Jun 20, 2008

"มาร์โก้ แวน บาสเท่น"กับฟุตบอลยูโรปี 2008






นับตั้งแต่ฟุตบอลยูโรปี 2008 เปิดฉากมา, ผมเชื่อว่าท่านผู้อ่านที่ติดตามฟุตบอลมาโดยตลอดน่าจะได้ยลแข้งของทีมชาติฮอลแลนด์ไปบ้างแล้วนะครับ โดยเฉพาะสองนัด “เจ็ดลูก”ที่อัดทีมแชมป์โลกอย่างอิตาลีและรองแชมป์อย่างฝรั่งเศสเสียไม่เป็นกระบวน

ตามพงศาวดารลูกหนังโลกแล้ว , “ทีมชาติฮอลแลนด์” เจ้าของฉายาอัศวินสีส้ม หรือ Oranje เริ่มสร้างชื่อในฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายเมื่อปี ค.ศ.1974 ครับ ฮอลแลนด์ในยุคนั้นอยู่ภายใต้การคุมทีมของท่าน นายพล “ไรนุส มิเชล” (Rinus Michels)

จริงๆแล้ว ไรนุส มิเชล แกไม่ใช่นายพลหรอกครับ เพียงแต่โหงวเฮ้งของแกคล้ายกับนายพล (The General ว่ากันว่าเหตุที่ไรนุส มิเชล ได้รับฉายานี้ก็เพราะอมตะวาจาของแกที่พูดว่า Professional football is something like war. แปลเป็นไทยก็คงทำนองว่าฟุตบอลมันก็เหมือนสงครามดีๆนั่นแหละ

ไรนุส มิเชล เป็นผู้ทำให้ฮอลแลนด์ยุคทศวรรษที่ 70 นั้นเล่นฟุตบอลภายใต้หลักการที่เรียกว่า “โททั่ลฟุตบอล” (Total Football) ครับ

โททั่ลฟุตบอลนั้นมีต้นกำเนิดมาจากทีมอาแจ๊กซ์ อัมสเตอร์ดัมส์ (Ajax Amsterdam) ครับ ซึ่งเราต้องย้อนอดีตไปไกลกันถึงปี ค.ศ.1910 เลยทีเดียว กุนซือทีมอาแจ๊กซ์นามว่า “แจ๊ค เรย์โนลด์” (Jack Reynolds) คือ เจ้าของความคิดหลักการโททั่ลฟุตบอล

เรย์โนลด์นับเป็นผู้จัดการทีมอาแจ๊กซ์ ที่น่าจะคุมทีมยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์สโมสรเลยก็ว่าได้ครับ ด้วยเหตุนี้เองเรย์โนลด์จึงสามารถทดลองปรับแต่งรูปแบบ แผนการการเล่นตลอดจนพัฒนาหลักการทำทีมฟุตบอลได้หลากหลายก่อนจะมาลงตัวที่ “ระบบโททั่ลฟุตบอล”

อย่างไรก็ตามลูกศิษย์ก้นกุฎิของเรย์โนลด์อย่าง “ไรนุส มิเชล” กลับได้รับเครดิตในการทำให้ทีมชาติฮอลแลนด์เกรียงไกรภายใต้หลักการดังกล่าวครับ

ในช่วงทศวรรษที่ 70 ทั้งสโมสรอาแจ๊กซ์ อัมสเตอร์ดัมส์และทีมชาติฮอลแลนด์ล้วนประสบความสำเร็จในฟุตบอลรายการใหญ่ๆตั้งแต่ยูโรเปียนคัพ ไปจนถึงฟุตบอลโลก อาแจ๊กซ์สามารถสถาปนาความยิ่งใหญ่บนแผ่นดินยุโรปด้วยการคว้าแชมป์ยูโรเปียนคัพได้ติดต่อกันสามสมัยซ้อน (The Treble) ตั้งแต่ปี ค.ศ.1971, 1972 และ 1973

มหัศจรรย์แห่งอาแจ๊กซ์ยังส่งต่อมายังขุนพลอัศวันสีส้มภายใต้การนำของจอมทัพนามว่า “โยฮัน ครัฟฟ์” (Johan Cruyff) อย่างไรก็ตามครัฟฟ์ไม่ได้โดดเด่นเพียงคนเดียวนะครับ หากไม่ได้เหล่าพลพรรคออเรนจ์แมนอีกสิบคนที่เหลือที่ช่วยบันดาลให้โททั่ลฟุตบอลบังเกิดขึ้น

หลักการข้อแรกของโททั่ลฟุตบอล คือ นักเตะในสนามต้องสามารถปรับตัวเล่นได้ทุกตำแหน่งครับ การทดแทนกันได้ในทุกตำแหน่งนั้นทำให้ผู้จัดการทีมไม่ต้องปวดหัวว่าจะเปลี่ยนใครลงไปแทนเพราะทุกคนมีความสามารถใกล้เคียงกันหมด

หลักการต่อมา คือ ความเข้าใจในเกมของผู้เล่น ว่ากันว่านักเตะดัตช์นั้นมีเซนส์บอลที่ไม่แพ้นักเตะบราซิลเลยทีเดียว หัวใจสำคัญของโททั่ลฟุตบอลอยู่ที่การหาพื้นที่ว่าง (Space) ให้กับเพื่อนที่ครองบอลอยู่ครับ อย่างที่กูรูฟุตบอลมักชอบพูดเสมอว่าผู้เล่นที่อันตรายที่สุด คือ ผู้เล่นที่ไม่มีบอล

เมื่อนักเตะสามารถหาที่ว่างได้แล้ว การให้แล้วไป (Give and Go) คือกลไกสำคัญที่ทำให้โททั่ลฟุตบอลมีความไหลลื่น ถ้าจะว่ากันตามตรงแล้วอาร์เซนอลยุคปัจจุบันของอาร์เซน เวงเกอร์ น่าจะเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดที่ทำให้เกมฟุตบอลมีความต่อเนื่องและไหลลื่น (Fluid)

นอกจากนักเตะแล้วโค้ชชาวดัตช์ก็น่าจะมีเซนส์บอลการทำทีมที่ดีเช่นกันนะครับ ลองไล่กันตั้งแต่รุ่นใหญ่อย่างป๋า กุ๊ด ฮิดดิ้ง (Guss Hiddink), โค้ชทีมชาติรัสเซีย ผู้ถีบอังกฤษตกรอบคัดเลือกยูโรหนนี้, ดิค แอทโวคาท (Dick Advocaat) ,ผู้จัดการทีมสโมสรเซนิต เซนต์ปีเตอร์เบิร์กที่เพิ่งได้แชมป์ยูฟ่าคัพปีล่าสุด, แฟรงก์ ไรจ์กาจ (Frank Rijkaard) ,อดีตกุนซือบาร์ซ่าที่เพิ่งจะตกงานมาหมาดๆ และคนล่าสุด คือ มาร์โก้ แวน บาสเทน (Marco Van Basten) โค้ชทีมชาติฮอลแลนด์ชุดลุยยูโร 2008

โททั่ลฟุตบอลจำเป็นต้องอาศัยนักเตะที่ฉลาด เข้าใจในแผนการเล่นของโค้ช รวมไปถึงสามารถแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้ดี อย่างไรก็ตามข้อเสียของนักเตะฮอลแลนด์ทุกยุคทุกสมัยคือ มีความมั่นใจในตัวเองมากเกินไป ประเภทว่า “Selfจัด” นั่นเอง ด้วยเหตุนี้ฮอลแลนด์จึงกลายเป็นทีมที่มีปัญหาระหว่างนักเตะด้วยกันเองโดยเฉพาะเวลามาแข่งทัวร์นาเมนต์สำคัญๆ เมื่อสปิริตในทีมหายไปส่งผลต่อผลงานของทีมที่มักไปได้ไม่ถึงฝั่งฝัน ตัวอย่างเช่นฟุตบอลโลกปี 2002 ภายใต้การคุมทีมของกุนซือสมองเพชรอย่าง หลุยส์ ฟานกัล (Louis Van Gaal) แต่อัศวินสีส้มชุดนี้กลับไม่ผ่านรอบคัดเลือกทั้งๆที่มีดาวดังอยู่เต็มทีม

อย่างไรก็ตามฟุตบอลยูโรปีนี้เท่าที่ผมติดตามฮอลแลนด์มาสามนัดแล้ว ต้องยอมรับว่าพวกเขาเล่นเกมเคาน์เตอร์แอทแทคได้ “โคตรดุ” เลยครับ แม้ว่าความเพลินตาที่เคยปรากฏในโททั่ลฟุตบอลจะไม่ค่อยมีเท่าไรนัก แต่ถ้าในเรื่องความเฉียบขาดและความแน่นอนแล้วดูเหมือนว่าฮอลแลนด์จะทำได้ดีกว่าทุกทีมครับ

เกมของฮอลแลนด์ในสองนัดที่พบคู่ปรับโคตรบอลอย่างอิตาลี กับฝรั่งเศสนั้นสะท้อนให้เห็นตัวตนของ “มาร์โก้ แวนบาสเทน” ได้ดีไม่น้อยเลยนะครับ กล่าวคือ สมัยที่เขาเป็นศูนย์หน้าเขาสามารถหาพื้นที่ในการเข้าทำประตูได้บ่อยครั้ง มีความเฉียบขาดในการยิงประตูจนเป็นเจ้าของสถิติ 90 ประตูจาก 147 นัดที่ลงเล่นให้กับเอซีมิลาน และ 24 ประตูจาก 58 นัดภายใต้เสื้อสีส้มของฟลายอิ้งดัตช์แมน
ความเฉียบขาดดังกล่าวสะท้อนออกมาในรูปเกมการเล่น ซึ่งถ้าดูจากทัพครั้งนี้ของแวนบาสเท่นแล้วจะพบว่าเขามีตัวเลือกประเภท “รุกพิฆาต” เกือบจะเต็มทีม ไล่ตั้งแต่ อาร์เยน ร๊อบเบน (Arjen Robben) และ เวสลีย์ ชไนเดอร์ (Wesley Sneijder)จากทีมราชันชุดขาวเรอัลมาดริด, โรบิน ฟาน เพอร์ซี่ (Robin Van Persie)จากทีมปืนโต, เดิร์ต เคาท์ (Dirk Kyut)จากหงส์แดง , คลาส ยาน ฮุนเต่ล่าร์ (Klass Jan Huntelaar)จากอาแจ๊กซ์ รวมไปถึงศูนย์หน้าตัวเก๋าอย่าง “พี่ม้า” รุด ฟาน นิสเตอรอย (Ruud Van Nisterooy)

นอกจากจะ “ไม่ต้องห่วงหน้าแล้ว” ฮอลแลนด์ชุดนี้ดูจะ “ไม่ต้องพะวงหลัง” มากนัก เพราะได้ซูเปอร์หนึบอย่าง “น้าเอ๊ด” เอ็ดวิน ฟานเดอ ซาร์ (Edwin Van De Sar) รับบทนายทวารที่กำลังจะตามรอยตำนานผู้รักษาประตูอย่างปีเตอร์ ชไมเคิล ณ เดนมาร์ก หลายต่อหลายเกมน้าเอ๊ดสามารถเซฟลูกยากๆได้หลายครั้งจนทำให้กองหลังฮอลแลนด์มีความมั่นใจมากขึ้นทั้งที่มารอบนี้ฮอลแลนด์ไม่ได้พกกองหลังระดับดาวดังมากนักจะมีก็แต่เพียงอังเดร ออยเลอร์ (Andre Ooijer)ของแบล๊คเบิร์น รวมไปถึง คาลิด บูรารูซ (Khalid Boulahrouz)จากเชลซี นอกจากนี้ความเก๋าของจิโอวานี่ ฟานบรองฮอส (Giovanni van Bronckhorst) ก็นับว่ามีประโยชน์ต่อเกมรับของฮอลแลนด์อย่างมาก

แม้ว่าแวนบาสเท่นจะแขวนสตั๊ดเร็วเกินไปด้วยอาการบาดเจ็บเรื้อรัง แต่การเข้ามากุมบังเหียนทีมชาติต่อจากซี้เก่าอย่างแฟรงค์ ไรจ์การ์ดนั้น นับได้แวนบาสเท่นทำได้โดดเด่นไม่น้อยนะครับ

ยูโรหนนี้แวนบาสเท่นทำให้เกมรุกของฮอลแลนด์สุดแสนจะอันตราย โดยเฉพาะเกมโต้กลับที่เร่งจังหวะเปลี่ยนจากรับเป็นรุกได้อย่างรวดเร็วโดยอาศัยตัวรุกที่เอ่ยนามมาแล้ว

สำหรับยูโรครั้งนี้, ผมเอาใจช่วยฮอลแลนด์ให้ไปได้ไกลที่สุดตามศักยภาพของทีมครับ การเก็บได้เก้าคะแนนเต็มใน “กรุ๊ปออฟเดธ” (Group Death) นั้นไม่ใช่มาจากความบังเอิญแน่นอน

อย่างไรก็ตามถ้าฮอลแลนด์ผ่าน “รัสเซีย” ในรอบสองไปได้ การเจอ “สเปน”หรือ “อิตาลี”อีกครั้งนับเป็นงานที่ไม่ง่ายอีกแล้ว ซึ่งท้ายที่สุดแวนบาสเท่นจะทำให้ฟลายอิ้งดัตช์แมนทีมนี้บินไปได้ไกลแค่ไหนนั้นต้องคอยดูกันต่อไปครับ

Hesse004

Jun 10, 2008

“The Pink Panther”กับ เจ้าเสือสีชมพู






ขึ้นชื่อว่า “เสือ” แล้วย่อมมีความน่ากลัวอยู่ในตัวนะครับ อย่างไรก็ตามมีเสืออยู่ชนิดหนึ่งที่ไม่ได้ทำให้เราหวาดกลัวแต่อย่างใด ใช่แล้วครับ! เสือที่ผมกำลังจะเล่าถึงคือ “เจ้าเสือสีชมพู” ไงครับ

พอเอ่ยถึงเจ้าเสือสีชมพู เรามักนึกถึงชื่อของ “พิงค์ แพนเธอร์” (Pink Panther) ครับ และพอเอ่ยถึงชื่อของพิงค์ แพนเธอร์ ท่านผู้อ่านที่มีอายุหน่อยก็จะนึกถึงชื่อของหนังตลกแนวสืบสวน ส่วนอีกอย่างหนึ่งที่นึกถึงคือชื่อวงดนตรีสตริงที่ร้องเพลง “ถึงจะแสนไกล ไกลถึงใต้หล้า สุดขอบฟ้าแสนไกล” พร้อมเห็นภาพหน้านักร้องมาดนุ่มๆใส่แว่นสีชายืนร้องเพลงด้วยความละเมียดละไม

สำหรับเดอะพิงค์ แพนเธอร์ (The Pink Panther) ที่ผมอยากเล่าถึงนั้นเป็นภาพยนตร์ตลกแนวสืบสวนสอบสวนครับ ซึ่งจะว่าไปแล้วภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นซีรีส์คล้าย “เจมส์ บอนด์” ที่สตูดิโอในฮอลลีวู้ดนิยมสร้างกันในช่วงทศวรรษที่ 60 เป็นต้นมา

เดอะพิงค์ แพนเธอร์ ฉบับดั้งเดิม (Original version) นั้นถือกำเนิดเมื่อปี ค.ศ.1963 ครับ โดยได้เบลค เอ็ดเวิร์ด (Blake Edwards) เป็นผู้กำกับ และมีดาราชูโรงในยุคนั้นอย่างเดวิด นีเวน (David Niven) และปีเตอร์ เซลเลอร์ (Peter Sellers)

ศูนย์กลางของหนังเรื่องนี้อยู่ที่ “พิงค์ แพนเธอร์” ซึ่งเป็นเพชรสีชมพูขององค์หญิงดาล่า ครับ ไม่ใช่เจ้าเสือสีชมพูอย่างที่เราหลงเข้าใจกันมานาน

หนังเรื่องนี้นับเป็นหนังตลกที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายแบบยุโรป ไม่ว่าจะเป็นสถานที่ถ่ายทำในกรุงโรม อิตาลี หรือเรื่องราวบางตอนในกรุงปารีส

โดยส่วนตัวแล้วผมคิดว่า "เดอะพิงค์ แพนเธอร์" (1963) ซึ่งเป็นภาคแรกนั้นมีความคลาสสิค อยู่ไม่น้อยนะครับ โดยเฉพาะการคัดเลือกตัวแสดงอย่าง “เดวิด นีเวน” ซึ่งเป็นดาราชื่อดังชาวอังกฤษแห่งทศวรรษที่ 50-60 มารับบทเดอะแฟนธอม (The Phantom) วายร้ายผู้มุ่งหมายในเพชรพิงค์แพนเธอร์ และได้ “ปีเตอร์ เซลเลอร์” สตาร์ดังชาวอังกฤษอีกคนที่มารับบทสารวัตรคลูโซ่ (Jacques Clouseau) ยิ่งทำให้เดอะพิงค์แพนเธอร์ ภาคแรกกลายเป็นตำนานหนังตลกแนวสืบสวนไป

นอกจากนี้ผมยังแอบตั้งข้อสังเกตกับบุคลิกของสารวัตรคลูโซ่ที่แกดูจะเปิ่น ซุ่มซ่าม และไม่ทันเกมของเหล่าร้ายเอาเสียเลย แต่บุคลิกแบบนี้แหละครับที่ทำให้เดอะพิงค์ แพนเธอร์ ได้รับการตอบรับจากคอหนังในยุคนั้นเป็นอย่างดี ด้วยเหตุที่ว่าหนังในยุคนั้นพระเอกโดยเฉพาะเจมส์ บอนด์ ต้องดูดี เท่ห์ สมาร์ท และฉลาดกว่าตัวโกง แต่สำหรับเดอะพิงค์ แพนเธอร์แล้วตรงกันข้ามทุกอย่างครับ

นอกจากนี้ถ้าท่านผู้อ่านเคยดูหนังเรื่อง “จอหน์นี่ อิงลิช” (Johnny English) ที่นำแสดงโดย โรแวน แอตกินสัน (Rowan Atkinson) หรือ “มิสเตอร์บีน” เราจะพบว่าบุคลิกของจอหน์นี่ อิงลิช มีความละม้ายคล้ายคลึงกับบุคลิกของสารวัตรคลูโซ่มากๆครับ

จะว่าไปแล้วหนังแนวคอมเมดี้ (Comedy genre) ของฝั่งยุโรปนั้นดูจะมีอารมณ์ขันที่เจือไปด้วยการเสียดสีประชดประชันอยู่ไม่น้อยนะครับ เรียกได้ว่าดูจบกลับไปนั่งคิดอะไรต่อได้อีกประมาณว่า “ตลกร้าย” เช่นเดียวกับพิงค์แพนเธอร์ครับที่ตอนจบนับว่าเป็นตลกร้ายเลยทีเดียวลองไปหาชมแล้วกันนะครับ

นอกจากนี้เพลงประกอบหนังเดอะพิงค์แพนเธอร์ ยังได้กลายเป็นสัญลักษณ์ของความสงสัยใคร่รู้ซึ่งเพลงๆนี้มักถูกนำมาใช้ประกอบฉากหนังที่เกี่ยวกับการสืบสวนแบบขำๆประเภทชอบสอดรู้สอดเห็นเรื่องชาวบ้าน

เพลงประกอบหนังพิงค์แพนเธอร์มาจากผลงานการรังสรรค์ของ “เฮนรี่ มานชินี่” (Henri Mancini) ประพันธกรเพลงชื่อดังชาวอเมริกัน (Music composer)ครับ มานชินี่ใช้ลูกเล่นของเสียงแซกโซโฟนในดนตรีแจ๊ซสร้างให้เพลงประกอบเดอะพิงค์ แพนเธอร์ กลายเป็นตำนานมาจนถึงทุกวันนี้

แต่เอ๊! ที่ผมเล่ามาทั้งหมด ยังไม่เห็นมีเรื่องเจ้าเสือสีชมพูแต่อย่างใดเลยใช่มั๊ยครับ สำหรับเจ้าเสือ สีชมพูนั้นมีที่มาจากหนังแอนนิเมชั่นเปิดตัวภาพยนตร์เรื่องนี้ โดยบริษัท DePatie-Freleng Enterprises เป็นผู้สร้างสรรค์เจ้าเสือสีชมพูขึ้นมาครับ ว่ากันว่าบริษัทนี้รับผิดชอบผลงานแอนนิเมชั่นให้กับค่ายหนังอย่างวอร์เนอร์ บราเธอร์ มาตั้งแต่ต้นทศวรรษที่ 60 แล้วครับ บริษัทนี้ได้ผลิตผลงานแอนนิเมชั่นเด่นๆอย่างเช่น เดอะพิงค์แพนเธอร์ กับเจ้ากระต่ายน้อยจอมแสบอย่างลูนนี่ ทูน (Looney Tunes) นั่นเองครับ

เดอะ พิงค์แพนเธอร์ ยังคงเป็นตำนานภาพยนตร์แนวตลกสืบสวนที่ทุกวันนี้ออกจะหายากหน่อยนะครับ เพราะดูเหมือนไม่ค่อยมีใครอยากทำกันนัก จะว่าไปแล้วหนังเรื่องนี้ได้ทำให้ภาพลักษณ์ของพระเอกไม่ได้สมบูรณ์แบบไปทุกอย่างเช่นสายลับ 007 หากแต่ทำให้พระเอกกลายเป็นตัวตลกที่เรียกเสียงฮาได้ทุกฉาก เดอะพิงค์แพนเธอร์จึงเป็นหนังประเภทต่อต้านวีรบุรุษหรือ Anti Hero นั่นเองครับ

นอกจากนี้เดอะพิงค์ แพนเธอร์ ยังได้สร้างสัญลักษณ์ทั้งด้านภาพและเสียง ที่พอเอ่ยชื่อพิงค์แพนเธอร์ปุ๊ป เรามักนึกถึง เจ้าเสือสีชมพูกับดนตรีแนวสอดรู้สอดเห็น อ้อ! ชื่อแนวเนี่ยผมคิดขึ้นเองนะครับ ฮา ฮา

Hesse004

May 26, 2008

เศรษฐศาสตร์ภาคเพลง “แรพ”





ท่านผู้อ่านคิดเหมือนผมหรือเปล่าครับว่า การเรียนรู้ของมนุษย์เราไม่จำเป็นต้องอยู่แค่ในห้องเรียนหรือจำกัดแค่เพียงตำราอย่างเดียว

นับตั้งแต่ผมเริ่มหัดเขียนบล็อกนั้น, ผมเชื่อว่าความรู้จากสื่ออินเตอร์เนตนั้นทรงพลังอย่างยิ่งครับ โดยเฉพาะ “วิกิพีเดีย” (Wikipedia) ได้กลายเป็นเว็บประจำที่ผมโปรดปรานมากที่สุดไปแล้ว

อย่างไรก็ดีในฐานะนักเรียนเศรษฐศาสตร์, การได้ท่องไปในบล็อกของเหล่ากูรูนักเศรษฐศาสตร์ระดับโลกนั้นนับได้ว่าน่าตื่นตาตื่นใจไม่น้อยเลยครับ

ถ้าจะว่าไปแล้วบล็อกเศรษฐศาสตร์ หรือ Economics Blog ที่ได้รับความนิยมจากนักเรียนเศรษฐศาสตร์และผู้สนใจนั้นคงหนีไม่พ้นบล็อกของเหล่าศาสตราจารย์ทางเศรษฐศาสตร์ทั้งหลายจากมหาวิทยาลัยชั้นนำในอเมริกาอย่างสแตนฟอร์ด (Stanford), เอ็มไอที (M.I.T), หรือ ฮาวาร์ด (Harvard)

นอกจากนี้บรรดาป็อปปูลาร์ อีโคโนมิสต์ (Pop Economists) อย่าง นายสตีเวน ดี เลวิตต์ (Steven D Levitt) และ สตีเฟน เจ ดับเนอร์ (Stephen J Dubner) คู่หูนักเขียนหนังสือชื่อดังอย่าง “Freakonomics” หรือ นายทิม ฮาร์ฟอร์ด (Tim Harford) เจ้าของเบสต์เซอลเลอร์ “The Undercover economist” ก็ยังแอบแฝงตัวมาเป็นบล็อกเกอร์เหมือนกัน

เช่นเดียวกับเหล่าปรมาจารย์อย่าง แกรี่ เบคเกอร์ (Gary Becker) หรือ อาจารย์ใหญ่ พอล ครุกแมน (Paul Krugman) ก็เริ่มขยับเนื้อที่การเขียนจากหน้าหนังสือพิมพ์มาสู่หน้าจอคอมพิวเตอร์กันมากขึ้นครับ

กลับมาเรื่องที่ผมอยากเล่าดีกว่าครับ, ไม่กี่วันมานี้ผมมีโอกาสแวะไปเยือนบล็อกของโปรเฟสเซอร์แมนคิว (N. Gregory Mankiw) ซึ่งว่ากันว่า ณ นาทีนี้ชื่อของ “แมนคิว”ไม่ได้เป็นรองใครในบรรณพิภพเศรษฐศาสตร์แห่งเมืองลุงแซม

โดยส่วนตัวผมแล้ว, ผมเชื่อว่าตำราหลักเศรษฐศาสตร์ของแมนคิว (Principles of Economics) น่าจะมีอิทธิพลต่อนักเรียนเศรษฐศาสตร์ทั่วโลกในศตวรรษที่ 21 ไม่แพ้ตำราเศรษฐศาสตร์ (Economics) ของศาสตราจารย์ พอล แซมมวลสัน (Paul Samuelson) ที่เคยสร้างเบ้าหลอมความคิดทางเศรษฐศาสตร์ในศตวรรษที่ยี่สิบ

ปัจจุบันแมนคิวกินตำแหน่งศาสตราจารย์สอนอยู่ที่คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ครับ

โปรเฟสเซอร์แมนคิวนั้นนับเป็นนักเศรษฐศาสตร์ที่เขียนหนังสือได้สนุกคนหนึ่งครับ ดูจากสำบัดสำนวนแล้ว แมนคิวได้ทำให้วิชาเศรษฐศาสตร์ดูน่าสนุกขึ้นเยอะ

แมนคิวได้เปิดบล็อกส่วนตัวให้นักเรียนเศรษฐศาสตร์และผู้สนใจได้เข้าไปเยือน แน่นอนครับแมนคิวเป็นคนที่อัพบล็อก (Update Blog) บ่อยมาก ทำให้เนื้อหาในบล็อกของเขามีความทันสมัยและวิเคราะห์สถานการณ์เศรษฐกิจโลกได้อย่างเฉียบคม

นอกจากนี้แมนคิวยังสร้างชื่อในวงการเศรษฐศาสตร์ด้วยการบัญญัติ “หลักสิบประการของวิชาเศรษฐศาสตร์” หรือ Ten Principles of Economics

หลักสิบประการของแมนคิวนี้ได้สะท้อนให้เห็นผลึกทางความคิดของนักเศรษฐศาสตร์กระแสหลักที่ยึดมั่นในเรื่องประสิทธิภาพในการจัดสรรทรัพยากร (Efficiency of allocation) มาโดยตลอด

ไอ้เจ้าหลักทั้งสิบของแมนคิวนั้น, ถูกแบ่งออกเป็นสามเรื่องใหญ่ๆครับ คือ มนุษย์เราตัดสินใจกันอย่างไร? (How people make decision) แล้วจากนั้นมนุษย์เรามาปฏิสัมพันธ์กันได้ยังไง? (How people interact with each other) และท้ายที่สุดไอ้สิ่งที่มนุษย์มันมาสัมพันธ์กันนั้นมันส่งผลกระทบต่อการทำงานของเศรษฐกิจโดยรวมอย่างไรล่ะ? (The forces and trends that affect how the economy as a whole works)

อย่างไรก็ตามหลักทั้งสิบข้อของแมนคิว ถ้าจับให้นักเรียนเศรษฐศาสตร์มานั่งท่องนั้นมันก็จะกลายเป็นเรื่องน่าเบื่อไปเสียอีก ด้วยเหตุนี้เองจึงมีวงดนตรีแรพวงหนึ่งชื่อ Rhythm, Rhyme, Results ได้หยิบเอาบัญญัติสิบประการของแมนคิวมาแปลงเป็นเนื้อร้องแล้วใส่ทำนองร้อง “แรพ” ได้อย่างมีสีสัน

ในครั้งแรกที่ผมเห็นชื่อ Principles of Economics, Rap version ในบล็อกของแมนคิวนั้น ผมงงอยู่ไม่น้อยว่ามันคืออะไร แต่พอคลิ๊กเข้าไปดูจึงรู้ว่ามันเป็นเพลงแรพที่วง Rhythm, Rhyme, Results ได้ใช้หลักเศรษฐศาสตร์สิบข้อของแมนคิวมาแปลงเป็น “แรพ” ในชื่อเพลง Demand, Supply

สำหรับ Rhythm, Rhyme, Results หรือ Triple-R นั้นจัดเป็นวงดนตรีแรพเพื่อการศึกษา (Educational Rap)ครับ ทั้งนี้ทั้งอัลบั้มของ Triple-R นั้นล้วนเป็นแรพที่กล่าวถึงวิชาการต่างๆ อย่างเพลง Circulatory system นี่ก็ว่าด้วยเรื่องวิทยาศาสตร์ หรือจะเพลง 43 presidents นี่ก็ว่าด้วยเรื่องสังคมประวัติศาสตร์อเมริกัน สำหรับเพลง Demand,Supply นั้นน่าจะเป็นเพลงเปิดตัวของ Triple-R นะครับ เพราะดูแล้วเนื้อแรพและทำนองลงตัวน่าฟังมาก

ผมขอทิ้งท้ายด้วยเนื้อเพลง Demand, Supply ที่กล่าวถึงหลักเศรษฐศาสตร์ของแมนคิวให้ท่านผู้อ่านได้ลอง “แรพ” ดูแล้วกันนะครับ เผื่อบางทีเราจะเข้าใจหัวใจของวิชาเศรษฐศาสตร์จากเพลงแรพกันไงล่ะครับ…โย่...โย่!

Hesse004

Demand, Supply by Rhythm, Rhym, Results

VERSE 1
Tradin’ this for that, call it tit for tat
We all face tradeoffs and that’s a fact because
Everything is in finite supply
That’s the reason why we all sell and buy

Next up is rule deuce, the next best use
Of money or time defines its true value
It’s more convoluted than just the simple cost
What else could you do? What opportunities are lost?
Decisions at the margin, yeah that’s the key

To understanding principle #3
Take your present situation and assume that it’s the best
If a change is worth more than it costs, then that’s your test

Lesson #4: it’s like the carrot and the stick
We break it down so you can see what makes the world tick
So why do we do the things that we do?
It’s a system of incentives that we all respond to

CHORUS
Demand, supply
Listen up, learn this, and you’ll know why
We work, we buy
The price is right when the competition’s alive
(x2)

VERSE 2
Everyone in society can benefit from trade
#5 is a reminder that we shouldn’t let hope fade
Just use what you’ve got to produce your best
The money that you make will buy the rest

Lesson 6 is a trick, the invisible hand
Buyers and sellers clear markets without the man
The market system almost always prevails
But recognize, too, that markets can fail
Because of monopolies and the troubles they create
Uncle Sam comes along and he’s gotta regulate

That’s lesson #7: when government’s there
They oversee to guarantee that competition is fair

#8 says the future of a national State
Relies on services and products people create
If we sell and excel and we keep doing well
Then the money keeps going ’round just like a carousel

CHORUSVERSE 3

#9: keep an eye on that money supply
Printing too much paper sends prices sky high
A dollar means nothing, it’s just a nice name
If what it represents doesn’t stay the same

Number 10: there’s a tradeoff in the short run
Between unemployment and inflation
I really can’t explain the whole situation
You want the full story? Step up your education!

May 10, 2008

ปรัชญาเศรษฐศาสตร์ใน "เกมเศรษฐีโมโนโปลี"





ผมเชื่อว่าท่านผู้อ่านที่พ้นวัยเบญจเพสมาแล้วน่าจะคุ้นเคยกับเกมเด็กๆเกมหนึ่งที่ชื่อว่า “เกมเศรษฐีโมโนโปลี” (Monopoly Game) นะครับ

“เกมเศรษฐี”ที่ผมว่านี้ไม่ใช่ชื่อรายการเกมโชว์เกมหนึ่งที่เคยโด่งดังในอดีต หากแต่เป็นเกมกระดาน (Board) สำหรบเด็กที่บางครั้งผู้ใหญ่อย่างพวกผมก็ยังชอบเล่นกันอยู่

ผมว่าเกมเศรษฐีมันมี “ความคลาสสิค”อยู่ในตัวเองครับ ความคลาสสิคที่ว่านี้มันต่างจากการเล่นเกมคอมพิวเตอร์อย่างสิ้นเชิง โดยเฉพาะการมานั่งล้อมวง ทอยลูกเต๋าแล้วเดินตัวผู้เล่นของเราไปตามช่องต่างๆบนกระดาน ซึ่งส่วนใหญ่แต่ละช่องก็มักเป็นชื่อจังหวัด หรือ สถานที่สำคัญๆ

ย้อนกลับไปเมื่อต้นศตวรรษที่ 20 เกมเศรษฐีโมโนโปลีถูกคิดค้นโดยสุภาพสตรีท่านหนึ่งนามว่า “อลิซาเบธ (ลิซซี่) เจ. แมกกี้ ฟิลิปส์” (Elizabeth (Lizzie) J. Magie Phillips) ครับ ซึ่งเกมที่คุณป้าลิซซี่แกคิดค้นขึ้นมานั้นเรียกว่า “Landlord game”

เชื่อมั๊ยครับว่าเกมๆนี้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่ออธิบายทฤษฎี Single Tax on land ของเฮนรี่ จอร์จ (Henry George) นักเศรษฐศาสตร์การเมืองคนดังชาวอเมริกัน

“เฮนรี่ จอร์จ” อธิบายถึง Single Tax on land ไว้ว่าค่าเช่าที่ได้จากที่ดินนั้นสมควรจะถูกแจกจ่ายกระจายออกมาให้คนส่วนใหญ่ในสังคมมากกว่าที่จะไปตกอยู่ในมือของใครคนใดคนหนึ่ง ดังนั้น “ภาษี” จึงเป็นเครื่องมือสำคัญที่จะทำให้เจ้าของที่ดินทั้งหลายปล่อยที่ดินออกมาเพื่อให้ผู้อื่นได้ใช้ประโยชน์

กลับมาที่เกมเศรษฐีโมโนโปลีกันต่อครับ, ถ้าท่านผู้อ่านเคยเล่นเกมเศรษฐีดังกล่าวย่อมเข้าใจดีว่าการเป็นเจ้าของที่ดินจำนวนมาก หรือ ถือโฉนดที่ดินมากๆนั้นมีโอกาสสร้างความมั่งคั่งให้กับตัวเองได้ไม่น้อย ครับ ด้วยเหตุนี้เองกฎข้อแรกของการเล่นเกมโมโนโปลี คือ การกว้านซื้อที่ดินมาอยู่ในมือให้มากที่สุดนั่นเองครับ

แม้ว่าเกมของคุณป้าลิซซี่ต้องการที่จะอธิบายทฤษฎีภาษีของนักเศรษฐศาสตร์แต่กลับกลายเป็นว่าเกมดังกล่าวถูก “พี่น้องตระกูลปาร์คเกอร์” (Parker Brothers) ได้พัฒนาเกมนี้จนมีชื่อเสียงโด่งดังและเปลี่ยนชื่อจาก Landlord game มาเป็น Monopoly game ครับ

ประวัติศาสตร์ของเกมเศรษฐีนั้นนับว่าน่าสนใจไม่น้อยนะครับ ทั้งนี้นับแต่คุณป้าลิซซี่คิดค้นเกมนี้ขึ้นมาด้วยเหตุผลทางวิชาการแล้ว พี่น้องสกุลปาร์คเกอร์ได้ทำให้เกมนี้ได้รับความนิยมแพร่หลายก่อนจะต้องมาแก่งแย่งเรื่องลิขสิทธิ์กันและท้ายที่สุดลิขสิทธิ์ของเกมนี้ก็ตกอยู่ในมือของ บริษัท Hasbro ซึ่งเป็นบริษัทเกมรายใหญ่ในอเมริกา

สำหรับเกมเศรษฐีแบบไทยๆนั้น ผมไม่แน่ใจว่ามีพัฒนาการเป็นมาอย่างไร โดยส่วนตัวผมเองนั้น ผมจำลางๆว่าเล่นเกมนี้ครั้งแรกเมื่ออายุเก้าขวบครับ ซึ่งถ้าจำไม่ผิดเกมที่เล่นน่าจะชื่อ “ซุปเปอร์เศรษฐี” ซึ่งคุณอาของผมท่านซื้อมาให้เล่น

คราวนี้ลองหวนรำลึกดูมั๊ยครับว่า เรายังจำกติกาการเล่นเกมเศรษฐีนี้กันได้บ้างหรือเปล่า? แรกสุดเลยต้องมีคนเล่นเป็น “ธนาคาร” ก่อนครับ จากนั้นธนาคารจะแจกโฉนดที่ดิน แจกแบงก์ตามกติกาที่กำหนดไว้ เสร็จแล้วเราก็เลือกตัวเดินว่าจะเป็นสีอะไร พอเริ่มเดินๆไปแล้วดันไปตกที่ดินใครก็ต้องจ่ายตังค์เขาตามค่าเช่าในโฉนด ซึ่งสมัยผมเล่นค่าเช่าที่ดินที่แพงที่สุดรู้สึกจะเป็น “สะพานหัน”หรือไม่ก็ “ถนนสุขุมวิท” นะครับ

หากโชคดีหน่อยอาจจะเดินไปเจอ “ช่องขุมทรัพย์มหาสมบัติ” ซึ่งส่วนใหญ่ก็มักมีแต่เรื่องดีๆ อย่างถูกลอตเตอรี่รางวัลที่หนึ่ง หรือ มีลาภลอย ได้รับมรดก อะไรทำนองนั้น แต่หากบางทีซวยหน่อยดันไปตกช่องติดคุก ก็ต้องหยุดเดินไปหนึ่งตา เป็นต้น

นอกจากนี้ยังมีการลงทุนซื้อบ้านสีเหลืองตามราคาโฉนด และหากอยากขยับขยายเราก็สามารถปลูกโรงแรมสีแดงได้กรณีที่เราปลูกบ้านครบสี่หลังแล้ว

เล่นไปเล่นมาสักพักก็จะเริ่มมีคน “ล้มละลาย”แล้วครับ แหม่! นี่มันสะท้อนให้เห็นถึงระบบทุนนิยมแบบเจ้าที่ดินจริงๆเลย ท้ายที่สุดผู้ชนะ คือ ผู้ครอบครองที่ดินได้เกือบทั้งกระดานหรืออาจจะมีเงินสดมากกว่าเพื่อนร่วมวง

จะว่าไปแล้วเกมเศรษฐีโมโนโปลีแบบกระดานนั้น มันได้ซ่อนวิธีคิดบางอย่างของระบบทุนนิยมเสรีโดยเฉพาะการสะสมทุนที่มาจากที่ดิน

ตามหลักเศรษฐศาสตร์แล้วที่ดินนับเป็นปัจจัยการผลิตชนิดหนึ่งครับ ซึ่งการสะสมที่ดินนั้นมีต้นทุนที่เรียกว่า “ค่าเสียโอกาส”หรือ Opportunity Cost ครับ แต่มีผลตอบแทนที่เรียกว่า “ค่าเช่า”หรือ Rent อย่างไรก็ตามเจ้าของที่ดินเลือกที่จะยอมมีค่าเสียโอกาสน้อยที่สุดโดยเขาจะปล่อยให้ผู้อื่นเช่าที่ดินของเขาในราคาที่เขาคิดว่าดีที่สุด วิธีคิดแบบนี้เป็นหลักคิดของนักเศรษฐศาสตร์กระแสหลักครับ

อย่างไรก็ดีนักเศรษฐศาสตร์การเมืองส่วนใหญ่กลับไม่ค่อยชอบระบบเจ้าที่ดินมากนัก เพราะพวกเขามองว่าเจ้าของที่ดินนั้นสามารถแสวงหาส่วนเกินทางเศรษฐกิจจากผู้เช่าได้โดยที่ตัวเองลงทุนไม่ต้องมากนัก

ในมุมมองของนักเศรษฐศาสตร์ที่ยึดมั่นในเป้าหมายการจัดสรรทรัพยากรที่มีประสิทธิภาพแล้ว, นักเศรษฐศาสตร์กลุ่มนี้เชื่อว่าการเก็บ “ภาษีที่ดิน” (Land Tax) จะสามารถทำให้เหล่าแลนด์ลอร์ดทั้งหลายคายที่ดินออกมาให้คนส่วนใหญ่ทำประโยชน์ได้

ผมเข้าใจว่าประเทศไทยเราพูดถึงเรื่องภาษีที่ดินรวมไปถึงภาษีมรดกมานานหลายทศวรรษแล้วนะครับ แต่ก็ยังไม่มีรัฐบาลไหนกล้าหาญชาญชัยพอที่จะผลักดันเรื่องดังกล่าวออกมา

หรือจะเป็นเพราะว่าท่านผู้ทรงเกียรติทั้งหลายที่นั่งอยู่ในสภากำลังเล่นเกมเศรษฐีโมโนโปลีกันอย่างเมามันส์ เพราะดูเหมือนว่าที่ผ่านมาแต่ละท่านกำลังทอยเต๋าเดินหมากแสวงหาที่ดินบนกระดานประเทศไทยกันอย่างสนุกสนาน แต่เสียอย่างเดียวนะครับ ผมยังไม่เคยเห็นใครเดินไปตกช่องติดตารางสักรายเลยสิ พับผ่าเถอะ!

Hesse004

Apr 26, 2008

ข้าชื่อ “จูล่ง”แห่งเสียงสัน




จะว่าไปแล้วฮ่องกงพัฒนาอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไปได้ไกลไม่น้อยนะครับ ประกอบกับความรุ่งเรืองของจีนแผ่นดินใหญ่ในศตวรรษที่ 21 นั้น ก็มีส่วนทำให้หนังฮ่องกงสามารถหยิบวัตถุดิบทางประวัติศาสตร์ชนชาติจีนมาเล่นได้มากมาย

เฉพาะปีนี้วรรณกรรม “สามก๊ก” ได้รับการถ่ายทอดเรื่องราวบนแผ่นฟิล์มอย่างน้อยสองเรื่อง คือ Three Kingdoms: Resurrection of the Dragon และ Red Cliff (2008) หรือ The battle of red cliff ของ “จอห์น วู” (John Woo) ที่หยิบเอายุทธการผาแดงในตอนที่โจโฉนำทัพเรือจำนวนมหาศาลมาตีกังตั๋งก่อนจะปราชัยไปอย่างหมดรูป

สำหรับภาพยนตร์เรื่อง “Three Kingdoms: Resurrection of the Dragon” (2008) นั้น เป็นผลงานการกำกับของ “แดเนียล ลี” (Daniel Lee) ผู้กำกับชาวฮ่องกงโดย ภาพยนตร์เรื่องนี้ได้กล่าวถึงวีรบุรุษในยุคสมัยสามก๊กท่านหนึ่งนามว่า “เตียวจูล่ง” ครับ

ผมมีโอกาสได้ชมภาพยนตร์เรื่องนี้ตั้งแต่วันแรกที่ลงโรงฉาย ยอมรับว่าตั้งความหวังไว้สูงครับ โดยเฉพาะการที่จะได้เห็นบทบาทของ “หลิวเต๋อหัว” (Andy Lau) ในบทของ “จูล่ง”ขุนพลพยัคฆ์เดชของ “เล่าปี่”แห่งจ๊กก๊ก

อย่างไรก็ตามภาพยนตร์เรื่องนี้ได้ทำให้ “สามก๊ก” ที่ผมเคยคุ้นเคยนั้นผิดแผกไปจากอรรถรสที่เคยได้อ่านหรือได้ดูมา โดยเฉพาะการเพิ่มตัวละครใหม่ๆเข้ามาอย่าง “หลอผิงอัน”ในฐานะที่เป็นพี่ร่วมสาบานของจูล่งที่มาจากเมืองเสียงสันด้วยกัน หรือเพิ่มชื่อของแม่นาง “โจอิม”จอมทัพหญิงแห่งแคว้นวุยแถมยังเป็นหลานสาวของโจโฉอีกด้วย

ผมเองตั้งตารอคอยหนังทั้งสองเรื่องนับตั้งแต่ได้ข่าวการสร้างเมื่อปีที่แล้ว อย่างไรก็ตามแม้ว่า Three Kingdoms: Resurrection of the Dragon ของแดเนียล ลี จะไม่ได้ทำให้ผมรู้สึกประทับใจสักเท่าไรนัก แต่สิ่งหนึ่งที่ได้รับจากการดูหนังเรื่องนี้ คือ “มนุษย์เราจะรบกันไปเพื่ออะไร” ครับ

“จูล่ง” นับเป็นตัวละครในประวัติศาสตร์ที่น่าเคารพบูชาอย่างยิ่งครับโดยเฉพาะเรื่องของคุณธรรมความซื่อสัตย์และจงรักภักดี

ตามประวัติแล้วขุนพลเตียวท่านนี้เป็นชาวเมืองเสียงสัน มีชีวิตอยู่ในช่วงปี พ.ศ. 700 ถึง พ.ศ.772 นับได้ว่าเป็นแม่ทัพที่มีอายุยืนท่านหนึ่งเลยทีเดียวแถมตอนตายยังได้ตายอย่างสงบบนเตียง ผิดกับขุนศึกหลายคนที่ตายกลางสนามรบบ้าง หรือ ถูกประหารชีวิตบ้าง

จูล่งเข้าสู่สมรภูมิรบด้วยการเป็นทหารชั้นผู้น้อย(ภาษาหนังสือสามก๊กเรียก “ทหารเลว”) ของกองทัพ “อ้วนเสี้ยว” ก่อนจะเลือกมาอยู่กับนายพล “กองซุนจ้าน” หลังจากที่กองซุนจ้านฆ่าตัวตายแล้ว จูล่งระหกระเหินไปเป็นหัวหน้าโจรป่าอยู่ที่ “เขาโงจิวสัน”พักหนึ่งก่อนจะมาเข้าร่วมเป็นกับกองทัพของเล่าปี่

วีรกรรมที่ทำให้จูล่งแจ้งเกิดในประวัติศาสตร์สมัยสามก๊ก คือ การฝ่ากองทัพนับหมื่นของโจโฉเพื่อไปช่วยทารกน้อย “อาเต๊า” รัชทายาทคนเดียวของพระเจ้าเล่าปี่

กล่าวกันว่าวีรกรรมที่ “ทุ่งเตียงปันโบ๋”ครั้งนั้นได้ทำให้ชื่อเสียงของจูล่งนั้นขจรไกลไปทั่วแผ่นดินจีน หลังจากนั้นจูล่งก็ได้รับตำแหน่งเป็นองครักษ์พิทักษ์เล่าปี่และครอบครัวตลอดมาโดยทำหน้าที่อารักขานายใหญ่ไปทุกหนแห่งตั้งแต่เล่าปี่เดินทางไปเข้าถ้ำเสือกังตั๋งในฐานะเขยแคว้นง่อของก๊กซุนกวน หรือ แม้แต่บุกช่วยอาเต๊าอีกครั้งตอนที่ซุนฮูหยินถูกลวงให้กลับไปยังกังตั๋ง

เกียรติประวัติสูงสุดของจูล่ง คือ ได้รับแต่งตั้งให้เป็นหนึ่งในห้าขุนพลพยัคฆ์ของพระเจ้าเล่าปี่ ร่วมกับขุนศึกแห่งยุคอย่าง กวนอู เตียวหุย ม้าเฉียว และฮองตง

สำหรับ “จูล่ง”ในสามก๊กฉบับของแดเนียล ลี นั้น มีบุคลิกของตัวละครไม่ต่างจากที่หนังสือบรรยายไว้ แม้ว่าบางฉากจะไม่เคยปรากฏในวรรณกรรมสามก๊กของหลอกว้านจง (Luo Guanzhong) เลยก็ตาม แต่สิ่งที่เพิ่มเข้ามาในตัว “จูล่ง” เวอร์ชั่นนี้คือเรื่องความคิดในเรื่องการ “ต่อต้านสงคราม” ครับ

ผมตั้งข้อสังเกตว่า “ศิลปะทุกแขนง” สามารถถ่ายทอดอารมณ์ความรู้สึกเกี่ยวกับความน่าหดหู่ของสงครามได้ดีไม่น้อย ไม่ว่าจะเป็นหนังสืออย่าง All Quiet on the Western Front (1929) ของ “อิริค มาเรีย เลอมาร์ค” (Erich Maria Remarque) ที่ว่าด้วยความรันทดของทหารแนวหน้าในสงครามโลกครั้งที่ 1

เช่นเดียวกับ “ภาพยนตร์สงคราม” แม้ว่าหนังส่วนใหญ่จะพยายามเสนอมิติทางประวัติศาสตร์ที่เกี่ยวกับการรบราฆ่าฟันของมนุษย์ หรือยกย่องเกีรติภูมิของชนชาติตน แต่ก็มีบางแง่ที่หนังได้สะท้อนให้เห็นความรุนแรงและความไร้สาระของสงครามตั้งแต่ ความตาย ความพิกลพิการ การข่มขืนผู้หญิงและเด็กหรือแม้กระทั่งความอดอยาก

ผมชอบคำพูดช่วงท้ายที่ “จูล่ง”พูดกับ “หลอผิงอัน”ว่า “ข้าอยู่กองทัพนี้มาสามสิบสองปีแล้ว ก่อนเข้ากองทัพข้าคิดว่าอีกไม่กี่ปีแผ่นดินนี้ก็คงสงบสุข แล้วข้าก็จะได้กลับไปยังบ้านเล็กๆที่เสียงสันได้อยู่กับคนที่ข้ารัก แต่ทุกวันนี้ความทรงจำเหล่านั้นมันหายไปหมดแล้ว ทุกวันนี้เรารบกันไปเพื่ออะไรล่ะท่าน”

น่าสนใจที่หลอผิงอันบอกกับจูล่งว่า “เราทุกคนล้วนรบกันเพื่อตัวเองทั้งนั้น”

แม้ว่าตลอดทั้งเรื่องผมจะรู้สึกไม่ค่อยดีกับหนังเรื่องนี้เท่าไรนัก แต่บทสนทนาตอนท้ายเรื่องกลับทำให้ผมเปลี่ยนความคิดนี้ไป

บางทีมันอาจจะเป็นความพยายามของ “แดเนียล ลี” ที่ต้องการตั้งคำถามถึงชนชั้นปกครองในทุกยุคทุกสมัยว่า “พวกคุณจะแสวงหาอำนาจไปเพื่ออะไร? พวกคุณทำสงครามกันไปทำไม? ใช่เพราะความต้องการจะเห็นราษฎรร่มเย็นแผ่นดินสงบสุขหรือเปล่า? หรือเป็นเพียงแค่ความกระสันในอำนาจของพวกคุณเพียงไม่กี่คนเท่านั้นเอง”

Hesse004

Apr 23, 2008

“ราคาอาหารเฟ้อ” กับ “Agflation”



คุณหมี Apooh ผู้น่ารัก, กัลยาณมิตรผู้แสนดีแห่งบล็อกโอเคเนชั่นส่งจดหมายไฟฟ้าฉบับน้อยมาถามว่า “ทำไมทุกวันนี้ราคาอาหารของบ้านเราแพงจังเลย”โดยเฉพาะราคาข้าวที่พุ่งสูงสุดในรอบหลายปีที่ผ่านมา

โดยส่วนตัวแล้วผมก็สงสัยคล้ายๆกับคุณหมีนะครับ ด้วยเหตุนี้เองผมจึงลองไปค้นข้อมูลในสมุดจดความรู้เล่มใหญ่อย่าง Wikipedia.org

ในสารานุกรมเสรีวิกิพีเดียนั้น, เขาตั้งชื่อหัวข้อของเรื่องนี้ไว้น่าสนใจว่า “2007-2008 World Food rises crisis” ครับ นั่นเริ่มสะท้อนให้เห็นถึงระดับความรุนแรงของปัญหาราคาอาหารที่แพงขึ้นในช่วงปีสองปีที่ผ่านมา นอกจากนี้ ผมยังแวะไปเยือนเว็บของสำนักข่าวบีบีซีหรือ BBC News online ซึ่งได้เกาะติดสถานการณ์นี้มาซักระยะหนึ่งแล้วเช่นกัน

นักเศรษฐศาสตร์เกษตรหลายคนมองว่าวิกฤตการณ์ราคาอาหารแพงตั้งแต่ปีที่แล้วนั้นเกิดจากสาเหตุหลายประการที่ผูกโยงกันอย่างไม่น่าเชื่อครับ และวิกฤตครั้งนี้กำลังเผยให้เห็นด้านลบของทุนนิยมเสรีในยุคสมัยโลกาภิวัฒน์ (Capitalism in Globalization)

ผมเองประหลาดใจไม่น้อยที่เหล่านักวิเคราะห์ส่วนใหญ่เห็นคล้ายกันว่าราคาสินค้าเกษตรที่แพงขึ้นนั้นมาจากความพยายามของมนุษย์ที่กำลังแสวงหาพลังงานทดแทนจากผลผลิตทางการเกษตรหรือที่เรารู้จักกันในชื่อ “Biofuel” นั่นเองครับ

อย่างที่รู้กันนะครับว่าทุกวันนี้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกนั้นพุ่งเพิ่มเกินร้อยดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่งผลให้ประเทศต่างๆต้องกล้ำกลืนใช้น้ำมันราคาแพงมาระยะหนึ่งแล้ว ด้วยเหตุนี้เองหลายประเทศจึงเริ่มหันมาวิจัยและพัฒนาเพื่อหาพลังงานทดแทนมารองรับน้ำมันที่กำลังแพงอยู่ขณะนี้

แล้วน้ำมันแพงมันส่งผลต่อราคาสินค้าเกษตรแพงยังไงเหรอครับ? คำตอบคือ เมื่อปีสองปีที่ผ่านมานี้เกษตรกรในหลายๆประเทศได้เริ่มปลูกพืชเพื่อสนองต่อนโยบายการพัฒนาพลังงานทดแทนของรัฐบาล นอกจากนี้รัฐบาลของหลายๆประเทศต่างมีนโยบายอุดหนุนราคาสินค้าเกษตรเหล่านี้ด้วย (Subsidy)

ด้วยเหตุนี้เองเกษตรกรในประเทศเหล่านี้เลยเริ่มหันมาปลูกพืชเพื่อพัฒนาพลังงานทดแทนกันมากขั้นแทนที่จะปลูกพืชเพื่อการบริโภคดังเช่นอดีตที่ผ่านมา ปรากฏการณ์นี้เขาเรียกว่า “Food for Fuel” ครับ ดังนั้นพื้นที่ทางเกษตรส่วนใหญ่จึงถูกแบ่งไปปลูกพืชที่จะนำมาใช้เป็นพลังงานทดแทนนั่นเอง

อย่าลืมนะครับว่าที่ดินบนโลกใบนี้จัดเป็นทรัพยากรที่มีจำกัด การที่เกษตรกรเลือกปลูกพืชชนิดหนึ่งย่อมมีค่าเสียโอกาสที่จะไม่ได้ปลูกพืชอีกชนิดหนึ่ง กรณีนี้ก็เช่นกันหากต้องการปลูกพืชไว้สำหรับทำพลังงานทดแทนก็ต้องเสียพื้นที่ปลูกพืชไว้สำหรับบริโภค

นอกเหนือจากพื้นที่เพาะปลูกสำหรับการบริโภคจะลดลงแล้ว เรื่องของหายนะ “โลกร้อน” ก็ทำให้ฤดูกาลเพาะปลูกนั้นผิดเพี้ยนไปครับ แม้ว่าเทคโนโลยีการเกษตรสมัยใหม่จะช่วยแบ่งเบาปัญหานี้ได้แต่ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติตั้งแต่ “ลานินย่า” หรือ “เอลนินโย่” ก็ย่อมส่งผลต่อปริมาณพืชผลทางการเกษตรที่ลดลงอย่างน่าใจหาย

นอกจากนี้ การที่เศรษฐกิจของจีนและอินเดียจำเริญเติบโตอย่างรวดเร็วในช่วงสิบปีที่ผ่านมานั้นก็ยิ่งเป็นตัวเร่งให้เกิดความต้องการบริโภคอาหารมากขึ้นกว่าแต่ก่อน นั่นหมายถึงเมื่อคนเกือบสองพันล้านคนมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น เขาก็ยิ่งต้องการบริโภคมากขึ้น นอกจากจะบริโภคอาหารมากขึ้นแล้วการบริโภคพลังงานก็ต้องเพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน

น่าสนใจไม่น้อยนะครับ! ที่เมื่อประเทศต่างๆในโลกเลือกเดินตามรอยทุนนิยมเสรีแบบเต็มสูบแล้ว ปัญหาการ “แย่งกันกิน แย่งกันใช้” กำลังเป็นปัญหาที่มนุษยชาติกำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อซัพพลายของสินค้าใดมีอยู่อย่างจำกัดแล้ว ขณะที่ดีมานด์มีมากขึ้นเรื่อยๆ แน่นอนสิครับว่าราคาสินค้านั้นย่อมแพงขึ้นไม่หยุด กรณีที่เห็นได้ชัด คือ “น้ำมัน” ไงครับ

ขณะที่อาหารการกินที่เราเคยเชื่อกันว่าไม่น่าจะอดอยากนั้น การณ์กลับเป็นว่าธรรมชาติที่เคยสนับสนุนให้เราได้กินได้ใช้ตามความต้องการนั้น ทุกวันนี้ธรรมชาติไม่ได้เอื้ออำนวยประโยชน์ให้กับมนุษย์อีกต่อไปแล้วครับ ด้วยเหตุที่เรามัวแต่มุ่งทำลายสิ่งแวดล้อม ตักตวง
ทุกอย่างจากธรรมชาติ ถลุงใช้ทรัพยากรกันอย่างไม่ถนอมรักษา

ถึงวันนี้สภาพแวดล้อมทางธรรมชาติที่แย่ลงได้ลงโทษต่อการกระทำที่ผ่านมาของมนุษย์จนทำให้ อุณหภูมิบนโลกร้อนขึ้น ฝนฟ้าไม่ตกต้องตามฤดูกาล เกิดภัยธรรมชาติแทบทุกปี สิ่งต่างๆเหล่านี้ยิ่งทำให้เกิดภาวะชะงักงันในการผลิตอาหารเข้าไปอีก

เมื่อต้นปี ค.ศ.2007 นักวิเคราะห์จาก “เมอร์ลิน ลินช์” (Merrill Lynch) ได้ประดิษฐ์ศัพท์เศรษฐศาสตร์คำใหม่ว่า “Agflation” ขึ้นมาครับ โดย Agflation เป็นเงินเฟ้อในสกุลเดียวกับ “Inflation” แต่ Agflation นั้นเกิดขึ้นจาก “ราคาพืชผลทางการเกษตร”ที่แพงขึ้นจนส่งผลต่อราคาสินค้าต่างๆที่ใช้ผลผลิตทางการเกษตรเป็นวัตถุดิบแพงขึ้นตามไปด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “อาหาร” นี่แหละครับคือต้นเหตุที่ว่าทำไมทุกวันนี้ราคาอาหารบ้านเรามันถึง “เฟ้อ” จังเลยครับ

Hesse004

Apr 15, 2008

ฟุตบอลละเมียดของ “อาร์แซน เวงเกอร์”




แม้ว่าผมจะไม่ได้เป็นสาวกเดอะกันเนอร์ (The Gunner) ที่ชื่นชอบทีมอาร์เซนอล (Arsenal) เป็นชีวิตจิตใจ แต่ผมเองกลับรู้สึกชอบฟุตบอลสไตล์เวงเกอร์ (Wengerian Style) ที่ทำให้ขุนพลหนุ่มอาร์เซนอลชุดนี้เล่นฟุตบอลได้เพลินตาจริงๆครับ

“อาร์แซน เวงเกอร์” (Arsène Wenger) หรือที่สื่อบางสำนักอ่านว่า “วองแจร์” นั้น นับเป็นยอดผู้จัดการทีมในพรีเมียร์ชิพนับตั้งแต่ปลายทศวรรษที่ 90 เรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน ในบ้านเรานั้น “เวงเกอร์” ได้รับฉายาหลายอย่างครับโดยเฉพาะ “คุณป้า” “น้าแหวง” หรือแม้กระทั่ง “เหี่ยวฟ้า”ก็ยังเคยโดนเรียก… เอาเข้าไป…นั่น

ผมว่าสื่อกีฬาไทยเข้าใจตั้งฉายาผู้จัดการทีมดีนะครับ ผู้จัดการทีมอย่าง “ท่านเซอร์ อเล็ก เฟอร์กูสัน” (Sir Alex Ferguson) นั้นนิคเนมที่อังกฤษเรียกแกว่า “เฟอร์กี้” ส่วนสื่อไทยเรียกแกว่า “ป๋า” บางทีก็แอบเติม “แพนด้า” เข้าไปด้วย

ส่วนกุนซือที่ดู “อาภัพ” มากที่สุดในการถูกตั้งชื่อเล่นดูเหมือนจะเป็น “สเวน โกรัน อิริคสัน” (Sven Goran Ericson) และ “เชราร์ อุลลิเยร์” (Gérard Houllier) ครับ ในรายแรกนั้นชื่อเล่นถูกเรียกตามความบางของเส้นผมบนกระหม่อมจึงมีชื่อเล่นเก๋ๆว่า “เถิก” ส่วนรายหลังนั้นนิคเนมถูกเรียกตามลักษณะของดวงตาว่า “โปน”ไงครับ

สำหรับเวงเกอร์แล้ว ฉายาคุณป้า หรือ หม่อมป้า นั้นน่าจะมาจากบุคลิกบางอย่างที่อาจถูกสื่อตีความว่าป้าแหวงของเรานั้นอาจจะเป็น “เกย์” จะว่าไปแล้วเรื่องรสนิยมทางเพศนั้นเป็นเรื่องส่วนบุคคลยังไงขออนุญาตไม่ออกความเห็นแล้วกันนะครับ

ว่ากันว่า วันที่บอร์ดบริหารอาร์เซนอลภายใต้การนำของเดวิด ดีน (David Dein) ประกาศชื่อ “อาร์แซน แวงเกอร์” ในฐานะผู้จัดการทีมคนใหม่ต่อจาก “บรูซ ริอ๊อค” (Bruce Rioch)กุนซือคนเก่าที่ไขก๊อกลาไปตั้งแต่ต้นฤดูกาล 1996 – 1997 นั้น แฟนบอลปืนโตหลายคนถึงกับอุทานเป็นภาษาปะกิตว่า “Who’s the hell Arsène Wenger” หรือประมาณว่า ไอ้หมอนี้มันเป็นใครกันวะ?

ใช่แล้วครับ “เวงเกอร์” เป็นใครมาจากไหน? มีเรื่องเล่ากันว่าฟุตบอลพรีเมียร์ชิพเมื่อสิบกว่าปีก่อนนั้นนิยมพ่อค้าแข้งพันธุ์ฝรั่งเศสครับ เหล่าเฟรนช์แมนดังๆที่เข้ามาหากินบนเกาะอังกฤษช่วงนั้นก็เช่น “ดาวิด จิโนล่า” (David Ginola) พ่อรูปหล่อแห่งทีมสาลิกาดง แต่ที่เห็นจะเป็นที่กล่าวขานมากที่สุดคงนี้ไม่พ้น “อิริค เดอะเกรท คันโตน่า” (Eric Cantona) แห่งแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดไงครับ

“คันโตน่า” ทำให้แมนยูยิ่งใหญ่คับเกาะอังกฤษในช่วงกลางทศวรรษที่เก้าสิบก่อนจะประกาศแขวนเกือกไปอย่างดื้อๆตามสไตล์ความเป็นศิลปินลูกหนัง โดยส่วนตัวแล้วผมชอบ “คันโตน่า” นะครับ แม้จะไม่ได้เชียร์ทีมผีแดงก็ตาม ผมว่าคันโตน่ามีความเป็น “ฟุตบอลเอนเตอร์เทนเนอร์”อยู่ในตัวนั่นทำให้เวลาที่บอลอยู่กับเท้าเขาทีไร คันโตน่ามักสร้างสรรค์ความงามให้กับเกมลูกหนังได้เสมอ

กลับมาที่เวงเกอร์ต่อครับ , อาร์แซน เวงเกอร์ นั้นข้ามน้ำข้ามทะเลมาจากญี่ปุ่นเพื่อมารับงานต่อจาก “ริอ๊อค” ทั้งนี้เวงเกอร์ได้สร้างให้ “นาโกย่า แกรมปัส เอ๊ค” (Nagoya Grampus Eight) ทีมในเจลีกนั้นครองแชมป์เจลีก 1 ครั้ง แถมเบิ้ลด้วยถ้วย The Emperor Cup ในฤดูกาล 1995-1996 ซึ่งทำให้เวงเกอร์ได้รับตำแหน่งผู้จัดการทีมยอดเยี่ยมของเจลีกไปครอง

อย่างไรก็ตาม “เวงเกอร์”นั้นสร้างชื่อตัวเองมาตั้งแต่คุมทีม “เอเอส โมนาโก” (AS Monaco) แล้วครับ เขาจัดเป็นผู้จัดการทีมชาวฝรั่งเศสรุ่นใหม่ที่เติบโตมาพร้อมกับ “เชราร์ อุลลิเยร์” โดยเวงเกอร์นั้นเคยได้รับตำแหน่งผู้จัดการทีมยอดเยี่ยมแห่งปีของฝรั่งเศสเมื่อปี ค.ศ.1988 สมัยที่คุมโมนาโกอยู่

ความยอดเยี่ยมของฟุตบอลแบบเวงเกอร์ นั้นอยู่ที่การต่อบอลสั้นๆโดยอาศัยการชิ่งบอลกันน้อยจังหวะ ทำให้เกมมีความลื่นไหลเพลินตานอกจากนี้ยังผสมกลิ่นอายของโททั่ลฟุตบอล (Total Football) แบบดัตช์ปนอยู่ด้วย

ทั้งนี้เวงเกอร์พยายามพัฒนารูปแบบการเล่นฟุตบอลตามสไตล์ของเขาเองและดูเหมือนว่าสิ่งที่เขาคิดค้นมาตลอดชีวิตการเป็นผู้จัดการทีมนั้นจะมาประสบความสำเร็จมากที่สุดกับทีมปืนใหญ่อาร์เซนอลครับ

“เวงเกอร์” นับเป็นผู้จัดการทีมสโมสรฟุตบอลในพรีเมียร์ชิพคนแรกที่ไม่ได้อยู่ในสหราชอาณาจักร ครับทั้งนี้ฟุตบอลเมืองผู้ดีนั้นขึ้นชื่อในเรื่องอนุรักษ์นิยมอยู่แล้วด้วยเหตุที่พวกเขาเชื่อว่าฟุตบอลของชาวอังกฤษนั้นดีที่สุดในโลก แต่หารู้ไม่ว่าฟุตบอลที่เขาเล่นกันนอกเกาะอังกฤษนั้นได้พัฒนาศาสตร์ลูกหนังกันไปไหนต่อไหนแล้ว

กล่าวกันว่า “ฝรั่งเศส” กลายมาเป็นชาติมหาอำนาจฟุตบอลช่วงปลายทศวรรษที่เก้าสิบต่อต้นศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ดนั้นก็ด้วยผลงานการพัฒนาทีมเยาวชนของสโมสรฟุตบอลในลีกเอิง พร้อมๆกับการพัฒนาเทคนิคฟุตบอลสมัยใหม่

ทั้งนี้ทั้งนั้นคงต้องยกความดีนี้ให้กับ “เชราร์ อุลลิเยร์” ซึ่งเป็นหัวเรือใหญ่ในการสร้างทีมเยาวชนฝรั่งเศสให้แข็งแกร่ง นอกจากป๋าโปนแล้วยังมี “เอมเม่ ฌักเก่ต์” ผู้จัดการทีมคนแรกที่ทำให้ฝรั่งเศสกลายเป็นแชมป์ฟุตบอลโลกเมื่อปี ค.ศ.1998

ในฤดูกาลแรกบนเกาะอังกฤษนั้น เวงเกอร์ได้เซ็นสัญญาคว้าตัวหนุ่มน้อยนามว่า “พาทริก วิเอร่า” (Patrick Viera) หรือ “เดอะปั๊ต” ของสาวกปืนโต “วิเอร่า”นับเป็นตัวอย่างของการ “ปั้นเด็ก” ที่อาร์แซน เวงเกอร์ ทำได้ดีไม่แพ้เฟอร์กี้

ในฤดูกาลที่สองของเขา (1997-1998) เวงเกอร์ทำในสิ่งที่อาร์เซนอลไม่ได้ทำมานานแล้วนั่นคือคว้าดับเบิ้ลแชมป์มาครองทั้งพรีเมียร์ชิพและเอฟเอคัพ การคว้าดับเบิ้ลแชมป์ในปีนั้นนับเป็นครั้งที่สองในประวัติศาสตร์สโมสร (ครั้งแรกทำได้ในสมัยปรมาจารย์ลูกหนังเฮอร์เบิร์ต แชปแมน) โดยทีมปืนใหญ่ได้ถีบ “แมนยู” กระเด็นจากการผูกขาดบัลลังก์แชมป์พรีเมียร์ชิพมายาวนาน

กล่าวกันว่าหัวใจแห่งความสำเร็จของอาร์เซนอลชุด 1997-1998 นั้นอยู่ที่แบ๊คโฟร์ซึ่งมีอายุรวมกันมากที่สุดเมื่อเทียบกับบรรดากองหลังของทีมในพรีเมียร์ชิพด้วยกัน โดยปราการหลังทั้งสี่ของเวงเกอร์ประกอบไปด้วย “โทนี่ อดัมส์ (Tony Adam), สตีฟ โบว์ (Steve Bould), ไนเจล วินเทอร์เบิร์น (Nigel Winterburn)และ ลี ดิกซัน (Lee Dixon) ครับ และเมื่อภายหลังสตีฟ โบว์ปลดระวางไป เวงเกอร์ก็ได้ มาร์ติน คีโอว์น (Martin Keown) มายืนเซนเตอร์คู่กับอดัมส์

ความแกร่งของกองหลังอาร์เซนอลชุดนั้นเมื่อบวกกับความสดของกองกลางที่เวงเกอร์สร้างขึ้นมาโดยมี “เอ็มมานูเอล เปอตีต์” (Emmanuel Petit) ไอ้หนุ่มผมยาวเป็นมิดฟิลด์เกมรับที่ครองบอลได้เหนียวแน่นแถมได้ลูกหาบอย่าง “วิเอร่า” มาช่วยอีกยิ่งทำให้แดนกลางของทีมปืนโตนั้นมั่นคงไม่น้อย

ขณะที่เกมรุกเวงเกอร์ใช้ปีกตัวจิ๊ดอย่าง “มาร์ค โอเวอร์มาร์” (Marc Overmars) ประสานงานกับคู่หน้าอย่าง “ดิ ไอซ์เบิร์ก” เดนนิส เบิร์กแคมป์ (Dennis Bergkamp) และหัวหอกดาวรุ่งอย่าง “นิโคล่า อเนลกา” (Nicolas Anelka) เรียกได้ว่าอาร์เซนอลชุดนั้นได้สร้างปรากฎการณ์ความ “ละเมียด” ขึ้นในวงการฟุตบอลอังกฤษที่แต่เดิมมุ่งเน้นที่พละกำลัง หากแต่เด็กๆของเวงเกอร์ได้ทำให้ “บอริ่งอาร์เซนอล” ที่จอร์จ เกรแฮม (George Graham) เคยสร้างไว้เปลี่ยนไปชนิดหน้ามือเป็นหลังเท้าเลยทีเดียวครับ

แม้ว่าฤดูกาลที่สามของเวงเกอร์ (1998-1999) จะถูกกลบด้วยรัศมีความยิ่งใหญ่ของ “ผีแดง” ที่กระชากทริปเปิ้ลแชมป์แรกได้ แต่สิ่งที่เวงเกอร์ได้มานั้นกลับเป็นอนาคต “ตำนานเดอะกันเนอร์”นามว่า “เธียรี่ เดอะห้อย อองรี” (Thierry Henry) ครับ นอกจากอองรีแล้วอาร์เซนอลยังเสริมทัพด้วยผู้เล่นอย่าง “บิ๊กโซล” โซล แคมป์เบล (Sol Campbell) รวมไปถึงปีกจรวดตัวใหม่อย่าง “เฟรดริก ลุงเบิร์ก” (Fredrik Ljungberg) และ มิดฟิลด์หน้าหยกนามว่า “โรแบร์ ปิแรส” (Robert Pirès)

เวงเกอร์ค่อยๆสร้างทีมของเขาอย่างปราณีต โดยมองที่ระบบการเล่นเป็นสำคัญทั้งนี้การสร้างทีมของเขาไม่ได้เน้นที่การดึง “บิ๊กเนม”มาอย่างที่หลายทีมทำกัน เวงเกอร์ได้เปิดโอกาสให้นักเตะโนเนมอย่าง “เปอตีต์ , พาร์เลอร์, ลุงเบิร์ก, ปิแรส, จิลเบอร์โต, อเดบายอร์, ตูเร่, เอบูเอ้, ฟามินี่, ฟาเบรกัส” และอีกหลายต่อหลายคนได้แจ้งเกิดมารุ่นแล้วรุ่นเล่า

หากเราดูพัฒนาการฟุตบอลของอาร์เซนอลให้ดีจะพบว่า อาร์เซนอลนั้นสร้างทีมด้วยการเปิดโอกาสให้เด็กหนุ่มๆที่เติบโตมาจากสถาบันอคาดามี (ที่ไม่ใช่แฟนตาเชีย) ฟุตบอลของพวกเขาทั่วทุกมุมโลกได้ลงเวทีใหญ่ในพรีเมียร์ชิพ ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจว่าทำไมเวงเกอร์จึงมีนักเตะพลังหนุ่มที่กระหายในความสำเร็จมาช่วยทีมอยู่เสมอ

กล่าวกันว่าความยิ่งใหญ่ของฟุตบอลสไตล์เวงเกอร์ (Wengerian Style) นั้นอยู่ในฤดูกาล 2003-2004 ครับ เมื่ออาร์เซนอลชุดนั้นกลายเป็นทีม “ไร้พ่าย” ตลอดสามสิบแปดนัดในพรีเมียร์ชิพจนทำให้พวกเขาเถลิงบัลลังก์แชมป์ได้อีกสมัย

อาร์เซนอลชุดนั้นได้บันทึกความสุดยอดของ “มหัศจรรย์อองรี” และลูกเก๋าของน้าเบิร์กแคมป์ ขณะเดียวกัน “เดอะปั๊ต” ก็กลายเป็นมิดฟิลด์เกมรับที่เล่นบอลได้แน่นที่สุดคนหนึ่งไม่แพ้ “รอย คีน”เลยทีเดียว

ทุกวันนี้ “เวงเกอร์” ทำให้อาร์เซนอลกลายเป็นหนึ่งในบิ๊กโฟร์ของฟุตบอลพรีเมียร์ชิพ เขาทำให้อาร์เซนอลกลายเป็นคู่ตุนาหงันท้าชิงบัลลังก์จ่าฝูงพรีเมียร์กับแมนยูมานานหลายปี นอกจากนี้ในเวทียุโรปทีมของเวงเกอร์ก็ทะลุไปไกลถึงรอบชิงฟุตบอลยูฟ่าแชมป์เปี้ยนส์ลีกเมื่อฤดูกาล 2005-2006 ก่อนจะพ่ายความเคี่ยวของ “บาร์เซโลน่า” ไปอย่างน่าเสียดาย

ผมชอบฟุตบอลและปรัชญาการทำทีมฟุตบอลของ “เวงเกอร์” ครับ ผมว่าเขาเป็นผู้จัดการทีมที่มีวิสัยทัศน์ไกลในการพัฒนากีฬาฟุตบอลทั้งรูปแบบและแทคติคการเล่น รวมไปถึงการพัฒนาอาชีพนักฟุตบอลโดยเปิดโอกาสให้กับนักเตะเยาวชนใหม่ๆอยู่เสมอ

แต่น่าเสียดายที่ฤดูกาลนี้ของอาร์เซนอลน่าจะไม่มีความสำเร็จอะไรติดไม้ติดมือแต่สิ่งหนึ่งที่เวงเกอร์ได้สร้างไว้ให้กับอาร์เซนอลชุดนี้ คือ “อนาคต” ของทีมที่ยิ่งใหญ่ต่อไปไงล่ะครับ

Hesse004

Apr 7, 2008

สำรวจแนวคิดนักเศรษฐศาสตร์จีน




ในฐานะนักเรียนเศรษฐศาสตร์, ผมเองไม่ค่อยคุ้นเคยกับชื่อเสียงของนักเศรษฐศาสตร์จากโลกตะวันออกเท่าไรนัก ด้วยเหตุที่ทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่นั้นล้วนมาจากนักเศรษฐศาสตร์จากโลกตะวันตกแทบทั้งสิ้นครับ

ยิ่งหากเปิดเข้าไปดูหอเกียรติยศนักเศรษฐศาสตร์ผู้ได้รับรางวัลโนเบลแล้ว ปรากฏว่ามีชาวเอเชียเพียงคนเดียว คือ “อมาตยา เซน” (Amartya Sen ) นักเศรษฐศาสตร์ชาวอินเดียที่ได้รับรางวัลอันทรงเกียรตินี้จากธนาคารกลางสวีเดน

ว่ากันว่าความยิ่งใหญ่ในโลกโนเบลไพรซ์ทางเศรษฐศาสตร์นั้นถูกผูกขาดอยู่กับนักเศรษฐศาสตร์ชาวอเมริกัน (เชื้อสายยิว) โดยเฉพาะจาก “สำนักชิคาโก” (Chicago school) ที่แทบจะครองความยิ่งใหญ่ในบรรณพิภพทางเศรษฐศาสตร์เลยก็ว่าได้

อย่างไรก็ดีท่านผู้อ่านทราบมั๊ยครับว่าปัจจุบันนี้นักเศรษฐศาสตร์จากจีนนั้นกำลังได้รับการจับตามองอยู่ไม่น้อย ด้วยเหตุที่จีนคือประเทศที่มีอัตราการจำเริญเติบโตทางเศรษฐกิจสูงที่สุดในโลก ดังนั้นการเข้าใจแนวความคิดของนักเศรษฐศาสตร์จีนจึงเป็นสิ่งที่นักเศรษฐศาสตร์จากโลกตะวันตกสนใจอย่างยิ่งครับ

เมื่อปี ค.ศ.2002 มีบทความชิ้นหนึ่งของนาย “ฉี หัง กวาน” (Chi Hung Kwan) ได้เขียนถึงแนวคิดของนักเศรษฐศาสตร์จีนร่วมสมัยในช่วงที่จีนกำลังเปิดประเทศเต็มตัว โดยบทความดังกล่าวมีชื่อว่า “Taxonomy of Chinese Economists Beyond the dichotomy between reformists and conservative” ซึ่งอาฉีได้จำแนกประเภทนักเศรษฐศาสตร์จีนจากแนวคิดทางเศรษฐกิจและแนวคิดทางการเมืองครับ

แนวคิดทางเศรษฐกิจที่ว่านี้ อาฉี แกยึดจากความเชื่อของนักเศรษฐศาสตร์ที่ว่าเป้าหมายทางเศรษฐกิจนั้นควรจะยึดที่เป้าหมายใดระหว่างประสิทธิภาพในการจัดสรรทรัพยกร (Efficiency) หรือความเป็นธรรมในการจัดสรรทรัพยากร (Fairness)

แหม่! พูดแบบนักเศรษฐศาสตร์เนี่ยมันวิชาการเกินเหตุนะครับ เพราะไอ้คำว่า Efficiency นั้นนักเศรษฐศาสตร์กระแสหลักส่วนใหญ่เชื่อว่า “กลไกตลาด”หรือ “มือที่มองไม่เห็น” นั้นเป็นตัวจัดสรรทรัพยากรได้มีประสิทธิภาพมากที่สุด ด้วยเหตุนี้เองนักเศรษฐศาสตร์กระแสหลักจึงไม่ค่อยชอบให้รัฐเข้ามามีบทบาทในการจัดสรรทรัพยากรเท่าใดนัก

อย่างไรก็ตามนักเศรษฐศาสตร์อีกสายหนึ่งโดยเฉพาะฝ่ายซ้ายที่บูชาลัทธิมาร์กซ (Marxism) กลับเชื่อว่ารัฐต่างหากที่ควรมีบทบาทในการจัดสรรทรัพยกรเพื่อเน้นความเป็นธรรมให้กับทุกคนในสังคม

จะว่าไปแล้วแนวคิดทางเศรษฐกิจที่ต่างกันสุดขั้วนี้เองที่ทำให้เมื่อห้าสิบกว่าปีก่อนเกิดการแบ่งขั้วแยกค่ายกันชัดเจนระหว่าง “โลกทุนนิยม”และ “โลกสังคมนิยม”

ในส่วนของแนวคิดทางการเมืองนั้น อาฉี ได้จำแนกนักเศรษฐศาสตร์เหล่านี้ออกเป็น 4 พวก ครับ คือ พวกที่ยังอนุรักษ์เชื่อในระบอบสังคมนิยมไม่เสื่อมคลาย (Conservative), พวกที่สนับสนุนให้มีการปฏิรูปเศรษฐกิจก่อนจากนั้นก็ค่อยๆทำการปฏิรูปการเมืองต่อไปหรือ Pro Establishment พวกนี้เชื่อว่าหากปฏิรูปการเมืองเป็นประชาธิปไตยเร็วเกินไปจะมีปัญหาแน่นอน, พวกที่ต่อต้านปฏิรูปการเมืองหรือ Anti Establishment เพราะเชื่อว่าปฏิรูปไปยังไงก็มีปัญหาเหมือนเดิม เพราะพวกนี้ก็ไม่เชื่อน้ำยารัฐบาลคอมมิวนิสต์เท่าใดนักเนื่องจากการบริหารงานที่ผ่านมาเต็มไปด้วยปัญหาโดยเฉพาะการคอร์รัปชั่นของคนในพรรคเอง สำหรับพวกสุดท้าย คือ พวกที่เชื่อว่าจีนต้องปฏิรูปการเมืองเป็นประชาธิปไตยทันทีหรือพวก Reformist ครับ

คราวนี้ลองมาไล่ดูว่านักเศรษฐศาสตร์จีนดังๆนั้นถูกจัดอยู่ในประเภทใดบ้าง เริ่มจากกลุ่มที่มีอิทธิพลทางความคิดต่อผู้นำในพรรคคอมมิวนิสต์จีนเวลานี้ นั่นคือ กลุ่ม Pro-Establishment ครับ ซึ่งนักเศรษฐศาสตร์สำคัญในกลุ่มนี้ได้แก่ หวู จิงเหลียน (Wu Jing Lian) , หลิน อี้ฟู่ (Lin Yifu) และฟานกัง (Fan Gang) ครับ นักเศรษฐศาสตร์ทั้งสามท่านนี้ล้วนติดอันดับท๊อปเทนของนักเศรษฐศาสตร์จีนในปัจจุบัน


“หวู จิงเหลียน” นับเป็นนักเศรษฐศาสตร์รุ่นเก๋าที่มีแนวคิดเอนไปทางทุนนิยมตลาดแต่ไม่ถึงกับสุดโต่ง ทั้งนี้ แนวคิดของหวูมีส่วนสำคัญในการกำหนดนโยบายเศรษฐกิจจีนช่วงที่จีนกำลังเริ่มต้นเปิดประเทศเต็มตัวโดยเฉพาะการนำกลไกตลาดมาจัดสรรทรัพยากรในระบอบการปกครองแบบสังคมนิยมจนสื่อของจีนเรียกระบบแบบนี้ว่า Wu Shichang หรือระบบตลาดแบบหวู (Market Wu) นั่นเองครับ

นอกจาก “หวู” แล้ว ว่ากันว่านักเศรษฐศาสตร์จีนที่ทรงอิทธิพลที่สุดในเวลานี้ คือ “หลิน อี้ฟู่” ครับ ด้วยเหตุที่เมื่อต้นปีที่ผ่านมาหลินได้รับการแต่งตั้งให้เป็น Chief Economist ของธนาคารโลกนับเป็นคนเอเชียคนแรกที่ได้เป็นหัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ประจำธนาคารโลก หลิน อี้ฟู่นั้นจบปริญญาเอกทางเศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยชิคาโก ครับ หลินนั้นเคยเป็นศาสตราจารย์ทางเศรษฐศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยปักกิ่งและได้รับการทาบทามจากรัฐบาลคอมมิวนิสต์จีนให้เข้ามามีส่วนในการวางแผนพัฒนาเศรษฐกิจจีนช่วงสมัยรัฐบาลของนายจู หรงจี

สำหรับกลุ่มนักเศรษฐศาสตร์ที่เชื่อในการปฏิรูปเศรษฐกิจพร้อมๆกับการปฏิรูปการเมืองนั้น ได้แก่ สตีเวน เจียง (Steven Cheung) และ หยาง เสี่ยวไข (Yang Xiaokai) ซึ่งแนวคิดของพวก ปฏิรูปหรือ Reformist นี้ต้องการเห็นจีนเป็นประเทศทุนนิยมที่มีการปกครองแบบประชาธิปไตยเต็มตัวครับ อย่างไรก็ตามดูเหมือนว่าแนวคิดของพวกปฏิรูปนี้จะเป็นไปได้แค่แนวคิดปฏิรูปด้านเศรษฐกิจเท่านั้น แต่ในส่วนของการปฏิรูปเป็นประชาธิปไตยนั้นเห็นจะยากเต็มทีครับตราบใดที่รัฐบาลจีนคอมมิวนิสต์ยังครองอำนาจในจีนอยู่

ทั้งนี้ลองดูภูมิหลังของนักเศรษฐศาสตร์จีนกลุ่มนี้ก็ไม่น่าแปลกนักที่ทำไมพวกเขาจึงเชื่อในการปฏิรูป เพราะ สตีเวน เจียง เป็นอาจารย์เศรษฐศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยฮ่องกงซึ่งเป็นพวกเสรีนิยมเต็มตัว ส่วนโปรเฟสเซอร์หยางนั้นสอนเศรษฐศาสตร์อยู่ที่มหาวิทยาลัยโมแนชในออสเตรเลีย ครับ

คราวนี้ลองมาดูพวกสุดโต่งอีกด้านหนึ่ง ครับ กลุ่มอนุรักษ์นิยมทั้งเศรษฐกิจและการเมืองนั้น ทุกวันนี้ดูเหมือนจะมีเพียง “หู อันกัง” (Hu Angang) อาจารย์เศรษฐศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยชิงหัว (Tsinghua University) เป็นหัวขบวน พวกนี้เชื่อว่ายังไงซะรัฐยังคงต้องมีบทบาทสำคัญในการจัดสรรทรัพยากรเพื่อให้บรรลุเป้าหมายความเป็นธรรมของคนในสังคมอยู่ดี อย่างไรก็ตามโปรเฟสเซอร์หูนั้นถูกจัดว่าเป็น “พวกซ้ายใหม่” (New left) ครับ ซึ่งมีมุมมองคล้ายกับพวกสังคมนิยมประชาธิปไตยในยุโรป (Social Democracy) พวกนี้ไม่ได้เคร่งตำรา Marx และ Lenin อีกต่อไปแล้ว หากแต่พยายามหาหนทางประนีประนอมกับโลกความจริงมากขึ้น

สำหรับพวกสุดท้ายที่ถูกเรียกว่า Anti- Establishment นั้น นักคิดคนสำคัญในกลุ่มนี้เป็นนักหนังสือพิมพ์หญิงนามว่า “เห ฉิ่งเหลียน” (He Quinglian) ถ้าอ่านผิดต้องขออภัยด้วยครับ นักเศรษฐศาสตร์กลุ่มนี้ไม่เชื่อน้ำยาการบริหารงานของรัฐบาลคอมมิวนิสต์ที่ผ่านมา แม้ว่าจะค่อยๆปฏิรูปการเมืองเป็นประชาธิปไตยก็ตาม แต่ปัญหาที่รัฐบาลคอมมิวนิสต์ฝากไว้อย่าง การคอร์รัปชั่น การละเมิดสิทธิมนุษยชน การปล่อยให้มีสินค้าผิดกฎหมายเกลื่อนเมือง ก็ไม่ได้รับการแก้ไขอยู่ดี นอกจากนี้แนวคิดของพวกนี้เชื่อว่ารัฐบาลที่ดีควรมีบทบาทในการแก้ปัญหาความไม่เท่าเทียมกันของคนในสังคมจีนก่อนเพราะนับวันปัญหาดังกล่าวดูจะก่อตัวมากขึ้นเรื่อยๆ

อย่างไรก็ตามครับหนังสือของ “เห ฉิ่งเหลียน” นั้นถูกแบนในจีนแผ่นดินใหญ่ถึงขนาดทำให้เจ้าตัวต้องอพยพลี้ภัยไปอยู่ในอเมริกาเลยทีเดียว

ข้อสังเกตของผมจากการอ่านบทความนี้อยู่ที่เรื่องความพยายามที่จะหาจุดลงตัวของระบบทุนนิยมแบบจีนๆกับระบอบการปกครองสังคมนิยมภายใต้การนำของพรรคคอมมิวนิสต์

หากเรามองว่ารัฐบาลคอมมิวนิสต์จีนพยายามบริโภคสินค้าสองชนิด คือ “สินค้าทุนนิยม” และ “สินค้าประชาธิปไตย” นั้นน่าคิดเหมือนกันนะครับว่าสินค้าทั้งสองประเภทนี้มันเป็นสินค้าประกอบกัน (Complementary goods) ตามหลักเศรษฐศาสตร์หรือเปล่า? เพราะเมื่อตั้งใจจะเสพระบอบทุนนิยมแล้ว มันแทบจะเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องบริโภคประชาธิปไตยเคียงเข้าไปด้วย

หรือจะเป็นเพราะว่ารัฐบาลคอมมิวนิสต์จีนนั้นมองว่า “ประชาธิปไตย” ยังคงเป็นสินค้าฟุ่มเฟือย (Luxurious good) สำหรับประชาชนอยู่ เพราะหากรายได้ต่อหัวของชาวจีนยังไม่สูงพอก็อย่าเพิ่งคิดบริโภคสินค้าประชาธิปไตยจะดีกว่า

ท้ายที่สุด ผมยังเชื่อในภูมิปัญญาและสติปัญญาของนักเศรษฐศาสตร์จีนอยู่ครับและเชื่อว่าพวกเขาคงพยายามหาจุดสมดุลระหว่างทุนนิยมแบบจีนๆกับประชาธิปไตยแบบจีนๆได้ในไม่ช้านี้ครับ

Hesse004

Apr 5, 2008

“Yi yi”นั่งสังเกตการณ์ชีวิต




ในกระบวนหนังจีนด้วยกันแล้ว หนังจาก “ไต้หวัน” ดูจะได้รับความนิยมน้อยที่สุดนะครับ สาเหตุสำคัญน่าจะมาจากการแผ่อิทธิพลของหนังฮ่องกงนับตั้งแต่ทศวรรษที่ 60 เป็นต้นมาโดยเฉพาะหนังกำลังภายในจากสตูดิโอดังอย่าง “ชอว์บราเธอร์”

อย่างไรก็ตามชื่อของผู้กำกับอย่าง อั้งลี่ (Ang Lee), ไฉ้ หมิง เหลียง(Ming-liang Tsai) และ เอ็ดเวิร์ด หยาง (Edward Yang) ได้ปลุกกระแสหนังพันธุ์ไต้หวันให้ได้รับความนิยมในหมู่คอหนังอาร์ต โดยเฉพาะในรายของของ “อั้งลี่” แล้ว การบุกเบิกฮอลลีวู้ดด้วย Crouching Tiger hidden Dragon (2000) เมื่อแปดปีก่อนได้ทำให้เขากลายเป็นหนึ่งในผู้กำกับที่ทรงอิทธิพลที่สุดของฮอลลีวู้ดในเวลานี้เลยก็ว่าได้

สำหรับ “ไฉ้ หมิง เหลียง” นั้นโด่งดังมาจาก What time is it there? (2001) ครับ หนังเรื่องนี้เข้าชิงรางวัลปาล์มทองคำ
ในเทศกาลหนังเมืองคานส์ (Cannes Film Festival) เมื่อปี ค.ศ.2001 กล่าวกันว่าหนังของอาไฉ้นั้นเป็นหนังที่ดูยากมาก มัธยัสถ์บทพูด แต่เต็มไปด้วยประเด็นและสัญลักษณ์ที่ผู้ชมต้องไปตีความกันเอาเอง

ส่วน “เอ็ดเวิร์ด หยาง” นั้น สร้างชื่อมาจากเทศกาลหนังเมืองคานส์เช่นกันครับ ซึ่งงานของ เขา เรื่อง Yiyi(2000) นั้นเข้าชิงรางวัลปาล์มทองคำและ “หยาง” เองก็ได้รางวัลผู้กำกับยอดเยี่ยมไปเมื่อปี ค.ศ.2000

Yiyi หรือในชื่อภาษาอังกฤษว่า A One and A Two ได้กล่าวถึงครอบครัวชาวจีนไต้หวันครอบครัวหนึ่งซึ่งอาศัยอยู่ใน “ไทเป” ครอบครัวนี้ประกอบไปด้วย อาม่า (ยาย) , อาเจี้ยน (พ่อ) , อาหมิง (แม่) , ผิง ผิง (ลูกสาวคนโต) และ หยาง หยาง (ลูกชายคนเล็ก)

หนังเปิดฉากด้วย “งานแต่งงาน” ของน้องชายอาหมิงซึ่งจะว่าไปแล้วเสมือนเป็นสัญลักษณ์อย่างหนึ่งที่กำลังบอกถึง“ชีวิตครอบครัว” จริงๆ ได้เริ่มขึ้นแล้ว

หลังจากนั้น เอ็ดเวิร์ด หยาง ได้ค่อยๆฉายภาพชีวิตของแต่ละคนในครอบครัวนี้โดยสลับฉากชีวิตของแต่ละคนที่ใช้ชีวิตธรรมดาทั่วไปคล้ายกับเรากำลังนั่งสังเกตการณ์หลายชีวิตในครอบครัวนี้อยู่

จะว่าไปแล้วหนังแนวครอบครัวทำนองเดียวกับ Yiyi ที่ทำออกมาได้น่าชมเท่าที่นึกออกน่าจะเป็น Little Miss Sunshine (2006)ของ โจนาธาน เดย์ตัน (Jonathan Dayton)และ วาเลรี่ ฟารีส (Valerie Faris) หนังฟอร์มเล็กเรื่องนี้นับว่าไม่ธรรมดาเลยนะครับเพราะเข้าชิงรางวัลอคาดามี (ออสการ์)เมื่อปี ค.ศ.2006 ด้วย

“เอ็ดเวิร์ด หยาง” พยายามกล่าวถึงปัญหาของมนุษย์ในแต่ละช่วงวัยครับ ซึ่งจะว่าไปแล้วเราทุกคนล้วนมีปัญหาให้ขบกันอยู่ตลอดเวลาเริ่มจาก “หยาง หยาง” ลูกชายคนเล็กขี้สงสัยที่กำลังอยู่ในวัยตั้งคำถามและเรียนรู้โลกของผู้ใหญ่

ผมแอบติดใจคำพูดของเจ้าหนูน้อยตอนที่พูดกับ “อาเจี้ยน” ผู้พ่อว่า “สิ่งที่ผมเห็น พ่อจะไม่เห็น สิ่งที่ผมไม่เห็น พ่อจะเห็น” น่าแปลกมั๊ยครับ คำพูดของเด็กเจ็ดแปดขวบดูมีปรัชญาอะไรแฝงอยู่ และยิ่งเราดูบทบาทของเจ้าหนูคนนี้ไปเรื่อยๆ จะเห็นว่าเด็กคนนี้ช่างคิดอยู่ไม่น้อย อย่างเช่นเอากล้องที่พ่อซื้อให้มาถ่ายรูป “ยุง” เพียงเพื่อพิสูจน์ให้คนเห็นว่ามันมียุงอยู่ในคอนโดจริง

นอกจากนี้ความแปลกของเจ้าหนูในเรื่องหัดถ่ายรูปยังอยู่ที่การถ่ายรูปคนจากข้างหลัง ทั้งนี้เจ้าหนูหยาง หยาง ให้เหตุผลว่าคนส่วนใหญ่ถ่ายรูปข้างหน้ากันอยู่อย่างเดียวทำให้เรามองเห็นแต่ข้างหน้าจนเรามองไม่เห็นข้างหลัง ดังนั้น ผม (เจ้าหนู) ขอเป็นคนถ่ายรูปข้างหลังดีกว่าจะได้มองเห็นคนอีกด้านหนึ่ง

ผมแอบตั้งข้อสังเกตในใจไว้ว่าสงสัยเรื่องนี้ “เอ็ดเวิร์ด หยาง” คงต้องการสื่อสารความเป็นตัวเองผ่านเจ้าหนูน้อย “หยาง หยาง” เป็นแน่แท้ เพราะดูจากชื่อเจ้าหนูก็พ้องกับสกุลของผู้กำกับแล้ว

นอกจากความช่างคิดของหยาง หยาง แล้ว ประเด็น “วัยรุ่น” ในหนังเรื่องนี้ก็สื่อได้ดีเช่นเดียวกันครับ ซึ่ง “ผิง ผิง” ลูกสาวคนโตของบ้านกำลังอยู่ในช่วงวัยรุ่น

ในเรื่องนั้น, ผิง ผิง ดูจะเป็นเด็กดีเรียบร้อย ขยันเรียน และละเอียดอ่อน อย่างไรก็ตามปัญหาในวัยรุ่นก็ไม่พ้นเรื่อง “ความรัก” แหละครับ ซึ่งรักแรกของผิงผิงกลับกลายเป็นโศกนาฎกรรมที่ไม่น่าจดจำนัก

สำหรับชีวิตของ “อาเจี้ยนและอาหมิง” นั้นก็อยู่ในวัยที่กำลังก่อร่างสร้างตัวให้มั่นคงเลี้ยงลูกสองคนอีกทั้งดูแลแม่ที่นอนป่วยไม่รู้สึกตัว เราได้เห็นภาพชีวิตมนุษย์เงินเดือนของผัวเมียคู่นี้ที่ทำงานกันหามรุ่งหามค่ำ จนวันหนึ่ง “อาหมิง” มานั่งร้องไห้อย่างไม่รู้สาเหตุว่า
“เฮ้ ! ฉันตื่นแต่เช้าไปทำงาน อยู่ที่ทำงานจนดึกดื่น กลับมาบ้านนอน แล้วก็ตื่นแต่เช้าไปทำงาน ทำไมชีวิตฉันมันหมุนเวียนจำเจเป็นวงจรอย่างนี้”

บางทีคำถามของ “อาหมิง” ก็ไม่ต่างกับคำถามของพวกเราในฐานะมนุษย์เงินเดือน ที่จู่ๆวันหนึ่งเรามานั่งตั้งคำถามกับตัวเองว่า “กูกำลังทำอะไรอยู่วะ” โชคดีที่อาหมิงได้อาเจี้ยน ซึ่งเป็นสามีที่เข้าใจความรู้สึกของภรรยาดีจึงค่อยๆปลอบใจและให้กำลังใจกันไป

ตัวละครอย่าง“อาเจี้ยน” แสดงออกซึ่งความเข้มแข็งและความเข้าใจในการดำเนินชีวิตเป็นอย่างดีครับ ตัวอาเจี้ยนเองก็มีปัญหาเรื่องงานแถมยังเจอเรื่อง “คนรักเก่า” อีกก็ทำให้อาเจี้ยนเขวไปเหมือนกัน แต่อาเจี้ยนก็ค่อยๆใช้สติในการแก้ปมปัญหาต่างๆไปได้ด้วยดี ผมว่าอาเจี้ยนเป็นตัวอย่างที่ดีในการเป็น “สามีและพ่อ” ที่ค่อยๆประคับประคองครอบครัวและแก้ปัญหาชีวิตไปอย่างมีสติ

ผมนั่งดูหนังเรื่องนี้พลางนึกถึง “ชีวิตและความเป็นมนุษย์” ตลอดเวลาที่ผ่านมาผมเชื่อว่าเราทุกคนล้วนมีประสบการณ์แบบในหนังเรื่อง Yiyi ไม่ว่าจะเป็นความสงสัยอยากรู้ในวัยเด็ก การปรับตัวในวัยรุ่น การตั้งคำถามถึงสิ่งที่ตัวเองกำลังทำอยู่ในวัยทำงาน แม้กระทั่งความพยายามประคับประคองชีวิตครอบครัวให้รื่นรอดในวันที่เผชิญมรสุมชีวิต

หนังเรื่องนี้ปิดท้ายด้วย “งานศพ”ของอาม่า ครับ ในบทหนังนั้น “อาม่า”ดูจะเป็นศูนย์กลางของครอบครัวเพราะตั้งแต่อาม่าป่วยนอนไม่รู้เรื่อง “อาเจี้ยนและอาหมิง” พยายามให้คนในครอบครัวมาพูดคุยกับอาม่าเล่าเรื่องโน้นเรื่องนี้ให้แกฟังทั้งๆที่แกไม่รู้เรื่องอะไรแล้ว ด้วยเหตุนี้เองเราจึงได้เห็นภาพอาม่าในฐานะผู้ที่รับฟังเรื่องราวทุกอย่างของลูกหลานแต่ไม่สามารถรับรู้อะไรได้อีกแล้ว

ฉากสุดท้ายของหนังเรื่องนี้ “เอ็ดเวิร์ด หยาง” ได้สื่อให้เห็นสัญลักษณ์ของการสิ้นสุดชีวิตจากพิธีกรรมในงานศพซึ่งดูเหมือนว่าชีวิตบนโลกใบนี้ไม่มีอะไรเลย สุดท้ายแล้วก็ว่างเปล่าใช่มั๊ยครับ

Hesse004

Mar 22, 2008

“สามก๊ก” สินค้าจีนในทุนวัฒนธรรม




ซีรี่ส์ภาพยนตร์จีนชุด “สามก๊ก” ที่กำลังฉายอยู่ช่องไทยพีบีเอสนั้น นับได้ว่าเป็นการเร่งให้เกิดกระแส “จีนนิยม” เพิ่มยิ่งขึ้นนะครับ

ภาพยนตร์ชุดดังกล่าวเป็นผลงานการสร้างของ CCTV ด้วยวัตถุประสงค์ของรัฐบาลจีนแผ่นดินใหญ่ที่ต้องการเล่าเรื่องราวประวัติศาสตร์จีนเมื่อ 1,800 กว่าปีมาแล้ว โดย “สามก๊ก” ฉบับ ซีรีส์นี้มีทั้งหมด 84 ตอนครับ ทั้งนี้กล่าวกันว่าสามก๊กของนาย “หลอกว้านจง” (Luo Guanzhong)นั้นเป็นหนึ่งในสี่สุดยอดของวรรณกรรมจีนเลยทีเดียว

ท่ามกลางกระแส “จีนาภิวัฒน์” และ “ภารตะนิยม” หรือ Chindia นั้นได้ทำให้โลกตะวันออกเริ่มกลับมามีบทบาทอีกครั้งหนึ่งครับ หลังจากที่ “สหรัฐอเมริกา” ได้สถาปนาตัวเองเป็นเจ้าโลกมาช้านานนับแต่สงครามโลกครั้งที่สองสงบลง

อย่างที่เกริ่นไว้ในหัวเรื่องแล้วครับว่าภาพยนต์จีนชุดสามก๊กนั้นดูจะเป็น “สินค้าวัฒนธรรมจีน” ชิ้นแรกๆที่ถูกปล่อยออกมาในช่วงที่โลกทุนนิยมเริ่มหันมาสะสมทุนวัฒนธรรม (Cultural Capital) กันมากขึ้น

ในหนังสือเรื่อง “ทุนวัฒนธรรม”ของท่านอาจารย์รังสรรค์ ธนะพรพันธุ์ นั้นได้กล่าวถึงการเติบโตของทุนวัฒนธรรมผ่านสินค้าประเภทกีฬาโดยเฉพาะฟุตบอลพรีเมียร์ชิพของอังกฤษ

เช่นเดียวกับในแง่ของความบันเทิงนั้น “วัฒนธรรมป๊อบ” (Pop Culture) ได้ถูกถ่ายทอดผ่านทางหนังดังฮอลลีวู้ด รวมไปถึงมิวสิควีดีโอที่ช่อง MTV จะเห็นได้ว่าทั้งกีฬาและความบันเทิงนั้นดูจะเป็นทุนชนิดใหม่ที่ก้าวมาตอบสนองผู้คนในศตวรรษที่ 21

ด้วยเหตุนี้เองประเด็นน่าสนใจที่ตามมาเกี่ยวกับพัฒนาการของทุนนิยม คือ รูปแบบของการสะสมทุน ครับ เพราะประวัติศาสตร์ของทุนนิยมนั้นเริ่มต้นจาก “ทุนนิยมอุตสาหกรรม”ที่สะสมเครื่องจักร เครื่องมือ ก่อนจะก้าวมาสู่ “ทุนนิยมการเงิน” ที่มุ่งเน้นการสะสมทุนทางการเงินเป็นสำคัญ และ ท้ายที่สุดทุนดังกล่าวได้รุกไปสู่ “ทุนวัฒนธรรม”

ในช่วงสิบปีที่ผ่านมาดูเหมือนว่าประเทศอย่าง “เกาหลีใต้” น่าจะเป็นตัวอย่างที่ดีในการพัฒนาทุนวัฒนธรรมนะครับ โดยทั้งภาครัฐและเอกชนของเกาหลีใต้นั้นพยายามใช้ “ประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม”ของชนชาติตัวเองเป็น “สินค้าวัฒนธรรม” ที่มุ่งขยายส่งออกไปต่างประเทศนอกเหนือจากอุตสาหกรรมอิเลคทรอนิคส์หรือรถยนต์ที่โด่งดัง

จึงไม่น่าแปลกใจเลยว่าทำไมทุกวันนี้ ซีรีส์เกาหลีอย่าง “แด จัง กึม” “จูมง” มาจนกระทั่ง “อิมซังอ๊ก” จึงกลายเป็นสินค้าวัฒนธรรมเกาหลีที่คนไทยรู้จักดีไม่แพ้เครื่องใช้ไฟฟ้าอย่าง “ซัมซุง”

สำหรับ “สามก๊ก” ฉบับ CCTV นั้นเริ่มต้นออกอากาศครั้งแรกเมื่อปี 1995 ครับ ทั้งนี้ CCTV ได้คัดเลือกนักแสดงที่มีฝีมือทั่วทั้งแดนมังกรมาสวมบทบาทตัวละครเด่นๆในสมัยสามก๊ก เช่น ผู้ที่รับบทเป็น “ขงเบ้ง” คือ Tang Guoqiang ซึ่งนับเป็นดาราดังของจีนแผ่นดินใหญ่เลยทีเดียว

หลังจากรัฐบาลคอมมิวนิสต์จีนภายใต้การนำของ “เติ้งเสี่ยวผิง” ได้เปิดประเทศด้วยนโยบายสี่ทันสมัยแล้ว ประเทศจีนได้รับความสนใจจากประเทศต่างๆทั่วโลกในฐานะที่เป็น “ตลาดสินค้า”ที่ใหญ่ที่สุดในโลกโดยวัดจากจำนวนประชากรพันกว่าล้านคน

ขณะที่จีนเปิดรับนักลงทุนจากต่างชาติ รัฐบาลคอมมิวนิสต์จีนก็ไม่ลืมที่จะส่งเสริมให้ธุรกิจเอกชนออกไปลงทุนต่างประเทศด้วย พร้อมกันนี้บทบาทของจีนในช่วงยี่สิบปีหลังมานี้นับว่าโดดเด่นไม่น้อย

ในฐานะที่เป็นพี่ใหญ่แห่งเอเชีย จีนเองก็พยายามสร้างอิทธิพลทางการค้าการลงทุนผ่านทางประเทศกำลังพัฒนาทั้งหลายโดยเฉพาะในแอฟริกาหรือที่รู้จักกันในชื่อ Sino-African ครับ ทั้งนี้ตามหลักฐานทางประวัติศาสตร์นั้นจีนเริ่มติดต่อกับชาวแอฟริกันมาตั้งแต่สมัยราชวงศ์หมิงจากการเดินทางสำรวจโลกของกองเรือนายพลเจิ้งเหอ หรือ เจ้าพ่อซำปอกงที่คนไทยคุ้นเคยนั่นเอง

ปัจจุบันรัฐบาลจีนคอมมิวนิสต์พยายามสร้างสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นกับประเทศอย่าง เคนยา กานา ซูดาน หรือไนจีเรีย เป็นต้น ผมเชื่อว่าเหตุที่จีนเลือกคบแอฟริกาส่วนหนึ่งน่าจะมาจากความพยายามที่จะสร้างสมดุลทางอำนาจกับโลกตะวันตก

การสร้างภาพยนตร์ประวัติศาสตร์ “สามก๊ก” ของจีนในช่วงทศวรรษที่ 90 นั้นจึงดูมีนัยยะที่ต้องการสื่อให้ชาวโลกที่จะมาคบกับจีนนับต่อจากนี้ไป พึงรู้ไว้ว่า “จีนยุคใหม่” นั้นไม่เหมือนยุคสมัยที่เคยโดนชาติมหาอำนาจข่มเหงรังแกดังเช่นที่เคยทำได้ในปลายราชวงศ์ชิง

นอกจากนี้นัยยะที่แฝงมากับภาพยนตร์เรื่องนี้นั้นเหมือนจะบอกให้รู้ว่า “พวกกูก็คิดกลยุทธ์ที่ล้ำลึกเป็นตั้งแต่เมื่อพันแปดร้อยปีมาแล้ว” ดังนั้น การบุ่มบ่ามทำอะไรกับจีนนั้นดูจะต้องรอบคอบและลึกซึ้งอย่างยิ่ง

ฝรั่งรู้จักสามก๊กในฐานะ Romance of the Three Kingdoms ครับ กล่าวกันว่านักปกครองของโลกตะวันตกจะต้องอ่านหนังสืออย่าง The Prince ของ นิโคโล แมคเคียวเวลลี่ (Niccolò Machiavelli) แต่สำหรับนักปกครองของโลกตะวันออกแล้วสมควรที่จะอ่าน “สามก๊ก” จนมีคนกล่าวไว้ว่าถ้าจะทำสงครามต้องอ่าน “ตำราพิชัยสงครามซุนวู” และถ้าคิดจะทำการใหญ่ต้องอ่าน “สามก๊ก”

ด้วยเหตุนี้เอง “สามก๊ก” ของหลอกว้านจง จึงถูกหยิบนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์โทรทัศน์ให้เห็นเป็นรูปธรรมพร้อมทั้งเติมอรรถรสทางปัญญาและสอดแทรกคุณธรรมให้กับคนดู ซึ่งสิ่งเหล่านี้ดูจะเป็นลักษณะพิเศษที่เรามักพบเห็นเสมอในสินค้าวัฒนธรรมจีนอย่างไซอิ๋ว หรือ เปาบุ้นจิ้น ไงล่ะครับ

Hesse004