ในสมัยนั้น) จาก สก๊อตแลนด์

ณอน คอนเนอรี่ เป็นนักแสดงหน้าใหม่ที่มารับบทเป็น เจมส์ บอนด์ 007 ว่ากันว่าเหตุที่เขาได้สวมบทเป็นบอนด์ก็เพราะความที่เป็นคนในสหราชอาณาจักรแม้ว่าจะไม่ใช่อิงลิชชนก็ตาม

ก่อนมารับบทนำเป็นเจมส์ บอนด์ ฌอน คอนเนอรี่ เคยคิดจะเอาดีในการเป็นนักฟุตบอลอาชีพถึงขนาดที่ยอดปรมาจารย์เซอร์แมตท์ บัสบี้ (Matt Bustby) ของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เคยเสนอสัญญานักเตะอาชีพให้ฌอน คอนเนอรี่ เป็นพลพรรคปีศาจแดงในยุค 60 เลยทีเดียวครับ

ฌอน คอนเนอรี่ รับบทเป็นสายลับรหัส 007 อยู่ทั้งหมด 6 ตอนครับโดยตอนสุดท้ายที่เขาเล่น คือ Diamond are Forever (1971) ผลงานการกำกับของ กาย แฮมิลตัน (Guy Hamilton)

หลังจากที่ป๋าฌอน เกษียณตัวเองจากสายลับเจ้าเสน่ห์ไปแล้ว บอนด์คนต่อมา คือ โรเจอร์ มัวร์ (Roger Moore) นักแสดงชาวอังกฤษ ครับ มัวร์ปรากฏตัวครั้งแรกในหนังเรื่อง James Bond 007 ตอน Live and Let Die (1973)

โรเจอร์ มัวร์ รับสัมปทานเป็นเจมส์ บอนด์ ทั้งหมด 7 ตอนครับ ก่อนที่จะส่งไม้ต่อให้กับ ทิโมธี ดัลตัน (Timothy Dalton) ดาราหนุ่มจากเวลล์ มาสวมบทเป็นบอนด์ต่อในตอน The Living Daylights (1987) อย่างไรก็ดีดัลตันเล่นเป็นบอนด์ได้แค่สองเรื่องเท่านั้นก่อนจะถูก เพียรซ์ บรอสแนน (Pierce Bronan) นักแสดงหนุ่มเลือดไอริชมารับบทเป็นบอนด์ต่อในตอน GoldenEye (1995)

โดยส่วนตัวแล้ว ผมคิดว่า “เพียรซ์ บรอสแนน” มีลักษณะคล้ายคลึงกับ เจมส์ บอนด์ ของ เอียน เฟลมมิ่ง มากที่สุดนะครับ ไม่ว่าจะด้วยรูปร่างหน้าตา บุคลิก การพูดจา หรือการแสดงไหวพริบปฎิภาณ ซึ่งทำให้เห็นว่าสายลับที่โคตรเก่งมันน่าจะมีลักษณะแบบนี้

เพียรซ์ บรอสแนน ครองตำแหน่งเจมส์ บอนด์ อยู่ 4 ตอนครับ โดยตอนสุดท้าย คือ Die Another Day (2002) และแล้วเมื่อเพียรซ์สละตำแหน่งสายลับ 007 บอนด์คนถัดมาจึงตกมาอยู่ที่ แดเนียล เคร็ก (Daniel Craig) นักแสดงมาดนิ่งชาวอังกฤษ

แดเนียล เคร็ก มารับบทเป็นสายลับ 007 ท่ามกลางความกดดันโดยเฉพาะเรื่องของหน้าตาที่หลายคนบ่นว่า “ไม่หล่อ” เอาเสียเลยแถมดูหน้าพี่แกยังทื่อๆงงๆอีกต่างหาก

อย่างไรก็ตามถ้าท่านใดได้ดู James Bond 007 ที่ แดเนียล เคร็ก แสดงสองตอน คือ Casino Royale (2006) กำกับโดย มาร์ติน แคมเบลล์ (Martin Campbell) และ Quantum of Solace (2008) กำกับโดย มาร์ค ฟอสเตอร์ (Marc Forster) จะเห็นได้ว่า แดเนียล เคร็ก เล่นเป็นเจมส์ บอนด์ ที่มีความเป็นสายลับได้สมจริงสมจังมากที่สุดคนหนึ่ง

ผมแอบตั้งข้อสังเกตถึงบทหนังเจมส์ บอนด์ ในสองตอนล่าสุดว่าทีมเขียนบทที่ประกอบด้วย พอล แฮคกิส (Paul Haggis) นีล เพอร์วิส (Neil Purvis) และ โรเบิร์ต เวท (Robert Wade) นั้น พยายามจะทำให้ เจมส์ บอนด์ คนนี้เป็นสายลับที่มีความเป็นมนุษย์จริงๆ ไม่ใช่เป็นผู้วิเศษเหมือนในอดีตที่ผ่านมา

ด้วยเหตุนี้เองเราจึงได้เห็นฉากที่บอนด์แทบเอาตัวเองไม่รอดจากการถูกวางยาพิษ หรือ ฉากที่ได้รับบาดเจ็บในการต่อสู้ ถูกทรมาน แม้กระทั่งฉากที่ตัดสินใจจะเลิกอาชีพสายลับเพื่อไปอยู่กินกับผู้หญิงที่ตัวเองรัก ซึ่งทั้งหมดนี้ชี้ให้เห็นว่าบอนด์เองก็เป็น “คน” ที่เจ็บได้ โง่เป็น มีความรู้สึกรู้สา ผิดหวัง เจ็บปวดจากอารมณ์สูญเสียกับเขาเหมือนกัน

แม้ว่าแดเนียล เคร็ก จะเป็นบอนด์ที่ไม่สมบูรณ์แบบเหมือนฌอน คอนเนอรี่ โรเจอร์ มัวร์ หรือ เพียรซ์ บรอสแนน แต่สิ่งที่เคร็กแสดงให้เราได้เห็นในบอนด์ทั้งสองภาคนี้ คือ สายลับเป็นมนุษย์ที่ผ่านการฝึกฝนมาเป็นอย่างดีเพื่อมารับงานที่มีความเสี่ยงแทบทุกเวลาแต่สิ่งหนึ่งที่สายลับยังคงต้องมีอยู่คือความเป็นมนุษย์ที่ยังรู้ร้อน รู้หนาว รู้สุข รู้ทุกข์ มีโง่บ้าง ฉลาดบ้างแล้วแต่สถานการณ์จะพาไปและที่สำคัญที่สุดก็คือ สายลับ 007 ไม่ได้เลิศเลออะไรเหมือนที่นิยายหรือหนังว่าไว้ไงล่ะครับ

Hesse004

May 18, 2009

“เพื่อนสนิท” เลือกคนที่ใช่ หรือ รอคนที่ชอบ





กระบวนหนังไทยที่ว่าด้วยเรื่องราวของความรักในช่วงมหาวิทยาลัยดูเหมือนว่า “เพื่อนสนิท” (2548) ของคุณเอส คมกฤษ ตรีวิมล มีความโดดเด่นอยู่ไม่น้อยเลยนะครับ

หนังไทยเรื่องนี้ได้รับแรงบันดาลใจจากหนังสือเรื่อง “ตู้ไปรษณีย์สีแดง”ก่อนจะได้รับการพัฒนาบทภาพยนตร์โดยคุณนิธิศ ณพิชญสุทิน ซึ่งได้รับรางวัลบทภาพยนตร์ยอดเยี่ยมจากชมรมวิจารณ์บันเทิงและเวทีสุพรรณหงส์

สำหรับความพิเศษของหนังเรื่อง “เพื่อนสนิท” อยู่ที่ประเด็นในการนำเสนอครับ ประเด็นที่ว่านี้คนทำหนังเขาโปรยไว้บนใบปะหนังว่า “คุณเคยแอบรักเพื่อนสนิทไหม?”

เคยมีคำถามหนึ่งที่น่าสนใจว่าผู้ชายกับผู้หญิงจะกลายเป็นเพื่อนสนิทกันจริงๆได้หรือเปล่าโดยที่ไม่มีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งแอบคิด “เผลอใจ” ไปแอบรักเพื่อนตัวเองเข้า

ความรักที่เกิดขึ้นในหนังเรื่องนี้เป็นความรักของคนหนุ่มสาวในช่วงวัยรุ่นตอนปลายที่ผ่านช่วงอารมณ์หวานแหววกุ๊กกิ๊กมาแล้ว ด้วยเหตุนี้ความรักของคนช่วงนี้จึงเริ่มต้องการแสวงหาความมั่นคงทางอารมณ์มากขึ้นกว่าเก่า

หนังเรื่องนี้เล่าเรื่องความรักของคนสามคนครับโดยสองคนแรกมีความสัมพันธ์กันแบบเพื่อนสนิทมาก่อนทั้งๆที่เจ้าหนุ่มไข่ย้อยอาจจะแอบหลงรัก “ดากานดา” เพื่อนสาวมาตั้งแต่แรกเห็น

ขณะที่ความรักของ “นุ้ย” พยาบาลสาวแห่งเกาะพงันเป็นความรักที่เกิดจากความพยายามจะหาใครสักคนที่ใช่มาโดยตลอดแต่จนแล้วจนรอดรักของสาวใต้คนนี้ก็ไม่สมหวังเสียที

ผมเคยแอบตั้งข้อสังเกตในฐานะนักเรียนเศรษฐศาสตร์ว่า “ความรัก” ของคนเรามันก็เหมือนสินค้าชนิดหนึ่งที่มีทั้งผู้เสนอซื้อและผู้เสนอขายนะครับ บางครั้งเราก็เป็นคนบริโภคความรักเช่นเดียวกับที่บ่อยครั้งเราก็ชอบเป็นผู้ผลิตความรักขึ้นมาเสียเอง

อย่างไรก็ตามไม่มีใครรู้ว่า “มือที่มองไม่เห็น” (Invisible hand) ของใครกันแน่ที่เป็นคนจับชนให้คนสองคนมารักกันและท้ายที่สุดคนทั้งคู่ก็กลายเป็นทั้งผู้ผลิตและบริโภคความรักไปพร้อมๆกัน แหม่! ผมเขียนเสียเคลิ้มเชียว…

บางทีชีวิตคนเรามันมักมีเรื่อง “ตลก” แบบไม่คาดฝันเข้ามาอยู่เสมอนะครับ และไอ้ความไม่คาดฝันนี้เองที่ทำให้เราอาจได้พบใครบางคนซึ่งท้ายที่สุดกลับกลายมาเป็น “คู่ชีวิต”ของเรา

แต่บ่อยครั้งนะครับที่มี “ตีนที่มองไม่เห็น” (Invisible foot) มาถีบให้กลไกที่ว่านี้มันล้มเหลวหรือไม่ทำงาน นั่นจึงเป็นสาเหตุของการ ผิดหวัง ไม่สมหวัง อกหัก แห้ว กับ อารมณ์รัก

ไอ้การผิดหวังกับความรักเนี่ยมันทำให้ใครหลายคนเปลี่ยนแปลงไปนะครับ บางคนฟูมฟาย บางคนบ้าบอ บางคนประชด และที่น่าสนใจไปกว่านั้นคือทำไมเวลาเราอกหัก เรามักจะไปตัดผมกัน?? หรือจะเป็นเพราะว่าการตัดผมอาจเปรียบเสมือนการ “ตัดเยื่อ ขาดใย” ไม่ให้เราหวนไปนึกถีงเรื่องรักที่เจ็บช้ำ

“เพื่อนสนิท” ยังหยิบยกวรรณกรรมคลาสสิคอย่าง “เจ้าชายน้อย” ของอังตวน แซงเต็ก ซูเปรี (Antoine de Saint-Exupéry) นักเขียนชาวฝรั่งเศส มาใส่ไว้ในบทหนังด้วย เจ้าชายน้อยได้กลายเป็นวรรณกรรมอมตะที่เด็กอ่านก็ได้ ผู้ใหญ่อ่านยิ่งดี เพราะหนังสทอเล่มนี้ให้ข้อคิดหลายอย่างในการมองโลกและชีวิต

อย่างไรก็ตามหนังเรื่องนี้หยิบเพียงบางส่วนของเจ้าชายน้อยที่เกี่ยวกับเรื่อง “ความสัมพันธ์” ซึ่งแสดงให้เห็นว่า การที่เราจะกลายเป็นเพื่อนสนิทกับใครสักคนได้นั้นมันต้องเริ่มต้นมาจากการสร้างความสัมพันธ์เป็นอันดับแรกก่อนครับ

ในบทที่เจ้าชายน้อยพบหมาจิ้งจอก แล้วหมาจิ้งจอกพูดถึงความสัมพันธ์ไว้ว่า “เธอต้องทำให้ฉันเชื่องเสียก่อน แล้วฉันก็จะเป็นเพื่อนกับเธอ” นี่คือจุดเริ่มต้นของการสร้างความสัมพันธ์

จริงๆแล้วคำว่า “เชื่อง” มีความหมายไม่ต่างอะไรกับคำว่า “ไว้ใจ” หรือ “วางใจ” นะครับ ดังนั้นการที่เราจะเริ่มต้นคบหาใครเป็นเพื่อนสนิทสักคน เราคงต้องทำให้เขา “ไว้ใจและวางใจ”เราได้ก่อน

หลังจากนั้นความสัมพันธ์มันต้องอาศัยระยะเวลาและความอดทนครับ พูดง่ายๆว่ากว่าจะ “ซี้” กันได้เนี่ยมันต้องใช้เวลาพอสมควร

แต่ที่สำคัญที่สุดในเรื่องของความสัมพันธ์ก็คือ “การรักษาความสัมพันธ์” ไงล่ะครับซึ่งหมาจิ้งจอกบอกเจ้าชายน้อยว่า “เราต้องรู้จักที่จะรับผิดชอบความสัมพันธ์ที่เราสร้างขึ้นมา”

บ่อยครั้งนะครับที่ความสัมพันธ์ของเพื่อนสนิทจบลงด้วยความเคียดแค้น ชิงชัง จบลงด้วยโศกนาฎกรรมทั้งนี้ทั้งนั้นก็มาจากการที่เราไม่รู้จักที่จะรับผิดชอบความสัมพันธ์นั่นเอง

หนังเรื่องนี้ใช้เพลง “ช่างไม่รู้อะไรเลย” ของคุณตั้ม สมประสงค์ มาเป็นเพลงประกอบภายนตร์โดยได้คุณบอย พีซเมคเกอร์ มาร้องใหม่ ซึ่งก็เพราะไปอีกแบบหนึ่งนะครับ

ท้ายที่สุดผมคิดว่าบางทีชีวิตคนเราอาจจะต้องเลือกหนทางของความรักระหว่าง “เลือกคนที่ใช่” หรือจะ “รอคนที่ชอบ” ต่อไป ซึ่งหากท่านผู้อ่านได้ดูหนังเรื่องนี้แล้วคงจะได้คำตอบแล้วว่าไข่ย้อยเลือกทางไหนนะครับ

Hesse004

Apr 30, 2009

"สาระแนห้าวเป้ง" ลับ ลวง (อำ) พราง





ไม่บ่อยนักนะครับที่เราจะได้เห็นการ “แกล้ง” หรือ “อำ” คนในรูปแบบภาพยนตร์อย่างเป็นเรื่องเป็นราว เหตุที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะมันเสี่ยงต่อการถูกแจ้งความดำเนินคดีหากคนที่ถูกอำเขาไม่ตลกกับเราด้วย

ผมเชื่อว่าในบ้านเรานั้นรายการทีวีที่ “อำ” คนได้อารมณ์มากที่สุดเห็นจะหนีไม่พ้นรายการ “สาระแน” นะครับ

จริงๆแล้วคำว่า “สาระแน” หมายถึง อาการที่เข้าไปยุ่งเรื่องชาวบ้านหรือเรื่องที่ไม่ใช่ธุระของตนเอง โดยส่วนใหญ่เรามักจะคุ้นกับคำอย่าง “สาระแนจัดแจงไปเสียทุกเรื่อง” ซึ่งหากพูดง่ายๆตามภาษาบ้านๆคือ แม่งชอบ เ..ือกเรื่องชาวบ้าน (ขออนุญาตเซนเซอร์แล้วกันครับ)

สำหรับรายการสาระแนนั้นออกอากาศครั้งแรกภายใต้ชื่อ “สาระแนโชว์” เมื่อต้นปี พ.ศ.2541 ครับ หลังจากนั้นรายการนี้ก็เปลี่ยนชื่อมาเรื่อยๆ เช่น สาระแนริงไซด์ (2544) สาระแนกลางแปลง (2545) สาระแนจัง (2547-2548) เป็นต้น

โดยส่วนตัวแล้วผมคิดว่ารายการสาระแนน่าจะได้รับอิทธิพลมาจากรายการวาไรตี้ตลกในอดีตอย่าง “ยุทธการขยับเหงือก” ของ เจเอสแอล ซึ่งรายการนี้ได้สร้างเหล่า “เสนา” อารมณ์ดีขึ้นมาหลายคน อย่างคุณอรุณ คุณเปิ้ล คุณโน้ต คุณติ๊ก และคุณหอย

รูปแบบรายการอย่างยุทธการขยับเหงือกและสาระแนนั้นจะเน้นไปที่เรื่องของการ “อำ” แขกรับเชิญซึ่งส่วนใหญ่ก็คือ “ดารา” แม้ว่าการอำบางครั้งดูจะเป็นเรื่องเป็นราวใหญ่โตเนื่องจากคนโดนโดนอำไม่สนุกด้วยกับมุขของรายการ

จะว่าไปแล้วไอ้พฤติกรรมชอบ “อำ” หรือชอบ “แกล้ง” เนี่ยมันเป็นธรรมชาติอย่างหนึ่งของคนเรานะครับ แม้ว่าหลายคนอาจจะไม่ชอบนักแต่เมื่อเวลาเราเห็นใครโดนอำเราก็มักจะอมยิ้มอยู่เสมอ หรือแม้กระทั่งตัวเราเองเวลาที่ถูกอำก็ตาม

แม้ว่าข้อดีของการ “อำ” คือ สร้างรอยยิ้มให้กับชาวบ้านบนความเข้าใจผิดหรือความเปิ่นของตัวเราเอง แต่ข้อเสียก็คือบางครั้งการถูกอำอยู่บ่อยๆก็ทำเอาเราเสียความมั่นใจไปเหมือนกัน

ที่น่าสนใจไปกว่านั้นคือไอ้คนที่มันคิดจะอำเราเนี่ยมันต้องเก่งมากๆ เนียนสุดๆ จนสามารถอำเราได้อยู่หมัด ซึ่งหากใครได้ดูหนังเรื่องสาระแนห้าวเป้งแล้วจะเห็นเลยว่าพวกเขามีครีเอทีฟ (Creative) มาช่วยกันคิดมุขอำ แม้ว่าหลายต่อหลายครั้งครีเอทีฟเหล่านี้อาจจะโดนคนถูกอำ “ถีบ” เอาง่ายๆ


ท่านผู้อ่านทราบมั๊ยครับว่า รายการลักษณะแบบสาระแนนั้นมีมานานกว่า 70 ปีแล้ว โดยจุดเริ่มต้นของรายการประเภทนี้อยู่ที่สหรัฐอเมริกาครับ

ในทศวรรษที่ 40 มีโปรดิวเซอร์โทรทัศน์ชาวอเมริกันคนหนึ่งนามว่า “อัลเลน ฟันต์” (Allen Funt) ได้ทำรายการในลักษณะเอากล้องไปแอบถ่ายชีวิตประจำวันของชาวบ้านเขาหรือที่เราเรียกว่า แคนดิด (Candid)

การแคนดิดก็คือการซ่อนกล้อง (Hidden Camera) แบบหนึ่งโดยวัตถุประสงค์ของรายการประเภทนี้คือต้องสอดรู้สอดเห็นเรื่องราวของคนเดินถนนทั่วไป

อย่างไรก็ตามเพื่อความบันเทิงของผู้ชมทางรายการจึงมักต้องหา “มุข” หรือ “แก๊ก” (Gags) มาหยอก หรือ อำ ชาวบ้านโดยที่ชาวบ้านเองก็ไม่รู้ว่าตัวเองกับถูกแอบถ่าย

อัลเลน ฟันต์ ได้สร้างตำนานคลาสสิคของรายการแคนดิทอย่าง Camera Candid ซึ่งออกอากาศในอเมริกามายาวนานตั้งแต่ปี ค.ศ.1948 ก่อนจะปิดตัวเองลงไปเมื่อปี ค.ศ.2004 นอกจากนี้ยังรายการดังๆจากต่างประเทศอย่าง Just For Laugh ของแคนาดา หรือ Just Kidding ของออสเตรเลียที่มักจะอำคนด้วยมุขแปลกๆอยู่เสมอ

ปัจจุบันเราสามารถหาดูรายการประเภทนี้ได้จาก “ยูทูป” (Youtube) ซึ่งมักจะมีคลิปการอำกันแปลกๆมาอัพโหลดให้เราดูกัน อย่าง คลิปอำของชาวญี่ปุ่นที่ผมว่ามีแก๊กที่ใช้ได้ทีเดียว

อย่างที่เรียนไปตอนต้นแล้วครับว่ารายการจำพวกสาระแนเรื่องราวชาวบ้านมักจะหนีไม่พ้นเรื่องราว “ละเมิด” สิทธิส่วนบุคคลซึ่งในต่างประเทศนั้นถึงกับขึ้นโรงขึ้นศาลกันเลย

สำหรับ “สาระแนห้าวเป้ง” ที่เป็นผลงานการกำกับของ “คุณเป้” นฤบดี เวชกรรม นั้นนับว่าให้ความบันเทิงได้ไม่น้อยในยุคสมัยที่คนไทยเรายิ้มกันน้อยลง หนังเรื่องนี้เต็มไปด้วยการ “อำ” ซึ่งมีทั้งอำแขกรับเชิญ หรือ อำกันเอง

แต่เอ!... จะว่าไปแล้วเรื่องการอำเนี่ยคนไทยเราไม่แพ้ใครชาติใดในโลกเลยนะครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งอาชีพที่อำเก่งที่สุดเห็นจะหนีไม่พ้น “นักการเมือง” ที่ชอบอำประชาชนตั้งแต่ก่อนเลือกตั้งจนกระทั่งได้มาเป็นรัฐบาล เช่นอำว่าถ้าได้รับเลือกตั้งจะเอาโครงการโน้นโครงการนี้มาลงที่หมู่บ้าน อำว่าถ้าได้เป็นรัฐบาลแล้วราคาพืชผลการเกษตรจะต้องสูงขึ้นแน่นอน หรือ อำว่าถ้าเป็นนายกรถจะหายติดภายในหกเดือน

แหม่… เพียงแต่ว่าพักหลังๆเนี่ยไอ้คนที่ถูกอำมันไม่ค่อยจะตลกกับมุขของพวกท่านเท่าไหร่นักหรอกครับ

Hesse004