Jun 3, 2009

ความฝันโง่ๆที่เดินไปตามความเชื่อ





ผมจั่วหัวเอนทรี่นี้ด้วยภาษาที่ไม่ค่อยไพเราะเท่าไรนะครับ จริงๆแล้วคำว่า “โง่” (Foolish / Stupid) เป็นคำคุณศัพท์ที่ไม่ค่อยมีใครอยากให้มันเข้าไปขยายสักเท่าใดนัก

เหตุที่ผมขึ้นต้นเอนทรี่นี้ด้วยคำว่า “ความฝันโง่ๆ” นั้นก็เนื่องมาจากเป็นชื่อหนังสือเสริมกำลังใจชุดสองของคุณวินทร์ เลียววาริณ ที่ได้หยิบเอาสิ่งละอันพันละน้อยมาเขียนให้ข้อคิดและกำลังใจกับคนที่กำลังเริ่มจะหมดอาลัยตายอยากในชีวิต

หนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือที่ผมชอบมากเล่มหนึ่งครับ เพราะนอกจากจะเป็นแฟนหนังสือของคุณวินทร์แล้ว ผมยังมองว่าคุณวินทร์มีมุมมองและวิธีคิดในการจัดการกับปัญหาได้ดีไม่น้อย

น่าสนใจนะครับว่า คนเราทุกคนล้วนต้องการกำลังใจด้วยกันทั้งนั้น คงเพราะไม่มีใครที่จะเข้มแข็งได้ตลอดเวลา

ด้วยเหตุนี้เองคำว่า “กำลังใจ” จึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างหนึ่งของการมีชีวิต ด้วยความที่มนุษย์เราเป็นสัตว์สังคมที่จำเป็นต้องมีปฏิสัมพันธ์กับผู้คนในสังคม ทำให้ความสัมพันธ์ต่างๆเหล่านี้กลายเป็นความผูกพันก่อนที่จะพัฒนามาเป็นความรักความห่วงใยและความเอื้ออาทรต่อกัน

ในมิติของวิชาเศรษฐศาสตร์นั้นมองว่าการสร้างกำลังใจเป็นผลกระทบภายนอกทางบวกหรือ Positive Externality ที่เกิดขึ้นจากการกระทำของบุคคลอื่นๆแต่ส่งผลทางบวกต่ออรรถประโยชน์ (Utility) ของผู้บริโภคกำลังใจนั้น

กำลังใจนั้นมาได้จากหลายทางนะครับ นอกจากคำพูดดีๆของใครคนใดคนหนึ่งแล้ว การสวมกอด การมองตา หรือแม้แต่การพยักหน้ารับฟังด้วยความเข้าอกเข้าใจก็นับเป็นกำลังใจที่ดีอย่างหนึ่งแล้ว

อย่างที่เรียนไปตอนต้นแล้วนะครับว่า มนุษย์เราไม่มีใครเข้มแข็งได้ทุกวันหรอกครับ บางวันอาจจะเป็นวันที่ดีของเรา บางวันอาจจะไม่ใช่ แต่เมื่อมันไม่ใช่วันของเราแล้วเราจะมีวิธีจัดการกับชีวิตอย่างไรให้มีความสุขมากที่สุดหรือมีความทุกข์น้อยที่สุด (Maximum happiness or minimum sadness)

หนังสือเรื่อง “ความฝันโง่ๆ” เต็มไปด้วยเรื่องราวการเดินตามความฝันของคนหลายคนที่ดูเหมือนไม่มีทางเป็นไปได้ เช่น ความฝันของจอร์จ มัลเลอรี่ ที่พยายามปีนป่ายยอดเขาเอเวอเรสต์เมื่อ 85 ปีที่แล้วก่อนจะหายสาบสูญไป เช่นเดียวกับความฝันของชายตาบอดอย่าง แอริค วีแลนไมเยอร์ ที่ฝันจะปีนขึ้นสู่เจ็ดยอดเขาที่สูงที่สุดในแต่ละทวีป หรือจะเป็น คริส มูน ที่ขาขาดจากกับระเบิดแต่ก็ยังจะฝันที่จะวิ่งมาราธอน หรือแม้แต่ ฌอง-โดมินิค โมบี ที่เป็นอัมพาตเคลื่อนไหวร่างกายไม่ได้เลยแต่เขาก็ยังฝันจะเขียนหนังสือ

ผู้คนที่คุณวินทร์เล่าถึงนั้นล้วนแล้วแต่เป็นมนุษย์ที่มีความฝันซึ่งหลายคนมองว่าเป็น “ความฝันโง่ๆ” หรือบางครั้งอาจเข้าขั้นว่า “โง่มาก” ด้วยซ้ำ แต่ทั้งหมดที่กล่าวมานี้ทุกคนล้วนทำความฝันของพวกเขาสำเร็จครับ

ผมขอยกตัวอย่างเรื่องราวของ แอริค วีเลนไมเยอร์ (Erik Weihenmayer)ชายตาบอดที่เคยปีนขึ้นยอดเขาที่สูงที่สุดในโลกอย่างเอเวอเรสต์มาแล้ว แอริค เกิดมาพร้อมกับโรค Retinoschisis ซึ่งเป็นโรคทางพันธุกรรมที่ทำให้เขาค่อยๆสูญเสียการมองเห็นจนกระทั่งเมื่อเขามีอายุได้ 13 ปี ตาของเขาจึงบอดสนิท

แอริคได้กำลังใจที่ดีจากพ่อแม่ของเขา ทำให้เขาสามารถใช้ชีวิตได้เหมือนคนปกติทั่วไปโดยไม่มีข้อจำกัดเรื่องความพิการด้านสายตา นอกจากนี้แอริคยังใช้ชีวิตผจญภัยในหลากหลายรูปแบบที่คนธรรมดาอย่างเราๆอาจจะไม่เคยได้ใช้เลยด้วยซ้ำ เช่น เขาเคยดิ่งพสุธาเดี่ยวมากกว่าห้าสิบครั้ง เคยวิ่งมาราธอน เป็นนักสกี นักดำน้ำ และที่สำคัญเขาเคยไต่ภูเขาที่สูงที่สุดในแต่ละทวีปมาแล้ว อย่างภูเขาแม็คคินลีย์ที่อะแลสกา ภูเขาอคอนกากัวที่อาร์เจนติน่า ภูเขาวินสันที่แอนตาร์คติกา ภูเขาคิลิมันจาโรที่แทนซาเนีย ภูเขาKosciusko ในออสเตรเลีย และที่น่าทึ่งที่สุดคือเขาเดินทางขึ้นยอดเขาที่สูงที่สุดในโลกอย่างเอเวอเรสต์

หลายคนถามเขาว่าทำไมต้องทรมานสังขารตัวเองด้วยการปีนเขา แอริค ตอบว่า “ความสวยงามที่แท้จริงของการปีนเขาไม่ได้อยู่ที่วิวที่ขึ้นไปดูบนยอดเขา หากแต่มันอยู่ที่ข้างภูเขาไม่ใช่บนยอด”

ผมคิดว่าวิธีคิดและการมองโลกแบบแอริคนั้นน่าสนใจนะครับเพราะดูเหมือนว่าเขาไม่ได้มองที่เป้าหมายหรือความสำเร็จเพียงอย่างเดียวหากแต่เขาพยายามเก็บเกี่ยวและให้คุณค่ากับสิ่งที่ได้รับระหว่างการเดินทางไปสู่เป้าหมายนั้นด้วย

เรื่องราวของแอริค วีแลนไมเยอร์ ได้รับการถ่ายทอดทั้งในรูปแบบหนังสืออย่าง Touch the Top of the World รวมไปถึงภาพยนตร์สารคดีเรื่อง Farther Than the Eye Can See ครับ

โดยส่วนตัวแล้วผมคิดว่าความฝันจะสำเร็จได้ก็เนื่องมาจาก “ความเชื่อ” (Believe) ครับ พูดถึงความเชื่อแล้วทำให้ผมนึกถึงเพลง “ความเชื่อ” ของบอดี้สแลม (Bodyslam) ซึ่งผมคิดว่าเป็นเพลงที่ให้กำลังใจได้ดีที่สุดเพลงหนึ่งในห้วงเวลาที่เรากำลังเดินหาความฝันของเราอยู่

เพลงความเชื่ออยู่ในอัลบั้ม Believe(2548)โดยเพลงนี้คุณตูน อาทิวราห์ คงมาลัย เป็นคนร้องนำและยังได้คุณแอ๊ด คาราบาวมาช่วยร้องอีกแรงหนึ่งด้วยซึ่งท่อนที่น้าแอ๊ดมาช่วยร้องนี้ดูเหมือนจะเพิ่มพลังและความขลังให้กับเพลงนี้ด้วยครับ

ผมขออนุญาตปิดท้ายเอนทรี่ด้วยท่อนฮุคของเพลงนี้แล้วกันนะครับ…แด่ทุกคนที่เดินตามหาความฝันครับ

“ชีวิตมันต้องเดินตามหาความฝัน หกล้มคลุกคลานเท่าไร มันจะไปจบที่ตรงไหน แต่จะยังไงก็ต้องไปให้ถึง ที่สุดถ้ามันจะไม่คุ้ม แต่มันก็ดี ว่าอย่างน้อย ได้จดจำว่าครั้งหนึ่งเคยก้าวไป แค่คนที่เชื่อในความฝัน จะเหน็ดจะเหนื่อยมันยังต้องเดินต่อไป”

Hesse004

May 27, 2009

"เจมส์ บอนด์" พยัคฆ์ร้าย 007 เพียงชายคนนี้ไม่ใช่ผู้วิเศษ






กระบวนภาพยนตร์ซีรีส์ฝรั่งที่คลาสสิคที่สุดเรื่องหนึ่งเห็นจะหนีไม่พ้นซีรีส์ชุด “เจมส์ บอนด์ พยัคฆ์ร้าย 007” นะครับ

เจมส์ บอนด์ 007 เป็นพระเอกในนิยายสายลับ (Spy Fiction) ของ “เอียน เฟลมมิ่ง” (Ian Flemming) อดีตราชนาวีอังกฤษก่อนจะผันตัวเองมาเป็นนักเขียนนิยายสายลับ

เฟลมมิ่งสร้างเจมส์ บอนด์ ออกมาให้เป็นพระเอกที่มีความเพียบพร้อมสมบูรณ์แบบในทุกๆด้านไม่ว่าจะเป็นหน้าตาอันหล่อเหลา ร่างกายกำยำแข็งแรง มีทักษะการต่อสู้เป็นเลิศ มีสติปัญญาไหวพริบปฏิภาณยอดเยี่ยม สามารถเอาตัวรอดได้ในสถานการณ์คับขัน แถมยังสามารถบริหารเสน่ห์จนสาวๆหลงรักอีก

ว่ากันว่าเฟลมมิ่งได้แรงบันดาลใจในการสร้างเจมส์ บอนด์ มาจากสายลับของสก็อตแลนด์ยาร์ดนามว่า ซิดนีย์ ไรลีย์ (Sidney Reilly) ครับ

เฟลมมิ่งเขียนเรื่องเจมส์ บอนด์ 007 ออกมาทั้งหมด 14 ตอนครับ โดยตอนแรก คือ Casino Royale (1953) และตอนสุดท้าย คือ Octopussy and the living Daylights (1966)

ความสำเร็จของนิยาย James Bond 007 ทำให้ฮอลลีวู้ดสนใจหยิบไปทำหนังโดย James Bond 007 ตอนแรกที่ถูกนำไปสร้างเป็นภาพยนตร์ คือ Dr.No (1962) ครับ

Dr. No เป็นผลงานการกำกับของ เทอเรนซ์ ยัง (Terence Young) ซึ่งต่อมา “ยัง” ได้กำกับหนังเรื่องนี้อีกสองตอน คือ From Russia with Love (1963) และ Thunderball (1965)

อย่างไรก็ตามความพิเศษของหนัง James Bond 007 อยู่ที่คนมารับบทเป็น “บอนด์” ครับ ซึ่งอย่างที่เราทราบกันดีว่า บอนด์คนแรก คือ ฌอน คอนเนอรี่ (Sean Connery) ดาราหนุ่มโนเนม (ในสมัยนั้น) จาก สก๊อตแลนด์

ณอน คอนเนอรี่ เป็นนักแสดงหน้าใหม่ที่มารับบทเป็น เจมส์ บอนด์ 007 ว่ากันว่าเหตุที่เขาได้สวมบทเป็นบอนด์ก็เพราะความที่เป็นคนในสหราชอาณาจักรแม้ว่าจะไม่ใช่อิงลิชชนก็ตาม

ก่อนมารับบทนำเป็นเจมส์ บอนด์ ฌอน คอนเนอรี่ เคยคิดจะเอาดีในการเป็นนักฟุตบอลอาชีพถึงขนาดที่ยอดปรมาจารย์เซอร์แมตท์ บัสบี้ (Matt Bustby) ของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เคยเสนอสัญญานักเตะอาชีพให้ฌอน คอนเนอรี่ เป็นพลพรรคปีศาจแดงในยุค 60 เลยทีเดียวครับ

ฌอน คอนเนอรี่ รับบทเป็นสายลับรหัส 007 อยู่ทั้งหมด 6 ตอนครับโดยตอนสุดท้ายที่เขาเล่น คือ Diamond are Forever (1971) ผลงานการกำกับของ กาย แฮมิลตัน (Guy Hamilton)

หลังจากที่ป๋าฌอน เกษียณตัวเองจากสายลับเจ้าเสน่ห์ไปแล้ว บอนด์คนต่อมา คือ โรเจอร์ มัวร์ (Roger Moore) นักแสดงชาวอังกฤษ ครับ มัวร์ปรากฏตัวครั้งแรกในหนังเรื่อง James Bond 007 ตอน Live and Let Die (1973)

โรเจอร์ มัวร์ รับสัมปทานเป็นเจมส์ บอนด์ ทั้งหมด 7 ตอนครับ ก่อนที่จะส่งไม้ต่อให้กับ ทิโมธี ดัลตัน (Timothy Dalton) ดาราหนุ่มจากเวลล์ มาสวมบทเป็นบอนด์ต่อในตอน The Living Daylights (1987) อย่างไรก็ดีดัลตันเล่นเป็นบอนด์ได้แค่สองเรื่องเท่านั้นก่อนจะถูก เพียรซ์ บรอสแนน (Pierce Bronan) นักแสดงหนุ่มเลือดไอริชมารับบทเป็นบอนด์ต่อในตอน GoldenEye (1995)

โดยส่วนตัวแล้ว ผมคิดว่า “เพียรซ์ บรอสแนน” มีลักษณะคล้ายคลึงกับ เจมส์ บอนด์ ของ เอียน เฟลมมิ่ง มากที่สุดนะครับ ไม่ว่าจะด้วยรูปร่างหน้าตา บุคลิก การพูดจา หรือการแสดงไหวพริบปฎิภาณ ซึ่งทำให้เห็นว่าสายลับที่โคตรเก่งมันน่าจะมีลักษณะแบบนี้

เพียรซ์ บรอสแนน ครองตำแหน่งเจมส์ บอนด์ อยู่ 4 ตอนครับ โดยตอนสุดท้าย คือ Die Another Day (2002) และแล้วเมื่อเพียรซ์สละตำแหน่งสายลับ 007 บอนด์คนถัดมาจึงตกมาอยู่ที่ แดเนียล เคร็ก (Daniel Craig) นักแสดงมาดนิ่งชาวอังกฤษ

แดเนียล เคร็ก มารับบทเป็นสายลับ 007 ท่ามกลางความกดดันโดยเฉพาะเรื่องของหน้าตาที่หลายคนบ่นว่า “ไม่หล่อ” เอาเสียเลยแถมดูหน้าพี่แกยังทื่อๆงงๆอีกต่างหาก

อย่างไรก็ตามถ้าท่านใดได้ดู James Bond 007 ที่ แดเนียล เคร็ก แสดงสองตอน คือ Casino Royale (2006) กำกับโดย มาร์ติน แคมเบลล์ (Martin Campbell) และ Quantum of Solace (2008) กำกับโดย มาร์ค ฟอสเตอร์ (Marc Forster) จะเห็นได้ว่า แดเนียล เคร็ก เล่นเป็นเจมส์ บอนด์ ที่มีความเป็นสายลับได้สมจริงสมจังมากที่สุดคนหนึ่ง

ผมแอบตั้งข้อสังเกตถึงบทหนังเจมส์ บอนด์ ในสองตอนล่าสุดว่าทีมเขียนบทที่ประกอบด้วย พอล แฮคกิส (Paul Haggis) นีล เพอร์วิส (Neil Purvis) และ โรเบิร์ต เวท (Robert Wade) นั้น พยายามจะทำให้ เจมส์ บอนด์ คนนี้เป็นสายลับที่มีความเป็นมนุษย์จริงๆ ไม่ใช่เป็นผู้วิเศษเหมือนในอดีตที่ผ่านมา

ด้วยเหตุนี้เองเราจึงได้เห็นฉากที่บอนด์แทบเอาตัวเองไม่รอดจากการถูกวางยาพิษ หรือ ฉากที่ได้รับบาดเจ็บในการต่อสู้ ถูกทรมาน แม้กระทั่งฉากที่ตัดสินใจจะเลิกอาชีพสายลับเพื่อไปอยู่กินกับผู้หญิงที่ตัวเองรัก ซึ่งทั้งหมดนี้ชี้ให้เห็นว่าบอนด์เองก็เป็น “คน” ที่เจ็บได้ โง่เป็น มีความรู้สึกรู้สา ผิดหวัง เจ็บปวดจากอารมณ์สูญเสียกับเขาเหมือนกัน

แม้ว่าแดเนียล เคร็ก จะเป็นบอนด์ที่ไม่สมบูรณ์แบบเหมือนฌอน คอนเนอรี่ โรเจอร์ มัวร์ หรือ เพียรซ์ บรอสแนน แต่สิ่งที่เคร็กแสดงให้เราได้เห็นในบอนด์ทั้งสองภาคนี้ คือ สายลับเป็นมนุษย์ที่ผ่านการฝึกฝนมาเป็นอย่างดีเพื่อมารับงานที่มีความเสี่ยงแทบทุกเวลาแต่สิ่งหนึ่งที่สายลับยังคงต้องมีอยู่คือความเป็นมนุษย์ที่ยังรู้ร้อน รู้หนาว รู้สุข รู้ทุกข์ มีโง่บ้าง ฉลาดบ้างแล้วแต่สถานการณ์จะพาไปและที่สำคัญที่สุดก็คือ สายลับ 007 ไม่ได้เลิศเลออะไรเหมือนที่นิยายหรือหนังว่าไว้ไงล่ะครับ

Hesse004

May 18, 2009

“เพื่อนสนิท” เลือกคนที่ใช่ หรือ รอคนที่ชอบ





กระบวนหนังไทยที่ว่าด้วยเรื่องราวของความรักในช่วงมหาวิทยาลัยดูเหมือนว่า “เพื่อนสนิท” (2548) ของคุณเอส คมกฤษ ตรีวิมล มีความโดดเด่นอยู่ไม่น้อยเลยนะครับ

หนังไทยเรื่องนี้ได้รับแรงบันดาลใจจากหนังสือเรื่อง “ตู้ไปรษณีย์สีแดง”ก่อนจะได้รับการพัฒนาบทภาพยนตร์โดยคุณนิธิศ ณพิชญสุทิน ซึ่งได้รับรางวัลบทภาพยนตร์ยอดเยี่ยมจากชมรมวิจารณ์บันเทิงและเวทีสุพรรณหงส์

สำหรับความพิเศษของหนังเรื่อง “เพื่อนสนิท” อยู่ที่ประเด็นในการนำเสนอครับ ประเด็นที่ว่านี้คนทำหนังเขาโปรยไว้บนใบปะหนังว่า “คุณเคยแอบรักเพื่อนสนิทไหม?”

เคยมีคำถามหนึ่งที่น่าสนใจว่าผู้ชายกับผู้หญิงจะกลายเป็นเพื่อนสนิทกันจริงๆได้หรือเปล่าโดยที่ไม่มีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งแอบคิด “เผลอใจ” ไปแอบรักเพื่อนตัวเองเข้า

ความรักที่เกิดขึ้นในหนังเรื่องนี้เป็นความรักของคนหนุ่มสาวในช่วงวัยรุ่นตอนปลายที่ผ่านช่วงอารมณ์หวานแหววกุ๊กกิ๊กมาแล้ว ด้วยเหตุนี้ความรักของคนช่วงนี้จึงเริ่มต้องการแสวงหาความมั่นคงทางอารมณ์มากขึ้นกว่าเก่า

หนังเรื่องนี้เล่าเรื่องความรักของคนสามคนครับโดยสองคนแรกมีความสัมพันธ์กันแบบเพื่อนสนิทมาก่อนทั้งๆที่เจ้าหนุ่มไข่ย้อยอาจจะแอบหลงรัก “ดากานดา” เพื่อนสาวมาตั้งแต่แรกเห็น

ขณะที่ความรักของ “นุ้ย” พยาบาลสาวแห่งเกาะพงันเป็นความรักที่เกิดจากความพยายามจะหาใครสักคนที่ใช่มาโดยตลอดแต่จนแล้วจนรอดรักของสาวใต้คนนี้ก็ไม่สมหวังเสียที

ผมเคยแอบตั้งข้อสังเกตในฐานะนักเรียนเศรษฐศาสตร์ว่า “ความรัก” ของคนเรามันก็เหมือนสินค้าชนิดหนึ่งที่มีทั้งผู้เสนอซื้อและผู้เสนอขายนะครับ บางครั้งเราก็เป็นคนบริโภคความรักเช่นเดียวกับที่บ่อยครั้งเราก็ชอบเป็นผู้ผลิตความรักขึ้นมาเสียเอง

อย่างไรก็ตามไม่มีใครรู้ว่า “มือที่มองไม่เห็น” (Invisible hand) ของใครกันแน่ที่เป็นคนจับชนให้คนสองคนมารักกันและท้ายที่สุดคนทั้งคู่ก็กลายเป็นทั้งผู้ผลิตและบริโภคความรักไปพร้อมๆกัน แหม่! ผมเขียนเสียเคลิ้มเชียว…

บางทีชีวิตคนเรามันมักมีเรื่อง “ตลก” แบบไม่คาดฝันเข้ามาอยู่เสมอนะครับ และไอ้ความไม่คาดฝันนี้เองที่ทำให้เราอาจได้พบใครบางคนซึ่งท้ายที่สุดกลับกลายมาเป็น “คู่ชีวิต”ของเรา

แต่บ่อยครั้งนะครับที่มี “ตีนที่มองไม่เห็น” (Invisible foot) มาถีบให้กลไกที่ว่านี้มันล้มเหลวหรือไม่ทำงาน นั่นจึงเป็นสาเหตุของการ ผิดหวัง ไม่สมหวัง อกหัก แห้ว กับ อารมณ์รัก

ไอ้การผิดหวังกับความรักเนี่ยมันทำให้ใครหลายคนเปลี่ยนแปลงไปนะครับ บางคนฟูมฟาย บางคนบ้าบอ บางคนประชด และที่น่าสนใจไปกว่านั้นคือทำไมเวลาเราอกหัก เรามักจะไปตัดผมกัน?? หรือจะเป็นเพราะว่าการตัดผมอาจเปรียบเสมือนการ “ตัดเยื่อ ขาดใย” ไม่ให้เราหวนไปนึกถีงเรื่องรักที่เจ็บช้ำ

“เพื่อนสนิท” ยังหยิบยกวรรณกรรมคลาสสิคอย่าง “เจ้าชายน้อย” ของอังตวน แซงเต็ก ซูเปรี (Antoine de Saint-Exupéry) นักเขียนชาวฝรั่งเศส มาใส่ไว้ในบทหนังด้วย เจ้าชายน้อยได้กลายเป็นวรรณกรรมอมตะที่เด็กอ่านก็ได้ ผู้ใหญ่อ่านยิ่งดี เพราะหนังสทอเล่มนี้ให้ข้อคิดหลายอย่างในการมองโลกและชีวิต

อย่างไรก็ตามหนังเรื่องนี้หยิบเพียงบางส่วนของเจ้าชายน้อยที่เกี่ยวกับเรื่อง “ความสัมพันธ์” ซึ่งแสดงให้เห็นว่า การที่เราจะกลายเป็นเพื่อนสนิทกับใครสักคนได้นั้นมันต้องเริ่มต้นมาจากการสร้างความสัมพันธ์เป็นอันดับแรกก่อนครับ

ในบทที่เจ้าชายน้อยพบหมาจิ้งจอก แล้วหมาจิ้งจอกพูดถึงความสัมพันธ์ไว้ว่า “เธอต้องทำให้ฉันเชื่องเสียก่อน แล้วฉันก็จะเป็นเพื่อนกับเธอ” นี่คือจุดเริ่มต้นของการสร้างความสัมพันธ์

จริงๆแล้วคำว่า “เชื่อง” มีความหมายไม่ต่างอะไรกับคำว่า “ไว้ใจ” หรือ “วางใจ” นะครับ ดังนั้นการที่เราจะเริ่มต้นคบหาใครเป็นเพื่อนสนิทสักคน เราคงต้องทำให้เขา “ไว้ใจและวางใจ”เราได้ก่อน

หลังจากนั้นความสัมพันธ์มันต้องอาศัยระยะเวลาและความอดทนครับ พูดง่ายๆว่ากว่าจะ “ซี้” กันได้เนี่ยมันต้องใช้เวลาพอสมควร

แต่ที่สำคัญที่สุดในเรื่องของความสัมพันธ์ก็คือ “การรักษาความสัมพันธ์” ไงล่ะครับซึ่งหมาจิ้งจอกบอกเจ้าชายน้อยว่า “เราต้องรู้จักที่จะรับผิดชอบความสัมพันธ์ที่เราสร้างขึ้นมา”

บ่อยครั้งนะครับที่ความสัมพันธ์ของเพื่อนสนิทจบลงด้วยความเคียดแค้น ชิงชัง จบลงด้วยโศกนาฎกรรมทั้งนี้ทั้งนั้นก็มาจากการที่เราไม่รู้จักที่จะรับผิดชอบความสัมพันธ์นั่นเอง

หนังเรื่องนี้ใช้เพลง “ช่างไม่รู้อะไรเลย” ของคุณตั้ม สมประสงค์ มาเป็นเพลงประกอบภายนตร์โดยได้คุณบอย พีซเมคเกอร์ มาร้องใหม่ ซึ่งก็เพราะไปอีกแบบหนึ่งนะครับ

ท้ายที่สุดผมคิดว่าบางทีชีวิตคนเราอาจจะต้องเลือกหนทางของความรักระหว่าง “เลือกคนที่ใช่” หรือจะ “รอคนที่ชอบ” ต่อไป ซึ่งหากท่านผู้อ่านได้ดูหนังเรื่องนี้แล้วคงจะได้คำตอบแล้วว่าไข่ย้อยเลือกทางไหนนะครับ

Hesse004

Apr 30, 2009

"สาระแนห้าวเป้ง" ลับ ลวง (อำ) พราง





ไม่บ่อยนักนะครับที่เราจะได้เห็นการ “แกล้ง” หรือ “อำ” คนในรูปแบบภาพยนตร์อย่างเป็นเรื่องเป็นราว เหตุที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะมันเสี่ยงต่อการถูกแจ้งความดำเนินคดีหากคนที่ถูกอำเขาไม่ตลกกับเราด้วย

ผมเชื่อว่าในบ้านเรานั้นรายการทีวีที่ “อำ” คนได้อารมณ์มากที่สุดเห็นจะหนีไม่พ้นรายการ “สาระแน” นะครับ

จริงๆแล้วคำว่า “สาระแน” หมายถึง อาการที่เข้าไปยุ่งเรื่องชาวบ้านหรือเรื่องที่ไม่ใช่ธุระของตนเอง โดยส่วนใหญ่เรามักจะคุ้นกับคำอย่าง “สาระแนจัดแจงไปเสียทุกเรื่อง” ซึ่งหากพูดง่ายๆตามภาษาบ้านๆคือ แม่งชอบ เ..ือกเรื่องชาวบ้าน (ขออนุญาตเซนเซอร์แล้วกันครับ)

สำหรับรายการสาระแนนั้นออกอากาศครั้งแรกภายใต้ชื่อ “สาระแนโชว์” เมื่อต้นปี พ.ศ.2541 ครับ หลังจากนั้นรายการนี้ก็เปลี่ยนชื่อมาเรื่อยๆ เช่น สาระแนริงไซด์ (2544) สาระแนกลางแปลง (2545) สาระแนจัง (2547-2548) เป็นต้น

โดยส่วนตัวแล้วผมคิดว่ารายการสาระแนน่าจะได้รับอิทธิพลมาจากรายการวาไรตี้ตลกในอดีตอย่าง “ยุทธการขยับเหงือก” ของ เจเอสแอล ซึ่งรายการนี้ได้สร้างเหล่า “เสนา” อารมณ์ดีขึ้นมาหลายคน อย่างคุณอรุณ คุณเปิ้ล คุณโน้ต คุณติ๊ก และคุณหอย

รูปแบบรายการอย่างยุทธการขยับเหงือกและสาระแนนั้นจะเน้นไปที่เรื่องของการ “อำ” แขกรับเชิญซึ่งส่วนใหญ่ก็คือ “ดารา” แม้ว่าการอำบางครั้งดูจะเป็นเรื่องเป็นราวใหญ่โตเนื่องจากคนโดนโดนอำไม่สนุกด้วยกับมุขของรายการ

จะว่าไปแล้วไอ้พฤติกรรมชอบ “อำ” หรือชอบ “แกล้ง” เนี่ยมันเป็นธรรมชาติอย่างหนึ่งของคนเรานะครับ แม้ว่าหลายคนอาจจะไม่ชอบนักแต่เมื่อเวลาเราเห็นใครโดนอำเราก็มักจะอมยิ้มอยู่เสมอ หรือแม้กระทั่งตัวเราเองเวลาที่ถูกอำก็ตาม

แม้ว่าข้อดีของการ “อำ” คือ สร้างรอยยิ้มให้กับชาวบ้านบนความเข้าใจผิดหรือความเปิ่นของตัวเราเอง แต่ข้อเสียก็คือบางครั้งการถูกอำอยู่บ่อยๆก็ทำเอาเราเสียความมั่นใจไปเหมือนกัน

ที่น่าสนใจไปกว่านั้นคือไอ้คนที่มันคิดจะอำเราเนี่ยมันต้องเก่งมากๆ เนียนสุดๆ จนสามารถอำเราได้อยู่หมัด ซึ่งหากใครได้ดูหนังเรื่องสาระแนห้าวเป้งแล้วจะเห็นเลยว่าพวกเขามีครีเอทีฟ (Creative) มาช่วยกันคิดมุขอำ แม้ว่าหลายต่อหลายครั้งครีเอทีฟเหล่านี้อาจจะโดนคนถูกอำ “ถีบ” เอาง่ายๆ


ท่านผู้อ่านทราบมั๊ยครับว่า รายการลักษณะแบบสาระแนนั้นมีมานานกว่า 70 ปีแล้ว โดยจุดเริ่มต้นของรายการประเภทนี้อยู่ที่สหรัฐอเมริกาครับ

ในทศวรรษที่ 40 มีโปรดิวเซอร์โทรทัศน์ชาวอเมริกันคนหนึ่งนามว่า “อัลเลน ฟันต์” (Allen Funt) ได้ทำรายการในลักษณะเอากล้องไปแอบถ่ายชีวิตประจำวันของชาวบ้านเขาหรือที่เราเรียกว่า แคนดิด (Candid)

การแคนดิดก็คือการซ่อนกล้อง (Hidden Camera) แบบหนึ่งโดยวัตถุประสงค์ของรายการประเภทนี้คือต้องสอดรู้สอดเห็นเรื่องราวของคนเดินถนนทั่วไป

อย่างไรก็ตามเพื่อความบันเทิงของผู้ชมทางรายการจึงมักต้องหา “มุข” หรือ “แก๊ก” (Gags) มาหยอก หรือ อำ ชาวบ้านโดยที่ชาวบ้านเองก็ไม่รู้ว่าตัวเองกับถูกแอบถ่าย

อัลเลน ฟันต์ ได้สร้างตำนานคลาสสิคของรายการแคนดิทอย่าง Camera Candid ซึ่งออกอากาศในอเมริกามายาวนานตั้งแต่ปี ค.ศ.1948 ก่อนจะปิดตัวเองลงไปเมื่อปี ค.ศ.2004 นอกจากนี้ยังรายการดังๆจากต่างประเทศอย่าง Just For Laugh ของแคนาดา หรือ Just Kidding ของออสเตรเลียที่มักจะอำคนด้วยมุขแปลกๆอยู่เสมอ

ปัจจุบันเราสามารถหาดูรายการประเภทนี้ได้จาก “ยูทูป” (Youtube) ซึ่งมักจะมีคลิปการอำกันแปลกๆมาอัพโหลดให้เราดูกัน อย่าง คลิปอำของชาวญี่ปุ่นที่ผมว่ามีแก๊กที่ใช้ได้ทีเดียว

อย่างที่เรียนไปตอนต้นแล้วครับว่ารายการจำพวกสาระแนเรื่องราวชาวบ้านมักจะหนีไม่พ้นเรื่องราว “ละเมิด” สิทธิส่วนบุคคลซึ่งในต่างประเทศนั้นถึงกับขึ้นโรงขึ้นศาลกันเลย

สำหรับ “สาระแนห้าวเป้ง” ที่เป็นผลงานการกำกับของ “คุณเป้” นฤบดี เวชกรรม นั้นนับว่าให้ความบันเทิงได้ไม่น้อยในยุคสมัยที่คนไทยเรายิ้มกันน้อยลง หนังเรื่องนี้เต็มไปด้วยการ “อำ” ซึ่งมีทั้งอำแขกรับเชิญ หรือ อำกันเอง

แต่เอ!... จะว่าไปแล้วเรื่องการอำเนี่ยคนไทยเราไม่แพ้ใครชาติใดในโลกเลยนะครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งอาชีพที่อำเก่งที่สุดเห็นจะหนีไม่พ้น “นักการเมือง” ที่ชอบอำประชาชนตั้งแต่ก่อนเลือกตั้งจนกระทั่งได้มาเป็นรัฐบาล เช่นอำว่าถ้าได้รับเลือกตั้งจะเอาโครงการโน้นโครงการนี้มาลงที่หมู่บ้าน อำว่าถ้าได้เป็นรัฐบาลแล้วราคาพืชผลการเกษตรจะต้องสูงขึ้นแน่นอน หรือ อำว่าถ้าเป็นนายกรถจะหายติดภายในหกเดือน

แหม่… เพียงแต่ว่าพักหลังๆเนี่ยไอ้คนที่ถูกอำมันไม่ค่อยจะตลกกับมุขของพวกท่านเท่าไหร่นักหรอกครับ

Hesse004

Apr 23, 2009

"ประชาธิปไตยบนเส้นขนาน" ประชาธิปไตยแบบไทยๆ





หลังเหตุการณ์ “สงกรานต์วิปโยค” ผมกลับไปอ่านหนังสือเรื่อง “ประชาธิปไตยบนเส้นขนาน” อีกครั้งครับ คอหนังสือคงทราบดีว่าหนังสือเล่มนี้เป็นนวนิยายที่ได้รับรางวัลซีไรต์ (The S.E.A. Write Award) โดยเป็นผลงานของ “วินทร์ เลียววาริณ” นักเขียนผู้ได้รับรางวัลซีไรต์ 2 ครั้ง เมื่อปี พ.ศ.2537 และ 2542

“ประชาธิปไตยบนเส้นขนาน” เป็นผลงานลำดับที่สามของคุณวินทร์ ครับ หนังสือเล่มนี้ได้รับการแปลเป็นภาษาญี่ปุ่นและภาษาอังกฤษด้วย โดยชื่อเรื่องที่เป็นภาษาอังกฤษ คือ Democracy, Shaken & Stirred

การอ่านหนังสือเล่มนี้รอบที่สามทำให้ผมเริ่มเข้าใจความเป็น “ประชาธิปไตย” ของบ้านเรามากขึ้น จริงๆแล้วตลอดระยะเวลากว่า 77 ปีที่ผ่านมา พัฒนาการของระบอบประชาธิปไตยในเมืองไทยดูจะค่อยเป็นค่อยไปนะครับ

คำว่า “ค่อยเป็นค่อยไป” เนี่ย มันอาจจะสะท้อนวิธีคิดตลอดจนลักษณะบางอย่างของความเป็นคนไทย ซึ่งข้อดีของความเป็นไทย คือ รู้จักประนีประนอม (Compromise) ไงล่ะครับ

ตลอดทั้งเล่มของหนังสือเล่มนี้เป็นการต่อสู้กันทางความคิดและอุดมการณ์ของชายสองคน ชายคนแรก คือ “ตุ้ย พันเข็ม” นายตำรวจผู้ทำงานรับใช้รัฐบาลมาโดยตลอดตั้งแต่มีการอภิวัฒน์เปลี่ยนแปลงการปกครองจนกระทั่งเกษียณอายุราชการ ชายอีกคนหนึ่งคือ “หลวงกฤษดาวินิจ” หรือ “เสือย้อย” ผู้ที่มีชีวิตพลิกผันจากคุณหลวงสู่ขุนโจรคุณธรรม

การต่อสู้ของทั้งสองคนมีจุดเริ่มต้นจากการเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ.2475 แม้ว่าคณะราษฎรจะสามารถเปลี่ยนแปลงรูปแบบการปกครองของสยามได้จากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาสู่ระบอบประชาธิปไตย แต่เอาเข้าจริงๆแล้วการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเป็นแค่การเปลี่ยนแปลงเพียง “รูปแบบการใช้อำนาจ” เท่านั้น เพราะอำนาจได้ถูกเปลี่ยนมือจากวังไปสู่คนกลุ่มหนึ่งโดยเฉพาะเหล่าขุนทหารที่เริ่มเข้ามามีบทบาทในการเมืองไทยตั้งแต่เปลี่ยนแปลงการปกครอง

พัฒนาการของประชาธิปไตยในเมืองไทยมีเหตุการณ์หลายเหตุการณ์ที่น่าจดจำนับตั้งแต่เปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อปี พ.ศ.2475

เหตุการณ์อย่าง “กบฏบวรเดช”ในปี พ.ศ.2476 นับเป็นสงครามกลางเมืองครั้งแรกที่เป็นการต่อสู้ระหว่างกลุ่มอำนาจใหม่ซึ่งนำโดยคณะราษฎรกับกลุ่มอำนาจเก่าที่สูญเสียอำนาจไปและไม่พอใจคณะราษฎร

หลังจากการปราบกบฏบวรเดช อำนาจของนายทหารหนุ่มที่ชื่อ “หลวงพิบูลสงคราม” ก็เริ่มโดดเด่นขึ้นมาเรื่อยจนกระทั่งนายทหารลูกชาวบ้านผู้นี้ได้กลายเป็นสัญลักษณ์ของ “ผู้นำชาตินิยม” ที่เปลี่ยนแปลงสังคมการเมืองและเศรษฐกิจไทยอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน

ชีวิตของจอมพล ป. พิบูลสงคราม ดูน่าอัศจรรย์ไม่น้อยนะครับ เคยผ่านจุดสูงสุดของชีวิตในฐานะผู้นำชาตินิยมที่เข้มแข็ง มาจนกระทั่งดิ่งลงสู่จุดต่ำสุดในฐานะอาชญากรสงคราม และก็กลับมาเป็นนายกได้ใหม่ เคยถูกลอบสังหารหลายครั้งแต่ก็ไม่ตาย ท้ายที่สุดถูกลูกน้องคนสนิทอย่าง “จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัตช์” ปฏิวัติจนต้องหนีออกนอกประเทศ

ช่วงเวลาก่อนปี พ.ศ. 2500 ดูเหมือนว่า การเมืองไทยยังเต็มไปด้วยความวุ่นวาย มีการแย่งชิงอำนาจกันตลอดเวลา มีการลอบสังหารบุคคลสำคัญอยู่บ่อยครั้ง มีการจับตัวนักโทษการเมืองไปปล่อยเกาะ ความวุ่นวายต่างๆเหล่านี้มักจบลงด้วยการเข้ามาของกองทัพที่ใช้กำลังทหารในการทำรัฐประหาร แม้ว่าการปฏิวัติบางครั้งจะไม่สำเร็จจนทำให้ใครหลายคนกลายเป็น “กบฏ” ไป

ช่วงเวลาหลังปี พ.ศ.2500 ประเทศไทยถูกปกครองภายใต้ “เผด็จการทหาร” หรือที่รู้จักกันในชื่อ “ระบอบสฤษดิ์” เผด็จการทางทหารถูกโค่นล้มไปเมื่อวันที่ 14 ตุลาคม พ.ศ.2516 ซึ่งถือเป็นชัยชนะครั้งแรกที่ประชาชนเริ่มเข้าใจแล้วว่าพวกเขาต่างหากที่เป็นเจ้าของอำนาจอย่างแท้จริง

แต่อย่างไรก็ดีการเมืองไทยก็ยังตกอยู่ในวังวนเดิมๆ นั่นคือ มีการแย่งชิงอำนาจกันตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นการแย่งอำนาจกันระหว่างขุนนางกับกลุ่มทุนธุรกิจที่แฝงเข้ามาในคราบนักการเมือง หรือ การแย่งอำนาจระหว่างทหารกับนักการเมือง

ทั้งหลายทั้งปวงนี้ก็เป็นเพราะทุกคนต้องการสร้าง “ประชาธิปไตย” ในแบบที่ตัวเองเข้าใจหรือเปล่าครับ หรือเพียงแค่ประชาธิปไตยได้กลายเป็นข้ออ้างในการเข้าสู่การใช้อำนาจของคนเหล่านั้น

บางทีประชาธิปไตยอาจเป็นเพียง “คำพูดหรูหรา”ที่คล้ายเป็นสัญลักษณ์อย่างหนึ่งในการแสวงหาความชอบธรรมของมนุษย์ในการเข้าสู่กระบวนการใช้อำนาจในสังคมก็ได้นะครับ

ผมขออนุญาตปิดท้ายเอนทรี่นี้ด้วยคำสอนของท่านพุทธทาสภิกขุ ซึ่งผมได้คัดลอกมาจากหนังสือประชาธิปไตยบนเส้นขนานอีกทีครับ เผื่อบางทีเราอาจจะเห็นภาพประชาธิปไตยแบบไทยๆได้ชัดเจนมากขึ้นไงล่ะครับ

“ประชาธิปไตยโกง นั่นมันร้ายกาจอย่างไร คือ ประชาชนทั้งหลายไม่มีศีลธรรม แต่ถือระบบประชาธิปไตย มันก็มีโอกาสที่จะใช้กิเลสของตนอย่างเสรี แต่ละคนๆมีเสรีภาพที่จะใช้กิเลสของตนอย่างเต็มที่ เมื่อประชาชนทุกคนมันไม่มีศีลธรรม มันโกงมันก็เลือกผู้แทนโกง เมื่อประชาชนเลือกผู้แทนโกง ก็ได้ผู้แทนโกง ผู้แทนโกงทั้งหลายไปประกอบกันเป็นรัฐสภาพก็เป็นรัฐสภาโกง รัฐสภาโกงไปตั้งคณะรัฐบาล ก็เป็นคณะรัฐบาลโกง เจ้าหน้าที่ทุกคนก็เป็นคนโกง โกงทั้งบ้านทั้งเมือง”

พุทธทาสภิกขุ


Hesse004

Apr 15, 2009

นาฬิกาชีวิต





ปลายเดือนที่แล้ว ผมต้องเข้าโรงพยาบาลอย่างกะทันหันด้วยสาเหตุของอาการไส้ติ่งอักเสบ นี่เป็นครั้งแรกที่ผมต้องเข้าไปนอนโรงพยาบาลครับ

อาการไส้ติ่งอักเสบเนี่ยมันมาแบบไม่ค่อยจะรู้เนื้อรู้ตัวเลยนะครับ อย่างไรก็ตามอาการบางอย่างที่เริ่มฟ้องว่าจะเป็นไส้ติ่งดูเหมือนจะเป็นอาการอาหารไม่ย่อยครับ หลังจากนั้นเราจะเริ่มปวดท้องแบบไม่สบายเนื้อสบายตัวตามมาด้วยปวดแบบหน่วงๆบริเวณท้องน้อยด้านขวา

อาการปวดท้องเริ่มรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ผมเลยโทรปรึกษาน้องสาวที่เป็นหมอ เจ้าน้องสาวผมแนะนำให้รีบไปโรงพยาบาลด่วนที่สุด

ประมาณตีสามของคืนวันอาทิตย์ที่ 29 หมอจัดการผ่าตัดไส้ติ่งอักเสบซึ่งหากช้ากว่านี้ไส้ติ่งอาจแตกได้ นับว่าโชคดีไม่น้อยที่เจ้าน้องสาวได้เตือนให้รีบเข้าโรงพยาบาลด่วน จะว่าไปแล้วไอ้อาการปวดไส้ติ่งเนี่ยมันเปลี่ยนแปลงทุกชั่วโมงเลยนะครับ

หลังจากผ่าตัดเสร็จ หมอแนะนำให้ผมพักฟื้นที่โรงพยาบาลประมาณ 3 วัน และแนะนำให้อย่าเพิ่งซ่าส์ยกของหนัก รวมไปถึงพักผ่อนอยู่ที่บ้านประมาณสองอาทิตย์รอให้แผลมันสมานกันเสียก่อน

เวลาเจ็บป่วยขึ้นมาอย่างกะทันหันเนี่ยมันทำให้เรา “คิค” อะไรได้เยอะเหมือนกันนะครับ

การดูแลสุขภาพนับเป็นเรื่องสำคัญที่สุดเรื่องหนึ่งของการใช้ชีวิต และเมื่อเราเริ่มมีอายุมากขึ้น “สุขภาพแข็งแรง” ดูเหมือนจะเป็นของขวัญที่ดีที่สุดมากกว่าทรัพย์สินเงินทอง

ช่วงระหว่างที่นอนอยู่โรงพยาบาล ผมนึกถึง “ความสมดุล” ในการใช้ชีวิตของผมที่ผ่านมา ซึ่งจะว่าไปแล้วผมได้ละเลยไอ้เจ้า “สมดุล” ของชีวิตมาโดยตลอด

ขออนุญาตเล่าเรื่องส่วนตัวเพื่อเป็นอุทาหรณ์นิดนึงนะครับ โดยปกติแล้วผมเป็นคนนอนดึกมากๆ คำว่าดึกมากๆนั่นคือ ตีสองถึงตีสี่บางทีล่วงไปถึงตีห้า เหตุที่ชอบนอนดึกก็เพราะผมชอบทำงาน อ่านหนังสือและเขียนหนังสือในเวลากลางคืนครับ

เมื่อนอนดึก เวลาในการพักผ่อนของผมจึงแตกต่างจากชาวบ้านทั่วไป เวลาส่วนใหญ่ที่ผมจะตื่น คือ สิบโมงเช้า บางครั้งสิบเอ็ดโมง นั่นหมายถึงอาหารเช้าผมได้หายไปมื้อหนึ่ง เมื่อตื่นมาอาหารมื้อแรกของผมคือ “กาแฟดำ” ครับ

กว่าผมจะกินข้าวเช้าจริงๆบางทีก็ล่วงไปถึงบ่ายโมงครึ่ง บ่ายสองโมง มื้อเช้าผนวกรวมกับมื้อกลางวันทำให้ผมต้องกินมากกว่าปกติ

พูดถึงกาแฟเนี่ย ผมกินกาแฟเฉลั่ยวันละสองแก้ว วันไหนครึ้มหน่อยก็กินสามครับ เคยจดสถิติสูงสุดได้ว่ากินเจ็ดแก้วในหนึ่งวัน ซึ่งมาถึงตอนนี้แล้วผมพยายามจะเลิกกินกาแฟแล้วครับ


วงจรชีวิตของผมส่วนใหญ่เป็นอย่างนี้มานานร่วมปีได้แล้วครับ ด้วยความเป็น “นักเรียนโข่ง” ที่ลางานราชการออกมาเรียนต่อทำให้เวลาในการใช้ชีวิตของผมแตกต่างไปจากเดิมที่ต้องตื่นแต่เช้าเพื่อเข้าทำงานให้ทันเก้าโมง


ระหว่างที่นอนพักผ่อน (แบบจำใจ) อยู่ที่โรงพยาบาล ผมมีโอกาสได้อ่านหนังสือเล่มเล็กเรื่องหนึ่งที่ชื่อ “นาฬิกาชีวิต” หนังสือเล่มนี้แต่งโดยท่านอาจารย์สุทธิวัสส์ คำภา ครับ

หนังสือเล่มนี้เล่าถึงศาสตร์ของการแพทย์ตะวันออกที่เชื่อว่ากลางวันและกลางคืนนั้นมีความสัมพันธ์กับสุขภาพของมนุษย์อย่างแยกกันไม่ออก ด้วยเหตุนี้เองช่วงเวลายี่สิบสี่ชั่วโมงในหนึ่งวันนั้น ภายในร่างกายของมนุษย์เราจึงมีการไหลเวียนของพลังงานชีวิตผ่านอวัยวะต่างๆภายในร่างกายซึ่งอาจารย์สุทธิวัสส์ ท่านแบ่งออกเป็นอวัยวะตันและอวัยวะกลวงครับ

“อวัยวะตัน” ได้แก่ หัวใจ เยื่อหุ้มหัวใจ ปอด ม้าม ตับ ไต ขณะที่ “อวัยวะกลวง” ได้แก่ กระเพาะอาหาร ถุงน้ำดี ลำไส้ใหญ่ ลำไส้เล็ก กระเพาะปัสสาวะ และระบบความร้อนในร่างกายเรา

ด้วยเหตุนี้การไหลเวียนของพลังชีวิตหรือที่เรียกว่าลมปราณ (ชี่) นั้นจะต้องผ่านอวัยวะต่างๆเหล่านี้ 12 อวัยวะในช่วงเวลา 24 ชั่วโมง หรือหนึ่งวันซึ่งเรียกว่า “นาฬิกาชีวิต” (Biological Clock)นั่นเองครับ

น่าสนใจว่าตลอดระยะเวลาในหนึ่งวัน อวัยวะของเรามันมีช่วงเวลาการทำงานของมันอย่างเป็นระบบ เช่น ช่วงเวลาตีหนึ่งถึงตีสามเป็นช่วงเวลาของตับครับ ด้วยเหตุนี้เราควรนอนพักผ่อนให้หลับสนิทในช่วงเวลานี้ การที่เราสามารถหลับได้อย่างสนิทจะทำให้ตับหลั่งสารมีราโทนิน (Meratononine) เพื่อฆ่าเชื้อโรคที่อยู่ในร่างกายรวมถึงหลั่งสารเอนโดฟิน (Endophin) สร้างความสุขอีกด้วย ดังนั้นจึงไม่ควรกินอาหารในช่วงดึกเพื่อไม่ให้ตับทำงานหนักและเสื่อมเร็ว

นอกจากนี้อาจารย์สุทธิวัสส์ยังแนะนำ “เมนูอาหารสุขภาพ” ซึ่งเมนูส่วนใหญ่ทำไม่ยาก เช่นเอาสัปปะรดมาปั่นกับใบโหระพา หรือ โยเกิร์ตผสมน้ำผึ้ง มะนาวและนมสด กินทุกเช้าจะเป็นเมนูล้างลำไส้ใหญ่ไปในตัวดว้ย อ้อ !เมนูอันหลังนี้อาม่าผมท่านเรียกชื่อให้ใหม่ว่า “โยโกะ” ครับ 5 5!!

ศาสตร์การแพทย์ตะวันออกไม่ว่าจะเป็นการรักษาแบบแพทย์แผนจีนหรือการออกกำลังกายแบบโยคะเป็นเรื่องที่น่าสนใจไม่น้อยนะครับเพราะดูเหมือนว่า “ภูมิปัญญาตะวันออก” จะมีอะไรหลายอย่างที่ทำให้เราสามารถใช้ชีวิตได้สอดคล้องกับธรรมชาติอย่างเรียบง่ายโดยไม่ต้องเบียดเบียนธรรมชาติ

หนังสือเล่มนี้เปิดโลกทัศน์เรื่องการดูแลสุขภาพแบบใกล้ตัวซึ่งจะว่าไปแล้วเราไม่ต้องไปเสียเงินทองบำรุงดูแลอะไรมากมายเลย เพียงแค่เราใช้ชีวิตให้มันสมดุลและตั้งเวลาชีวิตให้ตรงกับนาฬิกาชีวิตไงล่ะครับ

Hesse004

Mar 27, 2009

"The Pursuit of Happyness" แบบทดสอบความสุข




ไม่นานมานี้ดูเหมือนว่าบรรดาสำนักโพลต่างๆเริ่มสนใจที่จะสอบถาม “ความสุข” ของคนไทยมากขึ้นนะครับ

นักเศรษฐศาสตร์พยายามวัดความสุขให้ออกมาในรูปของ “ความพึงพอใจ” หรือ Preference ซึ่งศัพท์แสงที่นักเรียนเศรษฐศาสตร์เรียกกันก็คือ “Utility” หรือ “อรรถประโยชน์” นั่นเองครับ

อย่างไรก็ตามการวัด “ความสุข” เป็นเรื่องที่ยากมากเพราะ “เกณฑ์ชี้วัด” ความสุขของแต่ละคนไม่เหมือนกัน ซึ่งสำหรับนักเศรษฐศาสตร์แล้วมนุษย์เราจะเกิดความสุขได้ก็ต่อเมื่อบริโภค (Consume) ครับ ด้วยเหตุนี้เองนักเศรษฐศาสตร์จึงเรียกมนุษย์ในตัวแบบทางเศรษฐศาสตร์ว่า “ผู้บริโภค” หรือ Consumer

อย่างที่เรียนไปตอนต้นนะครับว่า “ความสุข” ของแต่ละคนมักจะมี “เกณฑ์วัด” ที่แตกต่างกันทั้งนี้เคยมีนักเศรษฐศาสตร์ชาวอังกฤษนามว่า “เบนจามิน แบนทัม” (Benjamin Bantam) พยายามจะวัดความพึงพอใจหรือความสุขจากการบริโภคให้อยู่ในรูปของหน่วยวัดที่เรียกว่า “ยูทิล” (Utile) เช่น เฉลิมพอใจหรือมีความสุขจากการได้รับเช็คช่วยชาติ 10 ยูทิล ตุ๊ดตู่มีความสุขจากการได้ดื่มชาเขียวโอนามิ 1 ยูทิล เป็นต้น

แต่อย่างไรก็ตามดูเหมือนว่าแนวคิดของแบนทัมจะเอาไปประยุกต์ใช้ในชีวิตจริงได้ยาก ด้วยเหตุนี้เองนักเศรษฐศาสตร์จึงพยายามวัดความพึงพอหรือความสุขจากการบริโภคโดยอาศัยการ “เปรียบเทียบ” กันครับ เช่น ราฟาชอบ “เทพ…ลูคัส” มากกว่า “เบนายูน” และชอบ “เบนายูน” มากกว่า “เจอร์ราด” นั่นหมายถึงว่าราฟาต้องชอบ “ลูคัส”มากกว่า “เจอร์ราด”

ท่านผู้อ่านจะเห็นได้ว่านักเศรษฐศาสตร์พยายามเหลือเกินที่จะวัดความสุขของมนุษย์ นั่นแสดงให้เห็นว่า “ความสุข” คือเป้าหมายสำคัญของการใช้ชีวิตนะครับ

หากวันนี้มีใครเดินมาถามท่านผู้อ่านว่า “วันนี้ท่านมีความสุขหรือเปล่า? ท่านจะตอบอย่างไรดีครับ

เมื่อคืนก่อน ผมมีโอกาสได้ดูภาพยนตร์เรื่อง The Pursuit of Happyness (2006) ผลงานการกำกับของ “แกเบรียล มัคเซียโน่” (Gabriele Muccino) โดยงานชิ้นนี้ได้ดาราชื่อดังอย่าง “วิลล์ สมิธ” (Will Smith) มารับบทนำ

The Pursuit of Happyness เป็นหนังกึ่งอัตชีวประวัติของมหาเศรษฐีผิวสีชาวอเมริกันนามว่า “คริส การ์ดเนอร์” (Chris Gardner) ครับ ท่านผู้อ่านสามารถรับรู้เรื่องราวอันน่าประทับใจของ “การ์ดเนอร์” ได้จากภาพยนตร์เรื่องนี้

มีเกร็ดเกี่ยวกับชื่อหนังเรื่องนี้นิดนึงนะครับ จริงๆแล้วคำว่า Happyness เนี่ย ผู้สร้างไม่ได้จงใจจะสะกดผิดแต่อย่างใด หากแต่วลีที่ว่า The Pursuit of Happyness นั้นเป็นวลีที่ปรากฏอยู่ในคำประกาศอิสรภาพของอเมริกา (United States of Declaration of Independence) ซึ่งร่างขึ้นเมื่อปี ค.ศ.1776 โดยอดีตประธานาธิบดีโทมัส เจฟเฟอร์สัน (Thomas Jefferson) ครับ

อย่างไรก็ตามเจฟเฟอร์สันก็ยกเอาคำพูดนี้มาจากนายลีมูเอล เฮยส์ (Lemuel Haynes) ซึ่งเป็นชาวอาณานิคมใน New England ช่วงที่สหรัฐอเมริกากำลังเรียกร้องอิสรภาพจากอังกฤษ “เฮยส์” แกเขียนเป็นภาษาอังกฤษไว้อย่างนี้ครับว่า

“We hold these truths to be self-Evident, that all men are created Equal, that they are Endowed By their Creator with Ceartain [sic] unalienable rights, that among these are Life, Liberty, and the pursuit of Happyness.”
(ที่มาจากวิกิพีเดียครับ)

The Pursuit of Happyness เล่าเรื่องการต่อสู้ “ชีวิต” ของผู้ชายผิวสีคนหนึ่งที่มีชะตาชีวิตพลิกผันอยู่ตลอดเวลาซึ่งจนแล้วจนรอดเขาก็สามารถ “สร้างชีวิต” ของเขาขึ้นมาได้จากสภาพที่เคย “ติดลบ” กับชีวิต

“คริส การ์ดเนอร์” (นำแสดงโดยวิลล์ สมิธ) เคยตกอยู่ในสภาวะของการเป็นคนไร้บ้าน (Homeless)ต้องเร่ร่อนหอบหิ้วลูกน้อยวัยห้าขวบตะลอนไปเรื่อย ด้วยเหตุนี้เองเมื่อเรื่องราวของ “การ์ดเนอร์” ได้ถูกถ่ายทอดออกไปสู่สาธารณชนทั่วไป ก็ยิ่งเสริมภาพของ “ความเป็นดินแดนแห่งโอกาส” ให้กับสหรัฐอเมริกาที่ต้องการบอกให้คนทั้งโลกรู้ว่าแม้แต่ “คนจรจัด”ก็สามารถร่ำรวยเป็นมหาเศรษฐีได้หากคุณพยายามและอดทน

ระหว่างที่ผมดูหนังเรื่องนี้ ผมถามตัวเองว่าถ้ากูต้องตกอยู่ในสภาพอย่าง “คริส” เนี่ยกูจะทำยังไงวะ “ถังแตก /เมียทิ้ง/ เร่ร่อน” แถมมีลูกพ่วงมาอีกหนึ่งชีวิต

อย่างไรก็ดีสิ่งหนึ่งที่มองเห็นจากการต่อสู้ของ “คริส” คือ “ความอดทน” ครับ ผมเชื่อว่า “ความอดทน” คือ ภูมิคุ้มกันชั้นดีของการใช้ชีวิต เพราะหากเราสามารถทนในสิ่งที่เราคิดว่า “แม่งหนักที่สุด” แล้ว ทุกๆอย่างที่ผ่านเข้ามาในชีวิตจากนี้ไปก็ดูจะเป็นเรื่องที่ไม่เหลือบ่ากว่าแรงนัก

หนังเรื่องนี้มีกลิ่นอายของวัฒนธรรมในยุคแปดศูนย์ (Eighty) ซึ่งบรรยากาศหรือองค์ประกอบตามท้องเรื่องทำได้ดีเลยทีเดียว

หากท่านผู้อ่านที่โตทันในยุคแปดศูนย์ เราคงจะได้เห็นของเล่นชนิดหนึ่งที่ชื่อว่า Rubik Cube หรือ “ลูกเต๋าหกสี” ซึ่งมีกติกาง่ายๆ คือ ทำยังไงก็ได้ให้แต่ละหน้าของ Rubik มีสีเดียวกันทุกหน้า และหากจะว่าไปแล้วไอ้เจ้ากติกาง่ายๆนี่แหละครับที่มัน “ยาก” สำหรับคนธรรมดาๆอย่างเรา

เจ้าลูกเต๋าหกสีหรือบางทีเขาก็เรียกว่า “ลูกบาศก์” บ้าง“ลูกบิด” บ้าง เป็นประดิษฐกรรมเครื่องเล่นที่เกิดมาจากมันสมองของศาสตราจารย์ด้านสถาปัตยกรรมชาวฮังกาเรียนนามว่า "เออโน่ รูบิค" (Erno Rubik) ครับ ของเล่นที่ท่านโปรเฟสเซอร์รูบิคคิดค้นขึ้นมานี้ได้กลายเป็นของเล่นยอดนิยมในเวลาต่อมาและเป็นสัญลักษณ์อย่างหนึ่งของยุคแปดศูนย์ก็ว่าได้

อย่างไรก็ดี Rubik Cube ในหนังเรื่อง The Pursuit of Happyness เปรียบเสมือน “สัญลักษณ์”ของความพยายามที่จะจัดการกับปัญหาซึ่งบางครั้งการแก้ปัญหาชีวิตก็เหมือนกับการบิดเจ้าลูก Rubik Cube นี่แหละครับ ที่ต้องอาศัยเวลาในการบิดปรับแต่งแต่ละหน้าแต่ละสีให้กลายเป็นหน้าเดียวกันสีเดียวกัน

โดยส่วนตัวแล้วผมประทับใจหนังเรื่องนี้มากครับ ทั้งนี้ในช่วงยามที่เราไม่สบายใจ ทุกข์ใจ หรือยังมองไม่เจอหนทางในการแก้ปัญหา ผมเองก็เริ่มเชื่อแล้วว่า “ทุกปัญหามันมีทางออก” ขอเพียงเราค่อยๆทำความเข้าใจกับมันและค่อยๆแก้ปัญหานั้นไปอย่างมีสติและที่สำคัญที่สุด คือ ขอให้เรา “อดทน” ครับ เพราะบางทีอุปสรรคมันก็เหมือนเป็น “แบบทดสอบความสุข”ของชีวิตคนเราใช่มั๊ยล่ะครับ

Hesse004

Mar 12, 2009

“หนังซามูไร” กับ “ความล้มเหลวของอำนาจรัฐ”





ปัจจุบันเราแทบจะหาชมภาพยนตร์ที่เกี่ยวกับ “ซามูไร” ได้น้อยมากนะครับ เท่าที่พอจำได้งานของ “เอ็ดเวิร์ด ซีวิคส์” (Edward Zwick) อย่าง The Last Samurai (2003) ได้ทำให้เราเห็นภาพของ “คนขาว” ที่หลุดหลงเข้าไปในดงซามูไรและเรียนรู้วิถีของซามูไรในสมัยเมจิ (Meiji era)

นอกเหนือจากงานของซีวิคส์แล้ว หนังที่ว่าด้วยซามูไรอย่าง “ซาโตอิชิ” Zatôichi (2003) ก็นับได้ว่าน่าสนใจไม่น้อยนะครับ เพราะหนังเรื่องนี้ได้ซูปเปอร์สตาร์ดาราตลกของญี่ปุ่น “ทาเคชิ คิตาโน่” (Takeshi Kitano) มารับบทเป็นซามูไรบอดที่ย้อมผมทอง “คิตาโน่” พยายามทำให้ซาโตอิจิเป็นส่วนผสมของวัฒนธรรมญี่ปุ่นกับวัฒนธรรมอเมริกันซึ่งจะว่าไปแล้ว “ซาโตอิชิ” คือ ซามูไรอัลเทอร์เนทีฟ (Alternative Samurai) ที่แหวกรูปลักษณ์ซามูไรที่เราเคยเห็นมา

ดูเหมือนว่าการสร้างหนังเกี่ยวกับซามูไรนั้น ผู้กำกับจะต้องเข้าใจ “วิถีแห่งซามูไร” อย่างลึกซึ้งนะครับ ซึ่งในวงการภาพยนตร์ญี่ปุ่นแล้ว ผู้กำกับที่สร้างหนังซามูไรได้น่าประทับใจที่สุดเห็นจะหนีไม่พ้น “อาคิระ คูโรซาว่า” (Akira Kurozawa) ครับ

“คูโรซาว่า” คือ ตำนานที่เป็นอมตะของวงการภาพยนตร์ญี่ปุ่น ซึ่งโดยส่วนตัวแล้ว ผมชื่นชอบงานของคูโรซาว่าไม่แพ้งานของ “ชาลี แชปลิน” เลย

“คูโรซาว่า” ได้ทำให้หนังญี่ปุ่นหลายเรื่องกลายเป็นหนังคลาสสิคตลอดกาล ตั้งแต่ Rashomon (1950), Ikiru (1952), Seven Samurai (1954), Kagemusha (1980) และ Ran (1985) เป็นต้น

ตลอดระยะเวลากว่าห้าสิบปีของการสร้างหนัง “คูโรซาว่า” นับเป็นผู้กำกับคนแรกๆที่สามารถปักธงชัยภาพยนตร์ญี่ปุ่นได้ในวงการภาพนตร์โลก หนังของ “คูโรซาว่า” ทุกเรื่องมีส่วนประสมที่ลงตัวระหว่างข้อคิดและความบันเทิง ทั้งนี้ยิ่งประสบการณ์การกำกับหนังของเขาเพิ่มสูงมากขึ้นเท่าไร “ความลึกซึ้ง” ที่ปรากฏอยู่ในหนังของคูโรซาว่ายิ่งมีมากขึ้นตาม

“คูโรซาว่า” เริ่มกำกับหนังในช่วงที่ญี่ปุ่นกำลังทำสงครามโลกครั้งที่สองโดยหนังเรื่องแรกของคูโรซาว่า คือ Sanshiro Suguta (1943) ครับ เนื้อหาของหนังเรื่องนี้เกี่ยวกับศิลปะการต่อสู้ของญี่ปุ่นซึ่งคูโรซาว่าได้เริ่มแฝงปรัชญาซามูไรเข้าไปในหนังเรื่องแรกของเขาด้วย

นับจากวันนั้นคูโรซาว่าได้สร้างหนังเกี่ยวกับซามูไรออกมาอีกหลายเรื่องไม่ว่าจะเป็น Sanshiro Suguta Part II (1945) The Men Who Tread on the Tiger’s Tail (1945) , Seven Samurai (1954), Throne of Blood (1957), Yojimbo (1961) , Sanjuro (1962), Kagemusha (1980) และ Ran (1985)

ว่ากันว่าการสร้างหนังซามูไรของคูโรซาว่าในช่วงทศวรรษที่ 50 นั้น เป็นไปตามกระแสการสร้างหนังคาวบอย (Cowboy Film) ของฮอลลีวู้ดนะครับ การสร้างหนังแนวนี้เน้นไปในเรื่องของการเชิดชู “ลัทธิบูชาวีรบุรุษ” (Heroism) ครับ

อย่างไรก็ดีวิถีซามูไรกับวิถีคาวบอยนั้นมีความแตกต่างกันชัดเจนอยู่แล้ว เพียงแต่ว่าความเหมือนกันของสองวิถีนี้ คือ การเคารพในคุณธรรมน้ำมิตรและเกลียดชังความชั่วร้ายทุกรูปแบบโดยเฉพาะความชั่วร้ายที่มาจากอำนาจเถื่อนหรือแม้แต่อำนาจรัฐ

ด้วยเหตุนี้เราจึงได้เห็นการปรากฏกายของ “ซามูไร” หรือ “คาวบอย” ในห้วงยามที่ชาวบ้านร้านตลาดกำลังเดือดร้อนเพราะถูกโจรนอกอำนาจรังแกโดยที่พวกเขาไม่สามารถหวังพึ่งพาอำนาจรัฐที่จะให้การคุ้มครองได้อีกต่อไป

การที่ชาวบ้านหันไปพึ่งพามิตรพเนจรอย่าง “ซามูไร หรือ คาวบอย” มากขึ้นเท่าไรก็ยิ่งสะท้อนให้เห็นถึง “ความล้มเหลวของอำนาจรัฐ”ในการรักษาความปลอดภัยให้กับชาวบ้านมากขึ้นเท่านั้น

เรื่องอย่างนี้นับว่าเป็นเรื่องสำคัญไม่น้อยนะครับ เพราะนักเศรษฐศาสตร์มักจะอธิบายว่าบทบาทสำคัญของรัฐ คือ “การดูแลความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน” ด้วยเหตุนี้เอง “บริการการป้องกันประเทศ” (Public Defense) จึงเป็นสินค้าสาธารณะ (Public Goods) ที่สำคัญ ที่ไม่สามารถกีดกันการบริโภคได้และหากใครคนหนึ่งบริโภคบริการนี้แล้วก็ไม่ได้ทำให้ใครอีกคนหนึ่งบริโภคบริการนี้ลดลง

อย่างไรก็ตามความล้มเหลวของอำนาจรัฐในการดูแลความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนตามที่ปรากฏอยู่ในหนังซามูไรหรือคาวบอยนั้นยิ่งตอกย้ำให้เราเริ่มไม่ค่อยมั่นใจกับ “คนของรัฐ” ที่จะมาคุ้มครองเราได้ ด้วยเหตุนี้ชาวบ้านอย่างเราๆจึงต้องหันไปพึ่งพา “ฮีโร่พเนจร” แทน

ผลพวงจากการสร้างหนังภายใต้ “ลัทธิบูชาวีรบุรษ” ได้ต่อยอดมาสู่การสร้างหนังจำพวก “ยอดมนุษย์” ทั้งหลายครับไม่ว่าจะเป็น ซูปเปอร์แมน, แบทแมน, สไปเดอร์แมน, อุลตร้าแมน หรือแม้แต่ไอรอนแมน

แน่นอนครับว่าการปรากฏกายของเหล่ายอดมนุษย์ในภาพยนตร์ย่อมสร้างความอุ่นใจให้กับชาวประชามากกว่าการมาของตำรวจหรือกองทัพ

ทั้งหมดนี้เป็น “จินตนาการ” ของคนสร้างหนังที่พยายามชี้ให้เห็นว่าการหวังพึ่งพาอำนาจรัฐเพียงอย่างเดียวอาจจะช้าเกินไปไม่ทันการณ์ เพียงแต่ว่าในโลกของความเป็นจริงแล้วคงจะหวังพึ่งพาฮีโร่หรืออัศวินพเนจรไม่ค่อยจะได้น่ะสิครับ
Hesse004

Feb 22, 2009

ลิเวอร์พูล กับ แชมป์ลีกสูงสุดสมัยที่ 18 (ครึ่ง)





ปัจจุบันผมเชื่อว่ารายการฟุตบอลบาร์เคลย์พรีเมียร์ลีก (Barclay Premier League) เป็นรายการฟุตบอลที่มีแฟนบอลติดตามชมมากที่สุดในโลกก็ว่าได้นะครับ ผลพวงจากการเฟื่องฟูของฟุตบอลรายการนี้ทำให้สร้าง “วัฒนธรรมการเชียร์บอล” ขึ้นมาในหมู่ผู้คนที่หลงใหลในเกมส์ลูกหนังอังกฤษ

สำหรับผมแล้ว ผมติดตามเชียร์ทีมลิเวอร์พูล (Liverpool F.C.) มาตั้งแต่ชั้นประถมห้าครับซึ่งนั่นก็เป็นเวลาเกินกว่ายี่สิบปีมาแล้ว แน่นอนที่สุดครับคำถามยอดฮิตในหมู่แฟนบอลด้วยกัน คือ ทำไมถึงชอบเชียร์ทีมนั้น?

เหตุผลการเชียร์บอลของคนส่วนใหญ่อาจจะเริ่มมาจากความประทับใจในความสำเร็จ เกรียงไกรของทีมต่างๆในช่วงเวลานั้น นอกจากนี้เราอาจจะชื่นชอบนักบอลคนโปรดจนทำให้ไม่อาจแบ่งใจไปเชียร์ทีมอื่นได้ เหมือนที่ใครชอบ “เดอะตุ๊ก” ปิยะพงษ์ ผิวอ่อนแล้ว ก็ต้องรักทีมลูกทัพฟ้าทหารอากาศเป็นธรรมดา

“ลิเวอร์พูล” คือ ทีมที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในเกาะอังกฤษ นั่นได้กลายเป็นความภูมิใจของกองเชียร์หงส์แดง (The Reds) ที่มักเรียกขานตัวเองว่า เดอะค็อป (The Kop) ไงล่ะครับ

แฟนพันธุ์แท้ทีมเครื่องจักรสีแดง (Red Machine) ส่วนใหญ่รู้ดีว่าลิเวอร์พูลนั้นครองแชมป์ลีกสูงสุดเมืองผู้ดีทั้งหมด 18 ครั้ง โดยครั้งสุดท้ายที่ลิเวอร์พูลสัมผัสถ้วยแชมป์ดิวิชั่นหนึ่ง คือ ฤดูกาล 1989-1990 ภายใต้การทำทีมของ “คิงเคนนี่” เคนนี่ ดัลกลิช (Kenny Dalglish)

อย่างไรก็ตามนับตั้งแต่ดัลกลิชวางมือจากการคุมทีมหงส์แดงไปอย่างกระทันหัน การเข้ามาสานต่อการทำทีมของ “แกรม ซูเนสส์” (Graeme Souness) กลับไม่สามารถทำให้หงส์แดงครองถ้วยลีกสูงสุดสมัยที่ 19 ได้

“ซูอี้” พาหงส์แดงของเขาบินได้ไกลที่สุดในอันดับที่ 2 ของตารางในฤดูกาล 1990-1991 ขณะที่ผู้ท้าชิงหน้าใหม่ในตอนต้นทศวรรษที่ 90 ได้กลายเป็น ปืนโต อาร์เซน่อล (Arsenal), ยูงทอง ลีดส์ ยูไนเต็ด (Leeds United) และ ปีศาจแดง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด (Manchester United)

แม้ว่าความสำเร็จส่วนใหญ่ในฟุตบอลลีกสูงสุดเมืองผู้ดีมักจะตกอยู่กับทีมสีแดง แต่ทีมที่ได้สร้างความเกรียงไกรตลอดช่วงทศวรรษที่ 90 และ เริ่มต้นศตวรรษใหม่กลับกลายเป็นทีมสีแดงที่อยู่ในเมืองแมนเชสเตอร์ครับ

“แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด” ของ อเล็ก เฟอร์กูสัน (Alex Ferguson) ค่อยๆสร้างพลพรรคอสูรแดงให้เติบใหญ่จนกลายเป็นที่น่าเกรงขามทั่วทั้งแผ่นดินยุโรป อย่างไรก็ตามสิ่งที่เฟอร์กูสันทำนั้นไม่ได้เนรมิตได้ภายในวันเดียว หรือ ฤดูกาลเดียว หากแต่เขาต้องใช้เวลาปลุกปั้น “แมนยู” ของเขาร่วมห้าปีเลยทีเดียว

“เฟอร์กี้” เข้ามากุมบังเหียน “ทีมปีศาจแดง” ในฤดูกาล 1986-1987 ซึ่งผู้จัดการทีมเลือด สก๊อตคนนี้พาผีแดงเข้าป้ายอันดับที่ 11 ในฤดูกาลแรกบนเกาะอังกฤษของเขา ขณะที่ฤดูกาลต่อมา (1987-1988) เฟอร์กี้สร้างเซอร์ไพร์สเข้าป้ายเป็นอันดับ 2 โดยตามทีมแชมป์อย่างลิเวอร์พูลอยู่ห่างๆ 9 แต้ม

ฤดูกาล 1988-1989 แมนยูหล่นลงไปอันดับที่ 11 เหมือนเดิม โดยคราวนี้ลิเวอร์พูลต้องช่วงชิงตำแหน่งแชมป์ลีกกับทีม “ปืนโต” ของจอร์จ เกรแฮม (George Graham) ซึ่งท้ายที่สุดพลพรรคเดอะกันเนอร์สามารถฉลองถ้วยแชมป์ได้ในถิ่นแอนฟิล์ดเมื่อ “ไมเคิล โทมัส” (Michael Thomas) ยิงประตูให้อาร์เซนอลแซงกลับมาชนะลิเวอร์พูลได้ในช่วงนาทีสุดท้าย

สำหรับเฟอร์กี้แล้ว “การรอคอยอย่างอดทน” เป็นหัวใจสำคัญในการสร้างทีมชุดใหม่ของเขาขึ้นมา ในฤดูกาล 1989-1990 เฟอร์กี้พาแมนยูร่วงไปอยู่ที่ 13 ของตารางขณะที่ “หงส์แดง”ประกาศศักดาคว้าแชมป์ลีกสูงสุดเป็นสมัยที่ 18

ฤดูกาล 1990-1991 เฟอร์กี้ดึงแมนยูให้กลับเข้าสู่ท๊อปเท็นได้อีกครั้งโดยคราวนี้แมนยูอยู่ลำดับที่ 6 ของตาราง และฤดูกาลสุดท้ายที่ฟุตบอลลีกอังกฤษใช้ชื่อว่า “ดิวิชั่นหนึ่ง” (1991-1992) แมนยูของเฟอร์กี้ขยับขึ้นไปอยู่อันดับสองโดยเป็นรองลีดส์ ยูไนเต็ด ของฮาวเวิร์ด วิลกินสัน (Howard Wilkinson) ที่คว้าถ้วยแชมป์ดิวชั่นหนึ่งครั้งสุดท้ายไปครอง

อย่างไรก็ตาม “การรอคอยอันแสนยาวนาน” ถึง 26 ปี ก็สิ้นสุดลงในฤดูกาล 1992-1993 เมื่อฟุตบอลพรีเมียร์ลีก สถาปนาขึ้นแทนฟุตบอลดิวิชั่นหนึ่งเดิม และนับตั้งแต่นั้นมา “แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด” คือทีมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเกาะอังกฤษครับ

“เฟอร์กี้” รอคอยจิ๊กซอว์ตัวสุดท้ายของเขาที่ชื่อ “อิริค คันโตน่า” (Eric Cantona) การมาของ “ก๊องโต้” ทำให้เสื้อเบอร์ 7 ของแมนยูกลายเป็นตำนานอีกครั้งหนึ่ง และคันโตน่าคือจุดเปลี่ยนที่สำคัญจุดหนึ่งของยูไนเต็ด เขาได้กลายเป็นแรงบันดาลใจให้กับเหล่า “เฟอร์กี้เบบส์” อย่าง ไรอัน กิกส์ พี่น้องเนวิลล์ เดวิด เบ๊คแฮม พอล สโคล์ล ในเรื่องกระหายความสำเร็จกับทีมอสูรแดง

นับแต่นั้นเป็นต้นมา “แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด” ของ เซอร์อเล็ก เฟอร์กูสัน ก็สร้างความเกรียงไกรเทียบเคียงทีมสีแดงจากเมืองลิเวอร์พูล เฟอร์กี้ทำให้แมนยูของเขากลายเป็นทีมที่ดีที่สุดทีมหนึ่งของโลกในช่วงกลางทศวรรษที่ 90 จนถึงศตวรรษใหม่

เฟอร์กี้ประสบความสำเร็จกับยูไนเต็ดในฐานะแชมป์ลีกสูงสุดของเมืองผู้ดีถึง 11 ครั้ง ในฤดูกาล 1992-1993, 1993-1994, 1995-1996, 1996-1997,1998-1999, 2000-2001, 2002-2003, 2006-2007 และ 2007-2008

ตลอดเวลาสิบห้าปีที่ผ่านมาเฟอร์กี้เจอคู่แข่งที่สมน้ำสมเนื้อกับเขามาโดยตลอด ตั้งแต่ “คิงเคนนี่”ที่หันกลับมาคุมแบล็คเบิร์น โรเวอร์ส และเอาชนะทีมของเฟอร์กี้ได้ในฤดูกาล 1994-1995 “อาร์แซน เวงเกอร์” ที่ทำให้อาร์เซน่อลกลายเป็นคู่ตุนาหงันที่แท้จริงของแมนยูในช่วงหลายปีที่มา หรือแม้แต่ “เดอะสเปเชี่ยล วัน” อย่าง “โจเซ่ มูรินโญ่” ที่อาศัยเม็ดเงินของเสี่ยหมีอับราโมวิชสร้าง “เชลซี” ขึ้นมาทาบรัศมีของแมนยูในช่วงไม่กี่ปีมานี้

ทั้งหมดที่กล่าวมานั้นเป็น “คู่ต่อกร” ที่สมน้ำสมเนื้อกับเฟอร์กี้มากที่สุดครับ ซึ่งท่านผู้อ่านอย่าแปลกใจนะครับว่า ทำไมถึงไม่มีผู้จัดการทีมลิเวอร์พูลเลยสักคน

สำหรับลิเวอร์พูลแล้ว ทีมที่จ่อมเจ้าอยู่กับความสำเร็จในอดีตทำให้แฟนบอลคาดหวังต่อผลงานทีมรักอย่างช่วยไม่ได้ บ่อยครั้งที่เราฉุนฉียวกับผลงานของนักเตะและผู้จัดการทีม ลองนับดูมั๊ยครับว่าเราเบื่อและเซ็งกับใครมาแล้วบ้าง

เช่น เรามักบ่นในความนุ่มนิ่มของ “รอย อีแวนส์” ที่ไม่สามารถทำให้หงส์แดงชุดสไปซ์บอยบินไปไกลได้ เราเบื่อกับความไร้กึ๋นในการซื้อตัวผู้เล่นของ “เชราด์ล อุลลิเยร์” ที่มักจะสรรหานักเตะประเภท “นิวเนม” แต่ “โนฟอร์ม” อยู่เสมอๆ

และล่าสุด เรากำลังเบื่อกับการทำทีมแบบ “แปลกๆ” ของ “ราฟาเอล เบเนเตซ” บุรุษผู้เชื่อมั่นในระบบเข้ากะออกกะ (Rotation) ในการใช้งานนักเตะหงส์แดง

สิ่งต่างๆที่เราบ่นเบื่อนี้ส่วนหนึ่งมาจากความไม่คงเส้นคงวาของทีมรัก การไม่สามารถเก็บแต้มง่ายๆจากทีมที่สมควรจะเก็บแต้มได้

ผมเชื่อมั่นว่าปีนี้จะเป็นอีกปีที่ลิเวอร์พูลทีมรักของผมไม่ประสบผลสำเร็จอะไรเลยในฟุตบอลรายการใดๆ (แม้ว่าในใจอยากให้ตัวเองคิดผิด) เพราะเท่าที่ผ่านมาผมประหลาดใจกับการสร้างทีมของ “ราฟา” พอๆกับการที่ตะแกเคี่ยวเข็นนักเตะอย่าง “ลูคัส เลว่า”, อังเดรีย ดอสเซน่า หรือแม้แต่อาเบลโล่ อาเบลัวร์ ลงอยู่อย่างสม่ำเสมอทั้งๆที่รู้ว่านักเตะที่เอ่ยนามมานี้ไม่สามารถเป็นที่พึ่งของทีมได้ในยามที่ทีมกำลังเข้าสู่สถานการณ์หน้าสิ่วหน้าขวาน

สำหรับข้ออ้างหรือเหตุผลของการไม่ได้แชมป์ลีกสูงสุดในปีนี้ไม่ใช่ว่า “เราแพ้บิ๊กโฟร์” นะครับ หากแต่เป็น “เราไม่ชนะทีมลิตเติ้ลโฟร์” ต่างหาก เพระทีมอย่าง สโตค ซิตี้, ฮัลล์ ซิตี้, วีแกนฯ หรือแม้แต่เวสต์แฮมฯคือ ทีมที่หงส์แดงพร้อมจะไม่ชนะในฤดูกาลนี้เนื่องจาก “ราฟา” ยังนิยมใช้งานระบบเข้ากะออกกะในการทำทีมอยู่

อย่างไรก็ตามมาถึงวันนี้เดอะค็อปอย่างเราๆก็น่าจะ “เฮ” ได้บ้างนะครับเพราะว่าลิเวอร์พูลทีมรักของพวกเราสามารถครองแชมป์พรีเมียร์ชิพได้ในครึ่งฤดูกาลแรก (สิ้นสุดเมื่อวันที่ 28 ธันวาคมปีที่แล้ว) นั่นหมายถึง หงส์แดงได้แชมป์สมัยที่สิบแปดครึ่งไปแล้ว…แต่พอสิ้นสุดฤดูกาล 2008-2009 ผมก็ยังเชื่อว่าถ้วยแชมป์สมัยที่ 18 (เต็มๆ) ของแมนยูคงจะไปประดับอยู่ที่โอล์ด แทรฟฟอร์ด แล้วสิครับ

Hesse004

Feb 13, 2009

The Curious Case of Benjamin Button โลกหมุนย้อนของ “เบนจามิน”



“You can be as mad as a mad dog at the way things went. You could swear, curse the fates, but when it comes to the end, you have to let go.”
Captain Mike in “The Curious Case of Benjamin Button”


เอนทรี่นี้ขออนุญาตขึ้นต้นด้วยคำคมภาษาอังกฤษจากหนังเรื่อง The Curious Case of Benjamin Button (2008) ครับ

เหตุที่อยากเขียนถึงหนังเรื่องนี้ก็เนื่องด้วยความน่าสนใจของเนื้อหาที่ “เดวิด ฟินช์เชอร์” (David Fincher) ผู้กำกับหยิบเรื่องสั้นของ “เอฟ สก๊อตต์ ฟิตเจอร์รัลด์” (F. Scott Fitzgerald) มาถ่ายทอดเรื่องราว “พิสดาร” ลงบนแผ่นฟิล์มได้อย่างน่าดูชมครับ

ก่อนจะไปถึงตัวหนัง, ผมขออนุญาตแนะนำ “เอฟ สก๊อตต์ ฟิตเจอร์รัลด์” สักเล็กน้อยครับ เอฟ สก๊อตต์ ฟิตเจอร์รัลด์ เป็นนักเขียนชื่อดังชาวอเมริกันที่มีชีวิตอยู่ในช่วงต้นศตวรรษที่ยี่สิบ (1886-1940) ด้วยเหตุนี้เองงานของฟิตเจอร์รัลด์มักจะเต็มไปด้วยกลิ่นอายของความรุ่งเรืองในยุค ทเวนตี้ (1920s) ซึ่งฟิตเจอร์รัลด์เรียกยุคสมัยนั้นว่า “Jazz Age” ครับ

ยุค Jazz Age นับเป็นยุคสมัยที่สหรัฐอเมริการุ่งเรืองถึงขีดสุดเนื่องจากผลพวงจากสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง (1914-1918) ทำให้ชาติยุโรปบอบช้ำจากสงครามครั้งนั้น ด้วยเหตุนี้เองทำให้อเมริกาค่อยๆสร้างบารมีรอวันเป็นมหาอำนาจใหม่ในไม่ช้า

อย่างไรก็ตามยุค Jazz Age ของฟิตเจอร์รัลด์มาจบลงตรง The Great Depression หรือวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจครั้งรุนแรงที่สุดของสหรัฐเมื่อปี ค.ศ.1929 ครับ

ดังนั้นงานเขียนของฟิตเจอร์รัลด์ส่วนใหญ่จึงสะท้อนความเป็น “อเมริกันชน” ยุครุ่งโรจน์ในช่วงต้นศตวรรษที่ยี่สิบซึ่งนวนิยาย (Novel) เรื่องเด่นของเขาเห็นจะหนีไม่พ้น The Great Gatsby (1925) ครับ

กลับมาที่ The Curious Case of Benjamin Button (2008) กันต่อครับ, อย่างที่เรียนไปตอนต้นแล้วว่าหนังเรื่องนี้เป็นผลงานการกำกับของ “เดวิด ฟินช์เชอร์” (David Fincher) ผู้กำกับชาวอเมริกันที่โด่งดังมาจาก Se7en (1995) และ Fight Club (1999) ฟินช์เชอร์ได้หยิบเอาเรื่องสั้นชุด The Curious Case of Benjamin Button (1921) ของเอฟ สก๊อตต ฟิตเจอร์รัลด์ มาปรับเป็นบทภาพยนตร์ (Screenplay) ใหม่โดยได้ อิริค รอธ (Eric Roth) และ โรบิน สวีคอร์ด (Robin Swicord) มาเป็นมือเขียนบทภาพยนตร์ให้

ขออนุญาตเสริมนิดนึงครับว่า “อิริค รอธ” มือเขียนบทเรื่องนี้เคยฝากผลงานไว้ในหนังดีอย่าง Forrest Gump (1994), Munich (2005) และ The Good Shepherd (2006) นับว่า “รอธ” เป็นนักเขียนบทภาพยนตร์ที่มากฝีมือคนหนึ่งครับ

ทั้งฟินช์เชอร์และรอธ ได้ทำให้ The Curious Case of Benjamin Button เป็นหนังที่มีเสน่ห์มากเรื่องหนึ่ง นอกจากนี้หนังเรื่องนี้ยังได้ซูปเปอร์สตาร์ของฮอลลีวู้ดมาประกบคู่พระนางอย่าง แบรท พิทท์ (Brad Pitt) ที่รับบทนำเป็น “เบนจามิน บัตตั้น” และ เคท บานชเลตต์ (Cate Blanchett) ที่รับบทเป็น “เดซี่ ฟูลเลอร์” คนรักของเบนจามิน

โดยส่วนตัวผมแล้วภาพยนตร์เรื่องนี้เต็มไปด้วย “สีสัน” และ “ข้อคิด” นะครับ ผมเชื่อว่าคงไม่มีใครคาดคิดว่าจะมี “มนุษย์” คนไหนที่มีชีวิตแบบ “เบนจามิน บัตตั้น”

ท่านผู้อ่านเคยคิดมั๊ยครับว่าถ้าชีวิตของเราหมุนย้อนกับโลกปกติแล้วมันจะเป็นอย่างไร คงน่าประหลาดใจไม่น้อยที่คนๆหนึ่งเกิดมาแล้วเป็น “คนแก่” ก่อนจะค่อยๆ “เด็ก”ลงเรื่อยๆ

อย่างไรก็ตามดูเหมือนงานของเอฟ สก๊อตต์ ฟิตเจอร์รัลด์ และหนังของเดวิด ฟินช์เชอร์ เหมือนจะตั้งคำถามว่าเราไม่สามารถฝืนกฎเกณฑ์ธรรมชาติของการมีชีวิตได้นั่นหมายถึงทุกอย่างมี “เกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป”

บางทีหนังเรื่องนี้อาจจะต้องการสื่ออะไรบางอย่างถึง “ความไม่จีรัง” หรือ “อจีรัง” ของการมีชีวิตไม่ว่าจะเป็นคนสัตว์สิ่งของ เพราะทุกอย่างดูเหมือนจะมีอายุขัยและเมื่อถึงวันหนึ่งก็ต้องสิ้นสูญสิ่งเหล่านั้นไป

ชีวิตของเบนจามิน บัตตั้น อาจไม่ปกติเหมือนคนทั่วไปแต่เขาก็สามารถใช้ชีวิตได้เหมือนคนปกติทั่วไปเพียงแต่ช่วงเวลาของการดำรงอยู่มันอาจจะสวนทางกันแต่ยังไงก็แล้วแต่ “เบนจามิน” ก็หนีไม่พ้นสภาพการดับสูญหรือจากลา

ผมคิดว่ายิ่งเมื่อเราเติบโตขึ้นการเฝ้ามองชีวิตด้วยความเข้าอกเข้าใจดูจะสำคัญไม่น้อยนะครับเพราะยิ่งเราโตขึ้นเรื่อยๆอะไรๆในชีวิตมันก็มีให้ “ยึด” ติดมากขึ้นทั้งทรัพย์สินเงินทอง ยศฐา ครอบครัว คนรัก มิตรสหาย แม้กระทั่งอุดมการณ์ความคิด มันเหมือน “ห่วง” ที่ทำให้เรารู้สึกอาลัยอาวรณ์กับสิ่งต่างๆเหล่านั้นตลอดเวลา

คำพูดของกัปตันไมค์ ที่ผมยกขึ้นมาตอนต้นเหมือนต้องการจะสอนให้เรารู้จัก “ปล่อยวาง” และ “ปลดปลง” กับการใช้ชีวิตนะครับโดยเฉพาะอย่างยิ่งวันที่เราใกล้จะตาย แน่นอนว่าความห่วงหาอาวรณ์ การยึดติดในสิ่งต่างๆย่อมมีมากเป็นธรรมดา (when it comes to the end, you have to let go)

ดังนั้นช่วงเวลาที่เรายังมีลมหายใจอยู่นั้นเราน่าจะลองหมั่น “เจริญสติ” และปล่อยวางกับบางเรื่องดูบ้างก็ได้นะครับ เพราะถึงที่สุดแล้วชีวิตมันก็ไม่ได้มีอะไรมากมายให้เราต้องยึดติดตัวไปในวันที่เราไม่มีลมหายใจอีกต่อไปแล้ว

Hesse004