Aug 7, 2009

“โกงแต่ขอให้มีผลงาน” มิจฉาทิฐิของการพัฒนาประเทศ



เมื่อไม่นานมานี้ดูเหมือนว่าผลสำรวจโพลเกี่ยวกับเรื่องการยอมรับ “รัฐบาลที่โกงแต่ขอให้มีผลงาน” นั้นน่าจะสะท้อนค่านิยมบางอย่างของคนไทยเรานะครับ

จะว่าไปแล้ว “โพล” ก็ไม่ได้เป็นตัวแทนของคนทั้งประเทศ เพียงแต่โพลเป็นตัวบ่งบอกวิธีคิดอะไรบางอย่างของคนที่ถูกสำรวจความคิดเห็น

ปัญหาคลาสสิคอย่างหนึ่งของการศึกษาเรื่อง “เศรษฐศาสตร์ว่าด้วยการคอร์รัปชั่น” (Economics of Corruption) คือ จริงๆแล้วคอร์รัปชั่นนั้นมันส่งผลดีหรือผลเสียกับสังคมในแง่ใดบ้าง และหากเราจำเป็นต้องให้มีการคอร์รัปชั่นดำรงอยู่แล้วระดับความเหมาะสมของความเสียหายที่เกิดจากการคอร์รัปชั่นมันควรจะอยู่ในระดับไหนดี

ทุกคนย่อมรู้ดีนะครับว่า การคอร์รัปชั่นนั้นเป็น “มะเร็งร้าย” ของสังคม คอร์รัปชั่นไม่ส่งผลดีต่อสังคมแน่นอน

ในอดีตที่ผ่านมามีนักวิชาการเรื่องคอร์รัปชั่นหลายคนพยายามมองว่าคอร์รัปชั่นเปรียบเสมือนเป็น “น้ำมันหล่อลื่น” (Grease in the Wheel) ของระบบเศรษฐกิจนะครับ ซึ่งจะว่าไปแล้วก็อาจจะถูกประการหนึ่ง เพราะหากไม่มีการคอร์รัปชั่นแล้วบางที “โครงการดีๆ” อาจจะไม่มีวันเกิดก็เป็นได้

ด้วยเหตุนี้เอง “นักการเมือง” ตั้งแต่ระดับชาติไปจนระดับท้องถิ่นจึงถือโอกาสใช้โครงการต่างๆเหล่านี้เป็นเครื่องมือในการหาเสียงพร้อมทั้งหากินไปกับโครงการใหม่ๆเหล่านี้

ดูเหมือนว่าหลายสิบปีที่ผ่านมาอาชีพ “นักการเมือง” จะถูกตราหน้าจากสังคมว่าเกี่ยวข้องกับการคอร์รัปชั่นมากที่สุดอาชีพหนึ่ง ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะนักการเมืองเป็นบุคคลสาธารณะที่ต้องทำหน้าที่เป็นตัวแทนของประชาชนรวมไปถึงมีบทบาทในการตัดสินใจโครงการสำคัญๆของประเทศ

นักการเมือง มักจะทำหน้าที่เปรียบเสมือน “นายหน้า” ที่คอยผลักดันโครงการในท้องถิ่นหรือพื้นที่ของตัวเองเข้าสู่กระบวนการพิจารณาเงินงบประมาณ โดยได้รับค่าตอบแทนในรูปของค่าคอมมิสชั่นจากการวิ่งเต้นให้โครงการนั้นผ่าน ก่อนจะผันโครงการเหล่านั้นเป็นเงินผ่านกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างของรัฐโดยร่วมมือกับนักธุรกิจ พ่อค้าผู้หวังประโยชน์จากการขายสินค้าและบริการให้รัฐ

ทั้งหมดนี้เป็น “คุโณปการ” ของนักการเมืองครับ พูดง่ายๆคือหากไม่มีเขา การพัฒนาประเทศย่อมทำไม่ได้ กล่าวโดยสรุปแล้วนักการเมืองมักจะทำหน้าที่อยู่สองอย่างครับ โดยหน้าที่หลักเป็นนายหน้าที่ค้าขายโครงการของรัฐโดยเอาประโยชน์ของประชาชนเป็นข้ออ้าง เอ๊ย! เป็นที่ตั้งครับ ส่วนหน้าที่รองคือเป็นตัวแทนของประชาชนเฉพาะเวลาใกล้หาเสียงเลือกตั้ง

อย่างไรก็ตามมีนักวิชาการเรื่องคอร์รัปชั่นอีกจำนวนหนึ่งที่มองว่า คอร์รัปชั่นเปรียบเสมือน “ทรายติดล้อจักรยาน” (Sand in the Wheel) ครับ ลองนึกภาพดูนะครับว่าเวลาทรายมันติดล้อเยอะๆเนี่ยล้อมันจะหมุนไปได้ยังไง

นักวิชาการกลุ่มนี้มองว่าการคอร์รัปชั่นเป็นตัวถ่วงความเจริญของชาติครับ มีงานศึกษาหลายชิ้นพยายามชี้ให้เห็นว่า จริงๆแล้วคอร์รัปชั่นนั้นส่งผลทางลบต่อการพัฒนาเศรษฐกิจในระยะยาวครับ

งานชิ้นหนึ่งที่ถูกอ้างอิงเสมอในวงวิชาการเศรษฐศาสตร์ว่าด้วยการคอร์รัปชั่น คือ งานของเปาโล เมาโร (Paolo Mauro) เรื่อง Corruption and Growth (1995) ซึ่งเมาโร ใช้วิธีการทางเศรษฐมิติหาความสัมพันธ์ระหว่างการคอร์รัปชั่นและอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจซึ่งผลการศึกษาพบว่าการคอร์รัปชั่นทำให้การลงทุนลดลงและส่งผลไปยังอัตราการจำเริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่ลดลงด้วย

การศึกษาชิ้นต่อมาของเมาโร เรื่อง Corruption and the composition of government expenditure (1998)ยังพบอีกว่าการคอร์รัปชั่นนั้นมีผลต่อการลดรายจ่ายของรัฐด้านการศึกษาและสาธารณสุขเนื่องจากงบประมาณจำนวนมากถูกแปรไปเป็นรายจ่ายในการก่อสร้างซ่อมแซมสาธารณูปโภคอย่าง ถนน ซึ่งง่ายต่อการคอร์รัปชั่น

นอกจากงานของ เมาโร แล้วยังมีนักเศรษฐศาสตร์จากสำนักไอเอ็มเอฟ อย่าง วีโต้ แทนซี่ (Vito Tanzi) และ ฮามิด ดาวูดี้ (Hamid Davoodi) ยังชี้ให้เห็นว่าคอร์รัปชั่นมีส่วนในการลดรายได้ทางภาษีของรัฐทำให้รัฐไม่สามารถเก็บรายได้ได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย

จะเห็นได้ว่าการคอร์รัปชั่นมันส่งผลกระทบด้านลบไปเสียหมดเลยนะครับ ในแง่หนึ่งเมื่อมีการคอร์รัปชั่นในการจัดเก็บรายได้แล้ว รัฐก็หาเงินได้น้อย แถมเมื่อรัฐเอาเงินภาษีออกมาใช้จ่ายในการพัฒนาประเทศแล้วมีการคอร์รัปชั่นกันอีก สินค้าและบริการที่รัฐซื้อย่อมมีราคาแพงอีกทั้งได้ของที่ไม่มีประสิทธิภาพ ใช้งานได้ไม่เต็มที่ ใช้ไปไม่เท่าไรก็ต้องซ่อมแซมเสียเงินงบประมาณอีก และเมื่อรัฐหาเงินไม่เข้าเป้าท้ายที่สุดก็ต้อง “กู้” ไงล่ะครับ

คอร์รัปชั่นยังทำให้ประเทศเราขาดโอกาสในการพัฒนาคน เพราะคอร์รัปชั่นได้ไปลดรายจ่ายด้านการศึกษา สาธารณสุข รวมทั้งรายจ่ายในการวิจัยและพัฒนา รายจ่ายเหล่านี้เป็นค่าเสียโอกาสที่สูญเสียไปเพียงเพราะเราต้องเอาเงินงบประมาณไปทุ่มให้กับโครงการเฮงซวยทั้งหลายที่มาจากนักการเมืองที่หวังหากินกับโครงการต่างๆของรัฐ

ผมไม่แน่ใจว่าเรายังจะรับได้อีกหรือครับที่ว่า “โกงแต่ขอให้มีผลงาน” หรือทั้งหมดนี้มันเป็น “มิจฉาทิฐิ” ที่เราเห็นเพียงว่าจะดีจะชั่วก็ขอให้ทำงาน แต่เราไม่เคยตั้งคำถามต่อไปว่าเมื่อมันชั่วแล้วทำงานให้เราผลร้ายที่จะตามมามันจะเป็นอย่างไรหรือเราจะปล่อยให้มันกลายเป็นวงจรอุบาทว์อย่างนี้ไปชั่วลูกชั่วหลานล่ะครับ

Hesse004

Jul 26, 2009

Public Enemies ศัตรูหมายเลขหนึ่งของแผ่นดิน





ขึ้นชื่อว่า “โจร” แล้วย่อมมีแต่คนเกลียดกลัวนะครับ แต่โจรน้อยคนนักที่จะได้รับการยอมรับนับถือจากผู้คนว่าเป็น “จอมโจร” ซึ่งหนึ่งในจอมโจรที่ว่านี้คือ “จอห์น เฮอร์เบิร์ต ดิลลิงเจอร์” (John Herbert Dillinger) ครับ

ไม่กี่วันมานี้หนังเรื่อง Public Enemies (2009) ผลงานการกำกับของไมเคิล มานน์ (Michael Mann) เพิ่งจะลงโรงฉาย หนังเรื่องนี้ว่าด้วยเรื่องของจอมโจรชื่อดังแห่งทศวรรษที่สามสิบ “จอห์น ดิลลิงเจอร์” ครับ โดยบทภาพยนตร์เรื่องนี้ดัดแปลงมาจากหนังสือของไบรอัน เบอโร่ (Bryan Burrogh) เรื่อง Public Enemies : America’s Greatest Crime Wave and the Birth of the FBI, 1933-43 ครับ (ข้อมูลจาก วิกีพีเดีย)

หนังเรื่องนี้ยังได้จอหน์นี่ เดปป์ (Johnny Depp) มารับบทเป็น จอห์น ดิลลิงเจอร์ ซึ่งถ้าจะให้คะแนนการแสดงแล้ว ผมให้เต็มสิบเลยครับ เพราะเดปป์เล่นเรื่องนี้ได้โดดเด่นมากๆ

จอห์น ดิลลิงเจอร์ เป็นจอมโจรชื่อดังในต้นทศวรรษที่สามสิบ ซึ่งช่วงเวลาดังกล่าวสหรัฐอเมริกากำลังเผชิญกับภาวะวิกฤตเศรษฐกิจตกต่ำครั้งรุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์หรือที่เรารู้จักกันในชื่อ The Great Depression

วิกฤตเศรษฐกิจตกต่ำในครั้งนั้นนอกจากจะทำให้ชาวอเมริกันตกงานกันเรือนล้านแล้วยังส่งผลต่อการเพิ่มขึ้นของสถิติการก่ออาชญากรรมอีกด้วยไล่ตั้งแต่การลักเล็กขโมยน้อยไปจนกระทั่งการปล้นธนาคาร

และเจ้าปัญหาโจร (ไม่) กระจอกออกอาละวาดนี้เองที่ทำให้รัฐบาลอเมริกันยุคนั้นต้องรีบกวาดล้างเหล่าทุรชนทั้งหลายอย่างเร่งด่วนโดยใช้บริการหน่วยงานอย่าง Federal Bureau of Investigation หรือที่รู้จักกันดีว่า “เอฟบีไอ” (FBI) นั่งเองครับ

จริงๆแล้วเอฟบีไอก่อตั้งมาตั้งแต่ปี ค.ศ.1908 แล้วครับ แต่บทบาทของเอฟบีไอเริ่มมีมากขึ้นเรื่อยๆในช่วงที่สหรัฐอเมริกาเต็มไปด้วยมหาโจรและเหล่าแก๊งสเตอร์ (Gangster) ครองเมืองซึ่งช่วงเวลาดังกล่าวถูกเรียกขานว่า “Public Enemy Era” หรือ “ยุคแห่งศัตรูของรัฐ”

บทบาทของเอฟบีไอในช่วง Public Enemy Era นั้นดูจะมีอำนาจล้นฟ้าจนทำให้ใครหลายคนอยากเป็นเอฟบีไอกันเป็นแถว ทั้งนี้ทั้งนั้นคงต้องยกความดีความชอบให้กับ “เจ เอ็ดการ์ ฮูเวอร์” (J. Edgar Hoover) อดีตผู้อำนวยการเอฟบีไอคนแรก ชายผู้ซึ่งครั้งหนึ่งเคยมีอิทธิพลมากที่สุดในเรื่องการกุมข้อมูลความลับของบุคคลสำคัญทั้งหลายในสหรัฐอเมริกาไม่ว่าจะเป็นมาเฟีย นักการเมือง ดารา รวมไปถึงประธานาธิบดี!!

เจ เอ็ดการ์ ฮูเวอร์ เป็นผู้นำที่เข้มแข็งของเอฟบีไอ เขาได้สร้างอาณาจักรเอฟบีไอให้กลายเป็นองค์กรที่มีอิทธิพลองค์กรหนึ่งของสหรัฐอเมริกา โดยฮูเวอร์นั่งอยู่ในตำแหน่งผู้อำนวยการเอฟบีไอยาวนานถึงสามสิบเจ็ดปี (1935 - 1972) และรับใช้ประธานาธิบดีสหรัฐถึงหกคนครับ

ฮูเวอร์ได้ทำให้เอฟบีไอแตกต่างจากตำรวจทั่วไป กล่าวคือ เขาได้นำวิธีการสืบสวนสอบสวนที่เป็นวิทยาศาสตร์มาทำการสอบสวนผู้ต้องหา นำเครื่องไม้เครื่องมือและเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาใช้ในการสืบหาข่าวคราวของเหล่าร้ายซึ่งงานของเอฟบีไอในยุคเริ่มต้นคือการทำสงครามกับเหล่าแก๊งสเตอร์รวมไปถึงจอมโจรทั้งหลาย

แน่นอนครับว่าช่วงเวลา Public Enemy เหล่าร้ายที่ขึ้นชื่อว่าเป็นศัตรูของรัฐต้องรวม จอห์น ดิลลิงเจอร์ เข้าไปด้วยเนื่องจากดิลลิงเจอร์เป็นโจรปล้นธนาคารที่ทางการต้องการตัวมากที่สุด (Most Wanted)

มีข้อน่าสังเกตอย่างหนึ่งนะครับว่าช่วงเวลาดังกล่าวเป็นช่วงที่เหล่าแก๊งสเตอร์หรือจอมโจรทั้งหลายได้รับความสนใจจากสื่อมวลชนและผู้คนเป็นอย่างมาก จนทำให้เรื่องราวอันน่าตื่นเต้นของคนเหล่านี้ได้รับการถ่ายทอดเป็นภาพยนตร์อยู่เรื่อยๆ

เหล่า Public Enemies ที่ทางการต้องการตัวมากที่สุดนอกจาก ดิลลิงเจอร์ แล้วยังมีจอมโจรหน้าอ่อน “เบบี้เฟซ เนลสัน” (BabyFace Nelson) รวมถึงคู่รักจอมโจรอย่าง “บอนนี่แอนด์ไคลด์” (Bonny and Clyde) ซึ่งเรื่องของขุนโจรเหล่านี้ล้วนถูกหยิบไปสร้างเป็นภาพยนตร์ทั้งสิ้นครับ

กลับมาที่ดิลลิงเจอร์กันต่อครับ, ชื่อเสียงของจอห์น ดิลลิงเจอร์ ได้รับการยอมรับนับถือจากชาวอเมริกันในฐานะเป็นโจรที่พอจะมีคุณธรรมอยู่บ้างจนหลายคนขนานนามเขาว่าเป็น “โรบินฮู้ด” ยุคใหม่เลยทีเดียว

ดิลลิงเจอร์เป็นจอมโจรที่มีเสน่ห์ แต่งตัวดี มีรสนิยมและที่สำคัญมีความฉลาดเฉลียวในการปล้น พูดง่ายๆว่าเขาเป็นซูเปอร์สตาร์ของวงการโจรแห่งยุคนั้นเลยทีเดียว ด้วยเหตุนี้ดิลลิงเจอร์จึงกลายเป็น Public Enemies หมายเลขหนึ่งที่ทางการอเมริกันต้องการตัว

อย่างไรก็ตามจุดจบของดิลลิงเจอร์จะเป็นอย่างไรนั้น ผมคงต้องรบกวนท่านผู้อ่านลองไปดู Public Enemies ของ ไมเคิล มานน์ เองก็แล้วกันนะครับ

พูดถึงตรงนี้ ผมกลับมานึกถึง Public Enemy คนหนึ่งที่รัฐบาลไทยกำลังควานหาตัวกันอยู่จ้าล่ะหวั่นเพราะดูเหมือนว่า Public Enemy คนนี้จะมีที่หลบภัยอยู่หลายแห่งเลยนะครับ ตั้งแต่ตะวันออกกลางไปยังหมู่เกาะแถวๆแคริบเบียน เอ! หรือว่ารัฐบาลไทยต้องใช้บริการเอฟบีไอเสียแล้วล่ะครับ

Hesse004

Jul 12, 2009

ระยะห่างที่เรียกว่า “ที่ว่าง”





ไม่ได้เขียนบล็อกมาเดือนกว่าๆรู้สึกว่า “สนิม” ที่เกาะอยู่ในสมองของผมจะหนาขึ้นทุกที ช่วงเดือนที่ผ่านมาผมมัวแต่วุ่นวายกับการเขียน Dissertation ที่ดูเหมือนยังไม่ลงตัวเสียที ด้วยเหตุนี้งานอดิเรกอื่นๆเป็นอันต้องพักไว้ก่อนครับ

ช่วงเวลาสองปีกว่าๆที่เขียนบล็อก ผมรู้สึกเหมือนได้นั่งทบทวนความคิดของตัวเองพร้อมๆกับการได้แสวงหาความรู้ใหม่ๆเพิ่มเติมซึ่งกว่าจะเขียนแต่ละเอนทรี่ (Entry) ได้นั้นมันต้องใช้เวลาพอสมควรเลยทีเดียว

ว่ากันว่า “บล็อก”ได้สะท้อนตัวตนของ “บล็อกเกอร์” (Blogger) หรือคนเขียนบล็อกนั้น ซึ่งตลอดสองปีที่ผ่านมาผมพยายามค้นหาตัวเองผ่านเรื่องที่เขียนไม่ว่าจะเป็นหนังสือ ภาพยนตร์ ดนตรี ฟุตบอลรวมไปถึงวิชาเศรษฐศาสตร์

กลับมาเรื่องที่อยากจะเขียนดีกว่าครับ, จั่วหัวเอนทรี่นี้ไว้ด้วยเหตุที่ได้แรงบันดาลใจบางอย่างจากเพลง “ที่ว่าง” ของวงพอส (Pause)

โดยส่วนตัวแล้ว ผมคิดว่า “Pause” ได้กลายเป็นตำนานในวงการเพลงไทยสมัยใหม่โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “Pause” คือ ศิลปินอินดี้กลุ่มแรกๆที่เติบโตมาพร้อมๆกับ “หมาทันสมัย” (Modern Dog) ในช่วงปลายทศวรรษที่ 90

วงพอส มี “โจ้” อัมรินทร์ เหลืองบริบูรณ์ เป็นนักร้องนำ แม้ว่าโจ้จะจากพวกเราไปหลายปีแล้วแต่เพลงที่เขาร้องแทบทุกเพลงได้กลายเป็นอมตะไปแล้วไม่ว่าจะเป็น ความลับ, ข้อความ, สัมพันธ์, รักเธอทั้งหมดของหัวใจ, ใจบางบาง และที่จะลืมไม่ได้เลย คือ เพลง “ที่ว่าง” ครับ

เพลงที่ว่าง หรือที่ใช้ชื่อภาษาอังกฤษว่า Empty Space นั้นอยู่ในอัลบั้มของ Pause ที่ชื่อ Push (Me) Again ซึ่งเป็นอัลบั้มแรกของ Pause ที่ออกมาเมื่อปี พ.ศ.2539 ในสังกัดเบเกอรี่มิวสิค (Bakery Music) ครับ

จะว่าไปแล้วเพลงที่ว่างเป็นเพลงแรกที่ทำให้คนรู้จัก “Pause” และ “โจ้” ด้วยเสน่ห์ของเพลงนี้อยู่ที่ “เนื้อหา” และน้ำเสียงของโจ้ที่ร้องเพลงนี้ได้กินใจยิ่งนัก

“ที่ว่าง” กล่าวถึง ความสัมพันธ์ที่ต้องการ “อิสระ”และ “ระยะห่าง” ของความรัก

ลองคิดเล่นๆแบบนักคณิตศาสตร์ดูบ้างนะครับว่า ถ้าความสัมพันธ์ที่เรียกว่า “ความรัก” เป็นฟังก์ชั่นชนิดหนึ่งที่มีปัจจัยหลายอย่างที่ทำให้ “รัก” นั้นคงอยู่ได้ยั่งยืน ปัจจัยที่ว่านี้ก็คงเริ่มตั้งแต่ความจริงใจ ความซื่อสัตย์ ความเข้าใจ การเอาใจใส่ซึ่งกันและกัน ความสม่ำเสมอ เป็นต้น อย่างไรก็ตามยังมีปัจจัยอีกตัวที่เรามักหลงลืมกันไปนั่นคือ การจัดวางระยะห่างของความสัมพันธ์ให้เหมาะสมไงล่ะครับ ซึ่งระยะห่างที่ว่านี้มันก็แล้วแต่ข้อตกลงของคนสองคนว่าระยะห่างขนาดไหนมันถึงจะเหมาะสมดี

หากหยิบปัจจัยตัวนี้มาพิจารณาแล้ว เราจะเห็นว่า การจัดวางระยะห่างของความสัมพันธ์ในฐานะเป็นตัวแปรต้น (Independence Variable) มักจะมีเครื่องหมายหน้าสัมประสิทธิ์ของตัวแปร (Coefficient) แตกต่างกับ ตัวแปรต้นอีกตัวที่เรียกว่า “การแสดงความเป็นเจ้าของ” ครับ

นั่นหมายถึงว่า “ความรัก” ในฐานะที่เป็นตัวแปรตาม (Dependence Variable) นั้น มันขึ้นอยู่กับตัวแปรต้นหลายตัวที่บ่อยครั้งบางตัวมันก็ทำให้ความรักมันถดถอยลงได้เหมือนกัน

เนื้อหาของเพลงที่ว่างให้ความหมายไว้ดีมากนะครับ โดยเฉพาะมุมมองเกี่ยวกับความรักที่ไม่พยายามจะครอบครองหรือเป็นเจ้าเข้าเจ้าของใคร

เขียนถึงตรงนี้แล้วทำให้ผมนึกถึงเพลง “เต็มใจให้” ของ ศุ บุญเลี้ยง ที่เคยฮิตเมื่อสิบสี่สิบห้าปีก่อน เพลงนี้ก็พูดถึงการให้ความรักที่บริสุทธิ์ใจ ที่ไม่หวังจะได้อะไรตอบแทนกลับคืน เพลงนี้น่าจะเป็น “อุดมคติ” ของใครหลายคนที่บูชาความรัก

จริงๆแล้วความรักทุกอย่างต้องการ “อิสระ” อยู่เสมอนะครับ นั่นคือ อิสระที่จะเลือกรัก อิสระที่จะเลือกผูกพัน แม้แต่อิสระที่เลือกจากไป ทั้งหมดนี้มันครอบคลุมความรักในทุกระดับไม่ว่าจะเป็นรักของหนุ่มสาว รักของเพื่อนฝูง แม้กระทั่งรักของพ่อแม่ที่มีต่อลูก

“ที่ว่าง” จึงกลายเป็นพื้นที่สำคัญที่ทำให้ความสัมพันธ์ที่เรียกว่า “รัก” มีคุณค่ามากขึ้น แม้ว่าบางคนอาจรู้สึกว่าการหาที่ว่างให้กับความสัมพันธ์ของตัวเองกับคนรักเป็นเรื่องที่ยากลำบากเอาการ

ด้วยเหตุนี้การจัดวางความสัมพันธ์ให้เหมาะสมจึงเป็นปัจจัยอย่างหนึ่งที่จะทำให้เรารักแบบไม่ทุกข์…เข้ากับเนื้อร้องที่ว่า “ประโยชน์ที่ใดหากรักทำร้ายตัวเอง”

ผมชอบเนื้อหาของเพลงนี้ที่บอกว่า

“ก่อนเคยคิดว่ารักต้องอยู่ด้วยกันตลอด เติบโตจึงได้รู้ความจริง”

ซึ่งผมไม่แน่ใจว่า “เติบโตจึงได้รู้ความจริง” นั้น มันหมายถึงว่า ยิ่งเมื่อเราโตขึ้นมันมีอะไรที่ควรคิดมากกว่า “การแสวงหาความรัก” หรือเปล่า?

ความรักเป็นความสัมพันธ์ชนิดหนึ่งที่ซับซ้อน จนบางครั้งเราเองก็ไม่อาจจะเข้าใจมันได้ทั้งหมด แต่ไอ้ความซับซ้อนดังกล่าวมันกลับตั้งอยู่บนพื้นฐานของความเรียบง่ายนั่นคือความจริงใจและความซื่อสัตย์ต่อคนที่เรารัก

และท้ายที่สุดมันอาจจะต้องการเพียงระยะห่างที่เรียกว่า “ที่ว่าง” เพื่อให้คนทั้งสองได้มีอิสระในการค้นหาความฝันของตัวเองบนหนทางที่เดินไปพร้อมๆกันไงล่ะครับ

Hesse004

Jun 3, 2009

ความฝันโง่ๆที่เดินไปตามความเชื่อ





ผมจั่วหัวเอนทรี่นี้ด้วยภาษาที่ไม่ค่อยไพเราะเท่าไรนะครับ จริงๆแล้วคำว่า “โง่” (Foolish / Stupid) เป็นคำคุณศัพท์ที่ไม่ค่อยมีใครอยากให้มันเข้าไปขยายสักเท่าใดนัก

เหตุที่ผมขึ้นต้นเอนทรี่นี้ด้วยคำว่า “ความฝันโง่ๆ” นั้นก็เนื่องมาจากเป็นชื่อหนังสือเสริมกำลังใจชุดสองของคุณวินทร์ เลียววาริณ ที่ได้หยิบเอาสิ่งละอันพันละน้อยมาเขียนให้ข้อคิดและกำลังใจกับคนที่กำลังเริ่มจะหมดอาลัยตายอยากในชีวิต

หนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือที่ผมชอบมากเล่มหนึ่งครับ เพราะนอกจากจะเป็นแฟนหนังสือของคุณวินทร์แล้ว ผมยังมองว่าคุณวินทร์มีมุมมองและวิธีคิดในการจัดการกับปัญหาได้ดีไม่น้อย

น่าสนใจนะครับว่า คนเราทุกคนล้วนต้องการกำลังใจด้วยกันทั้งนั้น คงเพราะไม่มีใครที่จะเข้มแข็งได้ตลอดเวลา

ด้วยเหตุนี้เองคำว่า “กำลังใจ” จึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างหนึ่งของการมีชีวิต ด้วยความที่มนุษย์เราเป็นสัตว์สังคมที่จำเป็นต้องมีปฏิสัมพันธ์กับผู้คนในสังคม ทำให้ความสัมพันธ์ต่างๆเหล่านี้กลายเป็นความผูกพันก่อนที่จะพัฒนามาเป็นความรักความห่วงใยและความเอื้ออาทรต่อกัน

ในมิติของวิชาเศรษฐศาสตร์นั้นมองว่าการสร้างกำลังใจเป็นผลกระทบภายนอกทางบวกหรือ Positive Externality ที่เกิดขึ้นจากการกระทำของบุคคลอื่นๆแต่ส่งผลทางบวกต่ออรรถประโยชน์ (Utility) ของผู้บริโภคกำลังใจนั้น

กำลังใจนั้นมาได้จากหลายทางนะครับ นอกจากคำพูดดีๆของใครคนใดคนหนึ่งแล้ว การสวมกอด การมองตา หรือแม้แต่การพยักหน้ารับฟังด้วยความเข้าอกเข้าใจก็นับเป็นกำลังใจที่ดีอย่างหนึ่งแล้ว

อย่างที่เรียนไปตอนต้นแล้วนะครับว่า มนุษย์เราไม่มีใครเข้มแข็งได้ทุกวันหรอกครับ บางวันอาจจะเป็นวันที่ดีของเรา บางวันอาจจะไม่ใช่ แต่เมื่อมันไม่ใช่วันของเราแล้วเราจะมีวิธีจัดการกับชีวิตอย่างไรให้มีความสุขมากที่สุดหรือมีความทุกข์น้อยที่สุด (Maximum happiness or minimum sadness)

หนังสือเรื่อง “ความฝันโง่ๆ” เต็มไปด้วยเรื่องราวการเดินตามความฝันของคนหลายคนที่ดูเหมือนไม่มีทางเป็นไปได้ เช่น ความฝันของจอร์จ มัลเลอรี่ ที่พยายามปีนป่ายยอดเขาเอเวอเรสต์เมื่อ 85 ปีที่แล้วก่อนจะหายสาบสูญไป เช่นเดียวกับความฝันของชายตาบอดอย่าง แอริค วีแลนไมเยอร์ ที่ฝันจะปีนขึ้นสู่เจ็ดยอดเขาที่สูงที่สุดในแต่ละทวีป หรือจะเป็น คริส มูน ที่ขาขาดจากกับระเบิดแต่ก็ยังจะฝันที่จะวิ่งมาราธอน หรือแม้แต่ ฌอง-โดมินิค โมบี ที่เป็นอัมพาตเคลื่อนไหวร่างกายไม่ได้เลยแต่เขาก็ยังฝันจะเขียนหนังสือ

ผู้คนที่คุณวินทร์เล่าถึงนั้นล้วนแล้วแต่เป็นมนุษย์ที่มีความฝันซึ่งหลายคนมองว่าเป็น “ความฝันโง่ๆ” หรือบางครั้งอาจเข้าขั้นว่า “โง่มาก” ด้วยซ้ำ แต่ทั้งหมดที่กล่าวมานี้ทุกคนล้วนทำความฝันของพวกเขาสำเร็จครับ

ผมขอยกตัวอย่างเรื่องราวของ แอริค วีเลนไมเยอร์ (Erik Weihenmayer)ชายตาบอดที่เคยปีนขึ้นยอดเขาที่สูงที่สุดในโลกอย่างเอเวอเรสต์มาแล้ว แอริค เกิดมาพร้อมกับโรค Retinoschisis ซึ่งเป็นโรคทางพันธุกรรมที่ทำให้เขาค่อยๆสูญเสียการมองเห็นจนกระทั่งเมื่อเขามีอายุได้ 13 ปี ตาของเขาจึงบอดสนิท

แอริคได้กำลังใจที่ดีจากพ่อแม่ของเขา ทำให้เขาสามารถใช้ชีวิตได้เหมือนคนปกติทั่วไปโดยไม่มีข้อจำกัดเรื่องความพิการด้านสายตา นอกจากนี้แอริคยังใช้ชีวิตผจญภัยในหลากหลายรูปแบบที่คนธรรมดาอย่างเราๆอาจจะไม่เคยได้ใช้เลยด้วยซ้ำ เช่น เขาเคยดิ่งพสุธาเดี่ยวมากกว่าห้าสิบครั้ง เคยวิ่งมาราธอน เป็นนักสกี นักดำน้ำ และที่สำคัญเขาเคยไต่ภูเขาที่สูงที่สุดในแต่ละทวีปมาแล้ว อย่างภูเขาแม็คคินลีย์ที่อะแลสกา ภูเขาอคอนกากัวที่อาร์เจนติน่า ภูเขาวินสันที่แอนตาร์คติกา ภูเขาคิลิมันจาโรที่แทนซาเนีย ภูเขาKosciusko ในออสเตรเลีย และที่น่าทึ่งที่สุดคือเขาเดินทางขึ้นยอดเขาที่สูงที่สุดในโลกอย่างเอเวอเรสต์

หลายคนถามเขาว่าทำไมต้องทรมานสังขารตัวเองด้วยการปีนเขา แอริค ตอบว่า “ความสวยงามที่แท้จริงของการปีนเขาไม่ได้อยู่ที่วิวที่ขึ้นไปดูบนยอดเขา หากแต่มันอยู่ที่ข้างภูเขาไม่ใช่บนยอด”

ผมคิดว่าวิธีคิดและการมองโลกแบบแอริคนั้นน่าสนใจนะครับเพราะดูเหมือนว่าเขาไม่ได้มองที่เป้าหมายหรือความสำเร็จเพียงอย่างเดียวหากแต่เขาพยายามเก็บเกี่ยวและให้คุณค่ากับสิ่งที่ได้รับระหว่างการเดินทางไปสู่เป้าหมายนั้นด้วย

เรื่องราวของแอริค วีแลนไมเยอร์ ได้รับการถ่ายทอดทั้งในรูปแบบหนังสืออย่าง Touch the Top of the World รวมไปถึงภาพยนตร์สารคดีเรื่อง Farther Than the Eye Can See ครับ

โดยส่วนตัวแล้วผมคิดว่าความฝันจะสำเร็จได้ก็เนื่องมาจาก “ความเชื่อ” (Believe) ครับ พูดถึงความเชื่อแล้วทำให้ผมนึกถึงเพลง “ความเชื่อ” ของบอดี้สแลม (Bodyslam) ซึ่งผมคิดว่าเป็นเพลงที่ให้กำลังใจได้ดีที่สุดเพลงหนึ่งในห้วงเวลาที่เรากำลังเดินหาความฝันของเราอยู่

เพลงความเชื่ออยู่ในอัลบั้ม Believe(2548)โดยเพลงนี้คุณตูน อาทิวราห์ คงมาลัย เป็นคนร้องนำและยังได้คุณแอ๊ด คาราบาวมาช่วยร้องอีกแรงหนึ่งด้วยซึ่งท่อนที่น้าแอ๊ดมาช่วยร้องนี้ดูเหมือนจะเพิ่มพลังและความขลังให้กับเพลงนี้ด้วยครับ

ผมขออนุญาตปิดท้ายเอนทรี่ด้วยท่อนฮุคของเพลงนี้แล้วกันนะครับ…แด่ทุกคนที่เดินตามหาความฝันครับ

“ชีวิตมันต้องเดินตามหาความฝัน หกล้มคลุกคลานเท่าไร มันจะไปจบที่ตรงไหน แต่จะยังไงก็ต้องไปให้ถึง ที่สุดถ้ามันจะไม่คุ้ม แต่มันก็ดี ว่าอย่างน้อย ได้จดจำว่าครั้งหนึ่งเคยก้าวไป แค่คนที่เชื่อในความฝัน จะเหน็ดจะเหนื่อยมันยังต้องเดินต่อไป”

Hesse004

May 27, 2009

"เจมส์ บอนด์" พยัคฆ์ร้าย 007 เพียงชายคนนี้ไม่ใช่ผู้วิเศษ






กระบวนภาพยนตร์ซีรีส์ฝรั่งที่คลาสสิคที่สุดเรื่องหนึ่งเห็นจะหนีไม่พ้นซีรีส์ชุด “เจมส์ บอนด์ พยัคฆ์ร้าย 007” นะครับ

เจมส์ บอนด์ 007 เป็นพระเอกในนิยายสายลับ (Spy Fiction) ของ “เอียน เฟลมมิ่ง” (Ian Flemming) อดีตราชนาวีอังกฤษก่อนจะผันตัวเองมาเป็นนักเขียนนิยายสายลับ

เฟลมมิ่งสร้างเจมส์ บอนด์ ออกมาให้เป็นพระเอกที่มีความเพียบพร้อมสมบูรณ์แบบในทุกๆด้านไม่ว่าจะเป็นหน้าตาอันหล่อเหลา ร่างกายกำยำแข็งแรง มีทักษะการต่อสู้เป็นเลิศ มีสติปัญญาไหวพริบปฏิภาณยอดเยี่ยม สามารถเอาตัวรอดได้ในสถานการณ์คับขัน แถมยังสามารถบริหารเสน่ห์จนสาวๆหลงรักอีก

ว่ากันว่าเฟลมมิ่งได้แรงบันดาลใจในการสร้างเจมส์ บอนด์ มาจากสายลับของสก็อตแลนด์ยาร์ดนามว่า ซิดนีย์ ไรลีย์ (Sidney Reilly) ครับ

เฟลมมิ่งเขียนเรื่องเจมส์ บอนด์ 007 ออกมาทั้งหมด 14 ตอนครับ โดยตอนแรก คือ Casino Royale (1953) และตอนสุดท้าย คือ Octopussy and the living Daylights (1966)

ความสำเร็จของนิยาย James Bond 007 ทำให้ฮอลลีวู้ดสนใจหยิบไปทำหนังโดย James Bond 007 ตอนแรกที่ถูกนำไปสร้างเป็นภาพยนตร์ คือ Dr.No (1962) ครับ

Dr. No เป็นผลงานการกำกับของ เทอเรนซ์ ยัง (Terence Young) ซึ่งต่อมา “ยัง” ได้กำกับหนังเรื่องนี้อีกสองตอน คือ From Russia with Love (1963) และ Thunderball (1965)

อย่างไรก็ตามความพิเศษของหนัง James Bond 007 อยู่ที่คนมารับบทเป็น “บอนด์” ครับ ซึ่งอย่างที่เราทราบกันดีว่า บอนด์คนแรก คือ ฌอน คอนเนอรี่ (Sean Connery) ดาราหนุ่มโนเนม (ในสมัยนั้น) จาก สก๊อตแลนด์

ณอน คอนเนอรี่ เป็นนักแสดงหน้าใหม่ที่มารับบทเป็น เจมส์ บอนด์ 007 ว่ากันว่าเหตุที่เขาได้สวมบทเป็นบอนด์ก็เพราะความที่เป็นคนในสหราชอาณาจักรแม้ว่าจะไม่ใช่อิงลิชชนก็ตาม

ก่อนมารับบทนำเป็นเจมส์ บอนด์ ฌอน คอนเนอรี่ เคยคิดจะเอาดีในการเป็นนักฟุตบอลอาชีพถึงขนาดที่ยอดปรมาจารย์เซอร์แมตท์ บัสบี้ (Matt Bustby) ของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เคยเสนอสัญญานักเตะอาชีพให้ฌอน คอนเนอรี่ เป็นพลพรรคปีศาจแดงในยุค 60 เลยทีเดียวครับ

ฌอน คอนเนอรี่ รับบทเป็นสายลับรหัส 007 อยู่ทั้งหมด 6 ตอนครับโดยตอนสุดท้ายที่เขาเล่น คือ Diamond are Forever (1971) ผลงานการกำกับของ กาย แฮมิลตัน (Guy Hamilton)

หลังจากที่ป๋าฌอน เกษียณตัวเองจากสายลับเจ้าเสน่ห์ไปแล้ว บอนด์คนต่อมา คือ โรเจอร์ มัวร์ (Roger Moore) นักแสดงชาวอังกฤษ ครับ มัวร์ปรากฏตัวครั้งแรกในหนังเรื่อง James Bond 007 ตอน Live and Let Die (1973)

โรเจอร์ มัวร์ รับสัมปทานเป็นเจมส์ บอนด์ ทั้งหมด 7 ตอนครับ ก่อนที่จะส่งไม้ต่อให้กับ ทิโมธี ดัลตัน (Timothy Dalton) ดาราหนุ่มจากเวลล์ มาสวมบทเป็นบอนด์ต่อในตอน The Living Daylights (1987) อย่างไรก็ดีดัลตันเล่นเป็นบอนด์ได้แค่สองเรื่องเท่านั้นก่อนจะถูก เพียรซ์ บรอสแนน (Pierce Bronan) นักแสดงหนุ่มเลือดไอริชมารับบทเป็นบอนด์ต่อในตอน GoldenEye (1995)

โดยส่วนตัวแล้ว ผมคิดว่า “เพียรซ์ บรอสแนน” มีลักษณะคล้ายคลึงกับ เจมส์ บอนด์ ของ เอียน เฟลมมิ่ง มากที่สุดนะครับ ไม่ว่าจะด้วยรูปร่างหน้าตา บุคลิก การพูดจา หรือการแสดงไหวพริบปฎิภาณ ซึ่งทำให้เห็นว่าสายลับที่โคตรเก่งมันน่าจะมีลักษณะแบบนี้

เพียรซ์ บรอสแนน ครองตำแหน่งเจมส์ บอนด์ อยู่ 4 ตอนครับ โดยตอนสุดท้าย คือ Die Another Day (2002) และแล้วเมื่อเพียรซ์สละตำแหน่งสายลับ 007 บอนด์คนถัดมาจึงตกมาอยู่ที่ แดเนียล เคร็ก (Daniel Craig) นักแสดงมาดนิ่งชาวอังกฤษ

แดเนียล เคร็ก มารับบทเป็นสายลับ 007 ท่ามกลางความกดดันโดยเฉพาะเรื่องของหน้าตาที่หลายคนบ่นว่า “ไม่หล่อ” เอาเสียเลยแถมดูหน้าพี่แกยังทื่อๆงงๆอีกต่างหาก

อย่างไรก็ตามถ้าท่านใดได้ดู James Bond 007 ที่ แดเนียล เคร็ก แสดงสองตอน คือ Casino Royale (2006) กำกับโดย มาร์ติน แคมเบลล์ (Martin Campbell) และ Quantum of Solace (2008) กำกับโดย มาร์ค ฟอสเตอร์ (Marc Forster) จะเห็นได้ว่า แดเนียล เคร็ก เล่นเป็นเจมส์ บอนด์ ที่มีความเป็นสายลับได้สมจริงสมจังมากที่สุดคนหนึ่ง

ผมแอบตั้งข้อสังเกตถึงบทหนังเจมส์ บอนด์ ในสองตอนล่าสุดว่าทีมเขียนบทที่ประกอบด้วย พอล แฮคกิส (Paul Haggis) นีล เพอร์วิส (Neil Purvis) และ โรเบิร์ต เวท (Robert Wade) นั้น พยายามจะทำให้ เจมส์ บอนด์ คนนี้เป็นสายลับที่มีความเป็นมนุษย์จริงๆ ไม่ใช่เป็นผู้วิเศษเหมือนในอดีตที่ผ่านมา

ด้วยเหตุนี้เองเราจึงได้เห็นฉากที่บอนด์แทบเอาตัวเองไม่รอดจากการถูกวางยาพิษ หรือ ฉากที่ได้รับบาดเจ็บในการต่อสู้ ถูกทรมาน แม้กระทั่งฉากที่ตัดสินใจจะเลิกอาชีพสายลับเพื่อไปอยู่กินกับผู้หญิงที่ตัวเองรัก ซึ่งทั้งหมดนี้ชี้ให้เห็นว่าบอนด์เองก็เป็น “คน” ที่เจ็บได้ โง่เป็น มีความรู้สึกรู้สา ผิดหวัง เจ็บปวดจากอารมณ์สูญเสียกับเขาเหมือนกัน

แม้ว่าแดเนียล เคร็ก จะเป็นบอนด์ที่ไม่สมบูรณ์แบบเหมือนฌอน คอนเนอรี่ โรเจอร์ มัวร์ หรือ เพียรซ์ บรอสแนน แต่สิ่งที่เคร็กแสดงให้เราได้เห็นในบอนด์ทั้งสองภาคนี้ คือ สายลับเป็นมนุษย์ที่ผ่านการฝึกฝนมาเป็นอย่างดีเพื่อมารับงานที่มีความเสี่ยงแทบทุกเวลาแต่สิ่งหนึ่งที่สายลับยังคงต้องมีอยู่คือความเป็นมนุษย์ที่ยังรู้ร้อน รู้หนาว รู้สุข รู้ทุกข์ มีโง่บ้าง ฉลาดบ้างแล้วแต่สถานการณ์จะพาไปและที่สำคัญที่สุดก็คือ สายลับ 007 ไม่ได้เลิศเลออะไรเหมือนที่นิยายหรือหนังว่าไว้ไงล่ะครับ

Hesse004

May 18, 2009

“เพื่อนสนิท” เลือกคนที่ใช่ หรือ รอคนที่ชอบ





กระบวนหนังไทยที่ว่าด้วยเรื่องราวของความรักในช่วงมหาวิทยาลัยดูเหมือนว่า “เพื่อนสนิท” (2548) ของคุณเอส คมกฤษ ตรีวิมล มีความโดดเด่นอยู่ไม่น้อยเลยนะครับ

หนังไทยเรื่องนี้ได้รับแรงบันดาลใจจากหนังสือเรื่อง “ตู้ไปรษณีย์สีแดง”ก่อนจะได้รับการพัฒนาบทภาพยนตร์โดยคุณนิธิศ ณพิชญสุทิน ซึ่งได้รับรางวัลบทภาพยนตร์ยอดเยี่ยมจากชมรมวิจารณ์บันเทิงและเวทีสุพรรณหงส์

สำหรับความพิเศษของหนังเรื่อง “เพื่อนสนิท” อยู่ที่ประเด็นในการนำเสนอครับ ประเด็นที่ว่านี้คนทำหนังเขาโปรยไว้บนใบปะหนังว่า “คุณเคยแอบรักเพื่อนสนิทไหม?”

เคยมีคำถามหนึ่งที่น่าสนใจว่าผู้ชายกับผู้หญิงจะกลายเป็นเพื่อนสนิทกันจริงๆได้หรือเปล่าโดยที่ไม่มีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งแอบคิด “เผลอใจ” ไปแอบรักเพื่อนตัวเองเข้า

ความรักที่เกิดขึ้นในหนังเรื่องนี้เป็นความรักของคนหนุ่มสาวในช่วงวัยรุ่นตอนปลายที่ผ่านช่วงอารมณ์หวานแหววกุ๊กกิ๊กมาแล้ว ด้วยเหตุนี้ความรักของคนช่วงนี้จึงเริ่มต้องการแสวงหาความมั่นคงทางอารมณ์มากขึ้นกว่าเก่า

หนังเรื่องนี้เล่าเรื่องความรักของคนสามคนครับโดยสองคนแรกมีความสัมพันธ์กันแบบเพื่อนสนิทมาก่อนทั้งๆที่เจ้าหนุ่มไข่ย้อยอาจจะแอบหลงรัก “ดากานดา” เพื่อนสาวมาตั้งแต่แรกเห็น

ขณะที่ความรักของ “นุ้ย” พยาบาลสาวแห่งเกาะพงันเป็นความรักที่เกิดจากความพยายามจะหาใครสักคนที่ใช่มาโดยตลอดแต่จนแล้วจนรอดรักของสาวใต้คนนี้ก็ไม่สมหวังเสียที

ผมเคยแอบตั้งข้อสังเกตในฐานะนักเรียนเศรษฐศาสตร์ว่า “ความรัก” ของคนเรามันก็เหมือนสินค้าชนิดหนึ่งที่มีทั้งผู้เสนอซื้อและผู้เสนอขายนะครับ บางครั้งเราก็เป็นคนบริโภคความรักเช่นเดียวกับที่บ่อยครั้งเราก็ชอบเป็นผู้ผลิตความรักขึ้นมาเสียเอง

อย่างไรก็ตามไม่มีใครรู้ว่า “มือที่มองไม่เห็น” (Invisible hand) ของใครกันแน่ที่เป็นคนจับชนให้คนสองคนมารักกันและท้ายที่สุดคนทั้งคู่ก็กลายเป็นทั้งผู้ผลิตและบริโภคความรักไปพร้อมๆกัน แหม่! ผมเขียนเสียเคลิ้มเชียว…

บางทีชีวิตคนเรามันมักมีเรื่อง “ตลก” แบบไม่คาดฝันเข้ามาอยู่เสมอนะครับ และไอ้ความไม่คาดฝันนี้เองที่ทำให้เราอาจได้พบใครบางคนซึ่งท้ายที่สุดกลับกลายมาเป็น “คู่ชีวิต”ของเรา

แต่บ่อยครั้งนะครับที่มี “ตีนที่มองไม่เห็น” (Invisible foot) มาถีบให้กลไกที่ว่านี้มันล้มเหลวหรือไม่ทำงาน นั่นจึงเป็นสาเหตุของการ ผิดหวัง ไม่สมหวัง อกหัก แห้ว กับ อารมณ์รัก

ไอ้การผิดหวังกับความรักเนี่ยมันทำให้ใครหลายคนเปลี่ยนแปลงไปนะครับ บางคนฟูมฟาย บางคนบ้าบอ บางคนประชด และที่น่าสนใจไปกว่านั้นคือทำไมเวลาเราอกหัก เรามักจะไปตัดผมกัน?? หรือจะเป็นเพราะว่าการตัดผมอาจเปรียบเสมือนการ “ตัดเยื่อ ขาดใย” ไม่ให้เราหวนไปนึกถีงเรื่องรักที่เจ็บช้ำ

“เพื่อนสนิท” ยังหยิบยกวรรณกรรมคลาสสิคอย่าง “เจ้าชายน้อย” ของอังตวน แซงเต็ก ซูเปรี (Antoine de Saint-Exupéry) นักเขียนชาวฝรั่งเศส มาใส่ไว้ในบทหนังด้วย เจ้าชายน้อยได้กลายเป็นวรรณกรรมอมตะที่เด็กอ่านก็ได้ ผู้ใหญ่อ่านยิ่งดี เพราะหนังสทอเล่มนี้ให้ข้อคิดหลายอย่างในการมองโลกและชีวิต

อย่างไรก็ตามหนังเรื่องนี้หยิบเพียงบางส่วนของเจ้าชายน้อยที่เกี่ยวกับเรื่อง “ความสัมพันธ์” ซึ่งแสดงให้เห็นว่า การที่เราจะกลายเป็นเพื่อนสนิทกับใครสักคนได้นั้นมันต้องเริ่มต้นมาจากการสร้างความสัมพันธ์เป็นอันดับแรกก่อนครับ

ในบทที่เจ้าชายน้อยพบหมาจิ้งจอก แล้วหมาจิ้งจอกพูดถึงความสัมพันธ์ไว้ว่า “เธอต้องทำให้ฉันเชื่องเสียก่อน แล้วฉันก็จะเป็นเพื่อนกับเธอ” นี่คือจุดเริ่มต้นของการสร้างความสัมพันธ์

จริงๆแล้วคำว่า “เชื่อง” มีความหมายไม่ต่างอะไรกับคำว่า “ไว้ใจ” หรือ “วางใจ” นะครับ ดังนั้นการที่เราจะเริ่มต้นคบหาใครเป็นเพื่อนสนิทสักคน เราคงต้องทำให้เขา “ไว้ใจและวางใจ”เราได้ก่อน

หลังจากนั้นความสัมพันธ์มันต้องอาศัยระยะเวลาและความอดทนครับ พูดง่ายๆว่ากว่าจะ “ซี้” กันได้เนี่ยมันต้องใช้เวลาพอสมควร

แต่ที่สำคัญที่สุดในเรื่องของความสัมพันธ์ก็คือ “การรักษาความสัมพันธ์” ไงล่ะครับซึ่งหมาจิ้งจอกบอกเจ้าชายน้อยว่า “เราต้องรู้จักที่จะรับผิดชอบความสัมพันธ์ที่เราสร้างขึ้นมา”

บ่อยครั้งนะครับที่ความสัมพันธ์ของเพื่อนสนิทจบลงด้วยความเคียดแค้น ชิงชัง จบลงด้วยโศกนาฎกรรมทั้งนี้ทั้งนั้นก็มาจากการที่เราไม่รู้จักที่จะรับผิดชอบความสัมพันธ์นั่นเอง

หนังเรื่องนี้ใช้เพลง “ช่างไม่รู้อะไรเลย” ของคุณตั้ม สมประสงค์ มาเป็นเพลงประกอบภายนตร์โดยได้คุณบอย พีซเมคเกอร์ มาร้องใหม่ ซึ่งก็เพราะไปอีกแบบหนึ่งนะครับ

ท้ายที่สุดผมคิดว่าบางทีชีวิตคนเราอาจจะต้องเลือกหนทางของความรักระหว่าง “เลือกคนที่ใช่” หรือจะ “รอคนที่ชอบ” ต่อไป ซึ่งหากท่านผู้อ่านได้ดูหนังเรื่องนี้แล้วคงจะได้คำตอบแล้วว่าไข่ย้อยเลือกทางไหนนะครับ

Hesse004

Apr 30, 2009

"สาระแนห้าวเป้ง" ลับ ลวง (อำ) พราง





ไม่บ่อยนักนะครับที่เราจะได้เห็นการ “แกล้ง” หรือ “อำ” คนในรูปแบบภาพยนตร์อย่างเป็นเรื่องเป็นราว เหตุที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะมันเสี่ยงต่อการถูกแจ้งความดำเนินคดีหากคนที่ถูกอำเขาไม่ตลกกับเราด้วย

ผมเชื่อว่าในบ้านเรานั้นรายการทีวีที่ “อำ” คนได้อารมณ์มากที่สุดเห็นจะหนีไม่พ้นรายการ “สาระแน” นะครับ

จริงๆแล้วคำว่า “สาระแน” หมายถึง อาการที่เข้าไปยุ่งเรื่องชาวบ้านหรือเรื่องที่ไม่ใช่ธุระของตนเอง โดยส่วนใหญ่เรามักจะคุ้นกับคำอย่าง “สาระแนจัดแจงไปเสียทุกเรื่อง” ซึ่งหากพูดง่ายๆตามภาษาบ้านๆคือ แม่งชอบ เ..ือกเรื่องชาวบ้าน (ขออนุญาตเซนเซอร์แล้วกันครับ)

สำหรับรายการสาระแนนั้นออกอากาศครั้งแรกภายใต้ชื่อ “สาระแนโชว์” เมื่อต้นปี พ.ศ.2541 ครับ หลังจากนั้นรายการนี้ก็เปลี่ยนชื่อมาเรื่อยๆ เช่น สาระแนริงไซด์ (2544) สาระแนกลางแปลง (2545) สาระแนจัง (2547-2548) เป็นต้น

โดยส่วนตัวแล้วผมคิดว่ารายการสาระแนน่าจะได้รับอิทธิพลมาจากรายการวาไรตี้ตลกในอดีตอย่าง “ยุทธการขยับเหงือก” ของ เจเอสแอล ซึ่งรายการนี้ได้สร้างเหล่า “เสนา” อารมณ์ดีขึ้นมาหลายคน อย่างคุณอรุณ คุณเปิ้ล คุณโน้ต คุณติ๊ก และคุณหอย

รูปแบบรายการอย่างยุทธการขยับเหงือกและสาระแนนั้นจะเน้นไปที่เรื่องของการ “อำ” แขกรับเชิญซึ่งส่วนใหญ่ก็คือ “ดารา” แม้ว่าการอำบางครั้งดูจะเป็นเรื่องเป็นราวใหญ่โตเนื่องจากคนโดนโดนอำไม่สนุกด้วยกับมุขของรายการ

จะว่าไปแล้วไอ้พฤติกรรมชอบ “อำ” หรือชอบ “แกล้ง” เนี่ยมันเป็นธรรมชาติอย่างหนึ่งของคนเรานะครับ แม้ว่าหลายคนอาจจะไม่ชอบนักแต่เมื่อเวลาเราเห็นใครโดนอำเราก็มักจะอมยิ้มอยู่เสมอ หรือแม้กระทั่งตัวเราเองเวลาที่ถูกอำก็ตาม

แม้ว่าข้อดีของการ “อำ” คือ สร้างรอยยิ้มให้กับชาวบ้านบนความเข้าใจผิดหรือความเปิ่นของตัวเราเอง แต่ข้อเสียก็คือบางครั้งการถูกอำอยู่บ่อยๆก็ทำเอาเราเสียความมั่นใจไปเหมือนกัน

ที่น่าสนใจไปกว่านั้นคือไอ้คนที่มันคิดจะอำเราเนี่ยมันต้องเก่งมากๆ เนียนสุดๆ จนสามารถอำเราได้อยู่หมัด ซึ่งหากใครได้ดูหนังเรื่องสาระแนห้าวเป้งแล้วจะเห็นเลยว่าพวกเขามีครีเอทีฟ (Creative) มาช่วยกันคิดมุขอำ แม้ว่าหลายต่อหลายครั้งครีเอทีฟเหล่านี้อาจจะโดนคนถูกอำ “ถีบ” เอาง่ายๆ


ท่านผู้อ่านทราบมั๊ยครับว่า รายการลักษณะแบบสาระแนนั้นมีมานานกว่า 70 ปีแล้ว โดยจุดเริ่มต้นของรายการประเภทนี้อยู่ที่สหรัฐอเมริกาครับ

ในทศวรรษที่ 40 มีโปรดิวเซอร์โทรทัศน์ชาวอเมริกันคนหนึ่งนามว่า “อัลเลน ฟันต์” (Allen Funt) ได้ทำรายการในลักษณะเอากล้องไปแอบถ่ายชีวิตประจำวันของชาวบ้านเขาหรือที่เราเรียกว่า แคนดิด (Candid)

การแคนดิดก็คือการซ่อนกล้อง (Hidden Camera) แบบหนึ่งโดยวัตถุประสงค์ของรายการประเภทนี้คือต้องสอดรู้สอดเห็นเรื่องราวของคนเดินถนนทั่วไป

อย่างไรก็ตามเพื่อความบันเทิงของผู้ชมทางรายการจึงมักต้องหา “มุข” หรือ “แก๊ก” (Gags) มาหยอก หรือ อำ ชาวบ้านโดยที่ชาวบ้านเองก็ไม่รู้ว่าตัวเองกับถูกแอบถ่าย

อัลเลน ฟันต์ ได้สร้างตำนานคลาสสิคของรายการแคนดิทอย่าง Camera Candid ซึ่งออกอากาศในอเมริกามายาวนานตั้งแต่ปี ค.ศ.1948 ก่อนจะปิดตัวเองลงไปเมื่อปี ค.ศ.2004 นอกจากนี้ยังรายการดังๆจากต่างประเทศอย่าง Just For Laugh ของแคนาดา หรือ Just Kidding ของออสเตรเลียที่มักจะอำคนด้วยมุขแปลกๆอยู่เสมอ

ปัจจุบันเราสามารถหาดูรายการประเภทนี้ได้จาก “ยูทูป” (Youtube) ซึ่งมักจะมีคลิปการอำกันแปลกๆมาอัพโหลดให้เราดูกัน อย่าง คลิปอำของชาวญี่ปุ่นที่ผมว่ามีแก๊กที่ใช้ได้ทีเดียว

อย่างที่เรียนไปตอนต้นแล้วครับว่ารายการจำพวกสาระแนเรื่องราวชาวบ้านมักจะหนีไม่พ้นเรื่องราว “ละเมิด” สิทธิส่วนบุคคลซึ่งในต่างประเทศนั้นถึงกับขึ้นโรงขึ้นศาลกันเลย

สำหรับ “สาระแนห้าวเป้ง” ที่เป็นผลงานการกำกับของ “คุณเป้” นฤบดี เวชกรรม นั้นนับว่าให้ความบันเทิงได้ไม่น้อยในยุคสมัยที่คนไทยเรายิ้มกันน้อยลง หนังเรื่องนี้เต็มไปด้วยการ “อำ” ซึ่งมีทั้งอำแขกรับเชิญ หรือ อำกันเอง

แต่เอ!... จะว่าไปแล้วเรื่องการอำเนี่ยคนไทยเราไม่แพ้ใครชาติใดในโลกเลยนะครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งอาชีพที่อำเก่งที่สุดเห็นจะหนีไม่พ้น “นักการเมือง” ที่ชอบอำประชาชนตั้งแต่ก่อนเลือกตั้งจนกระทั่งได้มาเป็นรัฐบาล เช่นอำว่าถ้าได้รับเลือกตั้งจะเอาโครงการโน้นโครงการนี้มาลงที่หมู่บ้าน อำว่าถ้าได้เป็นรัฐบาลแล้วราคาพืชผลการเกษตรจะต้องสูงขึ้นแน่นอน หรือ อำว่าถ้าเป็นนายกรถจะหายติดภายในหกเดือน

แหม่… เพียงแต่ว่าพักหลังๆเนี่ยไอ้คนที่ถูกอำมันไม่ค่อยจะตลกกับมุขของพวกท่านเท่าไหร่นักหรอกครับ

Hesse004

Apr 23, 2009

"ประชาธิปไตยบนเส้นขนาน" ประชาธิปไตยแบบไทยๆ





หลังเหตุการณ์ “สงกรานต์วิปโยค” ผมกลับไปอ่านหนังสือเรื่อง “ประชาธิปไตยบนเส้นขนาน” อีกครั้งครับ คอหนังสือคงทราบดีว่าหนังสือเล่มนี้เป็นนวนิยายที่ได้รับรางวัลซีไรต์ (The S.E.A. Write Award) โดยเป็นผลงานของ “วินทร์ เลียววาริณ” นักเขียนผู้ได้รับรางวัลซีไรต์ 2 ครั้ง เมื่อปี พ.ศ.2537 และ 2542

“ประชาธิปไตยบนเส้นขนาน” เป็นผลงานลำดับที่สามของคุณวินทร์ ครับ หนังสือเล่มนี้ได้รับการแปลเป็นภาษาญี่ปุ่นและภาษาอังกฤษด้วย โดยชื่อเรื่องที่เป็นภาษาอังกฤษ คือ Democracy, Shaken & Stirred

การอ่านหนังสือเล่มนี้รอบที่สามทำให้ผมเริ่มเข้าใจความเป็น “ประชาธิปไตย” ของบ้านเรามากขึ้น จริงๆแล้วตลอดระยะเวลากว่า 77 ปีที่ผ่านมา พัฒนาการของระบอบประชาธิปไตยในเมืองไทยดูจะค่อยเป็นค่อยไปนะครับ

คำว่า “ค่อยเป็นค่อยไป” เนี่ย มันอาจจะสะท้อนวิธีคิดตลอดจนลักษณะบางอย่างของความเป็นคนไทย ซึ่งข้อดีของความเป็นไทย คือ รู้จักประนีประนอม (Compromise) ไงล่ะครับ

ตลอดทั้งเล่มของหนังสือเล่มนี้เป็นการต่อสู้กันทางความคิดและอุดมการณ์ของชายสองคน ชายคนแรก คือ “ตุ้ย พันเข็ม” นายตำรวจผู้ทำงานรับใช้รัฐบาลมาโดยตลอดตั้งแต่มีการอภิวัฒน์เปลี่ยนแปลงการปกครองจนกระทั่งเกษียณอายุราชการ ชายอีกคนหนึ่งคือ “หลวงกฤษดาวินิจ” หรือ “เสือย้อย” ผู้ที่มีชีวิตพลิกผันจากคุณหลวงสู่ขุนโจรคุณธรรม

การต่อสู้ของทั้งสองคนมีจุดเริ่มต้นจากการเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ.2475 แม้ว่าคณะราษฎรจะสามารถเปลี่ยนแปลงรูปแบบการปกครองของสยามได้จากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาสู่ระบอบประชาธิปไตย แต่เอาเข้าจริงๆแล้วการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเป็นแค่การเปลี่ยนแปลงเพียง “รูปแบบการใช้อำนาจ” เท่านั้น เพราะอำนาจได้ถูกเปลี่ยนมือจากวังไปสู่คนกลุ่มหนึ่งโดยเฉพาะเหล่าขุนทหารที่เริ่มเข้ามามีบทบาทในการเมืองไทยตั้งแต่เปลี่ยนแปลงการปกครอง

พัฒนาการของประชาธิปไตยในเมืองไทยมีเหตุการณ์หลายเหตุการณ์ที่น่าจดจำนับตั้งแต่เปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อปี พ.ศ.2475

เหตุการณ์อย่าง “กบฏบวรเดช”ในปี พ.ศ.2476 นับเป็นสงครามกลางเมืองครั้งแรกที่เป็นการต่อสู้ระหว่างกลุ่มอำนาจใหม่ซึ่งนำโดยคณะราษฎรกับกลุ่มอำนาจเก่าที่สูญเสียอำนาจไปและไม่พอใจคณะราษฎร

หลังจากการปราบกบฏบวรเดช อำนาจของนายทหารหนุ่มที่ชื่อ “หลวงพิบูลสงคราม” ก็เริ่มโดดเด่นขึ้นมาเรื่อยจนกระทั่งนายทหารลูกชาวบ้านผู้นี้ได้กลายเป็นสัญลักษณ์ของ “ผู้นำชาตินิยม” ที่เปลี่ยนแปลงสังคมการเมืองและเศรษฐกิจไทยอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน

ชีวิตของจอมพล ป. พิบูลสงคราม ดูน่าอัศจรรย์ไม่น้อยนะครับ เคยผ่านจุดสูงสุดของชีวิตในฐานะผู้นำชาตินิยมที่เข้มแข็ง มาจนกระทั่งดิ่งลงสู่จุดต่ำสุดในฐานะอาชญากรสงคราม และก็กลับมาเป็นนายกได้ใหม่ เคยถูกลอบสังหารหลายครั้งแต่ก็ไม่ตาย ท้ายที่สุดถูกลูกน้องคนสนิทอย่าง “จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัตช์” ปฏิวัติจนต้องหนีออกนอกประเทศ

ช่วงเวลาก่อนปี พ.ศ. 2500 ดูเหมือนว่า การเมืองไทยยังเต็มไปด้วยความวุ่นวาย มีการแย่งชิงอำนาจกันตลอดเวลา มีการลอบสังหารบุคคลสำคัญอยู่บ่อยครั้ง มีการจับตัวนักโทษการเมืองไปปล่อยเกาะ ความวุ่นวายต่างๆเหล่านี้มักจบลงด้วยการเข้ามาของกองทัพที่ใช้กำลังทหารในการทำรัฐประหาร แม้ว่าการปฏิวัติบางครั้งจะไม่สำเร็จจนทำให้ใครหลายคนกลายเป็น “กบฏ” ไป

ช่วงเวลาหลังปี พ.ศ.2500 ประเทศไทยถูกปกครองภายใต้ “เผด็จการทหาร” หรือที่รู้จักกันในชื่อ “ระบอบสฤษดิ์” เผด็จการทางทหารถูกโค่นล้มไปเมื่อวันที่ 14 ตุลาคม พ.ศ.2516 ซึ่งถือเป็นชัยชนะครั้งแรกที่ประชาชนเริ่มเข้าใจแล้วว่าพวกเขาต่างหากที่เป็นเจ้าของอำนาจอย่างแท้จริง

แต่อย่างไรก็ดีการเมืองไทยก็ยังตกอยู่ในวังวนเดิมๆ นั่นคือ มีการแย่งชิงอำนาจกันตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นการแย่งอำนาจกันระหว่างขุนนางกับกลุ่มทุนธุรกิจที่แฝงเข้ามาในคราบนักการเมือง หรือ การแย่งอำนาจระหว่างทหารกับนักการเมือง

ทั้งหลายทั้งปวงนี้ก็เป็นเพราะทุกคนต้องการสร้าง “ประชาธิปไตย” ในแบบที่ตัวเองเข้าใจหรือเปล่าครับ หรือเพียงแค่ประชาธิปไตยได้กลายเป็นข้ออ้างในการเข้าสู่การใช้อำนาจของคนเหล่านั้น

บางทีประชาธิปไตยอาจเป็นเพียง “คำพูดหรูหรา”ที่คล้ายเป็นสัญลักษณ์อย่างหนึ่งในการแสวงหาความชอบธรรมของมนุษย์ในการเข้าสู่กระบวนการใช้อำนาจในสังคมก็ได้นะครับ

ผมขออนุญาตปิดท้ายเอนทรี่นี้ด้วยคำสอนของท่านพุทธทาสภิกขุ ซึ่งผมได้คัดลอกมาจากหนังสือประชาธิปไตยบนเส้นขนานอีกทีครับ เผื่อบางทีเราอาจจะเห็นภาพประชาธิปไตยแบบไทยๆได้ชัดเจนมากขึ้นไงล่ะครับ

“ประชาธิปไตยโกง นั่นมันร้ายกาจอย่างไร คือ ประชาชนทั้งหลายไม่มีศีลธรรม แต่ถือระบบประชาธิปไตย มันก็มีโอกาสที่จะใช้กิเลสของตนอย่างเสรี แต่ละคนๆมีเสรีภาพที่จะใช้กิเลสของตนอย่างเต็มที่ เมื่อประชาชนทุกคนมันไม่มีศีลธรรม มันโกงมันก็เลือกผู้แทนโกง เมื่อประชาชนเลือกผู้แทนโกง ก็ได้ผู้แทนโกง ผู้แทนโกงทั้งหลายไปประกอบกันเป็นรัฐสภาพก็เป็นรัฐสภาโกง รัฐสภาโกงไปตั้งคณะรัฐบาล ก็เป็นคณะรัฐบาลโกง เจ้าหน้าที่ทุกคนก็เป็นคนโกง โกงทั้งบ้านทั้งเมือง”

พุทธทาสภิกขุ


Hesse004

Apr 15, 2009

นาฬิกาชีวิต





ปลายเดือนที่แล้ว ผมต้องเข้าโรงพยาบาลอย่างกะทันหันด้วยสาเหตุของอาการไส้ติ่งอักเสบ นี่เป็นครั้งแรกที่ผมต้องเข้าไปนอนโรงพยาบาลครับ

อาการไส้ติ่งอักเสบเนี่ยมันมาแบบไม่ค่อยจะรู้เนื้อรู้ตัวเลยนะครับ อย่างไรก็ตามอาการบางอย่างที่เริ่มฟ้องว่าจะเป็นไส้ติ่งดูเหมือนจะเป็นอาการอาหารไม่ย่อยครับ หลังจากนั้นเราจะเริ่มปวดท้องแบบไม่สบายเนื้อสบายตัวตามมาด้วยปวดแบบหน่วงๆบริเวณท้องน้อยด้านขวา

อาการปวดท้องเริ่มรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ผมเลยโทรปรึกษาน้องสาวที่เป็นหมอ เจ้าน้องสาวผมแนะนำให้รีบไปโรงพยาบาลด่วนที่สุด

ประมาณตีสามของคืนวันอาทิตย์ที่ 29 หมอจัดการผ่าตัดไส้ติ่งอักเสบซึ่งหากช้ากว่านี้ไส้ติ่งอาจแตกได้ นับว่าโชคดีไม่น้อยที่เจ้าน้องสาวได้เตือนให้รีบเข้าโรงพยาบาลด่วน จะว่าไปแล้วไอ้อาการปวดไส้ติ่งเนี่ยมันเปลี่ยนแปลงทุกชั่วโมงเลยนะครับ

หลังจากผ่าตัดเสร็จ หมอแนะนำให้ผมพักฟื้นที่โรงพยาบาลประมาณ 3 วัน และแนะนำให้อย่าเพิ่งซ่าส์ยกของหนัก รวมไปถึงพักผ่อนอยู่ที่บ้านประมาณสองอาทิตย์รอให้แผลมันสมานกันเสียก่อน

เวลาเจ็บป่วยขึ้นมาอย่างกะทันหันเนี่ยมันทำให้เรา “คิค” อะไรได้เยอะเหมือนกันนะครับ

การดูแลสุขภาพนับเป็นเรื่องสำคัญที่สุดเรื่องหนึ่งของการใช้ชีวิต และเมื่อเราเริ่มมีอายุมากขึ้น “สุขภาพแข็งแรง” ดูเหมือนจะเป็นของขวัญที่ดีที่สุดมากกว่าทรัพย์สินเงินทอง

ช่วงระหว่างที่นอนอยู่โรงพยาบาล ผมนึกถึง “ความสมดุล” ในการใช้ชีวิตของผมที่ผ่านมา ซึ่งจะว่าไปแล้วผมได้ละเลยไอ้เจ้า “สมดุล” ของชีวิตมาโดยตลอด

ขออนุญาตเล่าเรื่องส่วนตัวเพื่อเป็นอุทาหรณ์นิดนึงนะครับ โดยปกติแล้วผมเป็นคนนอนดึกมากๆ คำว่าดึกมากๆนั่นคือ ตีสองถึงตีสี่บางทีล่วงไปถึงตีห้า เหตุที่ชอบนอนดึกก็เพราะผมชอบทำงาน อ่านหนังสือและเขียนหนังสือในเวลากลางคืนครับ

เมื่อนอนดึก เวลาในการพักผ่อนของผมจึงแตกต่างจากชาวบ้านทั่วไป เวลาส่วนใหญ่ที่ผมจะตื่น คือ สิบโมงเช้า บางครั้งสิบเอ็ดโมง นั่นหมายถึงอาหารเช้าผมได้หายไปมื้อหนึ่ง เมื่อตื่นมาอาหารมื้อแรกของผมคือ “กาแฟดำ” ครับ

กว่าผมจะกินข้าวเช้าจริงๆบางทีก็ล่วงไปถึงบ่ายโมงครึ่ง บ่ายสองโมง มื้อเช้าผนวกรวมกับมื้อกลางวันทำให้ผมต้องกินมากกว่าปกติ

พูดถึงกาแฟเนี่ย ผมกินกาแฟเฉลั่ยวันละสองแก้ว วันไหนครึ้มหน่อยก็กินสามครับ เคยจดสถิติสูงสุดได้ว่ากินเจ็ดแก้วในหนึ่งวัน ซึ่งมาถึงตอนนี้แล้วผมพยายามจะเลิกกินกาแฟแล้วครับ


วงจรชีวิตของผมส่วนใหญ่เป็นอย่างนี้มานานร่วมปีได้แล้วครับ ด้วยความเป็น “นักเรียนโข่ง” ที่ลางานราชการออกมาเรียนต่อทำให้เวลาในการใช้ชีวิตของผมแตกต่างไปจากเดิมที่ต้องตื่นแต่เช้าเพื่อเข้าทำงานให้ทันเก้าโมง


ระหว่างที่นอนพักผ่อน (แบบจำใจ) อยู่ที่โรงพยาบาล ผมมีโอกาสได้อ่านหนังสือเล่มเล็กเรื่องหนึ่งที่ชื่อ “นาฬิกาชีวิต” หนังสือเล่มนี้แต่งโดยท่านอาจารย์สุทธิวัสส์ คำภา ครับ

หนังสือเล่มนี้เล่าถึงศาสตร์ของการแพทย์ตะวันออกที่เชื่อว่ากลางวันและกลางคืนนั้นมีความสัมพันธ์กับสุขภาพของมนุษย์อย่างแยกกันไม่ออก ด้วยเหตุนี้เองช่วงเวลายี่สิบสี่ชั่วโมงในหนึ่งวันนั้น ภายในร่างกายของมนุษย์เราจึงมีการไหลเวียนของพลังงานชีวิตผ่านอวัยวะต่างๆภายในร่างกายซึ่งอาจารย์สุทธิวัสส์ ท่านแบ่งออกเป็นอวัยวะตันและอวัยวะกลวงครับ

“อวัยวะตัน” ได้แก่ หัวใจ เยื่อหุ้มหัวใจ ปอด ม้าม ตับ ไต ขณะที่ “อวัยวะกลวง” ได้แก่ กระเพาะอาหาร ถุงน้ำดี ลำไส้ใหญ่ ลำไส้เล็ก กระเพาะปัสสาวะ และระบบความร้อนในร่างกายเรา

ด้วยเหตุนี้การไหลเวียนของพลังชีวิตหรือที่เรียกว่าลมปราณ (ชี่) นั้นจะต้องผ่านอวัยวะต่างๆเหล่านี้ 12 อวัยวะในช่วงเวลา 24 ชั่วโมง หรือหนึ่งวันซึ่งเรียกว่า “นาฬิกาชีวิต” (Biological Clock)นั่นเองครับ

น่าสนใจว่าตลอดระยะเวลาในหนึ่งวัน อวัยวะของเรามันมีช่วงเวลาการทำงานของมันอย่างเป็นระบบ เช่น ช่วงเวลาตีหนึ่งถึงตีสามเป็นช่วงเวลาของตับครับ ด้วยเหตุนี้เราควรนอนพักผ่อนให้หลับสนิทในช่วงเวลานี้ การที่เราสามารถหลับได้อย่างสนิทจะทำให้ตับหลั่งสารมีราโทนิน (Meratononine) เพื่อฆ่าเชื้อโรคที่อยู่ในร่างกายรวมถึงหลั่งสารเอนโดฟิน (Endophin) สร้างความสุขอีกด้วย ดังนั้นจึงไม่ควรกินอาหารในช่วงดึกเพื่อไม่ให้ตับทำงานหนักและเสื่อมเร็ว

นอกจากนี้อาจารย์สุทธิวัสส์ยังแนะนำ “เมนูอาหารสุขภาพ” ซึ่งเมนูส่วนใหญ่ทำไม่ยาก เช่นเอาสัปปะรดมาปั่นกับใบโหระพา หรือ โยเกิร์ตผสมน้ำผึ้ง มะนาวและนมสด กินทุกเช้าจะเป็นเมนูล้างลำไส้ใหญ่ไปในตัวดว้ย อ้อ !เมนูอันหลังนี้อาม่าผมท่านเรียกชื่อให้ใหม่ว่า “โยโกะ” ครับ 5 5!!

ศาสตร์การแพทย์ตะวันออกไม่ว่าจะเป็นการรักษาแบบแพทย์แผนจีนหรือการออกกำลังกายแบบโยคะเป็นเรื่องที่น่าสนใจไม่น้อยนะครับเพราะดูเหมือนว่า “ภูมิปัญญาตะวันออก” จะมีอะไรหลายอย่างที่ทำให้เราสามารถใช้ชีวิตได้สอดคล้องกับธรรมชาติอย่างเรียบง่ายโดยไม่ต้องเบียดเบียนธรรมชาติ

หนังสือเล่มนี้เปิดโลกทัศน์เรื่องการดูแลสุขภาพแบบใกล้ตัวซึ่งจะว่าไปแล้วเราไม่ต้องไปเสียเงินทองบำรุงดูแลอะไรมากมายเลย เพียงแค่เราใช้ชีวิตให้มันสมดุลและตั้งเวลาชีวิตให้ตรงกับนาฬิกาชีวิตไงล่ะครับ

Hesse004

Mar 27, 2009

"The Pursuit of Happyness" แบบทดสอบความสุข




ไม่นานมานี้ดูเหมือนว่าบรรดาสำนักโพลต่างๆเริ่มสนใจที่จะสอบถาม “ความสุข” ของคนไทยมากขึ้นนะครับ

นักเศรษฐศาสตร์พยายามวัดความสุขให้ออกมาในรูปของ “ความพึงพอใจ” หรือ Preference ซึ่งศัพท์แสงที่นักเรียนเศรษฐศาสตร์เรียกกันก็คือ “Utility” หรือ “อรรถประโยชน์” นั่นเองครับ

อย่างไรก็ตามการวัด “ความสุข” เป็นเรื่องที่ยากมากเพราะ “เกณฑ์ชี้วัด” ความสุขของแต่ละคนไม่เหมือนกัน ซึ่งสำหรับนักเศรษฐศาสตร์แล้วมนุษย์เราจะเกิดความสุขได้ก็ต่อเมื่อบริโภค (Consume) ครับ ด้วยเหตุนี้เองนักเศรษฐศาสตร์จึงเรียกมนุษย์ในตัวแบบทางเศรษฐศาสตร์ว่า “ผู้บริโภค” หรือ Consumer

อย่างที่เรียนไปตอนต้นนะครับว่า “ความสุข” ของแต่ละคนมักจะมี “เกณฑ์วัด” ที่แตกต่างกันทั้งนี้เคยมีนักเศรษฐศาสตร์ชาวอังกฤษนามว่า “เบนจามิน แบนทัม” (Benjamin Bantam) พยายามจะวัดความพึงพอใจหรือความสุขจากการบริโภคให้อยู่ในรูปของหน่วยวัดที่เรียกว่า “ยูทิล” (Utile) เช่น เฉลิมพอใจหรือมีความสุขจากการได้รับเช็คช่วยชาติ 10 ยูทิล ตุ๊ดตู่มีความสุขจากการได้ดื่มชาเขียวโอนามิ 1 ยูทิล เป็นต้น

แต่อย่างไรก็ตามดูเหมือนว่าแนวคิดของแบนทัมจะเอาไปประยุกต์ใช้ในชีวิตจริงได้ยาก ด้วยเหตุนี้เองนักเศรษฐศาสตร์จึงพยายามวัดความพึงพอหรือความสุขจากการบริโภคโดยอาศัยการ “เปรียบเทียบ” กันครับ เช่น ราฟาชอบ “เทพ…ลูคัส” มากกว่า “เบนายูน” และชอบ “เบนายูน” มากกว่า “เจอร์ราด” นั่นหมายถึงว่าราฟาต้องชอบ “ลูคัส”มากกว่า “เจอร์ราด”

ท่านผู้อ่านจะเห็นได้ว่านักเศรษฐศาสตร์พยายามเหลือเกินที่จะวัดความสุขของมนุษย์ นั่นแสดงให้เห็นว่า “ความสุข” คือเป้าหมายสำคัญของการใช้ชีวิตนะครับ

หากวันนี้มีใครเดินมาถามท่านผู้อ่านว่า “วันนี้ท่านมีความสุขหรือเปล่า? ท่านจะตอบอย่างไรดีครับ

เมื่อคืนก่อน ผมมีโอกาสได้ดูภาพยนตร์เรื่อง The Pursuit of Happyness (2006) ผลงานการกำกับของ “แกเบรียล มัคเซียโน่” (Gabriele Muccino) โดยงานชิ้นนี้ได้ดาราชื่อดังอย่าง “วิลล์ สมิธ” (Will Smith) มารับบทนำ

The Pursuit of Happyness เป็นหนังกึ่งอัตชีวประวัติของมหาเศรษฐีผิวสีชาวอเมริกันนามว่า “คริส การ์ดเนอร์” (Chris Gardner) ครับ ท่านผู้อ่านสามารถรับรู้เรื่องราวอันน่าประทับใจของ “การ์ดเนอร์” ได้จากภาพยนตร์เรื่องนี้

มีเกร็ดเกี่ยวกับชื่อหนังเรื่องนี้นิดนึงนะครับ จริงๆแล้วคำว่า Happyness เนี่ย ผู้สร้างไม่ได้จงใจจะสะกดผิดแต่อย่างใด หากแต่วลีที่ว่า The Pursuit of Happyness นั้นเป็นวลีที่ปรากฏอยู่ในคำประกาศอิสรภาพของอเมริกา (United States of Declaration of Independence) ซึ่งร่างขึ้นเมื่อปี ค.ศ.1776 โดยอดีตประธานาธิบดีโทมัส เจฟเฟอร์สัน (Thomas Jefferson) ครับ

อย่างไรก็ตามเจฟเฟอร์สันก็ยกเอาคำพูดนี้มาจากนายลีมูเอล เฮยส์ (Lemuel Haynes) ซึ่งเป็นชาวอาณานิคมใน New England ช่วงที่สหรัฐอเมริกากำลังเรียกร้องอิสรภาพจากอังกฤษ “เฮยส์” แกเขียนเป็นภาษาอังกฤษไว้อย่างนี้ครับว่า

“We hold these truths to be self-Evident, that all men are created Equal, that they are Endowed By their Creator with Ceartain [sic] unalienable rights, that among these are Life, Liberty, and the pursuit of Happyness.”
(ที่มาจากวิกิพีเดียครับ)

The Pursuit of Happyness เล่าเรื่องการต่อสู้ “ชีวิต” ของผู้ชายผิวสีคนหนึ่งที่มีชะตาชีวิตพลิกผันอยู่ตลอดเวลาซึ่งจนแล้วจนรอดเขาก็สามารถ “สร้างชีวิต” ของเขาขึ้นมาได้จากสภาพที่เคย “ติดลบ” กับชีวิต

“คริส การ์ดเนอร์” (นำแสดงโดยวิลล์ สมิธ) เคยตกอยู่ในสภาวะของการเป็นคนไร้บ้าน (Homeless)ต้องเร่ร่อนหอบหิ้วลูกน้อยวัยห้าขวบตะลอนไปเรื่อย ด้วยเหตุนี้เองเมื่อเรื่องราวของ “การ์ดเนอร์” ได้ถูกถ่ายทอดออกไปสู่สาธารณชนทั่วไป ก็ยิ่งเสริมภาพของ “ความเป็นดินแดนแห่งโอกาส” ให้กับสหรัฐอเมริกาที่ต้องการบอกให้คนทั้งโลกรู้ว่าแม้แต่ “คนจรจัด”ก็สามารถร่ำรวยเป็นมหาเศรษฐีได้หากคุณพยายามและอดทน

ระหว่างที่ผมดูหนังเรื่องนี้ ผมถามตัวเองว่าถ้ากูต้องตกอยู่ในสภาพอย่าง “คริส” เนี่ยกูจะทำยังไงวะ “ถังแตก /เมียทิ้ง/ เร่ร่อน” แถมมีลูกพ่วงมาอีกหนึ่งชีวิต

อย่างไรก็ดีสิ่งหนึ่งที่มองเห็นจากการต่อสู้ของ “คริส” คือ “ความอดทน” ครับ ผมเชื่อว่า “ความอดทน” คือ ภูมิคุ้มกันชั้นดีของการใช้ชีวิต เพราะหากเราสามารถทนในสิ่งที่เราคิดว่า “แม่งหนักที่สุด” แล้ว ทุกๆอย่างที่ผ่านเข้ามาในชีวิตจากนี้ไปก็ดูจะเป็นเรื่องที่ไม่เหลือบ่ากว่าแรงนัก

หนังเรื่องนี้มีกลิ่นอายของวัฒนธรรมในยุคแปดศูนย์ (Eighty) ซึ่งบรรยากาศหรือองค์ประกอบตามท้องเรื่องทำได้ดีเลยทีเดียว

หากท่านผู้อ่านที่โตทันในยุคแปดศูนย์ เราคงจะได้เห็นของเล่นชนิดหนึ่งที่ชื่อว่า Rubik Cube หรือ “ลูกเต๋าหกสี” ซึ่งมีกติกาง่ายๆ คือ ทำยังไงก็ได้ให้แต่ละหน้าของ Rubik มีสีเดียวกันทุกหน้า และหากจะว่าไปแล้วไอ้เจ้ากติกาง่ายๆนี่แหละครับที่มัน “ยาก” สำหรับคนธรรมดาๆอย่างเรา

เจ้าลูกเต๋าหกสีหรือบางทีเขาก็เรียกว่า “ลูกบาศก์” บ้าง“ลูกบิด” บ้าง เป็นประดิษฐกรรมเครื่องเล่นที่เกิดมาจากมันสมองของศาสตราจารย์ด้านสถาปัตยกรรมชาวฮังกาเรียนนามว่า "เออโน่ รูบิค" (Erno Rubik) ครับ ของเล่นที่ท่านโปรเฟสเซอร์รูบิคคิดค้นขึ้นมานี้ได้กลายเป็นของเล่นยอดนิยมในเวลาต่อมาและเป็นสัญลักษณ์อย่างหนึ่งของยุคแปดศูนย์ก็ว่าได้

อย่างไรก็ดี Rubik Cube ในหนังเรื่อง The Pursuit of Happyness เปรียบเสมือน “สัญลักษณ์”ของความพยายามที่จะจัดการกับปัญหาซึ่งบางครั้งการแก้ปัญหาชีวิตก็เหมือนกับการบิดเจ้าลูก Rubik Cube นี่แหละครับ ที่ต้องอาศัยเวลาในการบิดปรับแต่งแต่ละหน้าแต่ละสีให้กลายเป็นหน้าเดียวกันสีเดียวกัน

โดยส่วนตัวแล้วผมประทับใจหนังเรื่องนี้มากครับ ทั้งนี้ในช่วงยามที่เราไม่สบายใจ ทุกข์ใจ หรือยังมองไม่เจอหนทางในการแก้ปัญหา ผมเองก็เริ่มเชื่อแล้วว่า “ทุกปัญหามันมีทางออก” ขอเพียงเราค่อยๆทำความเข้าใจกับมันและค่อยๆแก้ปัญหานั้นไปอย่างมีสติและที่สำคัญที่สุด คือ ขอให้เรา “อดทน” ครับ เพราะบางทีอุปสรรคมันก็เหมือนเป็น “แบบทดสอบความสุข”ของชีวิตคนเราใช่มั๊ยล่ะครับ

Hesse004