Jun 26, 2010

Facebook โลกส่วนตัวที่คนอื่นมองเห็น




ผมเชื่อว่าท่านผู้อ่านที่ท่องเน็ตอยู่เป็นประจำ อย่างน้อยที่สุดต้องมี “อีเมล์” เป็นของตัวเองกันบ้างล่ะครับ โดยส่วนตัวผมชอบเรียกอีเมล์ว่า “จดหมายไฟฟ้า” พอ ๆ กับอาม่าของผมที่ท่านเรียกมันว่า “อีแมว” ครับ

นอกจากอีเมล์แล้ว หลายท่านนิยมที่จะเขียนบล็อก บางท่านมีบล็อกเป็นของตัวเองที่หมั่น “อัพบล็อก” ให้เพื่อนฝูงอ่านอยู่เป็นประจำ (แม้เพื่อนหมดความรำคาญไปแล้วเพราะส่งมาถี่เหลือเกิน)

สำหรับผมแล้วนิยมการเขียนบล็อกมากที่สุดครับ เพราะนอกจากจะเป็นพื้นที่ได้ “ฝึกมือ”แล้ว การเขียนบล็อกและการอ่านบล็อกของคนอื่นยังเป็นการประดับความรู้แบบ “ลำลอง” ที่ไม่ต้องปีนกระไดทางวิชาการมากจนเกินไป

อย่างไรก็ตามตอนนี้ผมกำลังหลงเข้าไปสู่สังคมเครือข่ายออนไลน์ (Social Networking) ชื่อดังนามว่า “Facebook” ครับ

การหลุดเข้าไปในสังคม Facebook หรือ fb คงมิใช่ความบังเอิญเป็นแน่แท้ เพราะเมื่อเกือบสองปีมาแล้ว ผมรู้จัก fb จากเพื่อนชาวอินโดนีเซียเมื่อครั้งที่ไปอบรมคอร์ส Economics of Corruption ที่เยอรมัน

เพื่อนอินโดถามผมว่า Do you have Facebook account?

ผมเองทำหน้างง ๆ กับไอ้คำหลัง ก่อนถามกลับออกไปด้วยภาษาอังกฤษสำเนียงแต้จิ๋วว่า

What is a Facebook?

เท่านั้นแหละครับ เพื่อนอินโดก็เริ่มสาธยายถึงสังคมเครือข่ายออนไลน์ที่มี Facebook เป็นหัวหอกในการเชื่อมโยงผู้คนให้เข้ามา “จอย” กันบนโลกอินเตอร์เน็ต

ก่อนหน้านี้ผมคุ้นเคยกับเว็บลักษณะ Social Networking อย่าง “ไฮไฟว์” (Hi5) หรือ “ฮิห้า” ที่คุณโน้ต อุดม แกเรียก

ในสังคมไฮไฟว์ ผมก็แอบมีบัญชีกับเขาด้วยเหมือนกัน แต่รู้สึกไม่นิยมเล่นเพราะดูแล้วจะพ้นวัยอย่างเรา ๆ ไปแล้ว

ภาพ fb กับภาพ Hi5 ในสายตาของผมดูจะไม่ต่างกันเท่าไหร่หรอกนะครับ เพราะดูเหมือนจะเป็นแหล่งรวมของเด็กวัยรุ่นเจเนอเรชั่น Y (คนที่เกิดช่วงปี 1981-1994)หรือ Z (คนที่เกิดช่วงปี 1995-2007)

อย่างไรก็ตามหลังจากพลัดหลงเข้ามาเล่นในสังคม Facebook แล้ว น่าแปลกที่ว่าคนเล่น fb ส่วนหนึ่งที่ผม Add เป็นเพื่อนนั้นส่วนใหญ่จะเป็นคนเจเนอเรชั่น X (คนที่เกิดช่วงปี 1965-1980) เช่นเดียวกับผมครับ

Facebook นั้นถือกำเนิดจากเด็กมหาวิทยาลัย Harvard สุดเนิร์ด 4 คน คือ Mark Zuckerberg, Dustin Moskovitz, Eduardo Saverin และ Chris Hughes ครับ โดยทั้งสี่ได้สร้าง Facebook ขึ้นมาเพื่อใช้ในการสื่อสารเฉพาะนักศึกษาของฮาวาร์ดเท่านั้น ก่อนจะขยายตัวไปสู่นักศึกษาในอเมริกาทั่วประเทศ จนกระทั่งเมื่อปี 2006 Facebook จึงปรากฏกายสู่สายตาของนักท่องเน็ตทั่วโลก

ว่ากันว่าทุกวันนี้ Facebook กำลังเดินตามรอยความสำเร็จของ Google โดยมี Sergey Brin และ Lawrence E.Page หรือ แลรี่ เพจ เป็นโมเดลของไทคูนยุคใหม่ และล่าสุดตัว Mark Zuckerberg เองก็ติดอันดับมหาเศรษฐีที่มีอายุน้อยที่สุดในโลกไปแล้วจากการจัดอันดับของนิตยสาร Forbes ครับ

ในปีแรกที่ Facebook เปิดตัวนั้น ยักษ์ใหญ่อย่าง Yahoo พยายามจะขอซื้อ Facebook ในราคาพันล้านเหรียญดอลลาร์แต่ตัว Zuckerberg เองแกไม่ยอมขายครับ ซึ่งก็คิดถูกแล้วเพราะทุกวันนี้มูลค่าของ Facebook พุ่งไปกว่าหมื่นล้านเหรียญแล้ว

ในเว็บไซด์ Wikipedia ได้พูดถึงที่มาของ Facebook ไว้ว่ามาจากหนังสือที่ใช้แจกสำหรับนักศึกษาฮาวาร์ดที่เรียนมหา’ลัยปีแรกครับ โดยใน Facebook นี้จะมีทั้งชื่อและรูปของเพื่อนที่เข้าเรียนด้วยเพื่อให้เด็กปีหนึ่งสามารถจดจำรูปหน้าค่าตากันได้

ปัจจุบันเจ้า Facebook เนี่ยแหละครับที่เข้ามาครองบทบาทหลักในสังคมเครือข่ายออนไลน์ เพราะลำพัง Email ธรรมดาเป็นเพียงเครื่องมือสื่อสารจำเพาะตัวผู้ใช้ที่ไม่สามารถแสดงออกซึ่งโลกส่วนตัวให้คนอื่นรับรู้ได้ เว้นแต่เราจะ Fwd จดหมายไฟฟ้าฉบับนั้นไปให้ใครต่อใครได้อ่าน

ความพิเศษของ Facebook คือ การเปิดโลกส่วนตัวให้คนอื่นมิตรสหายที่เรา Add เค้าเป็นเพื่อนได้มองเห็นความรู้สึก (What is in your mind?) ว่าตอนนี้เพื่อนคุณหรือคุณกำลังคิดอะไรอยู่และอยากจะแบ่งปัน (Share) ให้คนอื่นได้รับรู้ด้วย

นอกจากนี้เจ้า Facebook ยังสามารถหาเพื่อนและนำพาเพื่อนเก่าสมัยประถม มัธยม มหา’ลัย ที่จากกันไปนานแสนนาน ได้กลับมาเจอกันอีกครั้ง ด้วยเหตุนี้จึงไม่น่าแปลกใจที่ทำไมคนรุ่น Generation X อย่างผม จึงเริ่มติดเจ้า Facebook งอมแงม

Facebook เองยังเปิดพื้นที่ให้เราอัพโหลดคลิปที่เราชอบ บทความ ข้อเขียนต่าง ๆ หรือแม้แต่รูปภาพของเราให้คนอื่นได้เห็นกันด้วย ซึ่งจะว่าไปไอ้พื้นที่ส่วนตัวของเราและของเพื่อนเนี่ยแหละครับที่ทำให้ Facebook สามารถสร้างสังคมเครือข่ายออนไลน์ขึ้นมาได้

น่าสนใจเหมือนกันนะครับว่าหลังเหตุการณ์ความวุ่นวายทางการเมืองไทยในช่วงปีสองปีที่ผ่านมา Facebook ได้กลายเป็นเวทีแสดงออกประมาณว่า “มั่นใจว่าคนไทยเกินล้าน….” ก็ว่ากันไป ซึ่งนี่คือสีสันของ Facebook ที่สามารถนำพาคนที่ไม่รู้จักกันให้เข้ามาสู่ความสนใจเดียวกันได้

โดยส่วนตัวแล้ว ผมชอบ Facebook ในส่วนที่ทำให้ติดต่อเพื่อนเก่าที่ร้างกันไปหลายปี แถมยังได้รำลึกถึงความรู้สึกเก่า ๆ ประมาณ “ถวิลหาอดีต” (Nostalgia) ไม่ว่าจะคลิป MV เพลงสมัยวัยรุ่น คลิปโฆษณาเก่า ๆ หรือแม้แต่ภาพเก่า ๆ ที่เพื่อน ๆ ต่างขุดมา Tag อัลบั้มส่งให้กัน ซึ่งผมว่านี่คือความพิเศษของ Facebook นะครับ

มองในแง่ของภาษาที่ใช้ใน Facebook ก็น่ารักใช่ย่อยครับ กว่าเดือนที่ผมเล่น Facebook ผมพบว่าตัวเองคุ้นเคยกับภาษาใหม่ ๆ ของเด็กยุคนี้ อย่าง ใช่ป่ะ จิงอ่ะ เทอ ช่าย หรือแม้แต่ใช้สัญลักษณ์อย่าง ^^ ^0^ ^_^ เป็นต้น

แต่มีอยู่คำนึงที่ผมว่าน่ารักเอามาก ๆ คือ คำว่า “ชิมิ ชิมิ” ครับ

ท่านผู้อ่านคิดว่าหมายถึงอะไรเหรอครับ

ผมก็เพิ่งรู้เหมือนกันว่าไอ้ “ชิมิ ชิมิ” เนี่ยถ้าออกเสียงแบบแอ๊บแบ๊วนิดนึงแล้วชักสีหน้าให้ตาโตทำปากเล็ก ๆ ก่อนเอียงคอเล็กน้อย แล้วพูด “ชิมิ ชิมิ” เนี่ยมันหมายถึง “ใช่มั๊ย ใช่มั๊ย” ครับ

แหม่ ! ช่างคิดกันจริง ๆ ว่าแล้วขออนุญาตล็อคอินเข้าไปดูโลกส่วนตัวของเพื่อนฝูงเสียหน่อยครับ เผื่อมีอะไรได้เมาท์ ได้เมนท์
ชิมิ ชิมิ...หล่ะตัวเอง ^^

Hesse004

Jun 18, 2010

“เข็มทิศชีวิต” การปฏิบัติธรรมของคนยุคใหม่






กระบวนหนังสือเบสต์เซลเลอร์ที่เราเห็นวางขายตามร้านหนังสือดูเหมือนหนังสือแนวการปฏิบัติธรรมสมัยใหม่จะได้รับความนิยมอยู่ไม่น้อยนะครับ

และหากจะว่าไปแล้วในยุคสมัยของการบริโภคนิยม แม้ว่าเราจะมีสิ่งต่าง ๆ มาบำเรอตอบสนองความสุขของเราอยู่ตลอดเวลา แต่น่าแปลกที่ว่าทำไมเราถึงไม่รู้จักคำว่า “พอ” แถมยังพยายามโหยหาความสุขที่แท้จริงว่ามันอยู่ตรงไหนกันแน่?
ด้วยเหตุนี้แหละครับที่มันทำให้เรารู้สึกว่าชีวิตนี้มันคล้ายกับอะไรสักอย่างหนึ่งที่ “เบาหวิว” และพร้อมจะล่องลอยไปได้เรื่อย ๆ แล้วแต่กระแสลมจะพาไป

ไอ้ความเบาหวิวที่ว่านี้ทำให้ผมนึกถึงสัญลักษณ์ที่ปรากฏในหนังอยู่สองเรื่องครับ เรื่องแรกผมนึกถึง “ขนนก” ในหนังเรื่อง Forrest Gump (1994) ของ โรเบิร์ต เซเมคิส (Robert Zemekis) ส่วนอีกเรื่องผมนึกถึง “ถุงก๊อบแก๊บ” ที่ลอยเคว้งในหนังเรื่อง American Beauty (1999) ของ แซม เมนเดส (Sam Mendes) ซึ่งทั้งสองเรื่องนี้สามารถคว้ารางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยมจากเวทีออสการ์มาครองได้

สัญลักษณ์ทั้งสองอย่างไม่ว่าจะเป็น “ขนนก” หรือ “ถุงก๊อบแก๊บ” นั้น หากพิจารณากันให้ดี ๆ แล้วมันทำให้อดคิดไม่ได้ว่าการมีชีวิตอยู่ทุกวันนี้มันจำเป็นหรือเปล่าที่ต้องมี “เข็มทิศ” นำทางให้กับชีวิต

หนังสือเรื่อง “เข็มทิศชีวิต” ของคุณฐิตินาถ ณ พัทลุง นับเป็นหนังสือที่ดีเล่มหนึ่งนะครับที่ว่าด้วยเรื่องการรู้จักใช้ชีวิตให้สอดคล้องกับหลักธรรมของพุทธองค์

ทุกวันนี้การปฏิบัติธรรมของคนเมืองสมัยใหม่ดูจะให้ความสำคัญกับการรู้เท่าทันและ “ตามสติ” ของตนเองให้ทันเป็นหลัก และหากจะว่าไปแล้วในสังคมเมืองพุทธของเรา เรามี “ทุนทางธรรม” (Dhamma Capital) ที่แข็งแกร่งทั้งจากพระสงฆ์ที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบมาหลายยุคหลายสมัย ไม่ว่าจะเป็น “สายพระป่า” อย่างพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต พระอาจารย์ฝั้น อาจาโร หลวงพ่อชา สุภัทโธ หรือ “สายพระวิชาการ” อย่างท่านอาจารย์พุทธทาส ท่านเจ้าคุณปยุต (ป.อ. ปยุตโต) ท่านเจ้าคุณปัญญานันทภิกขุ

นอกจากนี้เรายังมีพระสงฆ์รุ่นใหม่ที่รับไม้ต่อในการเผยแพร่พระธรรมอย่างเข้มแข็ง อย่าง ท่าน ว.วชิรเมธี หลวงพ่อปราโมช ปาโมชโช หลวงพ่อมิตซูโอะ คเวสโก พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล เป็นต้น

ทั้งหลายทั้งปวงนี้จะเห็นได้ว่าบ้านเราเต็มไปด้วย “ทุนทางธรรม” จนเกือบจะเรียกได้ว่า “สมบูรณ์” อย่างมาก หากเราเพียงแค่หันมาสนใจศึกษาและปฏิบัติอย่างตั้งใจ

ด้วยเหตุนี้เองสิ่งที่คุณฐิตินาถ นำมาถ่ายทอดลงในหนังสือ “เข็มทิศชีวิต” นั้น คือ การพยายามใช้ทุนทางธรรมเหล่านี้มาพัฒนาซอฟต์แวร์ของพวกเราที่เรียกว่า “จิตใจ” ให้มีความเข้มแข็งและพร้อมที่จะอยู่บนโลกนี้ได้ด้วยฐานของความสุขอย่างแท้จริงที่เรียกว่า “ความสงบ” ไงล่ะครับ

อย่างที่หลายท่านทราบกันดีว่าทุกวันนี้เรามักจะพูดกันว่า “ยิ่งวัตถุพัฒนาไปไกล แต่จิตใจกลับเสื่อมถอยลงรวดเร็ว” ทั้งนี้ผมไม่แน่ใจเหมือนกันว่ามันมาจากอานุภาพของ “ความสะดวกสบาย” หรืออานุภาพของ “ความเร็ว” หรือเปล่าที่ทำให้คนเราทุกวันนี้ไม่เรียนรู้ที่จะ “รอคอย” ไม่รู้จักคุณค่าของสิ่งต่าง ๆ ที่ตนเองได้รับเพราะทุกอย่างดูง่ายและสะดวกสบายไปเสียหมด

แม้ว่าจะมองอีกมุมหนึ่งว่า “ความเร็ว” ช่วยในการลดต้นทุนและประหยัดเวลาซึ่งเป็นทรัพยากรที่มีจำกัดของชีวิตมนุษย์นั้น แต่ก็น่าคิดนะครับว่าไอ้คำว่า “เวลา” ที่ว่ามานี้มันคือ สิ่งสมมติขึ้นมาหรือเปล่า นาฬิกาที่เราใส่ดูเวลาทุกวันนี้มันคือ “เรื่องสมมติ” ขึ้นมาอีกหรือเปล่า

แต่บางเรื่องก็ไม่น่าจะคิดไกล หรือ ตั้งคำถามกันไปเสียขนาดนั้นหรอกนะครับ เพราะทั้งหมดที่เราเผชิญอยู่บนโลกใบนี้ล้วนแล้วแต่เป็นการเรียนรู้และเข้าใจชีวิตอย่างไม่มีที่สิ้นสุด แม้กระทั่งวันที่เรา “ตาย”

“ความตาย” ในวันสุดท้าย ชั่วโมงสุดท้าย นาทีสุดท้ายและวินาทีสุดท้าย ก็คืออีกหนึ่งบทเรียนนะครับที่ทำให้เราสามารถเรียนรู้ได้ว่าชีวิตที่เกิดมานี้แท้จริงแล้วอาจจะไม่มีอะไรมากนัก “แค่อยู่ให้ดี มีความสุข ทำความเข้าใจกับตัวเองและสังคมรอบข้าง” เพราะเดี๋ยวเราก็ไม่อยู่แล้ว เหมือนปรัชญาหนังกำลังภายในที่บอกไว้ว่า “ไม่มีใครอยู่ค้ำฟ้า”

เมื่อเริ่มคิดได้เช่นนี้ไอ้ภาวะที่เรียกว่า “ปลงก่อนตาย” มันก็คงเกิดขึ้นนะครับ การปลงและวางอย่างเข้าใจ ดูเหมือนว่าชีวิตก็น่าจะจากไปอย่าง “สงบ” ได้

ที่เขียนมานี้ใช่ว่าผมจะทำได้หรอกนะครับ เพียงแต่จะพยายามหัดทำ เพราะถ้าไม่ฝึกหัดกันเลย เดี๋ยวเวลาจากโลกนี้ไปแบบ “กะทันหัน” เดี๋ยวมันจะคิดไม่ทันล่ะสิครับ

นี่เองมั๊งครับที่พุทธองค์ท่านถึงให้เราหมั่น “เจริญสติ” กันอยู่ตลอดเวลา การเจริญสติ คือ รู้และเท่าทันในความคิด เท่าทันในลมหายใจว่า เออตอนนี้กูกำลังคิดอะไรอยู่นะ แน่นอนที่สุดแหละครับว่าไอ้จิตใจเรานี่แหละที่มันมักจะ “ฟุ้ง” ลอยไปไหนมาไหนอยู่เสมอ

การประคับประคองจิตหรือเลี้ยงอารมณ์ให้มันคงเส้นคงวานั้น คุณประโยชน์อย่างหนึ่งมันจะทำให้เราใช้ชีวิต “ผิดพลาด” น้อยลง

หลังจากที่ผมได้อ่านหนังสือเรื่องเข็มทิศชีวิตของคุณฐิตินาถ ผมขออนุญาตสรุปสั้น ๆ ว่าคุณฐิตินาถพยายามจะบอกพวกเราถึงการใช้ชีวิตอย่างมี “สติ” เพราะ สติ คือ เข็มทิศสำคัญที่นำพาให้ชีวิตเราอยู่ด้วยความปรกติสุข” ครับ

ไอ้ความ “ปรกติสุข” นี้แหละครับที่คือสิ่งที่ชีวิตคนทั่วไปต้องการ ถ้าเรียกแบบนักเรียนเศรษฐศาสตร์อย่างผม ก็คงหนีไม่พ้น “ภาวะดุลยภาพ” ของการใช้ชีวิต

ท้ายที่สุดการปฏิบัติธรรมคงไม่ใช่เพียงแค่แฟชั่นของการนุ่งขาวห่มขาว เดินจงกรม นั่งสมาธิ หรือพูดจาแต่ธรรมะเพียงอย่างเดียวหรอกนะครับ เพราะสิ่งที่ว่ามาทั้งหมดมันคือองค์ประกอบของการปฏิบัติธรรม แต่สาระของการปฏิบัติธรรมนั้นมันน่าจะอยู่ที่ว่าเราสามารถที่จะเข้าใจตัวเองและภาวะของโลกที่เราเผชิญได้อย่างแท้จริงหรือเปล่า ไม่ว่าจะเป็นโลกียสุขหรือโลกุตรสุข

และจะดีไม่น้อยถ้าเรารู้สึก “ปล่อย “และ “วาง” ให้เป็น และจะดียิ่งเข้าไปอีกถ้าเราสามารถ “ปลด” และ “ปลง” ให้ได้ ซึ่งจะว่าไปแล้วมันก็ไม่ใช่เรื่องง่ายนักหรอกครับ แต่มันคงไม่ช้าเกินไปหากเราจะเริ่มต้นลองฝึกดู

Hesse004

Apr 9, 2010

Downfall วาระสุดท้ายของ “อดอล์ฟ ฮิตเลอร์”





นับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 สงบลง ชื่อของ “อดอล์ฟ ฮิตเลอร์” (Adolf Hitler) ได้กลายเป็นสัญลักษณ์ของปีศาจร้ายที่คร่าชีวิตผู้คนนับล้านในช่วง 6 ปีของสงคราม (ค.ศ. 1939-1945) และนับแต่นั้นเป็นต้นมาชาวเยอรมันไม่มีใครตั้งชื่อลูกชายว่า “อดอล์ฟ” อีกเลย

ขณะที่ “ฮิตเลอร์” ได้กลายเป็นความเจ็บปวดที่ไม่มีชาวเยอรมันคนไหนอยากจะจดจำเช่นกัน

หลายท่านที่เคยอ่านประวัติศาสตร์สงครามโลกครั้งที่ 2 คงพอจะทราบว่าทั้งเยอรมนีและญี่ปุ่นเป็นต้นเหตุที่ทำให้เกิดสงครามครั้งนี้

เยอรมนีภายใต้การนำของฮิตเลอร์ ผู้นำพรรคนาซี (Nationalsozialistische Deutsche Arbeiterpartei) หรือ “พรรคแรงงานสังคมนิยมแห่งชาติของเยอรมนี” มีอุดมการณ์สำคัญ คือ เน้นความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของชนชาวเยอรมันและเชื่อว่าชาวเยอรมันนั้นเป็นเผ่าพันธุ์ที่ประเสริฐที่สุดหรือเป็น “อารยันบริสุทธิ์” ขณะเดียวกันนาซีก็แสดงออกด้วยการเกลียดชังยิวและต่อต้านลัทธิคอมมิวนิสต์

พรรคนาซีของฮิตเลอร์เข้าปกครองเยอรมนีตั้งแต่ปี ค.ศ. 1933-1945 และสิ่งที่พลพรรคนาซีได้สร้างไว้ก็คือ การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิวในยุโรปกว่าหกล้านชีวิต!!

เรื่องราวของฮิตเลอร์ถูกถ่ายทอดในหลายแง่มุมนะครับ ทั้งแง่มุมทางอุดมการณ์ทางการเมืองอย่างหนังสือ “การต่อสู้ของข้าพเจ้า” หรือ Mein Kampf ซึ่งฮิตเลอร์เขียนไว้ช่วงติดคุกเมื่อปี ค.ศ. 1923 นอกจากนี้เรื่องราวของฮิตเลอร์ยังถูกถ่ายทอดในรูปแบบที่พิสดาร เช่น ชีวิตส่วนตัวที่ไม่ค่อยจะปกติรวมไปถึงชีวิตบนเตียงของฮิตเลอร์ด้วย

อย่างไรก็ตามชะตากรรมสุดท้ายของจอมเผด็จการคนนี้ถูกถ่ายทอดออกมาเป็นภาพยนตร์อย่างน้อยสามเรื่องนะครับ คือ Hitler: The Last Ten Days (1973) นำแสดงโดยเซอร์อเลค กินเนส (Sir Alec Guinness) ดาราเจ้าบทบาทชาวอังกฤษ , The Bunker (1981) นำแสดงโดยเซอร์แอนโทนี ฮอบกินส์ (Sir Anthony Hopkins) ดาราชาวอังกฤษชั้นครู และ Der Untergang หรือ Downfall (2004) นำแสดงโดย บรูโน กานซ์ (Bruno Ganz) ดาราใหญ่ชาวสวิส

Der Untergang หรือ Downfall (2004) เป็นหนังเยอรมันที่ได้ โอลิเวอร์ เฮอร์ชบีเกิล (Oliver Hirschbiegel) ผู้กำกับชาวเยอรมันมาถ่ายทอดเรื่องราว “วาระสุดท้ายของฮิตเลอร์” ครับ

Downfall (2004) ทำให้เราเห็นชะตากรรมของฮิตเลอร์และพลพรรคนาซีคนสนิทที่หลบอยู่ใน “เบอร์ลิน บังเกอร์” (Berlin Bunker) ซึ่งฮิตเลอร์พร้อมที่จะตายอยู่ที่เบอร์ลินโดยไม่หนีไปไหน

นอกจากเราจะได้เห็นช่วงชีวิตสุดท้ายของจอมเผด็จการคนนี้แล้ว เรายังได้เห็นชีวิตผู้คนรอบข้างฮิตเลอร์ตั้งแต่คนสนิทไปยังประชาชนตาดำ ๆ ในเมืองเบอร์ลินที่กำลังเผชิญชะตากรรมจากการที่ถูก”กองทัพแดง” ของโซเวียตประชิดเข้ามา

โอลิเวอร์ เฮอร์ชบีเกิล พยายามเก็บรายละเอียดช่วงสุดท้ายของฮิตเลอร์และคนใกล้ชิดโดยได้ข้อมูลสำคัญจากอดีตเลขานุการส่วนตัวของฮิตเลอร์ คือ Traudl Junge ซึ่งเธอได้บอกเล่าทุกฉากตอนก่อนที่ฮิตเลอร์จะยิงตัวตายพร้อมภรรยานางอีวา บราวน์ (Eva Anna Paula Braun)

สภาพบรรยากาศภายในบังเกอร์ของจอมเผด็จการผู้กำลังจะแพ้สงครามชวนให้เรา “หดหู่” ไม่น้อยนะครับ และดูเหมือนว่าฮิตเลอร์และพลพรรคนาซีกำลังชดใช้กรรมอย่าง “สาสม” ที่เขาได้ก่อไว้กับผู้คนนับล้าน

ภายในเบอร์ลินบังเกอร์ แต่ละวันฮิตเลอร์ต้องเจอแต่ข่าวร้าย ๆ ตั้งแต่โดนกองทัพแดงทิ้งระเบิดเกือบทุกวัน กำลังทหารที่มีอยู่ไม่สามารถมาช่วยเขาได้ ลูกน้องคนสนิทใกล้ชิดอย่าง แฮร์มาน เกอริ่ง และ ไฮริช ฮิมเลอร์ ทรยศหักหลัง รวมไปถึงการต้องยอมรับสภาพความพ่ายแพ้สงครามครั้งนี้ และท้ายที่สุดฮิตเลอร์ตัดสินใจที่จะ “ฆ่าตัวตาย” พร้อมภรรยาที่เพิ่งจะทำพิธีแต่งงานกันไม่กี่ชั่วโมงก่อนตาย

น่าสนใจนะครับว่า วัฒนธรรมการ “ปลิดชีพ” ตัวเองนั้นถูกปลูกฝังกันมารุ่นแล้วรุ่นเล่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงสงคราม หากในทางการทหารพ่ายแพ้แล้ว การกระทำ “อัตวิบากกรรม” หรือ “ฮาราคีรี” ฆ่าตัวตาย คือ เกียรติอันสูงสุดที่นักรบเหล่านี้เชื่อว่าศักดิ์ศรีของพวกเขายังคงอยู่

บางคนอาจจะคิดว่า “ราคาของชีวิต” นั้น ต่ำกว่า “ราคาของศักดิ์ศรี” ด้วยเหตุนี้พวกเขาจึงยินยอมที่จะสละชีวิตด้วยน้ำมือของตัวเองเพื่อแลกกับ “อิสรภาพทางวิญญาณ” ที่จะไม่ยอมให้ใครพรากไปในฐานะ “เชลย”

มองแง่ร้ายหน่อยวิธีคิดแบบนี้เหมือนคนไม่ยอมรับความจริงและปฏิเสธที่จะพ่ายแพ้

วิธีคิดแบบนี้เราจะพบเห็นในหมู่คนจำพวก “ฆ่าได้แต่หยามไม่ได้” ครับ ซึ่งดูเหมือน ฮิตเลอร์ ก็เป็นหนึ่งในคนจำพวกนี้ด้วย แม้ว่าช่วงที่เขาจะฆ่าตัวตายเขายังลังเลอีกว่าการตายนั้นจะทรมานด้วยหรือเปล่าหากยิงปืนกรอกปากพร้อมกินยาพิษเข้าไปด้วย

ขณะเดียวกันพิธีกรรมการ “ฮาราคีรี” ของเหล่านักรบซามูไร ดูจะเข้าใจถึงปรัชญาของความตายได้มากกว่าการปลิดชีพตัวเองธรรมดานะครับ เพราะการกระทำฮาราครีนั้นต้องกระทำโดยสงบด้วยการ “คว้านท้อง” ตัวเองโดยที่ไม่แสดงความเจ็บปวดออกมาทางสีหน้าและแววตา ซึ่งเหล่าซามูไรเชื่อว่าหากกระทำฮาราคีรีสำเร็จนั่นหมายถึงเกียรติอันสูงสุดของชีวิตนักรบแล้ว

ในทางกลับกันครับ คนที่มีวิธีคิดแบบว่า “ราคาของชีวิต” นั้นยังสูงกว่า “ราคาของศักดิ์ศรี” แล้ว คนประเภทนี้จะพยายามตะเกียกตะกาย รักษาชีวิตของตัวเองเอาไว้อย่างน้อยที่สุดยังมีลมหายใจที่ได้เห็นอนาคตของตัวเองในวันหน้า แม้บางทีอาจจะต้องเจ็บปวดกับการสูญเสียอิสรภาพทางจิตวิญญาณก็ตาม

แน่นอนที่สุดว่าความตายนั้นเป็นสิ่งที่ไม่มีใครหนีพ้นหรอกครับ ดังนั้นชีวิตที่เกิดมาจึงควรเป็นชีวิตที่มีคุณค่า หากจะตายอย่างไรหรือจะแลกความตายนั้นกับสิ่งใดแล้ว ก็ขออย่าให้มันต้องตายอย่าง “ไร้ค่า” เลยนะครับ

ประวัติศาสตร์มักจะ “จารึก” บุคคลไว้สองประเภทนะครับ คนหนึ่ง คือ “วีรบุรุษ” อีกคนหนึ่ง คือ “ทรราชย์” แต่ทั้งนี้มันก็ขึ้นอยู่กับว่าใครจะเป็นคนจารึกประวัติศาสตร์นั้น ซึ่งก็คงหนีไม่พ้นผู้ชนะที่เป็นผู้เขียนประวัติศาสตร์ใช่มั๊ยล่ะครับ

Hesse004

Mar 19, 2010

คารวะ “จ่าเพียรขาเหล็ก นักรบแห่งเทือกเขาบูโด” อย่าให้คอร์รัปชั่นต้องทำร้ายคนดีอีกเลย




เรื่องราวการเสียสละของท่านพันตำรวจเอกสมเพียร เอกสมญา ผู้กำกับ สภอ. บันนังสตา จังหวัดยะลา จะกลายเป็น “แบบอย่างที่ดี” ให้คนไทยได้เรียนรู้ว่า แท้จริงแล้วสังคมนี้ยังไม่ขาดแคลน คนดี เพียงแต่ “ความดี” มักจะปรากฏให้เห็นกันตอนที่คนดีได้จากไปแล้ว

คงไม่ต้องกล่าวอะไรมากมายเกี่ยวกับเรื่องราวของนายตำรวจท่านนี้ เนื่องจากสื่อหลายแขนงได้นำเสนอชีวิตของท่านไปโดยละเอียดแล้ว อย่างไรก็ตามสิ่งที่เหลือไว้จากกรณีศึกษาของผู้กำกับคนกล้าท่านนี้ คือ สังคมไทยได้เรียนรู้อะไรบ้างจากปัญหาคอร์รัปชั่นในการซื้อขายตำแหน่งภายในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

มีงานวิจัยอยู่ชิ้นหนึ่งของท่านอาจารย์ศุภชัย ยาวะประภาษ ที่ศึกษาเกี่ยวกับความคิดเห็นของข้าราชการที่มีต่อการซื้อขายตำแหน่ง ซึ่งท่านอาจารย์ศุภชัยได้สรุปลักษณะของการซื้อขายตำแหน่งไว้ว่ามีอยู่หกแบบ คือ ใช้เงินซื้อตำแหน่งโดยตรงกับผู้บังคับบัญชา, ให้สิ่งของที่มีมูลค่าสูงเป็นครั้งคราว, ให้สิ่งของตอบแทนทั้งที่เป็นตัวเงินและไม่ใช่ตัวเงินเป็นระยะเวลาต่อเนื่อง, ใช้การทำธุรกิจร่วมกัน เช่น การให้หุ้นลม, ใช้ความสนิทสนมส่วนตัว, และให้บริการรับใช้ส่วนตัวแทบทุกเรื่องอย่างใกล้ชิดเป็นประจำ (ประจบ หรือ เลีย)

จะเห็นได้ว่าการซื้อขายตำแหน่งนั้นเป็นการคอร์รัปชั่นประเภทหนึ่งนะครับ ซึ่งนอกจากจะทำลายขวัญกำลังใจของคนทำงานแล้ว ในทางเศรษฐศาสตร์ยังมองว่าการซื้อขายตำแหน่งเป็นการใช้ทรัพยากรที่ขาดประสิทธิภาพ เพราะอาจเกิดปัญหาที่เรียกว่า Adverse Selection คือ ได้คนที่ผิดฝาผิดตัวมาทำงาน

โดยทั่วไปแล้วการคอร์รัปชั่นนั้นมีความเกี่ยวพันกันในทุกภาคส่วนของสังคม อย่างไรก็ดี นักวิชาการด้านคอร์รัปชั่นศึกษา (Corruption study) ได้สรุปไว้อย่างน่าสนใจว่า มีบุคคลอยู่ 3 กลุ่ม ที่ขับเคลื่อนให้กลไกการคอร์รัปชั่นนั้นทำงานได้

กลุ่มบุคคลที่ว่ามานี้ประกอบไปด้วยนักการเมือง ข้าราชการ และ นักธุรกิจ ครับ โดยทั้งสามกลุ่มนี้พยายามจัดวาง “สมดุลแห่งผลประโยชน์” (Balance of Benefit) ให้กลุ่มตนเองได้รับความพึงพอใจสูงสุด ด้วยเหตุนี้กลไกการคอร์รัปชั่นจึงหมุนไปภายใต้ความสัมพันธ์ของคนสามกลุ่มนี้ ซึ่งนักวิชาการเรียกความสัมพันธ์นี้ว่า “สามเหลี่ยมเหล็กของการคอร์รัปชั่น” หรือ Iron Triangle ครับ

Iron Triangle เป็นแนวคิดของนักรัฐศาสตร์อเมริกันที่ชื่อ Grant McConnell ซึ่งอธิบายความสัมพันธ์ของนักการเมือง ข้าราชการ และนักธุรกิจ ในสหรัฐอเมริกา โดยยกตัวอย่างเรื่องการจัดซื้ออาวุธของรัฐบาลอเมริกันซึ่งเกี่ยวพันกับคนสามกลุ่ม นอกจากนี้ McConnell พบว่า ยิ่งคนทั้งสามกลุ่มนี้มีความสัมพันธ์กัน “แนบแน่น” มากขึ้นเท่าไร โอกาสที่จะเกิดการคอร์รัปชั่นยิ่งมีมากขึ้นเท่านั้น

หากมองในแง่ของภาคธุรกิจแล้ว การพยายามสร้างอำนาจผูกขาดทางธุรกิจและหาประโยชน์เพื่อความร่ำรวยนั้นเป็นเป้าหมายสูงสุดของนักธุรกิจทุกคน ด้วยเหตุนี้นักธุรกิจจึงจำเป็นต้องอาศัย “สายสัมพันธ์” (Connection) กับคนของภาครัฐทั้งนักการเมืองและข้าราชการประจำ โดยนักธุรกิจมุ่งหวังให้ธุรกิจของตนได้รับความสะดวกหรือได้รับสิทธิพิเศษต่าง ๆ จากรัฐ ตลอดจนมีโอกาสได้เป็นคู่สัญญาของรัฐในอนาคต ดังนั้น จึงไม่น่าแปลกใจหากในแต่ละปีภาคธุรกิจยินดีที่จะสนับสนุนทางการเงินให้กับพรรคการเมืองทั้งบนโต๊ะและใต้โต๊ะ

อย่างไรก็ตามคนที่มีอำนาจชี้เป็นชี้ตาย เอื้อประโยชน์หรือขัดประโยชน์ให้กับนักธุรกิจได้ คือ นักการเมือง หรือ “ฝ่ายการเมือง” ซึ่งจุดมุ่งหมายของพรรคการเมืองทุกพรรค คือ ชนะการเลือกตั้งและได้เป็นรัฐบาล ดังนั้น ฝ่ายการเมืองจึงพยายามหาทุนเข้าพรรคทุกวิถีทาง เพื่อประโยชน์ในการสร้างฐานอำนาจตลอดจนทำ “กิจกรรมทางการเมือง” ทั้งที่ถูกกฎหมายและผิดกฎหมายอย่าง “ซื้อเสียง” ในการทุจริตเลือกตั้ง เป็นต้น

ขณะที่ฝ่ายการเมืองทำหน้าที่กำหนดกรอบนโยบาย นักการเมืองจำเป็นต้องอาศัย “ข้าราชการ” เป็นมือไม้ผลักดันนโยบายต่าง ๆ ที่ตนเองและภาคธุรกิจคิดขึ้นมาให้เกิดเป็น “โครงการ” ได้จริง ๆ ดังนั้น ข้าราชการหรือเจ้าหน้าที่รัฐจึงเป็นอีกองค์ประกอบหนึ่งที่ทำให้วงจรการคอร์รัปชั่นนี้หมุนไปได้สมบูรณ์

ข้าราชการมุ่งหวังที่จะแสวงหาประโยชน์ให้กับตนเองและพวกพ้องโดยพยายามสร้างสายสัมพันธ์ทั้งจากฝ่ายการเมืองและภาคธุรกิจ โดยข้าราชการอาศัยฝ่ายการเมืองเพื่อใช้เป็นฐานสนับสนุนในการเลื่อนตำแหน่ง ขณะที่ต้องการเงินทุนจากภาคธุรกิจเพื่อใช้เป็นปัจจัยในการซื้อตำแหน่ง

หากมองในมุมของนักเศรษฐศาสตร์แล้ว การซื้อขายตำแหน่ง คือ การแสวงหาค่าเช่าทางเศรษฐกิจ (Economic Rent Seeking) รูปแบบหนึ่งของข้าราชการ โดยข้าราชการจะพยายามแสวงหาประโยชน์จาก “ค่าเช่าประจำตำแหน่ง” ที่ตัวเองสู้อุตส่าห์เสียเงินซื้อตำแหน่งนี้มา และเมื่อเข้ามาอยู่ในตำแหน่งนี้แล้วจึงต้องพยายาม “ถอนทุนคืน” บวก “กำไร” ให้ได้เร็วที่สุด

อย่างไรก็ดี ความแน่นแฟ้นของคนทั้งสามกลุ่มนี้จะมีมากยิ่งขึ้น หากสังคมนั้นเต็มไปด้วย “ระบบอุปถัมภ์” (Patronage) ที่แข็งแรงครับ แม้ว่าระบบอุปถัมภ์จะเป็นระบบที่มีคุณในแง่ “ต่างตอบแทนกัน” (Reciprocal) ระหว่างผู้ให้อุปถัมภ์ (Patron) และผู้รับการอุปถัมภ์ (Client) แต่อย่างไรก็ตามหากการอุปถัมภ์ถูกนำมาใช้เป็นฐานในการบริหารราชการแผ่นดินแล้ว โอกาสที่ระบบนี้จะเอื้อให้เกิดการคอร์รัปชั่นย่อมเกิดขึ้นได้ง่าย อีกทั้งยังทำลาย “ระบบคุณธรรม” (Merit System) ซึ่งควรจะเป็นเงื่อนไขสำคัญที่สุดในการส่งเสริมคนดีได้ขึ้นไปใช้อำนาจรัฐ

ทุกวันนี้เราพูดเรื่อง “ธรรมาภิบาล” (Good Governance) กันเสียจนเกร่อแล้วนะครับ เรามีงานวิจัยมากมายเกี่ยวกับปัญหาการคอร์รัปชั่น รวมไปถึงเราพยายามเสนอแนะแนวทางการแก้ปัญหาหลายประการเพื่อลดการคอร์รัปชั่น

แต่สิ่งที่น่าคิด คือ แล้วเราได้ทำอย่างที่พูดหรืออย่างที่ได้ศึกษากันบ้างหรือเปล่าครับ ?

ผมเชื่อว่าสังคมไทยยังมีข้าราชการอย่างผู้กำกับสมเพียรอีกเยอะนะครับ เพียงแต่ว่าคนเหล่านี้มักจะก้มหน้าก้มตาทำงานไปโดยไม่ปริปากบ่นแต่อย่างใด คนเหล่านี้ไม่ต้องการแสดงตัวกับสื่อว่าพวกเขานั้นเป็น “คนดี” มากน้อยแค่ไหน เพราะพวกเขาเชื่อว่าการทำความดีนั้นไม่จำเป็นต้อง “โอ่” หรือ “อวด” ให้ใครรู้แต่อย่างใด

ปัญหาคอร์รัปชั่นในการซื้อขายตำแหน่งภายในสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้ทำร้ายคนดี ๆ คนที่อุทิศตนเพื่อแผ่นดินเกิดอย่างแท้จริง แม้ว่าทุกวันนี้บ้านเราจะมีตำรวจประเภท “อัปรีย์ชน” กันอยู่เต็มบ้านเต็มเมือง แต่อย่างน้อยที่สุดเรายังได้เห็นตำรวจ “น้ำดี” อย่างท่านผู้กำกับสมเพียร ที่เป็นแรงบันดาลใจให้ “สุจริตชน” ทั้งหลายอยากเดินตามรอยและเอาเป็นเยี่ยงอย่างในการทำงานรับใช้แผ่นดิน

เรื่องราวของท่านผู้กำกับสมเพียร นักรบแห่งเทือกเขาบูโด ทำให้ผมนึกถึงคำโบราณที่เคยสอนไว้ว่า “ดีชั่วอยู่ที่ตัวทำ สูงต่ำอยู่ที่ทำตัว” บางทีความตายของคนระดับนายพันดูจะยิ่งใหญ่กว่าความตายของคนระดับแม่ทัพนายกองบางคนอีกนะครับ

ท้ายสุดนี้ ผมยังอดนึกถึงภาษิตสมัยใหม่ที่เขียนไว้น่ารัก ๆ ว่า “ความดีเหมือนกางเกงใน ควรใส่ติดตัวไว้ แต่ไม่ต้องนำมาอวดในที่สาธารณะ”

แต่..แหม่! ทุกวันนี้ดูเหมือนจะมีพวกชอบใส่กางเกงในออกมาโชว์กันเสียเหลือเกินนะครับ

Hesse004

Feb 27, 2010

สถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (สทศ.) ในฐานะ “คุณพ่อรู้ดี”






ว่ากันว่าการสอบเข้ามหาวิทยาลัยของเด็กนักเรียนชั้น ม. 6 ปีนี้เป็นการสอบที่วุ่นวายที่สุดเท่าที่เคยมีมานะครับ เหตุที่วุ่นวายก็เนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงวิธีการและข้อสอบคัดเลือกนักเรียนเข้าสู่สถาบันอุดมศึกษาของรัฐ

แรกเริ่มเดิมทีระบบการคัดเลือกนักเรียนเข้าเรียนในระดับอุดมศึกษานั้นใช้ระบบการสอบเข้ามหาวิทยาลัยหรือที่รู้จักกันดีในชื่อ “การสอบเอนทรานซ์” (Entrance) ซึ่งในอดีตอยู่ภายใต้การดูแลของทบวงมหาวิทยาลัย (ปัจจุบันคือ สำนักงานคณะกรรมการอุดมศึกษา หรือ สกอ.)

ระบบการสอบเอนทรานซ์เป็นระบบที่ใช้มาต่อเนื่องยาวนานกว่าสี่สิบปีครับ แต่อย่างไรก็ดีระบบดังกล่าวเป็นระบบการคัดเลือกที่มุ่งเน้นไปในเชิงการสอบแข่งขันมากกว่าที่จะวัดองค์ความรู้ของผู้เรียนได้ครบด้าน ด้วยเหตุนี้เองจึงทำให้ทบวงมหาวิทยาลัยพยายามปรับปรุงระบบการคัดเลือกอยู่บ่อยครั้งเพื่อแก้ไขจุดอ่อนของระบบนี้ เช่น ปรับลดการเลือกอันดับจากเดิมที่เคยให้นักเรียนเลือกได้หกอันดับ เหลือห้า และเหลือสี่อันดับในปัจจุบัน ทั้งนี้ก็เพื่อแก้ปัญหาการเลือกคณะแบบ “เผื่อเลือก” แล้วสละสิทธิ์ซึ่งทำให้ไปกันที่นั่งของนักเรียนคนอื่นที่ต้องการเรียน นอกจากนี้ทบวงมหาวิทยาลัยยังพยายามสกัดกั้นเด็กสอบเทียบ ม.6 ไม่ให้เข้าไปเรียนมหาวิทยาลัยก่อนวัยอันควร ทำให้แฟชั่น “การสอบเทียบ” ม.6 ค่อย ๆ หายไปในที่สุด

ในเวลาต่อสำนักงานคณะกรรมการอุดมศึกษาและที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) ได้พิจารณาระบบการคัดเลือกนักเรียนเข้าเรียนต่อในสถาบันอุดมศึกษาของรัฐระบบใหม่โดยมีเจตนารมณ์ที่จะลดการเข่งขันแล้วหันมาใช้ระบบการพิจารณาผลการเรียนของนักเรียนในช่วง ม.ปลาย ประกอบกับการสอบวัดผลในหลักสูตร ดังนั้น ระบบการคัดเลือกจึงเปลี่ยนมาเป็นระบบการคัดเลือกแบบ “แอดมิสชั่นส์” (Admission) หรือที่เรียกอย่างเป็นทางการว่า ระบบการรับบุคคลเข้าศึกษาในสถาบันอุดมศึกษาในระบบกลาง (Central Admission) ครับ

ทั้งนี้ระบบการคัดเลือกดังกล่าวถูกนำมาแทนระบบการสอบเอนทรานซ์ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2549 หรือปีการศึกษา 2548 ซึ่งการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวทำให้นักเรียนชั้นมัธยมปลายที่ประสงค์จะเข้าเรียนต่อในระดับมหาวิทยาลัยของรัฐต้องปรับตัวกันครั้งใหญ่ ไม่ว่าจะต้องพยายามทำเกรดในโรงเรียนให้ดีเพื่อเอา GPA มาคิดในการเลือกคณะ รวมไปถึงวางแผน “การกวดวิชา” ที่กลายเป็น “สินค้าจำเป็น” ของนักเรียนชั้นมัธยมปลายไปเสียแล้ว

ปัจจุบันผู้ดูแลเรื่องการสอบคัดเลือกภายใต้ระบบ Central Admission นี้ คือ สถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ หรือ สทศ. ซึ่งจัดตั้งขึ้นตามพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (องค์การมหาชน) พ.ศ. 2548 โดย สทศ. ทำหน้าที่เป็นองค์กรกลางในการศึกษา วิจัย พัฒนาและให้บริการประเมินผลทางการศึกษาและทดสอบทางการศึกษา ดังนั้น สทศ. จึงเต็มไปด้วยนักการศึกษาและผู้เชี่ยวชาญในการสร้างแบบทดสอบ

สทศ. ยังทำหน้าที่เป็น “แม่งาน” ในการทดสอบสำคัญ ๆ อย่าง O-NET (Ordinary National Education Test), GAT (General Aptitude Test) และ PAT (Professional Aptitude Test) ซึ่งการสอบทั้งสามอย่างนี้นักเรียนชั้น ม. 6 จะต้องทำการทดสอบเพื่อนำผลสอบไปยื่นสมัครคัดเลือกในระบบ Central Admission ต่อ ด้วยเหตุนี้เอง สทศ. ในฐานะผู้จัดสอบและผู้ออกข้อสอบจึงมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการที่จะคัดเลือกนักเรียนให้เข้าเรียนได้ตรงตามความต้องการของสถาบันอุดมศึกษา

สำหรับการสอบคัดเลือกภายใต้ระบบ Central Admission ในปีนี้ นักเรียนชั้น ม. 6 จะต้องเจอข้อสอบแบบใหม่ที่เรียกว่า GAT และ PAT ครับ ซึ่งข้อสอบทั้งสองชุดนี้ถูกสร้างขึ้นมาแทนที่ข้อสอบเดิมที่เรียกว่า A-NET (Advanced National Education Test) โดย GAT เป็นการทดสอบความถนัดทั่วไป ที่ทาง สทศ. ต้องการวัดกระบวนการคิดวิเคราะห์ของเด็กไทยว่ามีความคิดวิเคราะห์เป็นระบบเป็นเหตุเป็นผลดีหรือเปล่า ซึ่งก็น่าสนใจนะครับว่าผลสอบ GAT ครั้งล่าสุดเมื่อเดือน พ.ย. 2552 นักเรียน ม.6 กว่าร้อยละ 75 ได้คะแนนสอบ GAT ไม่ถึง 150 คะแนน หรือครึ่งหนึ่งจากคะแนนเต็มทั้งหมด 300 คะแนน และที่น่าสนใจไปกว่านั้น คือ เด็กไทยถึงร้อยละ 24.39 มีคะแนนอยู่ระหว่าง 30.01-60.00 คะแนน และร้อยละ 21.79 มีคะแนนอยู่ระหว่าง 60.01-90.00 คะแนน !!

ผลสอบดังกล่าวอาจจะอนุมานได้สองประการนะครับ ว่า หนึ่งเด็กไทยเรายังขาดกระบวนการคิดวิเคราะห์ที่ดีเพราะทำคะแนนสอบของ สทศ. ได้น้อย กับ สอง สทศ. ออกข้อสอบยากเกินไปและแบบทดสอบดังกล่าวอาจจะไม่เหมาะที่จะมาวัดเด็กนักเรียนไทยที่ส่วนใหญ่ถูกระบบการศึกษาสอนให้ “ท่องจำแบบนกแก้วนกขุนทอง” มาโดยตลอด

น่าสนใจอีกเหมือนกันว่า สทศ. ออกข้อสอบ GAT ภายใต้สมมติฐานที่ว่าเด็กไทยทุกคนต้องมีทักษะกระบวนการคิดวิเคราะห์เพราะเชื่อว่าการศึกษาในโรงเรียนนั้นสามารถสอนให้เด็กของเราคิดเป็นมากกว่าท่องเป็น

คะแนนดังกล่าวยังสะท้อนให้เห็นความล้มเหลวในการปฏิรูปการศึกษาของไทยที่เราพูดเรื่องนี้กันซ้ำซากจนกลายเป็นเรื่องที่น่ารำคาญไปแล้ว มิพักต้องเอ่ยถึงการที่ สทศ. พยายาม “ดัดหลัง” เหล่า “ติวเตอร์” ไม่ให้สามารถจับทางข้อสอบ GAT ได้โดยอ้างว่านักเรียนไม่จำเป็นต้องไปกวดวิชา แต่เรื่องที่น่าขันไปกว่านั้นคือ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการเป็นพรีเซนเตอร์สนับสนุนให้เด็กไทยได้ดูช่อง Tutor Channel ซึ่งสิ่งเหล่านี้ยิ่งตอกย้ำให้เห็นการทำงานที่มันไปกันคนละทิศละทางอย่างสิ้นเชิง

เช่นเดียวกับการออกข้อสอบ O-NET ที่ผ่านมา ที่ทำให้นักเรียนชั้น ม.6 ออกมาตั้งคำถามถึงมาตรฐานการออกข้อสอบของ สทศ. ว่า “เหมาะสม” แล้วหรือที่จะให้เด็กเลือกคำตอบที่ถูกที่มากกว่าหนึ่งข้อ เหมาะสมแล้วหรือที่จะให้นักเรียนต้องมานั่ง “เดาใจ” คนออกข้อสอบว่าจะจัดงานเลี้ยงต้องใช้ผ้าปูโต๊ะสีอะไร? ใช้ดอกไม้สีอะไร? หรือ แม้แต่หากเจอเหตุการณ์ทำนองว่า “ท้องในวัยเรียน” แล้วจะต้องเลือกทางเลือกอะไร?

คำถามประเภทนี้ไม่น่าจะเป็นคำถามที่มาวัดความรู้พื้นฐานของนักเรียนชั้นมัธยมปลายเพื่อเข้าเรียนต่อระดับมหาวิทยาลัย คำถามประเภทนี้มีลักษณะเป็นคำถาม “เปิด” มากกว่าคำถามปิด

ส่วนกรณีที่วิชาสังคมศึกษาให้นักเรียนเลือกคำตอบที่ถูกต้องได้หลายชอยส์แต่หากเลือกผิดไปหนึ่งชอยส์ก็จะไม่ได้คะแนนนั้น สทศ. บอกว่า ในชีวิตจริงคนเรามีทางเลือกได้หลายทางไม่ได้มีทางเลือกทางเดียว ซึ่งก็ถือว่ามีเหตุผลแต่จะว่าไปแล้วเวลาที่คนเราตัดสินใจทำอะไรสักอย่างนั้นเราจำเป็นต้องหา “ทางเลือกที่ดีที่สุด” ให้กับตัวเองไม่ใช่หรือครับ ดังนั้นปรัชญาในการทำข้อสอบปรนัยจึงต้องเลือกคำตอบที่ดีที่สุด ไม่ใช่เลือกหลาย ๆ คำตอบที่ถูก

คำถามที่เด็ก ๆ ออกมาถามถึง “ความเหมาะสม” ที่ สทศ. ผลิตข้อสอบเหล่านี้ออกมาเป็นคำถามที่ไม่ควรมองข้ามและสมควรอย่างยิ่งที่จะต้อง “รับฟัง” เด็ก ๆ นะครับ เพราะพวกเขาก็คือเสียงหนึ่งในสังคมที่ได้รับผลกระทบจากนโยบายของพวกท่าน คะแนนแต่ละคะแนนที่หายไปหรือคลุมเครือล้วนกำหนดชะตาชีวิตของนักเรียนแต่ละคนว่าสมควรจะได้เรียนคณะที่พวกเขาปรารถนาหรือไม่

น่าสนใจถึงวิธีคิดของ “คนออกข้อสอบ” ที่พยายามจะสกัดกั้นไม่ให้เด็กเรียนพิเศษทุกวิถีทางซึ่งหากมองด้วยใจที่เป็นธรรมแล้ว การเรียนพิเศษเป็นสิทธิส่วนบุคคลของนักเรียนและผู้ปกครองที่ สทศ. ไม่สมควรเข้าไปยุ่งเกี่ยวหรือจัดการกับปัญหานี้ หากแต่ สทศ. และกระทรวงศึกษาธิการ ควรจะ “สำเหนียก” ข้อเท็จจริงได้แล้วว่า เพราะเหตุใดการศึกษาในระบบมันถึงล้มเหลวมากจนกระทั่งเด็กนักเรียนต้องหันไปพึ่งการศึกษานอกระบบ เพราะเหตุใดครูในโรงเรียนจึง “กั๊ก” บทเรียนบางเรื่องเพื่อเก็บไว้สอนนักเรียนที่มาเรียนพิเศษกับตัวเองนอกเวลาเรียน

การแสดงบทบาทของ สทศ. ที่เป็นมากกว่าผู้จัดสอบ ออกข้อสอบ และมีรายได้ผูกขาดจากการจัดสอบอย่างเป็นกอบเป็นกำนั้นทำให้อดคิดไม่ได้ว่า สทศ. พยายามจะทำตัวเป็น “คุณพ่อคุณแม่รู้ดี” ไปเสียทุกเรื่อง ซึ่งเอาเข้าจริงแล้วหากต้องการจะวัดความรู้ของเด็กไทยว่ามีกระบวนการคิดวิเคราะห์เป็นหรือไม่ มีองค์ความรู้ที่ครบตามหลักสูตรกระทรวงศึกษาหรือเปล่านั้น สทศ. ควรจะออกข้อสอบแบบ “อัตนัย” ไปเลยนะครับ เพราะข้อสอบประเภทนี้สามารถวัดตรรกะความคิดของเด็กรวมทั้งการใช้เหตุผลได้มากกว่าต้องมานั่งกาชอยส์กัน

เผื่อบางที สทศ. อาจจะได้ความคำตอบของเด็กที่แตกต่างไปจากสี่ชอยส์ที่ว่า “ถ้านางสาวนิดท้องในวัยเรียนแล้วจะต้องทำอย่างไร? ระหว่างลาออกไปคลอดลูก แจ้งความหาผู้รับผิดชอบ หรือ ไปทำแท้งเอาเด็กออก

Hesse004

Jan 31, 2010

“ก้อนหินก้อนนั้น” ปรัชญาของการปล่อยวาง…แต่ไม่ใช่ทิ้งขว้าง





เอนทรี่นี้ขออนุญาตสลับมาเล่าเรื่อง “เพลง” บ้างนะครับ หลังจากเขียนถึงเรื่องหนังเสียส่วนใหญ่

จะว่าไปแล้ววงการเพลงไทยดูจะมีเพลงให้ฟัง “หลากหลาย” นะครับ มีศิลปินหน้าใหม่เกิดดับไม่เว้นแต่ละวัน อย่างไรก็ตามเพลงตลาดส่วนใหญ่มักจะเลือนหายไปตามกาลเวลา ซึ่งนั่นหมายความว่า “คุณค่า” ของเพลงเหล่านี้หมดสมัยไปพร้อม ๆ กับกระแส (Hit)

ในฐานะที่ชอบฟังเพลง ผมมักจะชอบดูความหมายของเนื้อเพลงไปด้วยครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผมชอบอ่านอะไรบางอย่างใน “เนื้อเพลง”

แน่นอนครับว่าทุกวันนี้บ้านเรามี “คนแต่งเพลง” มากมายซึ่งคนแต่งเพลงเหล่านี้มักจะสะท้อนตัวตนของเขาผ่านเนื้อเพลงที่พวกเขาเขียน ไม่ว่าจะเป็นรุ่นเก๋าอย่างคุณ “ดี้” นิติพงษ์ ห่อนาค ที่เขียนเพลงออกมาได้ “โดน” ใจตั้งแต่คนหนุ่มยันคนแก่ คุณ “สีฟ้า” ที่เขียนเพลงเพราะได้เป็นอมตะ หรือจะเป็นรุ่นกลาง ๆ อย่างคุณบอย โกสิยพงษ์ ที่เขียนเพลงรักได้ถูกใจยิ่งนัก ส่วนรุ่นใหม่ผมขออนุญาตยกตำแหน่งนี้ให้กับคุณบอย “ตรัย ภูมิรัตน์” ที่เขียนเพลงรักได้ “ละมุนละไม” ไม่แพ้คุณบอยใหญ่เลยทีเดียว

โดยส่วนตัวแล้วผมมีเพลงโปรดอยู่หลายเพลงนะครับ เพลงที่ชอบและโดนใจที่สุดเห็นจะเป็น เพลง “ทะเลใจ” ของน้าแอ้ด คาราบาว ที่รู้สึกว่าฟังกี่ครั้งกี่ครั้งก็รู้สึก “คิดตาม” ได้เสมอ หรือจะเป็นเพลงอย่าง “วันเวลา” ของน้าหมู พงษ์เทพ กระโดนชำนาญ ที่ฟังทุกครั้งก็รู้สึกถึง “ความเหงา” เช่นเดียวกับเพลง “คืนรัง” ของน้าหงา คาราวาน ที่ฟังแล้วรู้สึก “พ่ายแพ้” ตามคนร้องไปด้วย

ทั้งหมดที่ว่ามาเป็น “เพื่อชีวิต” เสียหมดเลยนะครับ นั่นแสดงให้เห็นว่าเพลงเพื่อชีวิตนั้นมีเนื้อหาที่ค่อนข้าง “กินใจ” และทำให้เราได้คิดมากกว่าเพลง “รัก” ทั่ว ๆ ไป อย่างไรก็ตาม ใช่ว่าเพลงสตริงจะไม่มีเพลงที่ให้ “ขบคิด” ด้วยเหมือนกันนะครับ ทั้งนี้เพลงอย่าง “เก็บตะวัน” ของคุณอิทธิ พลางกูร ก็เข้าขั้นว่าคลาสสิค พอ ๆ กับเพลงร็อครุ่นเก๋าอย่าง “อย่าหยุดยั้ง” ของดิโอฬาร โปรเจคต์ ที่ฟังทุกครั้งแล้วเกิดอารมณ์ฮึกเหิมขึ้นมา หรือจะเป็นเพลงอย่าง “หยุดมันเอาไว้” ของพี่หนุ่ย อำพล ที่ดูเหมือนว่าจะเป็นเพลงที่ตั้งคำถามสอนใจได้ดีว่าทุกวันนี้เรากำลังวิ่งตามหาอะไรกันอยู่

เพลงที่แฝงปรัชญาต่าง ๆ เหล่านี้มักจะถูกนำเสนอผ่านศิลปินที่โดยส่วนตัวแล้วผมว่าพวกเขา “เข้าใจโลก และชีวิต” มาในระดับหนึ่งแล้ว ด้วยเหตุนี้เองเนื้อหาและอารมณ์ที่ถ่ายทอดออกมานั้นจึงอยู่บนฐานของการ “มองโลก” อย่างที่ “เป็นอยู่” มากกว่าอย่างที่ “ควรจะเป็น”

ผมเคยนั่งถกปรัชญาชีวิตกับเพื่อนฝูง รุ่นพี่รุ่นน้องในวงเหล้า รวมไปถึงนั่งทบทวนความคิดเวลากินเหล้าคนเดียว ผมรู้สึกว่า “เหล้า” ทำให้เราสามารถ “จุดประกายความคิด”อะไรบางอย่างได้มากกว่าตอนที่เราดื่มเครื่องดื่มชนิดอื่น (อ้อ! อาจจะยกเว้นกาแฟ) แต่อย่างไรก็ตาม ผมว่าการดื่มอย่างมี “สติ” ต่างหากที่น่าจะทำให้ประกายความคิดของเราชัดเจนมากกว่าที่เราจะเมาอย่างไม่มีสตินะครับ

สิ่งหนึ่งที่ผมเริ่มเข้าใจมากขึ้นในวันที่อายุเลยเลขสามมาสักพักหนึ่งแล้ว คือ การรู้จักใช้ชีวิตครับ เคยมีเพื่อนคนหนึ่งบอกผมไว้ว่า “เราควรใช้ชีวิตให้เป็น แต่ไม่ใช่ใช้ชีวิตให้เปลือง” แหม่! คมดีมั๊ยครับ

ดูเหมือนว่าชีวิตคนเรามันจะมีช่วงเวลาที่เหมาะสมของมันเองเสมอ เช่น เมื่ออยู่ในวัยเด็ก ก็ควรมีความสุขกับการเล่น เพลินกับจินตนาการของตัวเองมากกว่าจะมานั่งหลังขดหลังแข็งเรียนกันอย่างเอาเป็นเอาตาย โตเข้าสู่วัยรุ่นหน่อยก็ควรจะเรียนให้สำเร็จ รู้จักใช้ชีวิตกับเพื่อนฝูง สนุกสนานอย่างมีสติ ใช้ชีวิตในแบบที่อยากใช้ พอเข้าสู่วัยทำงาน ก็ควรมีความรับผิดชอบดูแลหาเลี้ยงตัวเอง ดูแลครอบครัวให้ดีที่สุด

ทั้งหมดที่ว่ามานี้หากเรา “พลาด” ไปช่วงใดช่วงหนึ่งแล้ว ดูเหมือนว่าเวลามันจะไม่หมุนย้อนกลับมาให้เราได้แก้ตัวอีกแล้ว แต่อย่างไรก็ตามชีวิตมีโอกาสอยู่เสมอแหละครับ ขอให้ “คิดได้”หรือ “คิดเป็น”

เช่นเดียวกับในวาบหนึ่งของความคิดตอนนั่งกินเหล้าคนเดียว ผมเริ่มคิดได้ว่าจริงๆแล้วปัญหาบางเรื่องที่เรากำลังเผชิญอยู่นั้นมันควรที่จะ “ปล่อยวาง…แต่ไม่ได้ทิ้งขว้าง” ซึ่งพอนึกถึงอย่างนี้แล้วก็ทำให้คิดถึงเพลง “ก้อนหินก้อนนั้น” ของคุณโรส ศิรินทิพย์ ที่ได้คุณดี้มาเขียนเนื้อให้

ผมว่าเพลงนี้ตอบปัญหาความทุกข์ได้ทุกรูปแบบเลยนะครับ โดยเฉพาะการรู้จักที่จะหัดปล่อยวาง ซึ่งคุณดี้เขียนเนื้อไว้ได้ดีว่า

“ไม่มีอะไรจะทำร้ายเธอ ได้เท่ากับเธอทำตัวของเธอเอง ให้เธอคิดเอาเอง ว่าชีวิตของเธอเป็นของใคร ไม่มีอะไรจะทำร้ายเธอ ถ้าเธอไม่รับมันมาใส่ใจ ถูกเขาทำร้ายเพราะตัวเธอแบกรับไว้เอง”

ผมว่าแค่ท่อนฮุคนี่ก็น่าจะสอนอะไรเราได้หลายอย่างแล้วนะครับ โดยเฉพาะการ “แบก” สิ่งต่างๆไว้กับตัวเอง

อย่างไรก็ดีดูเหมือนว่า “การหัดปล่อยวาง” น่าจะเป็นวิธีที่ดีที่สุด มากกว่าที่จะทิ้งขว้างหรือหนีปัญหานั้นไปเลย พูดภาษาชาวบ้านหน่อยก็คือ “ช่างแม่งเถอะ” (อันนี้อาจจะออกแนวประชดประชัน)

ดูเหมือนว่าทุกวันนี้ เราจะสร้าง “ห่วง” ให้กับตัวเองกันไม่รู้จักหยุดหย่อนนะครับ ห่วงที่ว่านี้มีตั้งแต่ ห่วงอาวรณ์ ห่วงหาอาทรณ์ เป็นห่วงเป็นใย ห่วงใยใส่ใจ ซึ่งไอ้ห่วงที่ว่านี้แหละครับ คือ สิ่งที่เราแบกกันไว้ทั้งหมด อย่างไรก็ดีเราก็ยังมีความสุขอยู่กับ “ห่วง” เหล่านี้อยู่ทั้ง ๆ ที่ก็รู้ว่าวันหนึ่งห่วงเหล่านี้มันจะต้องทำให้เราทุกข์ใจ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นไม่ได้หมายความว่าให้เรามาปลดห่วงกันหรอกนะครับ เพียงแต่ลองหันกลับมาคิดว่าหากวันหนึ่งไอ้ห่วงเหล่านี้มันทำให้เรา “ทุกข์” แล้ว เราจะลองปล่อยวางห่วงลงบ้างก็คงไม่เห็นเป็นไร แต่ไม่ใช่เราโยนห่วงเหล่านั้นทิ้งไปเสียเลย

ผมว่าคนเราทุกคนมี “ผลึกทางความคิด” ด้วยกันทั้งนั้นแหละครับ ผลึกเหล่านี้มันได้สะท้อนให้เห็นถึงปรัชญามุมมองหรือวิธีการที่เราจะรู้จัก “รับมือ” กับชีวิต ซึ่งเอาเข้าจริงแล้วสิ่งต่างๆที่เล่ามานี้ล้วนแล้วแต่เป็น “ศิลปะของการใช้ชีวิต” ด้วยกันทั้งสิ้นนะครับ ซึ่งหากมองแบบนักเศรษฐศาสตร์แล้วผมว่าทุกสิ่งที่เราทำอยู่ทุกวันนี้ก็เพื่อสนองตอบต่อ “ความพึงพอใจสูงสุด” หรือ Maximize Utility ของการมีชีวิตอยู่ภายใต้ระยะเวลาที่มีอยู่อย่างจำกัดไงล่ะครับ

Hesse004

Jan 25, 2010

“มาเลน่า” สังคมขี้นินทา กับ คำพิพากษาฉบับซิซิเลี่ยน




กระบวนผู้กำกับหนังจากฝั่งยุโรปที่นับว่าทำหนังได้ “เนียน” ที่สุด เห็นทีจะต้องยกให้ผู้กำกับชาวอิตาเลี่ยนนะครับ เพราะดูเหมือนว่าหนังแต่ละเรื่องที่มาจากแดนมะกะโรนีนั้นส่วนใหญ่แล้วจะคว้า “กล่อง” มากกว่าทำเงิน

ในช่วงยี่สิบกว่าปีที่ผ่านมานี้ชื่อของ “จูเซ็ปเป้ ทอนาทอเร่” (Giuseppe Tornatore) น่าจะเป็นชื่อผู้กำกับชาวอิตาเลี่ยนที่คอหนังคุ้นชื่อมากที่สุดชื่อหนึ่งนะครับ เพราะหลังจากที่เขาประสบความสำเร็จจากการทำหนังอบอุ่นอย่าง Cinema Paradiso (1988) จนได้รับรางวัลภาพยนตร์ภาษาต่างประเทศยอดเยี่ยมจากเวทีออสการ์แล้ว ทอนาทอเร่ยังฝากผลงานชั้นดีไว้กับเรื่อง The Legend of 1900 (1998) ซึ่งเป็นเรื่องของนักดนตรีที่ใช้ชีวิตอยู่แต่บนเรือเดินสมุทรและไม่เคยคิดที่จะเหยียบแผ่นดินเลย

อย่างไรก็ดีภาพยนตร์ของเขาอีกเรื่องที่สมควรจะพูดถึง คือ Malèna (2000) ครับ ซึ่งหนังเรื่องนี้เคยเข้าชิงรางวัลออสการ์มาแล้วสองรางวัล รวมทั้งได้รับเลือกให้ไปฉายในงานเทศกาลหนังต่างๆทั่วโลกอย่างเทศกาลหนังที่เบอร์ลินปี 2001 แต่อย่างไรก็ตามหนังเรื่องนี้มีอะไรที่น่าเก็บเอามาเล่าสู่กันฟังมากกว่าจะนั่งดูผ่านๆนะครับ

มาเลน่า (Malèna) เป็นชื่อของตัวละครเอกในเรื่องซึ่งเธอเป็นผู้หญิงสวยที่สุดของเมืองแห่งหนึ่งบนเกาะซิซิลี (Sicily) ครับ และแน่นอนที่สุดความสวยของมาเลน่าจึงตกเป็นที่หมายปองของบรรดากระทาชายทั้งหลายในเมืองนี้ไม่เว้นแม้แต่ “เรนาโต” เด็กผู้ชายอายุแค่สิบสามที่เพิ่งจะย่างเข้าสู่วัยรุ่น และด้วยความ “หลงใหล” ของไอ้หนูเรนาโตนี้เองจึงทำให้ต้องเข้าไป “สอดรู้ สอดเห็น” เรื่องราวของมาเลน่าจนกลายเป็นที่มาของเรื่องราวทั้งหมดครับ

สำหรับบทภาพยนตร์เรื่องนี้ได้รับแรงบันดาลใจมาจากหนังสือเรื่อง Ma L ’ Amore No ของ ลูเซียโน่ วินเซนโซนี่ (Luciano Vincenzoni) นอกจากนี้ความพิเศษของหนังเรื่องนี้อยู่ที่ซาวด์แทรค ประกอบซึ่งได้ประพันธกรชั้นครูอย่าง “เอนนิโม่ มอริโคเน่” (Enimo Morrione) มาสร้างสรรค์เพลงประกอบให้

ฉากหลังของหนังเรื่องนี้ดำเนินไปในช่วงที่อิตาลีกระโดดเข้าสู่สงครามโลกครั้งที่สองเต็มตัวเมื่อปี ค.ศ. 1941 ในฐานะมหามิตรของเยอรมนี โดยช่วงเวลาดังกล่าวเป็นยุคที่เผด็จการเบนิโต มุสโสลินี (Benito Mussolini) ยังครองอำนาจอยู่ภายใต้การปกครองของรัฐบาลฟาสซิสต์ ซึ่งก็น่าสนใจนะครับว่างานของทอนาทอเร่อีกเรื่องหนึ่งคือ Cinema Paradiso นั้นก็เล่าเรื่องผ่านฉากหลังของความสูญเสียจากสงครามโลกครั้งที่สองด้วยเหมือนกัน

ทอนาทอเร่ พยายามสื่อสารประเด็นหลายอย่างผ่านหนังเรื่องนี้ เริ่มตั้งแต่ความสวยของมาเลน่าได้กลายเป็นภัยให้หล่อนต้องประสบปัญหายุ่งยากกับชีวิตอยู่เสมอ ซึ่งหนังชี้ให้เห็นว่าใช่ว่าคนสวยทุกคนจะมีความสุขนะครับ โดยเฉพาะการที่ต้องตกเป็นเป้าสายตาของผู้ชายทั้งเมือง และเป็นที่น่าหมั่นไส้ของสาวแก่แม่ม่ายจนกลายเป็นเหยื่ออันโอชะของผู้คนที่คอยซุบซิบนินทา โดยเฉพาะข้อหา “มากชายหลายรัก”

ทอนาทอเร่ ยังจับประเด็นเกี่ยวกับอารมณ์ “หลง” ของเด็กวัยรุ่นที่ยังไม่สามารถแยกความหมายของ “อารมณ์รัก” กับ “อารมณ์ใคร่” ออกจากกันได้ ด้วยเหตุนี้เองเราจึงเห็นภาพการ “ช่วยตัวเอง” ของเด็กผู้ชายที่เต็มไปด้วยจินตนาการทางเพศมากมายในหนังเรื่องนี้ ซึ่งท้ายที่สุดแล้วทอนาทอเร่ได้สรุปไว้น่าสนใจว่าจริงๆแล้วเรื่องของอารมณ์ใคร่ปนความต้องการทางเพศของเด็กวัยนี้เป็นเรื่องปกติธรรมดาที่ผู้ปกครองควรจะเข้าใจ

อย่างไรก็ตาม ทอนาทอเร่ได้ “ตบหน้า” สั่งสอนรัฐบาลฟาสซิสต์ของมุสโสลินีในสมัยนั้นด้วยการสื่อให้เห็นว่าจริงๆแล้ว “สงคราม” ต่างหากที่เป็นเหตุให้ “มาเลน่า” ต้องพลัดพรากกับสามีที่หล่อนรักเนื่องจากสามีต้องไปออกรบในฐานะวีรบุรุษของชาติ ซึ่งไอ้สงครามตัวนี้อีกนั่นแหละที่ทำให้ “ชะตากรรม” ของผู้หญิงสวยที่สุดของเมืองเปลี่ยนจาก “หน้ามือ” เป็น “หลังเท้า” ภายในไม่กี่ปี

แต่เหนืออื่นใด ทอนาทอเร่ ยังได้ตบหน้าสังคมอิตาเลี่ยนเสียฉาดใหญ่ ด้วยการฉายให้เห็นนิสัย “ขี้นินทา” ของคนในสังคมตลอดจนพฤติกรรมการเขียน “คำพิพากษา” ขึ้นมาเองโดยอาศัย “ความเชื่อ”และ “อคติ” ที่ว่าเขาจะต้องเป็นอย่างที่เราคิด หรือสรุปเอาเองว่าคนไหนถูกคนไหนผิด คนไหนดีคนไหนเลว ซึ่งส่วนใหญ่แล้วมันมักไม่ใช่เรื่องดีแต่อย่างใด

บางทีมันก็น่าสนใจอีกเช่นกันนะครับว่า ทำไมมนุษย์เราถึงสนใจเรื่องราวส่วนตัวของชาวบ้านกันเสียนักหนา สังเกตได้จากหนังสือซุบซิบดารา หรือหนังสือจำพวกแอบถ่ายของปาปารัซซี่ที่วางเกลื่อนกลาดอยู่บนแผงทุกวันนี้ ทั้งนี้หากมองภายใต้กรอบคิดทางเศรษฐศาสตร์แล้วมันแสดงให้เห็นว่าคนในสังคมมีความกระหายในสินค้าที่เรียกว่า “เรื่องส่วนตัวของชาวบ้าน” จนยอมที่จะเสียเงินบริโภคสินค้าชนิดนี้โดยได้รับความพึงพอใจสูงสุดจาก “การสอดรู้สอดเห็น” (Maximize meddlesome utility)นั่นเองครับ

หลังจากที่ผมดูหนังเรื่องนี้จบทำให้ผมนึกถึงวรรณกรรมซีไรต์เล่มหนึ่งที่ชื่อ “คำพิพากษา” ของคุณชาติ กอบจิตติ ครับ ซึ่งผมคิดว่า “มาเลน่า” น่าจะเป็น “คำพิพากษาฉบับซิซิเลี่ยน” ได้เลยโดยเฉพาะประเด็นการถูกพิพากษาจากคนในสังคมที่พยายามตั้งตนเป็นศาลไปก่อนแล้วว่า “เธอต้องเป็นอย่างที่ชั้นคิดแน่เลย” และไอ้พฤติกรรมรวม “ตู่” เอาเองนี้แหละครับที่ทำลายคนอย่างไอ้ฟัก ทำลายคนอย่างมาเลน่า มานักต่อนักแล้ว

ฉากตอนท้ายๆของหนังเรื่องนี้ทำให้ผม “สลดหดหู่” อย่างยิ่งกับพฤติกรรมด้านมืดของคนในสังคม ซึ่งจะว่าไปแล้วทุกวันนี้เราล้วนแล้วแต่ตกอยู่ในสังคม “ขี้นินทา” ด้วยกันทั้งนั้นไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนในโลก เพียงแต่ว่าถ้าวันไหนที่เรายังไม่ได้เป็น “เหยื่อ” ของการถูกนินทาก็แล้วไป แต่หากวันไหนเราตกเป็น “เหยื่อ” ขึ้นมาเมื่อไหร่แล้ว เห็นทีคงต้องพึ่งคำพระที่ว่า “ไม่มีใครในโลกนี้ที่ไม่เคยถูกนินทา” เสียแล้วล่ะครับ

Hesse004

Dec 27, 2009

Love Actually รักแท้นั้นคืออะไร?





เอนทรี่ส่งท้ายปีนี้ ขออนุญาตเขียนเรื่องเบาๆเกี่ยวกับหนังรักอย่าง Love Actually (2003) ซึ่งดูจะเข้ากับบรรยากาศช่วงสัปดาห์สุดท้ายของปีได้เป็นอย่างดีนะครับ

Love Actually เป็นหนังรักโรแมนติคคอมเมดี้สไตล์อังกฤษซึ่งเรื่องนี้เป็นผลงานการกำกับเรื่องแรกของ ริชาร์ด เคอร์ติส (Richard Curtis) เจ้าพ่อเขียนบทหนังรักโรแมนติคอมเมดี้อย่าง Four Weddings and a Funeral (1994), Notting Hill (1999) และ Bridget Jones ‘s Diary (2001)

Love Actually เล่าเรื่องราวเกี่ยวกับความรักของคนหลายคนไล่ตั้งแต่รักของเด็ก รักของผู้ใหญ่ รักของนักร้อง รักของนักเขียน รักของสาวโสด รักของนายกรัฐมนตรี รักของสาวใช้ รักแบบ “ชู้” รวมไปถึงรักสามเส้า ซึ่งทั้งหมดนี้แสดงให้เห็นว่าโลกใบนี้ยังมีเรื่อง “ความรัก”เล่าให้ฟังกันอยู่เสมอนะครับ

เคอร์คิสประสบความสำเร็จจากการเล่าเรื่องความรักของชายหนุ่มที่อยากแต่งงานมีชีวิตคู่หลังจากไปงานแต่งงานเพื่อนมาหลายงานใน Four Weddings and a Funeral เช่นเดียวกับที่เขาทำให้รักของดอกฟ้ากับนายกระจอกเกิดขึ้นได้ใน Notting Hill นอกจากนี้เขายังเข้าใจอารมณ์หญิงโสดอย่าง Bridget Jones จนส่งให้ Bridget Jones ‘s Diary กลายเป็นหนังรักอมตะครองใจสาวโสดไปในบัดดล

เคอร์ติสดูจะมีความเข้าใจในเรื่อง “อารมณ์รัก” เป็นอย่างดีนะครับเพราะเขาสามารถถ่ายทอดเรื่องราวความรักของผู้คนออกมาในรูปแบบที่ทำให้คนดู “อมยิ้ม” ได้เสมอ ซึ่งผมว่าตรงนี้เป็น “เสน่ห์” สำคัญที่สุดของหนังรักโรแมนติคคอมเมดี้เลยก็ว่าได้

บางทีการทำหนังรักดีๆออกมาสักเรื่องนั้นอาจจะไม่จำเป็นต้องใช้นางเอกหรือพระเอกที่สวยหล่อเพียงอย่างเดียว เพราะองค์ประกอบของหนังรัก คือ การทำให้ผู้ชมรู้สึกได้ว่าพวกเขาสามารถ “อิน” เข้าไปอยู่ในอารมณ์ของตัวละครนั้นได้เหมือนกัน ซึ่ง Love Actually ประสบความสำเร็จในการจัดวางองค์ประกอบตรงนี้ได้ลงตัวเลยทีเดียว

นอกจากนี้ Love Actually ไม่ได้พยายาม “ยัดเยียด” นิยามรักของคนทำหนังว่าต้องเป็นอย่างไร หรือ จะบอกว่าคุณค่าของความรักที่แท้จริงนั้นมันสูงส่งมากน้อยแค่ไหน หากแต่หนังเรื่องนี้ได้เล่าถึงชีวิตของคนหลายคนที่ต้องเผชิญกับ“ความรัก” ไล่ตั้งแต่การแสวงหาไขว่คว้าความรักของสาวโสด ความพยายามที่จะจัดการกับอารมณ์ของตัวเองที่รู้สึกว่าไป “แอบรักแฟนเพื่อน”เข้าให้แล้ว หรือจะเป็นการทำความเข้าใจกับอารมณ์ที่สูญเสียคนรักไปทั้งในเชิงการ “ลาเป็น” และ “ลาตาย” เป็นต้น

ทั้งหมดที่กล่าวมานี้เคอร์ติสได้ร้อยเรียงเรื่องรักให้มาอยู่เรื่องเดียวกันใน Love Actually ครับ ซึ่งดูเหมือนเขาจะชี้ให้เห็นว่าจริงๆแล้วไอ้เรื่องของความรักเนี่ยมันก็มีอยู่รอบตัวเรานั่นแหละ เพียงแต่คนส่วนใหญ่มักจะมองแบบแยกส่วนคือมองเฉพาะเรื่องของตัวเองซึ่งหากมองแบบองค์รวมแล้วจะเห็นว่าทุกคนนั้นล้วนแล้วแต่เผชิญกับเรื่องราวของความรักด้วยกันทั้งนั้น

ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจที่เราจะได้ยินเพลงอย่าง Love is All Around (1994) ของคณะ Wet Wet Wet ปรากฏอยู่ในหนังเรื่องนี้ด้วยซึ่งเพลงนี้เคยเป็นเพลงประกอบภาพยนตร์เรื่อง Four Weddings and a Funeral มาแล้วครับ

จะว่าไปแล้วเรื่องราวใน Love Actually ของเคอร์ติสนั้น ทำให้ผมนึกถึงรายการวิทยุรายหนึ่งที่ชื่อ Club Friday ซึ่งจัดอยู่ที่คลื่นกรีนเวฟช่อง 106.5 ช่วงคืนวันศุกร์เวลาตั้งแต่สามทุ่มถึงห้าทุ่ม รายการนี้มีพี่ฉอด (สายทิพย์ มนตรีกุล ณ อยุธยา) และดีเจอ้อย (นภาพร ไตรวิทย์วารีกุล) เป็นผู้ดำเนินรายการครับ โดยในทุกๆศุกร์ Club Friday จะมีเรื่องเล่าเกี่ยวกับความรักของคนทางบ้านที่โทรเข้ามาเล่าเรื่องรักให้ฟังอยู่เสมอ

แต่เท่าที่ผมสังเกตส่วนใหญ่แล้วเรื่องเล่าเกี่ยวกับความรักมักจะกลายเป็น “ศาลาคนเศร้า” กันไป นั่นหมายถึงว่าเรื่องส่วนใหญ่มักจะเป็นรักที่ไม่สมหวังนะครับ

ฟังเรื่องราวจาก Club Friday ทำให้คิดได้ว่าในชีวิตคนเรานั้นจะต้องมีช่วงเวลาหนึ่งที่ได้สัมผัสกับอารมณ์ที่เรียกว่า “รัก” เพียงแต่ว่าเราจะเจออารมณ์นั้นในรูปแบบไหน ไม่ว่าจะเป็นรักครั้งแรกไปจนถึงรักครั้งสุดท้าย รักแบบเพื่อน รักแบบแอบกิ๊ก รักแบบแฟน รักแบบคู่รัก รักแบบคู่ชีวิต รักอย่างคนเป็นพ่อเป็นแม่ รักลูก(ให้ถูกทาง)รักด้วยความห่วงใย ปรารถนาดี ซึ่งแน่นอนที่สุดว่าอารมณ์แบบนี้มันเป็นอารมณ์ที่ทำให้มนุษย์เรา “อิ่มเอม” ใจและมีกำลังใจที่จะสู้ชีวิตกันต่อไป

แต่ในมุมกลับกันชีวิตเราก็ต้องมีช่วงหนึ่งที่รู้จักกับสิ่งที่เรียกว่า “ผิดหวัง” กับความรักได้เหมือนกัน ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับว่าเราจะเจออารมณ์นั้นในแบบไหน ไล่ตั้งแต่อารมณ์อกหัก รักคุด มือที่สาม แอบรักเขา รักเขาข้างเดียว รักสามเส้า ไปจนกระทั่งรักแบบผิดศีลธรรมด้วยการมี “ชู้” ซึ่งไอ้อารมณ์แบบนี้มันกลายเป็นอารมณ์ที่บั่นทอนชีวิตเราได้เหมือนกันนะครับและบ่อยครั้งที่หลายคนไม่สามารถผ่านอารมณ์เหล่านี้ไปได้

โดยส่วนตัวแล้วผมเชื่อว่าความรักเป็นองค์ประกอบอย่างหนึ่งของการใช้ชีวิตนะครับ แต่ความรักไม่ใช่ทั้งหมดของชีวิตเรา และแน่นอนที่สุดว่าเราต้องรักตัวเองเป็นพื้นฐานอยู่แล้ว การรักตัวเองที่ไม่ใช่ “การเห็นแก่ตัว” นะครับ บางทีการรู้จัก “รักตัวเองให้เป็น” ก็เป็นศิลปะอย่างหนึ่งของการใช้ชีวิตด้วยเหมือนกัน และนอกจากจะรักตัวเองให้เป็นแล้วผมว่าเราควรที่จะฝึก “รักคนอื่นให้เป็นด้วย” อีกด้วยนะครับ

แต่จะว่าไปแล้วพวกเราส่วนใหญ่น่าจะเคยสอบตกวิชา “รักคนอื่นให้เป็น” กันมาแล้วนะครับ ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องผิดแต่อย่างใดหรอกครับเพราะบ่อยครั้งที่เราไม่สามารถจัดวางความรักที่มีต่อตัวเองและความรักที่มีต่อคนอื่นได้อย่างสมดุล เพราะบางทีเราก็รักตัวเองมากจนเกินไปจนทำให้เราคาดหวังกับคนอื่นไว้มากว่าเขาจะต้องเป็นอย่างงั้นอย่างงี้ เขาจะต้องทำให้เราพอใจหรือมีความสุขเสมอ ซึ่งเวลาไม่ได้ดั่งใจแล้ว เราก็มานั่งทุกข์ใจเสียใจซึ่งมันก็มาจากการที่เรารักตัวเองมากจนเกินไปนั่นเอง

หรือบางทีเรากลับไปรักคนอื่นมากจนเกินไปจนลืมที่จะรักตัวเอง ลืมแม้แต่ความเป็นตัวของตัวเองว่าอยู่ตรงไหน ซึ่งเมื่อเรารักคนอื่นมากจนเกินไปเราก็จะกลายเป็น “ทาส” ของความรักขาดอิสรภาพที่แท้จริงของชีวิตเพราะทุกอย่าง “ขึ้นอยู่” กับคนที่เรารักไปเสียทั้งหมด

ทั้งหมดที่เล่ามาดูเหมือนคำว่า “รักแท้” นั้นมันมีนัยยะมากกว่าการให้เพียงอย่างเดียวนะครับ หรือเพราะเรื่องรักมันมีอะไรมากมายเกินกว่าที่มนุษย์อย่างเราๆจะเข้าใจมันได้ หากไม่รู้จักลงมือที่จะ “รัก”

จวนจะสิ้นปีแล้ว ผมว่าเป็นโอกาสอันดีนะครับที่ทำให้เราหันกลับมาทบทวนสิ่งต่างๆในรอบปีที่ผ่านมาว่าเราสามารถจัดสมดุลของความรักที่มีอยู่นั้นให้กับตัวเองและคนรอบข้างได้ดีพอหรือยัง เผื่อปีหน้าเราอาจจะได้เจอสิ่งที่เรียกว่า “รักแท้” อย่างที่เพลงเค้าร้องไว้ก็ได้นะครับ

…สวัสดีปีใหม่ล่วงหน้าครับ

Hesse004

Dec 13, 2009

ถึงเวลาเปลี่ยนแปลง “สมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทย” แล้วหรือยัง?





สืบเนื่องมาจากความล้มเหลวของทีมฟุตบอลชายไทยในกีฬาซีเกมส์ครั้งที่ 25 ทำให้แฟนบอลส่วนใหญ่เริ่มตั้งคำถามแล้วว่า “สมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทย” นั้นจะมีวิธีการอย่างไรเพื่อเรียก “ศรัทธา” บอลไทยให้กลับคืนมา

โดยส่วนตัวแล้วผมเห็นว่าเราควรจะตั้งคำถามต่ออีกเช่นกันว่า “แล้วเมื่อไหร่จะถึงเวลาเปลี่ยนแปลงสมาคมฟุตบอลซะที”

“สมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์” ก่อตั้งเมื่อวันที่ 25 เมษายน พ.ศ.2459 หรือเมื่อ 93 ปีที่แล้ว และเข้าเป็นสมาชิกฟีฟ่าเมื่อปี พ.ศ. 2468 โดยเป็นประเทศที่สองของทวีปเอเชียที่เป็นสมาชิกฟีฟ่า (แต่ยังไม่เคยไปเล่นฟุตบอลโลก)

สมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทยมีหน้าที่ดูแลและบริหารทีมฟุตบอลชาติไทยทั้งชายและหญิงตั้งแต่ชุดใหญ่ไปยันชุดเยาวชน ด้วยเหตุนี้เองสมาคมฟุตบอลจึงได้รับเงินอุดหนุนจากรัฐบาลในฐานะที่เป็นองค์กรหนึ่งที่มีส่วนในการสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศ

ปัจจุบันสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทยอยู่ภายใต้การบริหารงานของ “สภากรรมการบริหารกิจการ” โดยมีสำนักเลขาธิการสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทยที่เปรียบเสมือนเป็นแม่บ้านคอยจัดการงานภายในสมาคม

ภายใต้การทำงานของสภากรรมการบริหารกิจการสมาคมมี “นายวรวีร์ มะกูดี” เป็นนายกสมาคมและมี “นายองอาจ ก่อสินค้า” เป็นเลขาธิการสมาคม นอกจากนี้ในสภากรรมการบริหารยังแยกฝ่ายการทำงานออกเป็น ฝ่ายจัดการแข่งขัน, ฝ่ายการตลาดและสิทธิประโยชน์, ฝ่ายต่างประเทศ, ฝ่ายสวัสดิการและพัฒนาสโมสร, ฝ่ายพัฒนาภูมิภาค, ฝ่ายพัฒนาเยาวชนระดับรากหญ้า, ฝ่ายพัฒนาเทคนิค และฝ่ายกิจกรรมพิเศษ ทั้งนี้แต่ละฝ่ายจะมี “อุปนายก” เป็นผู้รับผิดชอบดำเนินงาน

นอกจากนี้สมาคมยังแต่งตั้ง “นายทะเบียน” หนึ่งคน “เหรัญญิก” หนึ่งคน และกรรมการกลางอีกแปดคน ขณะเดียวกันสมาคมยังต้องทำหน้าที่หา “ผู้จัดการทีมและผู้ฝึกสอน” ให้แก่ทีมชาติไทยแต่ละชุด

ปัจจุบันทีมชาติไทยมีทั้งหมดสิบสองชุดครับ ประกอบไปด้วย ทีมชาติไทยชุดใหญ่, ทีมชาติไทยชุดโอลิมปิค, ทีมชาติไทยชุดซีเกมส์, ทีมชาติไทยชุดเยาวชนอายุระหว่าง 18-20 ปี, ทีมชาติไทยชุดเยาวชนอายุระหว่าง 15-17 ปี, ทีมชาติไทยชุดเยาวชนอายุระหว่าง 12-14 ปี, ฟุตบอลหญิงทีมชาติไทยชุดใหญ่, ฟุตบอลหญิงทีมชาติไทยชุดเยาวชนอายุระหว่าง 18-20 ปี, ฟุตบอลหญิงทีมชาติไทยชุดเยาวชนอายุระหว่าง 15-17 ปี, ทีมฟุตซอลทีมชาติไทย, ทีมฟุตซอลชิงแชมป์อาเซียน และทีมฟุตซอลหญิงทีมชาติไทย (ข้อมูลจาก http://www.fat.or.th/web/commitee.php )

จะเห็นได้ว่าสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทยเป็นสมาคมใหญ่ที่ต้องทำหน้าที่บริหารจัดการควบคุมดูแลฟุตบอลทีมชาติไทยทั้งชายหญิงทุกชุด ดังนั้นจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องได้รับเงินสนับสนุนจากรัฐบาลโดยตัวเลขงบประมาณล่าสุดปี 2553 ที่สมาคมได้รับจัดสรรจากสำนักงบประมาณคือ 205 ล้านบาท ซึ่งเงินจำนวนดังกล่าวถูกนำมาใช้เพื่อสนับสนุนและพัฒนาฟุตบอลไทย

นอกจากนี้ในปีหน้าสมาคมยังได้รับเงินอุดหนุนจากรัฐบาลใน “โครงการต้นกล้าอาชีพฟุตบอล” อีก 99 ล้านบาท โดยมีเป้าหมายที่จะพัฒนานักฟุตบอลไทยที่มีอายุระหว่าง 15-28 ปี เพื่อก้าวสู่การเป็นนักฟุตบอลอาชีพ

สมาคมฟุตบอลยังต้องทำหน้าที่จัดการแข่งขันต่างๆภายในประเทศซึ่งปัจจุบันมีทั้งสิ้นสิบรายการได้แก่ ฟุตบอลชิงถ้วยพระราชทานคิงส์คัพ, ฟุตบอลชิงถ้วยพระราชทานประเภท ก , ข, ค และ ง รวมไปถึงฟุตบอลไทยพรีเมียร์ลีก, ฟุตบอลไทยแลนด์ดิวิชั่น 1 ,ฟุตบอลอาชีพลีกภูมิภาคดิวิชั่น 2, และมูลนิธิไทยคม เอฟเอ คัพ

ขณะเดียวกันสมาคมยังต้องจัดส่งทีมฟุตบอลทีมชาติไทยทุกชุดเข้าร่วมแข่งขันฟุตบอลระดับนานาชาติในแต่ละรายการอย่างฟุตบอลซีเกมส์ เอเชียนเกมส์ โอลิมปิคเกมส์ อาเซียนคัพ เอเชียนคัพ แต่ทัวร์นามเนต์ที่ถือว่าเป็นเป้าหมายสูงสุดของสมาคมฟุตบอลคือ “ฟุตบอลโลก”

อย่างไรก็ตามผลงานของสมาคมฟุตบอลในอดีตที่ผ่านมาเป็นอย่างไรนั้น ผมว่าทุกท่านก็คงทราบกันดีอยู่แล้วนะครับ

น่าสนใจว่าเมื่อกีฬาฟุตบอลกลายเป็นกีฬาที่มีความสำคัญกับ “ความปรารถนาอย่างแรงกล้า” ของคนไทยแล้ว การติดตามข่าวคราวเกี่ยวกับสมาคมฟุตบอลจึงได้รับความสนใจมากเป็นพิเศษ ลองเปรียบเทียบดูนะครับว่าทุกคนรู้จักชื่อ “คุณวรวีร์” ในฐานะนายกสมาคมฟุตบอลมากกว่าที่จะรู้จักชื่อของนายกสมาคมกีฬาท่านอื่นๆ

เมื่อความสำคัญมันดูจะมากมายขนาดนี้แล้ว มิพักต้องเอ่ยถึง “สปอนเซอร์” ที่ตั้งใจจะสนับสนุนเงินอัดฉีดคนละหลายสิบล้านบาท ทุกวันนี้สมาคมฟุตบอลยังสามารถให้สปอนเซอร์อย่าง “แมคโดนัลด์” เข้ามาขายของกินในสนามได้อีกด้วย และที่น่าสนใจไปกว่านั้น คือ การห้ามไม่ให้แฟนบอลเอาเครื่องดื่มหรืออาหารที่ซื้อเตรียมไว้เข้าไปในสนามในวันที่พวกเขาต้องการไปเชียร์ทีมชาติไทยลงเตะ

ผมไม่แน่ใจว่านโยบายดังกล่าวเกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อไหร่แต่ที่แน่ๆ วันที่ทีมชาติไทยลงเตะกับลิเวอร์พูลช่วงเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา แฟนบอลไม่สามารถเอาอาหารหรือน้ำดื่มเข้าไปในสนามได้ ซึ่งถ้าใครซื้อมาแล้วก็ต้องทิ้งไว้หน้าสนามโดยภายในสนามนั้นมีซุ้มขายเบอร์เกอร์ของแมคโดนัลด์ยืนรอ “ผูกขาด” ขายน้ำและของกินอยู่แล้ว

เท่าที่ผมทราบมาเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นอีกครั้งเมื่อตอนที่บอลไทยเตะกับสิงคโปร์เมื่อช่วงเดือนที่แล้ว ทั้งนี้ผมไม่คิดว่าสมาคมฟุตบอลจะหาประโยชน์กับสปอนเซอร์โดยใช้วิธีแบบนี้ผลักภาระให้กับแฟนบอล

ผมเชื่อว่าการตกรอบแรกฟุตบอลซีเกมส์หนนี้ นอกจากจะทำให้เรา “ตื่น” จากฝันลมๆแล้งแล้ว เราน่าจะเริ่มตั้งคำถามกับสมาคมผู้รับผิดชอบว่า “พวกคุณกำลังทำอะไรกับสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทยอยู่หรือครับ”

ทุกวันนี้ไม่มีใครสามารถ “ตรวจสอบ” การทำงานของสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทยได้เลย อย่างดีที่สุดก็แค่การประเมินผลการใช้จ่ายเงินงบประมาณที่การกีฬาแห่งประเทศไทยต้องทำอยู่แล้วเพื่อดูว่าการของบประมาณแต่ละสมาคมนั้นสอดคล้องกับผลงานที่เกิดขึ้นจริงหรือเปล่า

มิพักต้องเอ่ยถึง “สื่อกระแสหลัก” ของวงการกีฬาบ้านเรา ที่น่าจะรู้กันดีว่ามีสายสัมพันธ์ที่ลึกซึ่งกับผู้บริหารสมาคมนี้กันขนาดไหน ดังนั้นสื่อเหล่านี้จึงไม่อยากจะวิจารณ์การทำงานของสมาคมมากนัก เข้าทำนองว่าถ้า “หยิกเล็บก็เจ็บเนื้อ” ด้วย

คิดไปคิดมาค่อนข้าง “วังเวง” พอสมควรนะครับ

โดยส่วนตัวแล้ว ผมเห็นว่าสภาบริหารกิจการของสมาคมฟุตบอลนั้นควรจะมี “พันธะสัญญา” หรือ Commitment กับรัฐบาลที่เอาเงินภาษีประชาชนมาจัดสรรเงินงบประมาณให้

โดยในพันธะสัญญาดังกล่าวควรระบุในตอนท้ายว่า…

หากพวกกระผมไม่สามารถทำผลงานได้ตามเป้าหมายที่ตัวเองสัญญาไว้กับพ่อแม่พี่น้องชาวไทยแล้ว พวกกระผมและคณะยินดีที่จะแสดงความรับผิดชอบ (Accountability) ด้วยการลาออกเพื่อเปิดโอกาสให้คนอื่นที่มีความสามารถมากกว่านี้เข้ามาทำงาน”

Hesse004

Dec 12, 2009

“ฟุตบอลทีมชาติไทย” ในฐานะสมบัติของชาติ





ดูเหมือนกีฬาซีเกมส์หนนี้จะ “กร่อย” ลงไปถนัดตาเลยนะครับ หลังจากที่ทีมฟุตบอลชายไทยตกรอบแรกในรอบสามสิบหกปีโดยครั้งสุดท้ายที่ทีมไทยจอดป้ายแค่รอบแรก คือ ซีเกมส์ เมื่อปี พ.ศ. 2516 ซึ่งสมัยนั้นยังเป็นกีฬาแหลมทองอยู่เลยครับ

ความพ่ายแพ้ครั้งนี้ดูเหมือนจะยิ่งตอกย้ำว่าทีมฟุตบอลชายไทยนั้นไม่ได้เป็น “เบอร์หนึ่ง” ของอาเซียนอย่างที่เคยอวดอ้างกันไว้

ทัวร์นาเมนต์อย่างอาเซียนคัพและซีเกมส์เป็นตัวชี้วัดได้ดีว่าทีมอย่าง เวียดนาม สิงค์โปร์ หรือแม้แต่ “ลาว” กำลังไล่กวดตำแหน่ง “เต้ย” ลูกหนังในดินแดนแถบนี้ หลังจากที่ทีมชาติไทยผูกขาดนอนกอดแชมป์ซีเกมส์มาแปดสมัยซ้อน

ความล้มเหลว คือ จุดเริ่มต้นของการทบทวนสิ่งต่างๆที่ผ่านมา แต่ที่แน่ๆก็คือมันเป็นตัวชี้วัดที่ดีว่าใครสามารถบริหารสมาคมฟุตบอลของชาตินั้นๆได้มีประสิทธิภาพมากกว่ากัน

ผู้บริหารสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทยสมควรที่จะแสดงความรับผิดชอบอะไรสักอย่างหนึ่งในฐานะที่ทำให้คนไทยทั้งประเทศ “ผิดหวัง” ซึ่งแน่นอนที่สุดตามธรรมเนียมการหาแพะนั้น โค้ชใหญ่อย่างนายสตีฟ ดาร์บี้ (Steve Darby) คือ แพะฝรั่ง (Scapegoat) ตัวแรกที่จะถูกนำมาสังเวยความล้มเหลวครั้งนี้

“สตีฟ ดาร์บี้” เป็นชาวเมืองลิเวอร์พูลครับ ในอดีตเคยเล่นฟุตบอลในตำแหน่งผู้รักษาประตูสังกัดทีมสำรองสโมสรทรานส์เมียร์ โรเวอร์ (Tranmere Rovers)

ดาร์บี้เริ่มต้นการคุมทีมครั้งแรกกับสโมสรซิดนีย์ โอลิมปิค (Sydney Olympic) ในออสเตรเลีย ก่อนจะย้ายมาคุมทีมยะโฮร์ เอฟเอ (Johor FA) ในมาเลเซียและพาทีมประสบความสำเร็จในฟุตบอลถ้วย Malaysia FA Cup หลังจากนั้นย้ายมาเป็นนายใหญ่ทีมโฮม ยูไนเต็ด (Home United)ในสิงค์โปร์ โดยสร้างชื่ออยู่กับ Home United พักหนึ่งก่อนจะย้ายกลับไปคุมทีมในมาเลเซียอย่างเปรัก เอฟเอ (Perak FA)

ถ้าจะว่ากันตามตรงแล้วดาร์บี้เองก็มีประสบการณ์การคุมทีมในย่านอาเซียนมากพอสมควรดังนั้นเขาน่าจะรู้ดีว่าตำแหน่ง “แชมป์ฟุตบอลซีเกมส์”นั้นมันมีความหมายกับแฟนฟุตบอลในแถบนี้มากน้อยแค่ไหน เพราะลำพังในระดับเอเชียแล้วทีมในย่านนี้คงยากที่จะทาบรัศมีได้

ดาร์บี้เข้ามาช่วยปีเตอร์ รีด (Peter Reid) ทำทีมชาติไทยชุดใหญ่เมื่อเดือนตุลาคมปีที่แล้ว ก่อนที่รีดจะเปิดตูดหนีกลับอังกฤษไปช่วยโทนี่ พูริส (Tony Pulis) คุมสโต๊ค ซิตี้ ด้วยเหตุนี้เองดาร์บี้จึงต้องกลายเป็นกุนซือขัดตาทัพคุมทีมยู 23 ของไทยไปแข่งกีฬาซีเกมส์ที่เวียงจันทน์ ท่ามกลางการตั้งความหวังกับการเป็นแชมป์สมัยที่เก้าของทีมฟุตบอลชาติไทย

อย่างที่ทราบกันแล้วนะครับว่าผลงานของดาร์บี้กับทีมชาติไทยที่เขาคุมทัพไปนั้นชนะได้เพียงสองทีมคือกัมพูชากับติมอร์ ส่วนเวียดนามกับมาเลเซียนั้นทีมของดาร์บี้ไม่สามารถเอาชนะได้และเป็นเหตุให้ทีมฟุตบอลชายไทยร่วงตกรอบแรกชนิด “ช็อค” กันไปทั้งบาง

หากวิเคราะห์กันถึงความล้มเหลวชนิดไม่เป็นท่านั้นก็คงมองได้หลายเหตุผล เริ่มตั้งแต่ความไม่พร้อมของการทำทีมชาติชุดนี้ซึ่งว่ากันว่ามีเวลาซ้อมเพียง 17 วันเท่านั้น ทั้งที่รู้ว่าทัวร์นาเมนต์นี้มันมีความสำคัญกับคนไทยมากขนาดไหน

ขณะเดียวกันการให้เหตุผลว่าเพราะนักเตะเหนื่อยล้ามาจากฟุตบอลไทยแลนด์ลีกที่เพิ่งจบฤดูกาลนั้นทำให้การเตรียมทีมทำได้ไม่เต็มที่ เหตุผลเช่นนี้ผมคิดว่าเป็นเหตุผลที่ “แย่ที่สุด” เท่าที่เคยได้ยินมาครับ

โดยส่วนตัวแล้วผมคิดว่าปัญหามันอยู่ที่การบริหารจัดการทีมมากกว่าแม้กระทั่งตอนนักเตะไปรายงานตัวยังไม่มีคนของสมาคมไปดูแลเลย ซึ่งหากพวกท่านไม่สามารถทำได้ดีพอก็ขอความกรุณาให้คนอื่นที่มีความสามารถมากกว่านี้เข้ามาช่วยจัดการเถอะครับ เพราะทีมฟุตบอลชายไทยเป็น “สมบัติ”ของคนไทยทุกคน

นอกจากเหตุผลเรื่องความไม่พร้อมแล้ว เหตุผลในเรื่อง “สปิริต” ของนักฟุตบอลทีมชุดนี้ก็กลายเป็นเรื่องที่ถูกวิจารณ์มากพอสมควร เพราะเท่าที่ดูมาตลอดสี่เกมผมว่านักฟุตบอลชุดนี้ดูจะขาดความกระหายและความกระตือรือร้นที่จะเล่นฟุตบอลทัวร์นาเมนต์นี้ ว่ากันว่าทีมฟุตบอลชายไทยเป็นทีมที่ได้รับเงินอัดฉีดมากที่สุดแต่ดูเหมือนว่านักเตะบางคนคงเห็นเป็นเพียงทัวร์นาเมนต์ “ของตาย” ที่ยังไงเราก็ไม่พลาดเพราะเราเหนือกว่าทุกชาติในอาเซียนอยู่แล้ว นั่นคือ “ทัศนคติ” ของนักเตะไทยที่ดูจะหลงเหลิงกับคำว่าเบอร์หนึ่งของอาเซียน

อย่างไรก็ตามขออนุญาตยกเว้นนักเตะบางคนที่ทุ่มเทตลอดทั้งสี่เกมอย่าง กวิน ผู้รักษาประตู อนาวิน ปีกขวา หรือ อดุล มิดฟิลด์เกมรับ

ส่วนเหตุผลสุดท้ายผมคิดว่าทีมอื่นๆเขามีพัฒนาการไปข้างหน้าโดยเฉพาะสี่ทีมสุดท้ายอย่างเวียดนาม สิงค์โปร์ ลาว และมาเลเซีย ส่วนทีมชาติไทยยังย่ำอยู่กับที่และพร้อมเสมอที่จะถอยหลังเข้าคลอง

สาเหตุหนึ่งคงเพราะผู้บริหารสมาคมคิดว่าคนไทยลืมง่ายมั๊งครับ เลยไม่คิดจะจำบทเรียนแย่ๆที่ผ่านมาทั้งที่มันมีตัวอย่างความผิดพลาดให้เห็นกันซ้ำแล้วซ้ำเล่า ไล่ตั้งแต่แมตช์อัปยศในศึกไทเกอร์คัพเมื่อปี 1996 ที่พยายามเล่นให้ “แพ้” อินโดนีเซียเพื่อหลีกไม่เจอเวียดนามเจ้าภาพในรอบรอง

หรือจะตกรอบแรกในศึกไทเกอร์คัพเมื่อปี 2004 ที่ทำเอาศรัทธาบอลไทยหายไปช่วงหนึ่ง หรือจะเป็นการชวดแชมป์อาเซียนคัพเมื่อปีที่แล้วหลังจากโดนเวียดนามบุกมาหักหน้าถึงสนามราชมังคลาฯ

"ฟุตบอลไทย"ก็เป็นอย่างนี้แหละครับ คือ “เจ็บแล้วไม่รู้จักจำ” ผู้บริหารมิเคยสำเหนียกถึงหน้าที่ที่ตัวเองแบกรับอยู่ว่าคนไทยทั้งชาติเขาเฝ้ารอความสำเร็จของทีมชาติพวกเขามากขนาดไหน เพราะพวกคุณได้แต่สร้างความฝันลมๆแล้งๆว่า “ทีมชาติไทยจะไปฟุตบอลโลก”

อย่างไรก็ตามผมต้องขอบคุณที่ทีมชาติไทยที่เคยสร้างความสุขให้กับคนไทยมาตลอดสิบหกปีที่ได้แชมป์ซีเกมส์แปดสมัยซ้อนซึ่งทุกคนหวังเหมือนกันว่าทีมของเรากำลังก้าวไปสู่จุดที่ดีขึ้นเพราะอย่างน้อยที่สุดเราก็เป็นเบอร์หนึ่งในภูมิภาคนี้แล้ว

ดังนั้นการจะฝันต่อว่าเราจะเป็นเบอร์ต้นๆของเอเชียก็คงไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไปแต่ทั้งหมดเป็นแค่ “ภาพลวงตา” ที่ทำให้ทุกวันนี้เราต้องหันมายอมรับความจริงกันได้แล้วว่าเรายังไปไม่ถึงไหนเลยแต่คนอื่นเขาก้าวหน้าไปกว่าเราแล้ว

“ฟุตบอลทีมชาติไทย” เป็นสมบัติอย่างหนึ่งของคนทั้งชาตินะครับ มิใช่เป็นของคนกล่มใดกลุ่มหนึ่ง สมาคมฟุตบอลไทยได้รับเงินสนับสนุนจากรัฐบาลซึ่งเป็นเงินภาษีของประชาชน นักฟุตบอลทีมชาติไทยลงแข่งขันในนามตัวแทนของคนไทยทั้งชาติ ด้วยเหตุนี้เองคนไทยทุกคนจึงตั้งความหวังไว้กับพวกคุณไว้มากและพร้อมจะเป็นกำลังใจให้กับพวกคุณเสมอแต่สิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2552 นั้นมันได้แสดงให้เห็นแล้วว่าพวกคุณรักษาสมบัติชิ้นนี้ของชาติได้มากน้อยแค่ไหน?

Hesse004