Aug 27, 2007

กบนอกตำรากับเศรษฐศาสตร์ว่าด้วยป่าชายเลน





รายการ “กบนอกกะลา” ของค่ายทีวีบูรพา นับว่าเป็นรายการที่สร้างสรรค์รายการหนึ่งในยามที่บ้านเราขาดแคลน “สาระ”บนหน้าจอทีวี

ผมเชื่อว่าเราทุกคนก็เหมือน “กบ” ตัวหนึ่งแหละครับที่ส่วนใหญ่ยังหมกอยู่ในโลกของเราเองทั้งงานที่ทำหรือวิชาที่เรียน แม้ว่าบ่อยครั้งเราอยากจะออกจากกะลาใบนี้เสียเหลือเกินแต่ด้วยเหตุผลต่างๆนานาที่ทำให้เราไม่สามารถหนีจากโลกใบเดิมไปได้โดยเฉพาะอย่างยิ่งเหตุผลเรื่อง “เวลา”

นับแต่สิงหาคมปีที่แล้ว จวบจนวันนี้ ผมเองก็ไม่ต่างอะไรจาก “กบ”(อาจเข้าขั้นอึ่งอ่างด้วยซ้ำ) ตัวหนึ่งที่กระโดดโหยงเหยงไปมาในโลกใบใหม่ที่เต็มไปด้วยตัวอักษรทางเศรษฐศาสตร์ จนแทบจะเรียกได้ว่าผมเหมือนกบตัวหนึ่งที่อยู่ในตำรา (เศรษฐศาสตร์) อย่างไรก็ตามผมยังมีความสุขดีกับกะลาอันนี้อยู่ครับ

กลับมาเรื่องที่จั่วหัวไว้ครับ , เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมาผมมีโอกาสไปเยือนเมืองสมุทรสงครามด้วยวัตถุประสงค์ไปดูพื้นที่ป่าชายเลน 5,000 กว่าไร่ที่ ตำบลคลองโคน อำเภอเมือง ผมขอสารภาพอย่างหนึ่งครับว่า ผมไม่ได้มีความสนใจในเรื่องป่าชายเลน(Mangrove forest) สักเท่าไรนัก เหตุผลก็คือมันเป็นเรื่องไกลตัวเสียเหลือเกินสำหรับนักเรียนเศรษฐศาสตร์เช่นผมครับ อย่างไรก็ตามประสบการณ์เมื่อวานนี้ทำให้ “กบในตำรา” อย่างผมเริ่มเข้าใจอะไรบางอย่างระหว่างธรรมชาติและมนุษย์

กล่าวกันว่าวิชาเศรษฐศาสตร์เป็นเรื่องของการเลือกตัดสินใจที่จะจัดสรรทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดเพื่อก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด หากพูดกันตามนิยามก็ดูเหมือนง่ายดีนะครับ แต่พอลงมือปฏิบัติจริงกลับกลายเป็นว่า มนุษย์เนี่ยแหละครับที่ถลุงใช้ทรัพยากรที่มีจำกัดอย่างไม่บันยะบันยัง ด้วยเหตุนี้เองเราจึงต้องกับเผชิญปรากฏการณ์โลกร้อน (Global Warming) ทั้งๆที่เคยมีคนพูดถึงเรื่องปรากฏการณ์เรือนกระจก (Green House Effect) มาเกือบ 20 ปีแล้ว แต่มนุษย์อย่างเราๆก็ยังหูทวนลมกันอยู่ครับ

ผมนึกถึงหนังการ์ตูนAnimation ญี่ปุ่นของสตูดิโอGhibli เรื่อง Princess of Mononoke ผลงานของ Hayao Miyazaki การ์ตูนเรื่องนี้กล่าวถึงป่าที่กำลังจะสูญหายไปด้วยน้ำมือของมนุษย์โดยสื่อผ่าน“วิญญาณแห่งป่า” (Spirit of forest) ได้อย่างเป็นรูปธรรมมากครับ ผมว่าวิธีการถ่ายทอดแบบนี้น่าจะทำให้เด็กๆเข้าใจความสำคัญของธรรมชาติมากขึ้นไม่ว่าจะเป็น ป่าไม้ หรือ สัตว์ป่า เหมือนที่คนโบราณพูดถึงเรื่อง “เจ้าป่าเจ้าเขา” ทั้งหลายทั้งปวงนี้ก็เพื่อให้มนุษย์พึงสังวรถึงความสำคัญของธรรมชาติ

ผมพาท่านผู้อ่านไปเสียไกลเลยครับ , วกรถกลับมาที่สมุทรสงครามกันต่อดีกว่า คณะผู้สังเกตการณ์ครั้งนี้ส่วนใหญ่เป็นนักเรียนเศรษฐศาสตร์ครับ อย่างที่กล่าวไปข้างต้นว่าวัตถุประสงค์สำคัญของการเดินออกจากตำราครั้งนี้ คือ ไปดูพื้นที่ป่าชายเลนนอกจากนี้พวกกระผมยังมีโอกาสได้นั่งเรือออกไปปลูกป่าโกงกาง ป่าแสม กันด้วย

ตำบล “คลองโคน” เป็นตำบลหนึ่งในเมืองสมุทรสงครามครับ ใครจะไปรู้ว่าตำบลเล็กๆแห่งนี้มีโครงการอนุรักษ์และปลูกป่าชายเลนมา 16 ปี แล้ว คณะของเรามีโอกาสได้คุยกับผู้ใหญ่บ้านหมู่ 7 ลุงผู้ใหญ่แกดูท่าทางใจดี และเป็นมิตรมากครับ แกเล่าให้พวกเราฟังว่าแต่เดิมนั้นบริเวณแห่งนี้มีการเลี้ยงกุ้งเลี้ยงหอยแครงกันตามธรรมชาติ ต่อมากระแสเลี้ยงกุ้งกุลาดำบูมประมาณปี 2528 – 2531 ชาวบ้านก็แห่มาเลี้ยงกุ้งกุลาดำเพราะขายได้ราคาดี แต่ผลของการทำนากุ้งปรากฏว่ามีการใช้สารเคมีทำให้เกิดสารพิษตกค้างส่งผลต่อสภาพนิเวศน์ที่เคยมีอยู่เริ่มสูญเสียไป ชั่วระยะเวลาไม่ถึง 5 ปี สภาพแวดล้อมของหมู่บ้านก็เปลี่ยนไป นอกจากนี้ยังมีการหักร้างถางพงป่าชายเลนเพื่อแปลงมาเป็นนากุ้งกุลาดำ ท้ายที่สุดเมื่อทุกอย่างแย่ลง ฟองสบู่การทำนากุ้งกุลาดำแตก ชาวบ้านเริ่มเห็นความสำคัญของพื้นที่ป่าชายเลนที่หายไป พวกเขาจึงเริ่มต้นปลูกป่าชายเลนกันใหม่เมื่อปี 2533 ครับ

ในระหว่างที่ฟังผู้ใหญ่บ้านบรรยาย, ผมยืนจดข้อมูลและคิดไปถึงเรื่องที่อ่านในตำรา Narural Resource Economics (2005)ของ Professor Barry C. Field ซึ่งแกเขียนไว้ในเรื่อง Marine resource ว่าประเด็น Open access หรือ การที่ใครก็ได้สามารถเข้าไปแสวงหาประโยชน์จากทรัพยากรทางทะเลมีส่วนทำให้สภาพแวดล้อมทางทะเลถูกทำลาย โดยเฉพาะจำนวนปลาเริ่มลดน้อยถอยลง สำหรับที่ คลองโคนแล้วปัญหาที่ชาวบ้านพบ คือ ระบบนิเวศน์ของที่นี่ได้ถูกทำลายไปเนื่องจากชาวบ้านบุกรุกพื้นที่ป่าชายเลนเพื่อทำนากุ้งกุลาดำ แต่ก็น่าดีใจนะครับที่ชาวบ้านเริ่มตระหนักถึงเรื่องนี้และช่วยกันปลูกป่าชายเลนให้กลับมาใหม่อีกครั้ง แถมยังได้แรงเชียร์จากนักท่องเที่ยวตลอดจนคนรักธรรมชาติมาช่วยกันปลูกป่าให้ที่นี่จนวันนี้มีพื้นที่ป่ากว่า 5,000 ไร่แล้ว

ผมว่าตราบใดที่มนุษย์อยู่ร่วมกับธรรมชาติได้ ความร่มเย็นก็จะกลับคืนมา แต่หากวันใดที่ธรรมชาติเริ่มเกลียดชังมนุษย์แล้ว มนุษย์ตัวเล็กๆอย่างเราคงอยู่บนโลกใบนี้ไม่ลำบากแน่

อย่างไรก็ตามสิ่งที่น่าคิดหลังจากที่ผมมีโอกาสคุยกับท่านอาจารย์ที่พาเราไปดูงานครั้งนี้ คือ อาจารย์ท่านให้ข้อสังเกตว่า ในฐานะนักเศรษฐศาสตร์เราจะรู้ได้อย่างไรว่าพื้นที่ป่าชายเลนกับพื้นที่ทำกินของชาวบ้านนั้นมันควรอยู่ในสัดส่วนหรือปริมาณเท่าไรจึงจะสมดุล พูดแบบนักเศรษฐศาสตร์ คือ จุดไหนที่มันจะ Optimize ระหว่างพื้นที่ป่าชายเลนกับพื้นที่ทำกินของชาวบ้าน แม้ว่าป่าชายเลนจะเป็นแหล่งอนุบาลสัตว์น้ำทะเลได้ดี และก่อประโยชน์มากมาย แต่อย่าลืมว่าชาวบ้านก็ยังต้องทำมาหากินกับท้องทะเลอยู่

ก่อนหน้านี้วิชาเศรษฐศาสตร์สอนให้เราหาจุดสมดุลระหว่างมนุษย์ด้วยกันเอง ทั้งผู้บริโภค กับ ผู้ผลิต หรือ รัฐ กับเอกชนแต่นัก เศรษฐศาสตร์ยังไม่สามารถหาจุดสมดุลระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติได้เลยครับ เพราะมนุษย์นั้นไม่รู้หรอกครับว่าเราควรจะขอหรือใช้ทรัพยากรธรรมชาติมากน้อยแค่ไหน เพราะธรรมชาติไม่มีปากบอกเราว่า “เฮ้ยพอแล้ว พวกมึงเอาจากกูมากเกินไปแล้ว” บ่อยครั้งที่ความพิโรธของธรรมชาตินั่นแหละถึงจะทำให้มนุษย์เริ่มรู้แล้วว่าท่านไม่ยินดีที่จะให้เราเอาอะไรไปมากกว่านี้แล้ว

Hesse004

Aug 21, 2007

“พระเจ้าปราสาททอง กับ ดอนไมเคิล คาร์ลิโอเน่”



ไม่กี่วันมานี้ผมมีโอกาสได้อ่านหนังสือในเครือของศิลปวัฒนธรรม ฉบับพิเศษ เรื่อง การเมือง “อุบายมารยา”แบบ Machiavelli ของพระเจ้าปราสาททอง ซึ่งระหว่างที่อ่านนั้นผมรู้สึกเพลิดเพลินไปกับอรรถรสทางวิชาการที่อาจารย์สมบัติ จันทรวงศ์เขียนไว้โดยท่านอาจารย์ได้เขียนเรื่องนี้ไว้ตั้งแต่ปี 2519 จะว่าไปแล้วท่านอาจารย์สมบัตินับเป็นผู้หนึ่งที่สนใจและเชี่ยวชาญกับความคิดของ Machiavelli เลยทีเดียว

Niccolo Machiavelli นับเป็นนักปรัชญาการเมืองสมัยใหม่คนสำคัญที่เหล่านักเรียนรัฐศาสตร์ทั้งหลายต้องคุ้นชื่อกับหนังสือเล่มดังของเขาอย่าง The prince สำหรับหนังสือเล่มนี้นั้นผมซื้อมานานแล้วครับแต่ยังไม่มีโอกาสได้อ่านอย่างเป็นจริงเป็นจังสักที กล่าวกันว่า The prince ของ Machiavelli นั้นจัดอยู่ในคู่มือของผู้ปกครองที่รักอยากจะเป็นทรราชย์ (Tyrant)

ผมตั้งข้อสังเกตเป็นการส่วนตัวว่าบรรดาเหล่าคู่มือของนักปกครองตามวิธีคิดของโลกตะวันออกดูจะปลูกคุณธรรมได้ดีกว่าโลกตะวันตก โดยเฉพาะเรื่องธรรมราชาและทศพิศราชธรรม หรือแม้กระทั่งปรัชญาขงจื๊อที่สอนให้ผู้ปกครองตั้งอยู่ในศีลในธรรมมากกว่าจะขวนขวายแสวงหาอำนาจ

หลังจากที่ผมอ่านหนังสือชื่อยาวเล่มที่ว่านี้จบลง ภาพของ “สมเด็จพระเจ้าปราสาททอง” กับ ภาพของ "ดอนไมเคิล คาร์ลิโอเน่” ได้ผุดขึ้นในหัวของผมทันใด แม้ว่าบุคคลทั้งสองจะอยู่ในช่วงเวลาที่ต่างยุคต่างสมัยกัน แถมดอนไมเคิล แห่ง The Godfather ยังเป็นเพียงตัวละครในจินตนาการของ Mario Puzo อีก แต่ทั้งสองนั้นกลับมีอะไรที่ละม้ายคล้ายกันโดยเฉพาะเรื่องของการรักษาไว้ซึ่งอำนาจ

รุ่นพี่คนหนึ่งเคยถามผมว่าสิ่งที่ยากที่สุดของการมีอำนาจคืออะไร? ผมตอบไปว่าการรักษาอำนาจนั้นให้ยาวนานที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่พี่คนนั้นกลับมองว่า การลงจากอำนาจที่เป็นสิ่งที่ยากกว่า ผมเชื่อเหมือนที่หลายๆท่านเชื่อว่าอำนาจเหมือนยาเสพติด ยิ่งเสพแล้วยิ่งติด ยิ่งนานยิ่งยากที่จะปล่อยวาง มันเหมือนที่โฟรโด้ใน Lord of the ring พะว้าพะวังลังเลที่จะถอดแหวนนั้นโยนลงสู่เปลวเพลิงในภาคจบ

ท่านผู้อ่านที่สนใจประวัติศาสตร์การเมืองไทยในสมัยกรุงศรีอยุธยานั้น ผมแนะนำให้ลองอ่านหนังสือของเหล่ากูรูทางประวัติศาสตร์ไทยตั้งแต่ กรุงศรีอยุธยาของเรา ของท่านอาจารย์ศรีศักร วัลลิโภดม , ประวัติศาสตร์อยุธยาของท่านอาจารย์ชาญวิทย์ เกษตรศิริ , การเมืองไทยสมัยพระนารายณ์ของท่านอาจารย์นิธิ เอี่ยวศรีวงศ์ และ ศรีรามเทพนคร ซึ่งรวมบทความประวัติศาสตร์ในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนต้น

กลับมาที่เรื่องพระเจ้าปราสาททองต่อครับ , จะว่าไปแล้วการสถาปนาราชวงศ์ปราสาททองนั้นเกิดขึ้นจากการปราบดาภิเษกของ ออกญากลาโหม (พระเจ้าปราสาททอง)เมื่อปี พ.ศ.2172 ลองย้อนอดีตกันสักนิดดีมั๊ยครับว่าหลังแผ่นดินสมเด็จพระนเรศวรแล้วสมเด็จพระเอกาทศรศทรงขึ้นครองราชย์ต่อในราชวงศ์สุโขทัย อย่างไรก็ตามเมื่อสมเด็จพระเอกาทศรศเสด็จสวรรคต ตามกฏมณเฑียรบาลจะต้องอัญเชิญพระอนุชาธิราชขึ้นเสวยราชย์ แต่การณ์กลับเป็นว่าเกิดการรัฐประหารของพระเจ้าทรงธรรมทำให้สายสกุลของสมเด็จพระเอกาทศรศสูญเสียราชบัลลังก์ไป อย่างไรก็ตามเมื่อใกล้สิ้นแผ่นดินพระเจ้าทรงธรรม ก็ปรากฏปัญหาในการสืบสันตติวงศ์อีกเมื่อพระเจ้าทรงธรรมมีพระราชประสงค์ให้พระโอรสวัย 15 ชันษา นามว่าพระเชษฐาธิราช ขึ้นครองราชย์ทั้งที่สิทธิ์จะต้องตกอยู่ที่พระศรีศิลป์อันเป็นพระอนุชา

ประวัติศาสตร์การฆ่าฟันกันช่วงนี้นับว่าซับซ้อนและมีกลอุบายที่แยบยลมากครับโดยเฉพาะออกญากลาโหมซึ่งกลายเป็นกำลังสำคัญในการกำจัดพระศรีศิลป์และค้ำบัลลังก์ให้กับพระเชษฐาธิราช แต่หลังจากนั้นไม่นานออกญากลาโหมก็ทำรัฐประหารด้วยการสำเร็จโทษพระเชษฐาธิราชและตั้งพระอาทิตยวงศ์ซึ่งเป็นเด็กอายุเพียง 10 ขวบขึ้นครองบัลลังก์กรุงศรีอยุธยา และท้ายที่สุดออกญากลาโหมก็ได้กระทำการปราบดาภิเษกด้วยการสำเร็จโทษ (อีกครั้ง) กับกษัตริย์องค์น้อยนี้และ สถาปนาราชวงศ์ปราสาททองขึ้นในปี พ.ศ.2172

ความสนุกของประวัติศาสตร์อยู่ที่การมองเห็นอุบายมารยาอย่างที่ท่านอาจารย์สมบัติพยายามสื่อ หลายต่อหลายครั้งที่เราพบว่าการแสวงหาอำนาจนั้นไม่ได้มาเพราะโชคอำนวยหากแต่เป็นเรื่องของการใช้กลวิธีและอุบายอันรวมถึงจริตมารยาต่างๆนานาของมนุษย์เพื่อที่จะให้ได้มาซึ่งอำนาจ พระเจ้าปราสาททองนั้นมีคุณสมบัติคล้ายกับโจโฉอย่างหนึ่ง คือ ไม่ไว้ใจคนแม้กระทั่งคนใกล้ตัวที่ช่วยกันล้มฐานอำนาจเดิม การไม่ไว้ใจคนของพระองค์ทำให้พระองค์สามารถรักษาอำนาจได้ยาวนานถึง 27 ปี

ในหนังสือจดหมายเหตุของนายวันวลิต (Jeremias Van Vilet) นั้นได้กล่าวถึงคุณสมบัติของพระเจ้าปราสาททองในการขึ้นสู่อำนาจและรักษาอำนาจไว้ว่า “เป็นหลายศตวรรษทีเดียวที่ไม่เคยมีกษัตริย์สยามพระองค์ใด ขึ้นครองบัลลังก์อย่างกล้าหาญชาญชัย มีความระแวดระวังเป็นเยี่ยมหรือมีอุบายหลักแหลมมาก เช่นกษัตริย์พระองค์นี้”

คราวนี้มาดู ดอนไมเคิล คาร์ลิโอเน่ (Don Michale Corleone)ใน The Godfather กันบ้างครับ ถ้าท่านผู้อ่านมีโอกาสได้อ่านหนังสือหรือดูหนังเรื่องนี้ สิ่งหนึ่งที่เราน่าจะคิดคล้ายๆกัน คือ ไมเคิล คาร์ลิโอเน่ นั้นมีความเหี้ยมและเลือดเย็นอยู่ในตัวเองเพียงแต่ยังไม่แสดงออกตราบใดที่ยังไม่ถูกกระตุ้น ผมว่าจุดที่ทำให้ ไมเคิล เปลี่ยนไปเป็นคนละคนน่าจะเป็นตอนที่เขาเห็นว่าศัตรูของดอนวีโต้ คาร์ลิโอเน่ ผู้เป็นพ่อ นั้นเตรียมพร้อมจะเล่นงานตระกูลเขาชนิดเหยียบกันให้ตาย ด้วยเหตุนี้เองถ้าไม่อำมหิตแน่นอนว่าเขาและคนอื่นๆในครอบครัวย่อมไม่สามารถอยู่รอดได้

ดอน ไมเคิล คาร์ลิโอเน่ นับเป็นตัวอย่างหนึ่งของผู้นำที่เก่ง ฉลาด รอบคอบแต่ไม่มีความสุขในชีวิต เพราะทุกก้าวย่างของเขานั้นล้วนต้องครุ่นคิดอยู่ตลอดเวลา จะว่าไปแล้วบรรดาคนที่ขึ้นไปขี่หลังเสือทั้งหลายนั้นยากยิ่งนักที่จะรอดร่วงลงมาให้เสือมันไม่ตะปปกิน เว้นแต่ว่าคนเหล่านั้นจะเข้าใจว่าอำนาจมีความเสื่อมของมันและกล้าที่จะพูดอย่างบริสุทธิ์ใจว่า “พอแล้ว”

ประวัติศาสตร์บางครั้งมันก็ไม่โกหกเราหรอกครับ แม้ว่าคนเขียนประวัติศาสตร์จะแอบแต่งเสริมเติมแต่งข้อความบางคำลงไปในเรื่องราวบ้าง แต่สิ่งสำคัญของมนุษย์อย่างเราๆก็คือจะรู้จักเรียนรู้ข้อคิดประวัติศาสตร์นั้นได้มากน้อยเพียงใด ก็เพื่อวันหน้า “ประวัติศาสตร์จะไม่ซ้ำรอยเดิม”ครับ

Hesse004

Aug 15, 2007

Cinema Paradiso ดึงความทรงจำจากลิ้นชักใบเดิม


ผมเชื่อว่าความประทับใจของคนเรานั้นมักเกิดขึ้นในรูปแบบที่เรียกว่า “At First Sight” หรือเข้าทำนองว่า “รักแรกพบ” ความประทับใจมักก่อให้เกิดความทรงจำที่ดีกับเราจนอาจกล่าวได้ว่าทุกครั้งที่หวนรำลึกความประทับใจเหล่านี้ เรามักจะอิ่มเอมอยู่เสมอ

สำหรับหัวเรื่องที่ผมจั่วไว้นั้น, ผมเชื่อว่าคอหนังอาร์ตย่อมคุ้นเคยกับชื่อCinema Paradiso เป็นอย่างดี และผมยังเชื่ออีกว่าท่านผู้อ่านหลายท่านอาจจะดูหนังเรื่องนี้มากกว่า 2 รอบ แล้วด้วยซ้ำ Cinema Paradiso เป็นผลงานสร้างชื่อให้กับผู้กำกับอิตาเลียนนามว่า Giuseppe Tornatore ขณะเดียวกันหนังเรื่องนี้ยังตอกย้ำให้เห็นถึงอัจฉริยภาพทางดนตรีของ Ennio Morricone ที่ทำให้ดนตรีประกอบภาพยนตร์เรื่องนี้สร้างอรรถรสที่รื่นรมย์ทุกครั้งที่ได้ยิน ผมขอสารภาพกับท่านผู้อ่านครับว่า ผมฟังเพลง Cinema Paradiso เกือบจะทุกวันเลยครับ

ว่ากันว่าCinema Paradiso กลายเป็นภาพยนตร์ในดวงใจของใครหลายคน ในหนังสือเรื่องอ่านชีวิตบนแผ่นฟิลม์ (2547)ของอาจารย์เสรี พงศ์พิศ นั้น ท่านอาจารย์เสรีได้เขียนเล่าเรื่องนี้และให้แง่คิดไว้น่าอ่านมากครับ จนอาจกล่าวได้ว่า Cinema Paradiso น่าจะเป็นตัวแทนของ Nostalgia Film ที่ดีที่สุดเรื่องหนึ่งเลยก็ว่าได้

Cinema Paradiso นั้นย้อนให้เห็นภาพของประเทศอิตาลีหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 จบลง มุสโสลินีและลัทธิฟาสซิสต์ของเขาทำให้อิตาลีกลายเป็นผู้แพ้สงครามไป ผลพวงของความพ่ายแพ้ยังกระทบไปยังเกาะเล็กๆอย่าง ซิซิลี ดินแดนที่เป็นต้นกำเนิดของมาเฟีย อย่างไรก็ตามหนังไม่ได้กล่าวถึงบริบททางการเมืองมากสักเท่าใดนัก แต่กลับสะท้อนภาพของชีวิตชาวบ้านธรรมดาๆในเมืองเล็กๆแห่งหนึ่ง

ภาพของเด็กชาย โตโต้ (Salvatore ) และคุณลุง อัลเฟรโด้ (Alfredo) ทำให้เราอาจย้อนนึกถึงใครบางคนที่เราคุ้นเคยเมื่อวัยเยาว์ อาจจะเป็นภาพลุงใจดีข้างบ้านที่ชอบเล่าเรื่องสนุกๆให้เราฟัง อาจจะเป็นภาพคุณอาคนหนึ่งที่สอนให้เราได้ดูบอลและเตะบอลเป็น

Tornatore ดูจะจงใจให้ โตโต้ได้รื้อความทรงจำจากลิ้นชักใบเก่าของเขาออกมาอีกครั้งในวัยที่เขามีอายุกว่า 50 (ผมลองคะเนเอาเองครับ) จะว่าไปแล้วเราทุกคนล้วนมีประวัติศาสตร์ประจำตัว ขออนุญาตไม่ใช้คำว่า ประวัติบุคคลหรือชีวประวัติแล้วกันนะครับ ที่ว่ามีประวัติศาสตร์ประจำตัวนั้น ผมเชื่อว่าเราทุกคนล้วนมีเรื่องราวที่อยากเก็บ อยากจำ อยากลืม แม้กระทั่งอยากเล่า

เมื่อกว่า 16 ปีมาแล้ว ผมเคยนั่งคุยกับอาเหล่าม่า (ย่าทวด) ตอนนั้นอาเหล่าม่ามีอายุ 90 ปีพอดี อาเหล่าม่าของผมยังมีความทรงจำที่ไม่พร่าเลือนนัก ท่านเล่าถึงพิธีแต่งงานของท่านสมัยกระโน้น เล่าถึงความยากลำบากในห้วงเวลาสงครามโลกครั้งที่ 2 เล่าถึงชีวิต ผู้คนรอบกายตั้งแต่คนใหญ่คนโตไปจนกระทั่งคนเล็กๆอย่างเราๆ เนี่ยแหละครับที่ผมว่ามันเป็นเสน่ห์ของการมีชีวิต แม้ว่าวันนี้อาเหล่าม่าของผมจะจากไปแล้ว แต่ผมก็ยังจดจำประวัติศาสตร์บอกเล่าถึงเรื่องราวในครอบครัวผมได้เสมอ

ลิ้นชักความทรงจำของโตโต้ถูกดึงออกมาเหมือนที่ “เจี๊ยบ” ในภาพยนตร์เรื่อง “แฟนฉัน” กำลังตกอยู่ในอารมณ์ที่เรียกว่า Nostalgia ความรื่นรมย์ในวันเก่าทั้งของโตโต้และเจี๊ยบนั้นทำให้ผมนึกถึงความสุขในวัยเด็ก ด้วยเหตุนี้อย่าแปลกใจเลยครับที่ คนอายุขึ้นเลข 3 อย่างพวกผมจะเริ่มคุ้ยค้นความทรงจำของตัวเองแล้ว

นอกเหนือจากสาระของหนังจะทำให้เห็นการหวนรำลึกถึงความสุขเมื่อครั้งวันวานแล้ว หนังยังสื่อให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงของสรรพสิ่ง นั่นคือ กฎอนิจจัง หรือ ความไม่เที่ยง ในวันที่ อัลเฟรโด้ บอกให้ โตโต้ ไปแสวงหาอนาคตที่ดีกว่าในโรมนั้น เขาพูดกับโต้โต้ อย่างกินใจไว้ว่า

“Living here day by day, you think it's the center of the world. You believe nothing will ever change. Then you leave: a year, two years. When you come back, everything's changed. The thread's broken. What you came to find isn't there. What was yours is gone. You have to go away for a long time... many years... before you can come back and find your people. The land where you were born. But now, no. It's not possible. Right now you're blinder than I am.”

แม้ว่าโตโต้จะคะยั้นคะยอถามลุงว่ามันเป็นคำพูดของใครจากหนังเรื่องไหน ลุงแกตอบไว้น่าคิดว่า “No, Toto. Nobody said it. This time it's all me. Life isn't like in the movies. Life... is much harder”. ใช่แล้วครับ! ชีวิตไม่เหมือนกับหนัง และดูเหมือนมันจะยากกว่าด้วยซ้ำ

Cinema Paradiso นับเป็นหนังที่สร้างความบันเทิงและอิ่มเอมให้กับคนดูอย่างแท้จริง ผมชอบฉากสุดท้ายที่ โตโต้ เอาม้วนหนังที่ลุงอัลเฟรโด้ ฝากไว้ก่อนตายมาเปิดดู ภาพที่เคยถูกเซนเซอร์ซึ่งส่วนใหญ่เป็นภาพ “จูบ”นั้น ทำให้โตโต้แทบจะกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ มันเหมือนความทรงจำที่กำลังจะพร่าเลือนไปนั้นถูกดึงออกมาจากลิ้นชักใบเก่า ที่ถึงแม้มันจะผ่านไปแล้วแต่มันก็ยังคงอยู่ในใจของโตโต้เสมอ

สำหรับค่ำคืนนี้ผมตั้งใจจะเปิดเพลง Cinema Paradiso ฟังก่อนนอนครับ ราตรีสวัสดิ์ครับ


Hesse004

Aug 13, 2007

“ก่อน” หมุดหมายของดนตรีสยามอัลเทอร์เนทีฟ



“ก่อนท้องฟ้า จะสดใส ก่อนความอบอุ่นของไอแดด ก่อนดอกไม้จะผลิบาน ก่อนความฝันอันแสนหวาน ” แค่เริ่มต้นประโยคนี้ ผมเชื่อว่าท่านผู้อ่านส่วนใหญ่คงจะนึกถึงเนื้อเพลง “ก่อน” ของ Modern Dog เป็นแน่แท้ ผมเชื่อว่าดนตรีมีอิทธิพลต่อความทรงจำของมนุษย์ไม่แพ้รูปถ่าย

คุณผู้อ่านฟังเพลง “ก่อน” ครั้งแรกเมื่อไรครับ ? สำหรับผมแล้ว , ผมเริ่มฟังเพลงนี้เมื่อปี 2537 หรือเมื่อ 13 ปีที่แล้วครับ ทั้งนี้วงหมาทันสมัย (Modern Dog)ของค่ายใหม่ค่ายหนึ่งนามว่าเบเกอรี่มิวสิคนั้นได้สร้างปรากฏการณ์อย่างหนึ่งให้กับวงการดนตรีบ้านเรา คือ พวกเขาได้เริ่มต้นตำนานดนตรีที่เรียกว่า Alternative music

Alternative music เป็นดนตรีที่ถือกำเนิดอย่างเป็นจริงเป็นจังเมื่อทศวรรษที่ 90 ดนตรีสายพันธุ์นี้นับเป็นลูกหลานของดนตรี Rock ครับ ว่ากันว่าดิคชั่นนารีทางดนตรีนั้นได้ให้นิยาม “Alternative music” ว่าหมายถึง ดนตรีที่ได้รับแรงบันดาลใจจากดนตรี Punk rock โดยยึดแนวทางการเล่นที่แหวกแนวจากขนบเดิมของชาว Rock โดยเฉพาะถ้าเราฟังเสียงกีตาร์ของเพลงแนวนี้ให้ดีๆ เราจะพบเสียงกีตาร์ที่มันรกรุงรัง แตกพร่า ขณะที่เครื่องดนตรีส่วนใหญ่ก็ดูเหมือนจะน้อยชิ้นยิ่งนัก อาจมีเพียงกีตาร์ 2 ตัว กลองและเบส เท่านั้น

หากพูดถึงเพลง Alternative แน่นอนครับ เรามักนึกเพลงของพวกอังกฤษชน ทั้งนี้เหล่านักดนตรีเผ่าพันธุ์อิงลิชนี้นับว่ามีความสามารถอยู่ไม่น้อยเลยครับ ไล่เรียงมาตั้งแต่รุ่นของ The Beatles ในยุคปลาย 50 มี Eric Clapton เป็นหัวหอกของวงการเพลง Blues จนกระทั่งมาในยุคที่ชนชาวอังกฤษนั้นเรียกขานดนตรีพันธุ์ใหม่ว่า เพลง Indie นั้น พวกเขาก็ยังมีวงดนตรีฝีมือดีอย่าง Oasis เป็นตำนานอีก ด้วยเหตุนี้เองผมจึงคิดว่าวงดนตรีและนักดนตรีจากฝั่งอังกฤษนั้นดูมีเสน่ห์มากกว่าวงดนตรีจากฝั่งอเมริกา

ในยุค 90 นั้น , นับเป็นยุคที่โลกของเราเริ่มยอมรับถึงความหลากหลายมากขึ้น อาจเพราะมนุษย์เข้าใจคำว่าสิทธิและเสรีภาพมากกว่าที่เคยเป็นอยู่ ผมคิดว่าการพังทลายของกำแพงเบอร์ลินเมื่อปี 1989 นั้น น่าจะเป็นสัญลักษณ์การเริ่มต้นของยุค 90 ที่เชื่อว่าโลกเราไม่ได้มีแค่ความขัดแย้งของอุดมการณ์ทางการเมืองอีกต่อไปแล้ว การเปลี่ยนผ่านครั้งนั้นได้ทำให้โลกของเราเริ่มเข้าสู่ยุคสมัยแห่งโลกาภิวัฒน์ (Globalization)....ผมนอกเรื่องไปเสียไกลเชียว

กลับมาที่ดนตรี Alternative กันต่อครับ , ในฝั่งของดนตรีอเมริกานั้น กล่าวกันว่า วง R.E.M. เป็นวงดนตรีวงแรกๆที่บุกเบิกเพลง Alternative โดยเฉพาะอัลบั้มชุด Out of Time (1991) เช่นเดียวกับฝั่งอังกฤษครับรากของดนตรี Alternative นั้น มีมาตั้งแต่ปลายสมัยทศวรรษที่ 70 โดยเหล่ากูรูทางดนตรีสันนิษฐานว่าแรงบันดาลใจสำคัญของเหล่า Alternative bands ทั้งหลายนั้นมาจากดนตรีสไตล์ Gothic rock ทั้งนี้ทั้งนั้นเพลงในสายสกุล Rock นั้นเน้นไปที่ความหนักหน่วงรุนแรงทั้งทำนองและเนื้อหา ขณะที่เพลงใน Alternative music กลับเน้นไปที่ความรกรุงรังของเสียงดนตรีที่บางครั้งออกจะดู “เหน่อ” แต่กลับมีเสน่ห์ชวนฟัง ส่วนเนื้อหาก็ดูจะใช้คำง่ายๆไม่ลึกซึ้งมากนัก ดนตรี Indie บนแผ่นดินราชอาณาจักรนั้นยังพัฒนาไปในรูปแบบของ Britpop style ที่เน้นเล่นเครื่องดนตรีกันไม่กี่ชิ้น วงดนตรีแนว Britpop ที่มีชื่อเสียงในยุค 90 และกลายมาเป็นขาใหญ่และเป็นตำนานในยุคนี้นั้น ประกอบไปด้วย Radiohead , Oasis , Blur และ Sued เป็นต้น

สำหรับบ้านเรานั้น , เพลง Alternative เริ่มต้นจริงจังเมื่อปี 2536 ครับ ว่ากันว่า วง Crub เป็นวงดนตรี Alternative วงแรกของสยามประเทศ สำหรับอัลบั้มแรกที่ Crub ปล่อยออกมานั้น ผมเคยฟังอยู่เพลงสองเพลงซึ่งนับว่าน่าสนใจเลยทีเดียว โดยเฉพาะอย่างยิ่งสไตล์การเล่นกีตาร์ที่แปลกจากดนตรี Rock ทั่วไป แม้ว่า Crub ดูจะไม่ประสบผลสำเร็จทั้งด้านรายได้และชื่อเสียงแต่ผมเชื่อว่าพวกเขาคือจุดเริ่มต้นของการพัฒนาดนตรีบ้านเราให้มีความหลากหลายมากกว่าที่เป็นอยู่ในช่วงเวลานั้น

ถัดจาก Crub มา ผมเชื่อว่า วงหมาทันสมัยหรือ Modern Dog น่าจะเป็นวงที่สองของประวัติศาสตร์ดนตรี Alternative ไทย อัลบั้มชุดเสริมสุขภาพของพวกเขานับเป็นการ “แหวก” ขนบอะไรบางอย่างของวงการเพลงบ้านเราสมัยนั้น โดยเฉพาะเพลงอย่าง “บุษบา” “มานี” และ “กะลา” นับเป็นเพลงที่แตกต่างจากเพลงไทยสากลสมัยนั้นอย่างสิ้นเชิง

Modern Dog เป็นวงดนตรีที่ชนะเลิศการประกวด Coke music award เมื่อปี 2535 เหล่าเด็กหนุ่ม (ยุคนั้น) หารู้ไม่ว่าพวกเขากำลังสร้างสิ่งที่เรียกว่า “ปรากฏการณ์” อะไรบางอย่างขึ้นกับสังคมไทย ผมเชื่อว่า Modern Dog คือ ตัวแทนของความหลากหลายและมีความแตกต่างอย่างลงตัว พวกเขาจัดเป็นปัญญาชนที่มีความคิดเป็นของตัวเองและเลือกที่จะเล่นตามแนวทางของตัวเอง

ความล้ำเหลื่อมของช่วงเวลานอกจากจะทำให้มนุษย์แตกต่างกันในแง่ของอายุแล้วยังทำให้มนุษย์มีความคิดที่ต่างกันด้วย การลุกขึ้นมาของเด็กกลุ่มหนึ่งที่เชื่อในความแตกต่างอย่างสร้างสรรค์นั้นนับเป็นสิ่งที่น่าสนใจมากกว่าคำว่า ขบถหรือหัวดื้อ

ในแทบทุกศาสตร์เลยก็ว่าได้จะมีความคิดชุดหนึ่งที่เรียกว่า Main Stream หรือพวกกระแสหลัก เหล่าชน Main Stream นั้นมักจะบูชาความคิดที่พวกเขาได้รับการถ่ายทอดมาตลอดช่วงชีวิตของศาสตร์นั้น จนแทบจะเรียกได้ว่าเป็น หัวอนุรักษ์นิยม (ความคิดชุดเดิม) อย่างไรก็ตามการคิดออกจากกรอบและสร้างแนวทางของตนเองขึ้นใหม่นั้นนับเป็นเรื่องที่ท้าทายความคิด Main Stream เพราะยากยิ่งนักที่จะทำให้คนที่เชื่ออย่างใดอย่างหนึ่งมานานนมจะมายอมรับไอเดียที่แปลกและแตกต่าง ด้วยเหตุนี้เองผมจึงคิดว่า Modern Dog เมื่อปี 2537 ก็ไม่ต่างอะไรกับวิญญาณขบถของนกนางนวล Jonathan Livington ในหนังสือของ Richard Bach

ความสำเร็จของหมาทันสมัยเมื่อปี 2537 ส่งผลให้พวกเขากลายเป็นต้นแบบของวงดนตรี Alternative หลายวงในเวลาต่อมา เป็นต้นแบบที่ทำให้เด็กวัยรุ่นหลายคน ในช่วงนั้น เริ่มหัดเล่นกีตาร์ ตั้งวงดนตรี ประกวดประชัน และแน่นอนครับ เพลง “ก่อน” ได้กลายเป็นเพลงอมตะสำหรับวัยรุ่นสมัยนั้นไปแล้ว

ลองนึกดูเล่นๆนะครับว่า หากวันหนึ่งเมื่อพวกเรามีอายุครบ 60 ปี แล้วไปร้องคาราโอเกะกับลูกๆหลานๆ ถึงวันนั้นเราจะร้องเพลงก่อนได้เหมือนสมัยที่เรายังเป็นวัยรุ่นกันอยู่หรือเปล่า แต่ที่แน่ๆก็คือ ผมคงจะกระโดดไปร้องไปแบบพี่ป๊อดไม่ไหวแน่ครับ

Hesse004

Jul 30, 2007

โลกรื่นรมย์ของ Forrest Gump



นวนิยายของนาย Winston Groom ได้ทำให้ชื่อของ Forrest Gump ดังกระฉ่อนเมื่อ 13 ปีที่แล้ว อย่างไรก็ตามเวลาเราพูดถึง Forrest Gump ภาพแรกที่เรานึกถึง คือ Tom Hanks ในบุคลิกที่ใสซื่อ จริงใจ ไม่เป็นพิษเป็นภัยกับใคร แต่บุคลิกเหล่านี้คนส่วนใหญ่ในสังคมทุนนิยมเมือง กลับมองว่าเป็นเรื่องของความทึ่ม บื้อ โง่ รวมไปถึงปัญญานิ่ม ผมไม่แน่ใจว่า Groom ต้องการจะสื่ออะไรผ่านตัวละครอย่าง Forrest Gump แต่ที่แน่ๆ Forrest Gump ในภาคของภาพยนตร์ก็คว้ารางวัลออสการ์มาครองได้เมื่อปี 1994ในฐานะภาพยนตร์ยอดเยี่ยมประจำปี

Forrest Gump(1994) กำกับโดย Robert Zemeckis ซึ่งได้ทำให้ภาพของ Tom Hanks กลายเป็นภาพของ Forrest Gump ไปอย่างสมบูรณ์แบบ Zemeckis สร้างหนังเรื่องนี้โดยเลือกถ่ายทอดเรื่องราวของอเมริกันชนที่มีชีวิตหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 สงบลงไม่นาน โดยเริ่มต้นเรื่องราวใน Green Bowl เมืองเล็กๆเมืองหนึ่งในรัฐ Alabama
เด็กชาย Forrest Gump เป็นเด็กที่เกิดในช่วงที่สงครามใกล้สงบแล้ว ซึ่งช่วงเวลาดังกล่าวถูกเรียกว่า Baby Boom Era นั่นหมายถึงช่วงที่ประชากรในโลกเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก ในปี 2006เด็กที่เกิดในยุค Baby Boom รุ่นแรกมี อายุครบ 60 ปีไปเรียบร้อยแล้วซึ่งหนึ่งในนั้น คือ Geroge W Bush ผู้ลูก

หนังเรื่องนี้ได้กล่าวถึงประวัติศาสตร์อเมริการ่วมสมัย เริ่มตั้งแต่ ปัญหากีดกันคนผิวสีเข้าเรียนมหาวิทยาลัยในรัฐที่เหยียดผิวอย่าง Alabama, สงครามเวียดนามในทศวรรษที่ 60-70 , การกระชับความสัมพันธ์กับจีนโดยใช้การทูตด้วยกีฬาปิงปอง (Ping Pong Diplomacy)เมื่อปี 1971 , การเคลื่อนไหวของเหล่าบุปผาชนหรือฮิปปี้ นอกจากนี้หนังยังกล่าวถึงบุคคลสำคัญหลายคนอย่าง Elvis Presley , John F. Kenedy , Lindon B.Johnson , Richard M Nickson , John Lennon เป็นต้น

จะว่าไปแล้วเมื่อ 5 ปีก่อนมีหนังฮ่องกงเรื่อง The golden chicken (2002)หรือ Gum Gai ก็ได้ใช้แนวทางการเล่าเรื่องลักษณะเดียวกับ Forest Gump โดยตัวเอกมีอาชีพเป็นหมอนวด ในเกาะฮ่องกงที่เล่าถึงฮ่องกงในยุค 80 ถึง ยุคสองพัน โดยความโดดเด่นของหนังแนวนี้อยู่ที่การนำข่าวเก่าๆทั้งข่าวการเมือง เศรษฐกิจ สังคม ที่ปรากฏในทีวีตลอดจนเพลงที่คุ้นหูในช่วงเวลานั้นมาเป็นเครื่องมือในการเล่าเรื่อง

กลับมาที่ Forrest Gump ต่อครับ , หนังให้ Forrest เป็นคนเล่าเรื่องชีวิตตัวเองให้คนแปลกหน้าฟังระหว่างนั่งรอรถเมล์ โดยประโยคเปิดเรื่องได้กลายเป็นประโยคอมตะไปแล้ว คือ “Life's a box of chocolates , you never know what you're gonna get.” ซึ่งประโยคนี้เรามาได้ยินอีกครั้งตอนที่คุณนาย Gump แม่ของ Forest กำลังจะตาย และตลอดทั้งเรื่องของหนังก็พยายามสื่อให้เห็นสิ่งที่เรียกว่า Never know ซึ่งในที่นี้มีอีกคำหนึ่งที่ใช้ คือ Destiny หรือ โชคชะตา นั่นเองครับ

ผมเชื่อว่าเสน่ห์ของหนังเรื่องนี้อยู่ตรงคำพูดที่เรียบง่ายแต่แฝงไปด้วยแง่คิดมากมาย คำพูดที่ว่าชีวิตก็เหมือนกล่องช็อกโกแลต เราไม่มีวันรู้หรอกว่าข้างในกล่องเราจะเจออะไร มันก็เหมือนกับอนาคตของคนเราที่เราเองก็ไม่มีทางรู้ได้ว่าชีวิตเราจะดำเนินไปในรูปไหน

Zemeckis ใช้“ขนนก” เป็นสัญลักษณ์อย่างหนึ่งที่บอกถึง “ความเบาหวิวเหลือทนของชีวิต”ที่พัดผ่านไปตามลมซึ่งในหนังสะท้อนให้เห็นภาพของ Jenny Curran ,หญิงสาวของ Forrest, เธอเชื่อในความอิสระของชีวิต แม้ดูแล้ว Jenny จะล้มเหลวกับความฝันที่อยากเป็นเหมือน Joan Biaz นักร้องสาวชาวบุปฝาชน Jenny ปล่อยชีวิตให้พัดไปกับกระแสสังคมอเมริกันในยุค 60 – 70 เริ่มจากถ่ายภาพโป๊ลง Playboy , โชว์กีตาร์เปลือยในผับ ตลอดจนเข้าร่วมขบวนการฮิปปี้เพื่อเรียกร้องสิทธิเสรีภาพ ต่อต้านสงครามเวียดนาม นอกจากนี้ยังมีฉากอัพยาให้เห็นกันอยู่หลายฉาก อาจเรียกได้ว่าชีวิตของ Jenny นั้นผ่านอะไรมามากกว่า Forrest แต่จนแล้วจนรอดดูเหมือน Jenny ก็ยังไม่พบชิ้นช็อคโกแลตที่ถูกใจสักที ผมนึกถึงคำพูดหนึ่งที่ว่า “ชีวิตมีไว้ให้ใช้” ขณะเดียวกันอีกคำพูดที่ออกมาแย้งรูหูอีกข้างก็คือ “แล้วมึงจะรีบใช้ชีวิตไปถึงไหนกัน”

ตัวละครที่สำคัญอีกคนหนึ่งในหนังเรื่องนี้ คือ ผู้หมวด Dan Taylor , แสดงโดย Gary Sinise,หมวด Dan เป็นตัวแทนของคนที่เชื่อว่าชีวิตลิขิตได้ด้วยตัวเอง แม้ว่าโชคชะตาจะลิขิตให้หมวด Dan เป็นคนพิการจากสงครามเวียดนาม แต่ท้ายที่สุดแล้วการได้เป็นเพื่อนกับ Forrest ทำให้เขามองเห็นแง่มุมบางอย่างจากความซื่อของชายคนนี้ ชายผู้ไม่คิดอะไรมากมาย ไม่มีอุดมการณ์สูงส่ง ชายที่ดูเหมือนจะโง่ทึ่มแต่ก็สามารถนำพาตัวเองไปสู่จุดสูงสุดในหลายเรื่องๆโดยที่ตัวเองก็ไม่ได้ยี่หร่ะกับความสำเร็จเหล่านั้น ท้ายที่สุดหมวด Dan ขอบคุณ Forrest ที่ช่วยชีวิตเขาไว้ แม้ว่าครั้งแรกเขาจะเกลียดการมีชีวิตอยู่เยี่ยงผู้พิการ

สำหรับตัว Forrest Gump นั้น , ผมเชื่อว่าโลกที่รื่นรมย์ของเขาอยู่ที่การได้เห็นความสุขของคนอื่นเป็นส่วนใหญ่ ตั้งแต่ แม่ ,Jenny, Bubba, หมวด Dan ไปจนกระทั่งลูกชายตัวน้อย โลกรื่นรมย์ที่ว่านี้ คือ โลกที่คิดถึงคนอื่นในมุมที่เอื้ออาทรโดยไม่นึกถึงผลตอบแทนว่าเราจะต้องได้อะไรกลับมา

ความรื่นรมย์ของชีวิตอยู่ที่การมองเห็นโลกในมุมที่มันควรจะเป็น Forrest Gump อาจจะไม่ใช่นักบวช นักบุญ แต่หนังทำให้เขาดูคล้ายเป็นนักบุญผู้นำแห่งลัทธิการวิ่ง (Jogging Craze)เขาอาจจะไม่ใช่ศิลปินนักคิดแบบ John Lennon แต่หนังก็ทำให้เขาเป็นแรงบันดาลใจให้ Lennon แต่งเพลง Imagine เขาอาจจะไม่ใช่ทหารนักรบที่มีอุดมการณ์สูงส่งอะไร แต่หนังก็ยังทำให้ชายคนซื่อกลายเป็นวีรบุรุษสงคราม เขาอาจจะไม่ใช่พ่อค้านักธุรกิจที่เก่งกาจแต่หนังก็สร้างให้เขาประสบความสำเร็จจนร่ำรวยเงินทอง ความสำเร็จทั้งหมดนี้เขาไม่ได้สนใจอะไรกับมันมากมายนอกจากจะมีความสุขกับการเป็นคนตัดหญ้าในเมืองเล็กๆที่เขาอยู่แค่นั้น เพียงเท่านี้ความรื่นรมย์ของชีวิตก็บังเกิดแล้วมิใช่หรือ

Hesse004

Jul 20, 2007

เศรษฐศาสตร์ของชนชั้นกระฎุมพี



หลายวันมานี้ผมติดตามเรื่องราวการแข็งค่าขึ้นของเงินบาทเมื่อเทียบกับเงินสกุลดอลลาร์ ยิ่งกระแสของการปิดโรงงานถูกนำเสนอผ่านสื่อออกมาอย่างต่อเนื่องทำให้หลายคนกำลังนึกถึงวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจรอบใหม่อันเนื่องมาจากค่าเงินบาท (อีกแล้วครับท่าน)

ในฐานะนักเรียนเศรษฐศาสตร์, ผมเบื่อที่จะวิเคราะห์และแสดงความคิดเห็นเนื่องจากเห็นว่านักเศรษฐศาสตร์ไทยส่วนใหญ่นั้นเก่งกาจกันอยู่แล้ว เพราะแต่ละท่านล้วนเป็นกูรูทางเศรษฐศาสตร์ในสยาม มิพักต้องเอ่ยอ้างถึงคนของธนาคารกลางที่มีมันสมองปราดเปรื่องระดับหัวกะทิชาวเกาะเต็มไปหมด

ในฐานะนักเรียนเศรษฐศาสตร์ , ผมตั้งข้อสังเกตตามสติปัญญาทึ่มๆของตัวเองไว้ประการหนึ่งว่า ทำไมเหล่า Policymakers หรือ Technocrats ทั้งหลายนั้น ถึงไม่ค่อยกล่าวถึงการจัดการเงินทุนที่ไหลเข้ามาในตลาดหุ้น ทั้งๆที่ข้อมูลของแบงก์ชาติเองก็สรุปไว้ว่าเงินทุนที่ไหลเข้ามาในช่วงปี 2005 – 2006 นั้น เป็นเงินที่มาลงทุนในหลักทรัพย์ถึง 36,681 ล้านเหรียญดอลลาร์ และเมื่อเทียบเป็นสัดส่วนแล้ว คิดเป็นร้อยละ 54.62 ของเงินทุนที่ไหลเข้ามาทั้งหมดหรือมากกว่าเงินลงทุนที่ไหลเข้ามาลงทุนทางตรง (FDI) และ การก่อหนี้ต่างประเทศรวมกัน

ในฐานะนักเรียนเศรษฐศาสตร์ที่อ่อนด้อยทางสติปัญญาอย่างผม , ผมเหลือบไปเห็นตัวเลขชุดเดิมและพบว่าเงินลงทุนที่เข้ามาในตลาดหุ้นไทยในช่วงสองปีที่ว่านี้เพิ่มจากเมื่อปี 2002 – 2004 เกือบ 7 เท่า ด้วยเหตุนี้เองจึงไม่น่าแปลกใจว่าทำไมค่าเงินบาทของเราถึงแข็งขึ้นเรื่อยๆ ประกอบกับเหล่ากูรูเศรษฐศาสตร์หลายๆสำนักที่มองว่าเศรษฐกิจเมืองลุงแซมกำลังอยู่ในภาวะถดถอย ดังนั้น กองทัพนักลงทุนซึ่งส่วนใหญ่มาในรูปกองทุนจึงค่อยๆอพยพเงินดอลลาร์ออกมาหากินต่างแดน โดยเฉพาะตลาดหุ้นในเอเชีย

ย้อนกลับไปที่คำถามทึ่มๆของผมข้างต้น คือ ทำไมไม่มีใครสนใจจะจัดการไอ้เงินลงทุนในตลาดหุ้นเหล่านี้เลยหรือ ? อาทิ ออกมาตรการเก็บภาษีจากผลกำไรที่ได้จากการขายหุ้นแล้วเอารายได้ส่วนนี้ไปบริหารจัดการในกองทุนรักษาระดับอัตราแลกเปลี่ยน หรือ จริงๆแล้วกรมสรรพากรและตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยไม่สามารถกระทำการเช่นนี้ได้ เพราะขนาดเจ้าของสโมสร Man City คนปัจจุบันยังไม่ต้องเสียภาษีจากการขายหุ้นในตลาดหุ้นไทยเลย

อย่างไรก็ตามหลังจากที่ธนาคารแห่งประเทศไทยได้ออกมาตรการกันสำรองเงินทุน 30%เมื่อปลายปีที่แล้วหรือมาตรการ 18 ธ.ค. 2549 ผลของมาตรการดังกล่าวมีกูรูตลาดทุนประมาณกันว่ามูลค่าของตลาดหุ้นหล่นหายไป 800,000 ล้านบาทและแน่นอนที่สุดแบงก์ชาติย่อมโดนด่าด้วยข้อหาฉกรรจ์ที่ว่า “ทำลายบรรยากาศการลงทุน” แต่ผมขอแถมไปด้วยว่า “ขัดขวางบรรยากาศการเก็งกำไร”

ผมเชื่อว่าสติปัญญาอย่างผมคงไม่สามารถเสนอมาตรการดูแลค่าเงินบาทอย่างเป็นชิ้นเป็นอันเหมือนที่กูรูเศรษฐศาสตร์เสนอให้ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย (RP 1) ลงสัก 1-1.5 % เพราะเชื่อว่าเงินมันจะหยุดไหลเข้าทันที ขณะที่ท่านรัฐมนตรีคลังซึ่งเป็นนักเศรษฐศาสตร์จากสำนัก TDRI กลับเห็นว่าการลดดอกเบี้ยนโยบายไม่ได้ช่วยให้เงินมันหยุดไหลเข้าแต่อย่างใดหากแต่มันจะไหลย้อนแบบไม่ซึมเปื้อนกลับเข้ามาที่ตลาดหุ้นอยู่ดี

วิวาทะของเหล่านักเศรษฐศาสตร์แดนสยามทำให้ผมอดปลาบปลื้มใจมิได้ว่าประเทศเรานั้นจำเริญทัดเทียมอนารยะประเทศ เพราะสังคมไทยเริ่มเห็นคุณค่าของนักเศรษฐศาสตร์แล้วด้วยดัชนีชี้วัดจากความถี่ของนักเศรษฐศาสตร์ที่ปรากฏตัวอธิบายปรากฏการณ์ค่าเงินบาทผ่านจอแก้ว ซึ่งบทวิเคราะห์ส่วนใหญ่แล้วก็มักมีสูตรสำเร็จคล้ายๆกัน คือ เชื่อในภูมิปัญญาของเศรษฐศาสตร์ตะวันตก ทั้งๆที่เมื่อสิบปีที่แล้วโลกาภิวัตน์ทางการเงินได้สำแดงเดชให้เห็นปรากฏการณ์ของการปล่อยให้เงินไหลเข้าไหลออกอย่างเสรีภายใต้อัตราแลกเปลี่ยนแบบคงที่จนต้องเอาเงินทุนสำรองไปป้องกันค่าเงินบาทและท้ายที่สุดก็ต้องประกาศเปลี่ยนเป็นระบบอัตราแลกเปลี่ยนลอยตัวแบบจัดการ แต่พอมาวันนี้โลกาภิวัตน์ทางการเงินก็สำแดงให้เห็นอีกว่าค่าเงินบาทที่แข็งตัว (อะจึ๋ย!) โดยไม่ต้องพึ่งไวอากร้านั้น มันได้สร้างความปวดเศียรเวียนเกล้าอย่างไรกับเหล่า Policymakers

สำหรับธนาคารแห่งประเทศไทย, ผมเชื่อว่าพวกเขาทำหน้าที่อย่างดีที่สุดแล้ว เพราะหากเราพิจารณาดูจากเป้าหมายที่แบงก์ชาติต้องดูแลอัตราเงินเฟ้อหรือ Inflation Targeting เป็นเป้าหมายหลัก เนื่องจากเงินเฟ้อย่อมกระทบกับสภาพชีวิตความเป็นอยู่ของชาวบ้านอย่างเราๆมากที่สุด ในขณะที่เป้าหมายเรื่องค่าเงินบาทนั้น ภายใต้อัตราแลกเปลี่ยนลอยตัวแบบจัดการ (Managed Float) ทำให้แบงก์ชาติไม่ต้องกังวลกับการแทรกแซงมากนัก แม้ว่าระยะหลังจะแทรกแซงถี่ขึ้น ด้วยเหตุนี้เอง ผมจึงเชื่อว่าแบงก์ชาติมิใช่เทวดาที่จะสามารถบันดาลให้เป้าหมายทั้งสองบรรลุตามความคาดหวังของการเมืองและกองเชียร์ (โดยเฉพาะนักเศรษฐศาสตร์)

จะว่าไปแล้วการบริหารนโยบายเศรษฐกิจให้เป็นที่ถูกอกถูกใจบรรดาพ่อยกแม่ยกนั้นนับเป็นเรื่องที่ยากยิ่งนัก แม้กระทั่งตำราเศรษฐศาสตร์มหภาคสมัยใหม่อย่าง Macroeconomics ของ David Colander ยังสรุปเรื่องดังกล่าวไว้บทสุดท้ายเลยว่าการบริหารเศรษฐกิจมันเป็นเรื่องของ Art of Macroeconomic Policy แม้กระทั่งเจ้าของตำรา Macroeconomics ยอดฮิตอย่าง N.Gregory Mankiw ยังไม่ฟันธงเลยด้วยซ้ำว่าการแก้ปัญหาเศรษฐกิจมหภาคของโลกยุคใหม่นั้นมันมีสูตรสำเร็จตายตัวหรือเปล่า เพราะส่วนใหญ่ปัญหาเศรษฐกิจของมนุษยชาตินั้นมันมาแทบไม่ซ้ำหน้าเลย

ผมยกตัวอย่างจากประวัติศาสตร์เศรษฐกิจในศตวรรษที่ 20 ที่เมื่อเริ่มต้นศตวรรษ ก็เกิดปัญหา Hyperinflation หรือ เงินเฟ้อรุนแรงในเยอรมันหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 สงบลงไม่นาน ต่อมาก็มีปัญหาการว่างงานมโหฬารของอเมริกันชนในช่วง The Great Depression ประมาณต้นทศวรรษที่ 30 ถัดจากนั้นช่วงทศวรรษ 60 อเมริกาก็เจอปัญหาStagflationโดยเกิดการว่างงานสูงพร้อมๆกับปัญหาเงินเฟ้อ ก่อนคนทั้งโลกจะถูกซ้ำเติมจากปัญหา Oil Shock ในช่วงทศวรรษที่ 70 เมื่อเหล่าอาบังต่างรวมหัวกันขึ้นราคาน้ำมัน ในฟากเอเชียก็เกิดปัญหาเศรษฐกิจฟองสบู่แตกในญี่ปุ่น (Japanese asset price bubble) ช่วงปลายทศวรรษที่ 80 ต่อ 90 แม้กระทั่งปัญหาความไม่มีเสถียรภาพของค่าเงินเปโซในเม็กซิโกเมื่อต้นทศวรรษที่ 90 ก่อนจะลามมาถึงวิกฤตการณ์ค่าเงินในเอเชียเมื่อปี 1997 เห็นมั๊ยครับว่าปัญหาเศรษฐกิจเชิงมหภาคมันเป็นปัญหาคู่โลกทุนนิยมมาตลอดศตวรรษที่20

ผมเริ่มสงสัยแล้วว่าวิชาเศรษฐศาสตร์ที่ผมกำลังเรียนอยู่นั้น มันจะแก้ปัญหาหรือตอบคำถามปรากฏการณ์เหล่านี้ได้หรือเปล่า? ไอ้โมเดลพิสดารหรือสมการที่ยุ่งเหยิงมันเพียงพอจริงเหรอ? หรือ เศรษฐศาสตร์เป็นเพียงแค่ วิชาของชนชั้นกระฎุมพีอย่างชนชั้นปกครองที่แฝงมาในคราบของนายทุนและปัจจุบันยังผนวกเอาชนชั้นกลางเป็นพวกอีก

คำถามที่ผมทิ้งไว้ว่าทำไมไม่มีใครสนใจทำอะไรกับเงินที่โฉบเข้ามาหากำไรส่วนต่างจากราคาหุ้นในตลาดทุนเลย และเงินเหล่านี้เองที่เป็นเหตุให้ค่าเงินบาทแข็งในช่วงปีสองปีที่ผ่านมา หรือเหตุที่ไม่มีใครอยากเข้าไปแตะตลาดหุ้น เพราะเวลาตลาดรุ่งๆ โวลุ่มการซื้อขายมากๆดัชนีดีดแรงๆ คนได้ประโยชน์ส่วนใหญ่ก็เป็นชนชั้นกระฎุมพีนั่นเอง

Hesse004

ปล. คำว่า กระฎุมพี เป็นคำบาลี หมายถึง ผู้มีทรัพย์หรือผู้มั่งมี อย่างไรก็ตามพอเอาคำว่าไพร่ไปเติมข้างหน้าเป็น ไพร่กระฎุมพี หรือ ไพร่กฎุมพี ทำให้ความหมายเปลี่ยนไปในทางตรงข้ามซึ่งหมายถึง คนเคยรวย( แต่ตอนนี้จน)ครับ

Jul 15, 2007

Innocent Voice เสียงใสๆในสงคราม



“El Salvador” ผมเชื่อว่าหลายท่านคงคุ้นหูกับชื่อนี้ในฐานะที่เป็นประเทศหนึ่งในดินแดนอเมริกากลาง อย่างไรก็ตามดูเหมือนเรื่องราวของชนชาติแถบนี้มักไม่ค่อยถูกนำเสนอเท่าใดนัก เช่นเดียวกันกับความสับสนในชื่อประเทศที่เรามักนึกรวมไปถึง “Ecuador” ประเทศเล็กๆประเทศหนึ่งในดินแดนลาติน

เหตุที่ผมหาเรื่องเขียนถึง El Salvador นั้น ก็เนื่องมาจากการได้ดูหนังเรื่อง Innocent Voice หรือ Voces inocentes ซึ่งหลังจากดูจบ ผมรีบค้นข้อมูลดูว่าไอ้เจ้าประเทศนี้มันอยู่ส่วนไหนของทวีปอเมริกา ความน่าสนใจของ Innocent Voice อยู่ตรงที่การบอกเล่าเรื่องราวของสงครามกลางเมืองที่กินเวลายาวนานถึง 12ปีตั้งแต่ปี 1980 – 1992 สงครามดังกล่าวถูกบันทึกว่าเป็นสงครามครั้งสำคัญในแถบอเมริกากลางจนทำให้ “เจ้าโลก” อย่างสหรัฐอเมริกาทนดูไม่ได้ต้องส่งกองกำลังทหารเข้าไปแทรกแซง เอ๊ยไม่ใช่! ส่งทหารไปช่วยเหลือครับ

Innocent Voice (2004) เป็นผลงานกำกับของ Luis Mandoki ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจในการทำหนังจากเรื่องจริงที่นาย Oskar Torres เขียนขึ้นจากประสบการณ์อันเลวร้ายในวัยเด็กระหว่างที่เกิดสงครามกลางเมืองในประเทศ ที่ต่อเนื่องยาวนานถึง 12 ปี สงครามดังกล่าวเป็นสงครามระหว่างฝ่ายรัฐบาลที่มีสหรัฐอเมริกาหนุนหลัง กับ ฝ่ายต่อต้านรัฐบาลซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวบ้านที่ลุกขึ้นมาต่อสู้เรียกร้องความเป็นธรรมจากรัฐบาลเผด็จการทหาร

ในช่วงทศวรรษที่ 80 ยังอยู่ในช่วงเวลาที่โลกกำลังเผชิญกับสงครามชนิดใหม่ที่เรียกว่า “สงครามเย็น” โดยมีสองประเทศมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกาและสหภาพโซเวียตเป็นคู่ฟัดในสงครามนี้ นอกจากสงครามเย็นจะทำให้โลกต้องแบ่งฝักแบ่งฝ่ายแล้ว ยังทำให้เกิดสงครามกลางเมืองขึ้นในประเทศเล็กประเทศน้อยที่ยังขาดเสถียรภาพทางการเมืองโดยเฉพาะประเทศในแถบอเมริกากลาง อย่าง นิคารากัว และ เอลซาวาดอร์ เป็นต้น

เหตุผลสำคัญของสงครามกลางเมืองในประเทศเหล่านี้ส่วนหนึ่งมาจากความยากไร้ในเรื่องเศรษฐกิจครับ โดยเฉพาะการลุกขึ้นจับอาวุธขึ้นต่อสู้ของเหล่าชาวบ้านเพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมให้กับตัวเองหลังจากที่ถูกรัฐบาลทหารและกลุ่มนายทุนใหญ่ 14 ตระกูล รวมทั้งสหรัฐอเมริกา กอบโกยขูดรีดผลประโยชน์มาช้านาน

จริงๆแล้ว Innocent Voice ไม่ใช่หนังเรื่องแรกที่กล่าวถึงสงครามกลางเมืองใน El Salvador เพราะยังมีหนังเรื่อง Salvador(1986) ผลงานกำกับของ Oliver Stone ที่กล่าวถึงสภาพมิคสัญญีของประเทศนี้ในช่วงสงคราม

Innocent Voice เปิดฉากมาด้วยภาพของเด็กผู้ชายกลุ่มหนึ่งอายุเพียง 11 – 12 ปี กำลังถูกทหารของรัฐบาลจับกุมตัวไป โดยหนังไม่ได้บอกว่าเพราะเหตุใดเด็กเหล่านี้ถึงถูกจับ หลังจากนั้นหนังค่อยๆเผยให้เห็นเรื่องราวทั้งหมดของสงครามผ่านเด็กผู้ชายตัวเล็กๆอย่าง Chava

Chava เป็นเด็กชายอายุ 11 ปี เขาอาศัยอยู่กับแม่ น้องสาวและน้องชาย Chava ก็เหมือนเด็กๆทั่วไปที่เล่นสนุกไปวันๆโดยไม่เข้าใจว่าผู้ใหญ่เขารบกันด้วยสาเหตุอันใด ทั้งนี้หมู่บ้านที่ Chava อาศัยอยู่นั้นนับว่าเป็นหมู่บ้านที่ “ซวย” เลยทีเดียวครับ เนื่องจากตั้งอยู่ในเขตแนวรบของกองกำลังรัฐบาลกับฝ่ายผู้ต่อต้าน ผมสันนิษฐานว่าฝ่ายต่อต้านส่วนใหญ่ที่เป็นชาวบ้านนั้นน่าจะได้รับอุดมการณ์ของคอมมิวนิสต์โดยมีการจัดทัพคล้ายๆกับกองโจรเหมือนที่ “เชกูวารา” เคยใช้รูปแบบนี้ในอเมริกาใต้

อย่างที่กล่าวไปข้างต้นแล้วว่ากองกำลังรัฐบาลได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลสหรัฐอเมริกา ด้วยเหตุนี้อาวุธยุทโธปกรณ์จึงมีศักยภาพมากกว่ากลุ่มต่อต้าน ในแง่ของตัวหนังแล้วไม่ได้กล่าวถึงเรื่องราวทางการเมืองซักเท่าไรนัก มีเพียงบางฉากที่กล่าวถึงความคับแค้นใจของชาวบ้านที่ถูกทหารของรัฐและทหารต่างชาติรังแก แต่โดยสาระที่หนังได้สื่อให้เราได้เห็นคือความยากลำบากของชาวบ้านชาวช่องที่ประสบภัยจากสงครามกลางเมืองโดยเฉพาะกลุ่มเด็ก สตรี และคนชรา จำนวนผู้บริสุทธิ์ที่สังเวยชีวิตไปจากการยิงปะทะของทหารสองฝ่ายที่ดูเหมือนจะมากขึ้นทุกวัน ทำให้ชาวบ้านตัดสินใจอพยพออกไปจากหมู่บ้านนี้

นอกจากนี้อีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ชาวบ้านต้องหนีก็เพราะฝ่ายรัฐบาลจะจับเด็กผู้ชายที่มีอายุครบ 12 ปี ไปเป็นทหาร ด้วยเหตุผลงี่เง่าที่สุด คือ เพื่อให้เด็กเหล่านี้ไปปกป้องประเทศ ซึ่งก็แน่นอนครับ Chava พระเอกน้อยๆของเรากำลังจะโดนเกณฑ์ทหารเข้าสู่กองทัพของรัฐบาลด้วยวัยเพียง 12 ปี เท่านั้น

นาย Luis Mandoki ผู้กำกับชาว Mexican ทำหนังเรื่องนี้ได้ยอดเยี่ยมมากครับ โดยเฉพาะสารที่ต้องการจะสื่อไปยังพวกผู้นำกระหายอำนาจได้ทราบว่าทุกวันนี้มีเด็กๆอายุ 12 – 17 ปี กลายเป็นทหารตัวน้อยๆอยู่ถึง 350,000 คนทั่วโลก เด็กเหล่านี้ไม่ผิดอะไรจากเบี้ยในเกมหมากรุกที่เวลาเปิดหมากมักถูกส่งให้ไปตายก่อนเสมอ ผมไม่แน่ใจว่าเหล่าผองชนในคองเกรสทำเนียบขาวจะตระหนักถึงเรื่องเหล่านี้หรือเปล่า? เพราะจากประวัติศาสตร์การเมืองระหว่างประเทศยุคใหม่บันทึกไว้ว่า สหรัฐอเมริกามักทำตัวเป็นพ่อค้าส่งออกบริการประชาธิปไตยจอมปลอมไปยังประเทศด้อยพัฒนาทั้งหลาย พร้อมกันนั้นยังส่งบริการสงครามเป็นของแถมอีกต่างหาก ไล่เรียงตั้งแต่ สงครามเกาหลี (1950-1953) สงครามปฏิวัติในคิวบา (1956-1959) สงครามเวียดนาม (1960 - 1975) สงครามกลางเมืองโดมินิกัน (1965) สงครามกลางเมืองในนิคารากัวและเอลซาวาดอร์ (1980- 1992) สงครามกลางเมืองในโซมาเลีย (1988) สงครามปานามา (1989) สงครามอ่าวเปอร์เซีย (1990-1991) สงครามในอัฟกานิสถาน (2002) และ สงครามในอิรัก (2003) เป็นต้น

หลังจากที่ดูหนังเรื่องนี้จบ ผมนึกถึงเนื้อร้องท่อนเริ่มใน “เพลงกล้วยไข่”ของเฉลียงที่ร้องว่า “เกิดสงครามพันครั้ง เด็กก็ยังสวยงาม เป็นเพียงแค่สงคราม ความเดียงสาเท่าเดิม”

Hesse004

Jul 7, 2007

Who moved My Cheese? หนังสืออ่านนอกเวลาของผู้ใหญ่



สมัยเรียนมัธยมในแต่ละปีเรามักถูกบังคับให้อ่าน “หนังสืออ่านนอกเวลา”โดยเฉพาะวิชาภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ถ้าผมจำไม่ผิดหนังสืออ่านนอกเวลาที่ถูกบังคับให้อ่านสมัยเรียน ม.3 คือ จดหมายจางวางหร่ำ ผมว่าหนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือที่น่าสนใจเลยทีเดียวเพราะเป็นเรื่องการสอนลูกของคนโบราณ (จางวางหร่ำเป็นขุนนางสมัยรัชกาลที่ 6) พอขึ้น ม.ปลาย ก็ถูกบังคับ (อีกแล้ว) ให้อ่านหนังสืออ่านนอกเวลาภาษาอังกฤษอย่าง Shane เรื่องของคาวบอยพเนจรผู้ปราบเหล่าร้ายในแดนเถื่อน

การที่กระทรวงศึกษาธิการกำหนดให้นักเรียนต้องอ่านหนังสืออ่านนอกเวลาน่าจะเป็นเครื่องสะท้อนอะไรบางอย่างของชาวสยามอย่างเราๆนะครับ ประการแรก คือ รัฐเห็นว่าเด็กสยามนั้นควรรู้เรื่องราวนอกเหนือจากตำราซึ่งอยู่ในคาบเรียน หรือ ประการถัดมารัฐเห็นว่าเด็กๆควรได้รับการปลูกฝังให้รักการอ่าน วิธีคิดของรัฐเช่นนี้นับว่าเป็นบทบาทของคุณพ่อรู้ดีอย่างหนึ่งในการจัดการศึกษาไทย อย่างไรก็ดีผมว่าเด็กๆควรมีอิสระในการเลือกอ่านหนังสือมากกว่าถูกบังคับจากรัฐ โดยครูควรจะมีบทบาทสำคัญในการแนะนำประเภทหนังสือต่างๆให้เด็กได้เลือกอ่านตามความสนใจของพวกเขา

กลับมาเรื่องที่จั่วหัวไว้ดีกว่าครับ , ผมว่าหลายท่านอาจจะเคยได้ยินชื่อหนังสือเรื่อง Who moved My Cheese? กันมาบ้าง เพราะหนังสือเล่มนี้ถูกแปลเป็นภาษาไทยเรียบร้อยแล้วในชื่อ “ใครเอาเนยแข็งฉันไป” ว่ากันว่าหนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือที่ได้รับการกล่าวขวัญมากที่สุดเล่มหนึ่งในยุคสหัสศวรรษนี้ สำหรับผู้เขียนหนังสือเล่มนี้ คือ Dr. Spencer Johnson ซึ่งเป็นจิตแพทย์ผู้โด่งดังในอเมริกา

หลายท่านที่เคยอ่านหนังสือเล่มนี้น่าจะติดใจกับสไตล์การเขียนที่เรียบง่ายสบายๆของคุณหมอคนนี้ เพราะ เรื่องที่แกเล่าใน Who moved My Cheese? นั้นคล้ายกับนิทานสมัยใหม่มากกว่าวรรณกรรมที่ลึกซึ้ง ท่านผู้อ่านคิดเหมือนผมมั๊ยครับว่าความเรียบง่ายบางครั้งมันก็มีปรัชญาอะไรบางอย่างแฝงอยู่ในตัวของมัน

สมัยเด็กๆ เรามักได้ยินเรื่องเล่าจากนิทานอีสป นิทานของฮันส์ คริสเตียน แอนเดอร์สัน หรือ เรื่องเล่าจากสองพี่น้อง ตระกูลกริมม์ แม้แต่นิทานพื้นบ้านของไทยเองก็ตาม ทุกครั้งที่เราได้ฟัง เราจะพบว่าเรื่องราวส่วนใหญ่ก็วนเวียนอยู่ที่เจ้าชาย เจ้าหญิง แม่มด ฤาษี ยักษ์ ฯลฯ อย่างไรก็ดีหากเรามองลึกลงไปที่สาระของเรื่องแล้วกลับพบว่า นิทานเหล่านี้ล้วนสอนให้มนุษย์เชื่อในคุณงามความดี และยึดมั่นในสิ่งที่ถูกต้องอยู่เสมอ ความลึกซึ้งที่มาจากความเรียบง่ายได้ถูกส่งต่อมายังยุคสมัยปัจจุบันเพียงแต่รูปแบบของการเล่าเรื่องอาจจะต่างไป ขณะเดียวกันสาระที่นักเล่านิทานต้องการจะสื่อก็อาจจะปรับจูนให้เข้ากับปัญหาของยุคสมัยนั้น ซึ่ง Who moved My Cheese? นับเป็นตัวอย่างที่ดีของนิทานสมัยใหม่ที่เน้นไปในเรื่องการยอมรับในกฎของอนิจจัง

Dr. Johnson แกเขียนเรื่องนี้โดยเริ่มต้นด้วยงานเลี้ยงสังสรรค์ของเพื่อนสมัยเรียนกลุ่มหนึ่งซึ่งแต่ละคนต่างเล่าถึงชีวิตหลังพ้นรั้วโรงเรียนไปแล้ว เช่น ชีวิตทำงาน ชีวิตครอบครัว และดูเหมือนแต่ละคนดูจะมีความทุกข์ มีเรื่องให้บ่นกันไปคนละแบบ แต่สำหรับ Michale แล้วเขากลับไม่เป็นเช่นนั้น ด้วยเหตุนี้เองเขาจึงเล่านิทานเรื่องหนึ่งให้เพื่อนๆฟังนั่นคือ The Story of Who moved My Cheese ?

“ ณ ดินแดนอันไกลโพ้น มีสิ่งมีชีวิตที่อาศัยอยู่ร่วมกันอยู่ 2 ชนิด ได้แก่ มนุษย์จิ๋วกับหนู เจ้ามนุษย์จิ่วนั้นมีนามว่า Haw กับ Hem ส่วนไอ้เจ้าหนูสองตัวมีชื่อว่า Sniff กับ Scurry ทั้งสี่ชีวิตอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขโดยทั้งหมดต่างคอยค้นหา เนยแข็ง (Cheese) เพื่อมาปรนเปรอความสำราญให้กับตัวเอง อย่างไรก็ดีเจ้ามนุษย์จิ๋วต่างเชื่อว่าการค้นพบเนยแข็งนั้นเป็นตัวแทนของความสุขและความสำเร็จในชีวิต ดังนั้นเมื่อ Haw กับ Hem พบว่าที่ Station C นั้นมีเนยแข็งมากพอแล้ว พวกเขาจึงเลือกที่จะปักหลักอยู่ ณ ที่แห่งนี้ ในทางกลับกันไอ้เจ้าหนูสองตัวกลับใช้ชีวิตตามสัญชาตญาณ (Instict) ในการเอาตัวรอดไปวันๆ ดังนั้นทั้ง Sniff และ Scurry จึงเที่ยวค้นหาเนยแข็งอยู่ตลอดเวลา หากที่เดิมหมดเมื่อไรก็เสาะแสวงหาที่ใหม่ต่อไป

แต่เด็กๆ จ๊ะ แล้ววันหนึ่งที่ Station C ก็เกิดเรื่องประหลาดขึ้นเมื่อเจ้าเนยแข็งที่เคยมีอยู่มันหายไป เจ้าจิ๋ว Hem ร้องลั่นว่า What ! No Cheese ก่อนจะกรีดร้องอย่างเสียใจว่า It ‘s not fair!ขณะที่เจ้าจิ๋ว Haw ได้แต่ยืนอึ้งไปสักพัก ก่อนจะหาสาเหตุว่าไอ้เนยแข็งที่ว่านี้มันหายไปได้ยังไง แต่เด็กๆรู้มั๊ยจ๊ะว่าเจ้าจิ๋วทั้งสองไม่เคยสังเกตถึงการเปลี่ยนแปลงของเนยแข็งที่กินไปว่ามันค่อยๆหร่อยหรอลงเรื่อยๆโดยยังคงเชื่อว่าที่ Station C นั้นจะมีเนยแข็งเพียงพอที่จะบำเรอความสุขของพวกเขาได้ตลอดไป

ขณะที่เจ้ามนุษย์จิ๋วต่างพร่ำรำพันฟูมฟายกับการหายไปของเนยแข็ง เจ้าหนูน้อยทั้งสองก็เริ่มออกค้นหาเนยแข็งต่อไปโดยไม่สนใจมานั่งวิเคราะห์หาสาเหตุว่าทำไมเนยแข็งมันหายไป เด็กๆรู้มั๊ยจ๊ะว่าเจ้าจิ๋ว Hem นั้นดูจะอาการหนักกว่าเพื่อนเพราะมัวแต่นั่งยึดติดกับความสุขเดิมๆจากเนยแข็งก้อนเก่าและรอให้เจ้าเนยแข็งนั้นมันกลับมาปรากฏอีกครั้งโดยไม่ไปไหน

ส่วนเจ้าจิ๋ว Haw เริ่มที่จะครุ่นคิดแล้วว่าจะเอายังไงต่อไปและท้ายที่สุด Haw ก็เลือกที่จะจากไปจาก Station C และชวน Hem ไปด้วยแต่เจ้าหมอนี่มันหัวรั้นยังดื้อด้านไม่ยอมออกจาก Station C เจ้าจิ่ว Haw เลือกที่จะไปตายเอาดาบหน้าดีกว่ารอความหวังลมๆแล้งๆว่าเนยแข็งมันจะกลับมา แล้วเด็กๆรู้มั๊ยจ๊ะว่าตอนจบเป็นยังไง เจ้าจิ๋ว Haw ได้พบ Station ใหม่ที่มีเนยแข็งมากกว่าเดิมอร่อยกว่าเดิม ส่วนเจ้า Hem นั้นหนังสือทิ้งเป็นปริศนาไว้ว่า “Haw said a little prayer and hoped – as he had many times before – that maybe, at last , his friend was finally able to...the end ...or is it a new beginning?”


เรื่องเล่าแบบง่ายๆเช่นนี้แหละครับ มีปรัชญาแฝงให้คิดอยู่เสมอโดยเฉพาะเรื่องของการยอมรับในกฎของความไม่เที่ยงของสรรพสิ่ง (อนิจจัง) ผมว่าที่เจ้า Hem มันทุกข์เพราะมันยึดติดในสิ่งที่มันเคยมี เคยเป็น แต่แล้ววันหนึ่งเมื่อสิ่งนั้นมันหายไป Hem กลับเลือกที่จะฟูมฟายสิ้นหวังรวมถึงหวังลมๆแล้งๆว่าสิ่งที่จากไปจะกลับมา ส่วน Haw เลือกที่จะเดินหน้าต่อไปเพื่อแสวงหาเนยแข็งชิ้นใหม่ Haw ก็เหมือนมนุษย์ธรรมดาอย่างเราๆท่านๆแหละครับ นั่นคือ กลัวในเรื่องของความเปลี่ยนแปลง เพียงแต่สิ่งที่ Haw ค้นพบจากความกลัวนั้นคือ When you move beyond yor fear , you feel free.

ผมเชื่อว่าแต่ละคนมีเนยแข็งของชีวิตไม่เหมือนกัน บางคนกำลังแสวงหาเนยแข็งก้อนนั้นอย่างขมีขมัน บางคนเจอแล้วและกำลังลิ้มรสอย่างเอร็ดอร่อย แต่สิ่งที่ Who moved my cheese? ได้เตือนสติเราไว้ คือ จงเตรียมใจรอรับกับการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ นอกจากเตรียมใจแล้วผมว่าควรเข้าใจในกฎของความเปลี่ยนแปลงนั้นด้วย เพราะบางครั้งความเปลี่ยนแปลงมันอาจจะดำเนินไปอย่างเนิบช้าโดยกว่าเราจะรู้ตัวอีกทีเราอาจจะอุทานว่า “Who moved my power” หรือ Who moved my money? เหมือนที่ใครบางคนกำลังเผชิญอยู่ตอนนี้ไงครับ

Hesse004

Jun 30, 2007

15 ปี “ทะเลใจ”กับ กลไกการค้นหาตัวตน



ผมเชื่อว่าหลายท่านคงคุ้นเคยกับเพลง “ทะเลใจ” ของคาราบาว โดยส่วนตัวแล้ว, ผมคิดว่าทั้งเนื้อร้องและทำนองของเพลงนี้ขึ้นชั้นอมตะทางดนตรีไปเรียบร้อยแล้ว ปีนี้คาราบาวครบรอบ 25 ปีอย่างไรก็ดีก็ถือว่าครบรอบ 15 ปี ของเพลงทะเลใจ ด้วย เพลงนี้แต่งเนื้อร้องและทำนองโดย ยืนยง โอภากุล หรือแอ๊ด คาราบาว ผมจำได้ว่าฟังเพลงนี้ครั้งแรกสมัยเรียน ม.5 ด้วยติดใจในท่วงทำนองมากกว่าเนื้อหาของเพลง

อาจกล่าวได้ว่าทะเลใจเป็นเพลงที่มาพร้อมกับเหตุการณ์ทางการเมือง เพราะหลังพฤษภาทมิฬปี 2535 น้าแอ๊ดแกก็ออกอัลบั้มที่ชื่อ พฤษภา เพลงของคาราบาวในทุกยุคทุกสมัยจึงสะท้อนอะไรบางอย่างภายในสังคมของเรา ลองย้อนกลับไปดูตั้งแต่ชุดวณิพก ผมเริ่มฟังเพลงคาราบาวครั้งแรกเมื่อปี 2527 ในชุด Made in Thailand และทุกครั้งที่ผมฟังเพลงคาราบาวผมมักนึกถึงใครคนหนึ่งที่ได้จากผมไปแล้ว

ตลอดระยะเวลาสิบห้าปี เพลงทะเลใจยังถูกนำมาร้องใหม่อยู่เสมอ เช่น งานของนรีกระจ่าง (2536) หรือ งานของป๊อด โมเดอร์นด๊อก (2550) ผมคิดว่า “ทะเลใจ” น่าจะเป็นตัวแทนของชีวิตช่วงหนึ่งที่กำลังแสวงหาอะไรบางอย่าง

ผมว่ามนต์เพลงคาราบาวมีเสน่ห์แบบบ้านๆ ดีครับ ด้วยท่วงทำนองที่ขึงขังแต่ละมุนละไมในบางครั้ง หรือ เนื้อหาที่ดุดันแต่แฝงไปด้วยสารบางอย่างที่ต้องการจะสื่อ ทำให้เพลง “บาว” คล้ายบทสวดมนต์ของนักแสวงหาไปโดยปริยาย และด้วยวัยที่โตขึ้น ผมค่อยๆศึกษาถ้อยคำบางคำที่ปรากฏในเนื้อเพลงทะเลใจ และสิ่งหนึ่งที่ผมพบ คือ ถ้อยคำเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงกลไกการค้นหาตัวตนและเป้าหมายบางอย่างของมนุษย์ตัวเล็กๆอย่างเราๆ

ใช่แล้วครับ ! ชีวิตเล็กๆของมนุษย์แต่มักคิดเรื่องราวใหญ่โตอยู่เสมอ และแทบจะเป็นสูตรสำเร็จเลยก็ว่าได้ที่เรามักผิดหวังหรือพ่ายแพ้ทางความรู้สึก ย้อนมองจากประวัติศาสตร์อันใกล้โดยมี “คนเดือนตุลา” เป็นตัวอย่างที่น่าสนใจในเรื่องของ “เวลาเปลี่ยน คนเปลี่ยน” หรือแม้กระทั่งย้อนไปไกลเมื่อสมัยเปลี่ยนแปลงการปกครองปี 2475 ภายใต้กลุ่มคนหนุ่มที่ขนานนามตัวเองว่า “คณะราษฎร” ก็ถือเป็นกรณีคลาสสิคของมนุษย์เล็กๆที่คิดการใหญ่โดยจะอยากเปลี่ยนแปลงสังคม อยากสร้างความเจริญก้าวหน้าให้กับแผ่นดินเกิด แต่ท้ายที่สุดคนหนุ่มเหล่านี้ล้วนต้องมาฆ่าฟันกันเองเพื่อแย่งสิ่งที่เรียกว่า “อำนาจ” เพียงอย่างเดียว ประวัติศาสตร์ได้สอนให้เรารู้ว่ามนุษย์มักพ่ายแพ้ต่ออำนาจ เงินตรา กิเลสตัณหา หรือแม้กระทั่งความรัก แต่ที่สำคัญคือ แพ้ใจของตนเอง ครับ และนี่เองที่น้าแอ๊ดแกสรุปได้ดีว่า “ฉันเรียนรู้เพื่ออยู่ เพียงตัวและจิตใจ เป็นมิตรแท้ที่ดีต่อกัน”

เนื้อหาใน “ทะเลใจ” กล่าวถึง การปรับสมดุลในการใช้ชีวิตด้วยการประนีประนอมอารมณ์ของโลกแห่งความฝันให้เข้ากับสภาพของความเป็นจริงที่เผชิญอยู่ สังเกตได้จากท่อนที่ว่าว่า “คืนนั้นคืนไหน ใจแพ้ตัว คืนและวันอันน่ากลัวตัวแพ้ใจ ท่ามกลางแสงสี ศิวิไลซ์ อาจหลงทางไปไม่ยากเย็น คืนนั้นคืนไหนใจเพ้อฝัน คืนและวันฝันไปไกลลิบโลก ดั่งนกน้อยลิ่วล่องลอยแรงลมโบก พออับโชค ตกลงกลางทะเลใจ” ผมเคยตั้งข้อสังเกตเรื่องนี้จากการอ่านหนังสือของอาจารย์เสก (เสกสรรค์ ประเสริฐกุล) ตั้งแต่ ฤดูกาล , ดอกไผ่ , มหาวิทยาลัยชีวิต , เดินป่าเสาะหาความจริง,เร่ร่อนหาปลา , เพลงเอกภพ มาจนกระทั่ง วันที่ถอดหมวก มีบางอย่างที่ผมสังเกตเห็นคือ เมื่อครั้งวัยหนุ่มสาว ,ความตั้งใจของมนุษย์มักต้องการเปลี่ยนแปลงสังคมที่เป็นอยู่ให้เข้าสู่สังคมอุดมคติแต่เมื่อเติบใหญ่ขึ้นความตั้งใจเหล่านั้นกลับค่อยๆหดหายลดทอนไปพร้อมๆกับกำลังวังชาตามวัย หากแต่สิ่งที่ได้มาจากบาดแผลที่เจ็บปวด คือ การเรียนรู้ที่จะเข้าใจในสิ่งที่ตัวเองเป็นอยู่ โดยเฉพาะเป็นมิตรกับตัวเองและรื่นรมย์ไปกับโลกที่แท้จริง

ผมนึกถึงอีกท่อนหนึ่งที่ว่า “ทุกชีวิตดิ้นรน ค้นหาแต่จุดหมาย ใจในร่างกายกับไม่เจอ ทุกข์ที่เกิดซ้ำเพราะใจนำพร่ำเพ้อ หาหัวใจให้เจอก็เป็นสุข” เนื้อหาท่อนนี้มีความคล้ายคลึงกับปรัชญาพุทธศาสนาโดยเฉพาะเรื่องของ “เซน”

ผมเชื่อเหลือเกินว่าเราทุกคนล้วนมีคำถามอยู่ในใจว่า เราเกิดมาทำไม? คำถามแบบนี้เป็นจุดเริ่มต้นของศาสนา ซึ่งปรัชญาตะวันตกอย่างกรีกได้ตั้งคำถามเรื่องของการมีอยู่ของชีวิตโดย อธิบายถึงเรื่อง “แบบ” ของสิ่งต่างๆ ดังนั้นปรัชญาตะวันตกจึงเชื่อในความสมบูรณ์ของ “แบบ” ขณะที่ปรัชญาตะวันออกกลับกล่าวถึงการละวางตัวตน โดยเน้นไปที่การทำลายอัตตาด้วยวิถีที่ต่างกัน ทั้งนี้การปล่อยวางของโลกตะวันออกนำไปสู่สภาวะที่เรียกว่า “นิพพาน” ด้วยเหตุนี้เองที่วิธีคิดแบบสองโลกนี้จึงส่งผลต่อการดำรงอยู่ของมนุษย์ในแต่ละซีกโลกไม่ว่าจะเรื่องการสร้างสังคม การเมือง เศรษฐกิจ วัฒนธรรม ประเพณี ขนบจารีตและความเชื่อที่แตกต่างกัน

คราวนี้ลองกลับมาย้อนดูที่ตัวเราเองบ้างสิครับ เราจะพบว่ายิ่งเติบใหญ่ ยิ่งพอกพูนอัตตาที่มากหลาย ด้วยเหตุนี้เองโลกตะวันออกจึงเชื่อว่าการสละอัตตาให้หลุดเหลือน้อยที่สุดนั้นเป็นมรรคาของการหลุดพ้นจากความทุกข์ของชีวิต หลายท่านคงเคยได้ยินเรื่องราวของ “มิยาโมโต้ มูซาชิ” จอมดาบไร้สำนักผู้มีตัวตนอยู่จริงในญี่ปุ่นสมัยโชกุนโตกุงาว่า (ประมาณศตวรรษที่ 17) ซึ่ง โยชิคาวา เอญิ นักเขียนชาวญี่ปุ่นได้จับเรื่องราวของเขามาเรียงร้อยใหม่ในรูปแบบนิยายอิงชีวประวัติ ว่ากันว่าหนังสือเล่มนี้มีอิทธิพลต่อคนญี่ปุ่นอย่างมากในการหันกลับมาสร้างชาติอีกครั้งหลังจากแพ้สงครามโลกครั้งที่ (หนังสือเล่มนี้ถูกแปลเป็นภาษาไทยโดยอาจารย์สุวินัย ภรณวลัย)สังคมตะวันออกให้ความสำคัญกับปล่อยวางและทำลายอัตตามากกว่าสังคมตะวันตกที่มุ่งหน้าสะสมอัตตา (Ego Accumulation) จึงไม่น่าแปลกใจที่โลกของทุนนิยมจะกลืนกินทุกอย่างแม้กระทั่งตัวและหัวใจของมนุษย์

ทุกครั้งเมื่อรู้สึกพ่ายแพ้ เหนื่อยหน่าย หรือท้อแท้กับการใช้ชีวิต ลองนึกถึงเนื้อร้องที่ว่า “ฉันเรียนรู้เพื่ออยู่เพียงตัวและจิตใจ เป็นมิตรแท้ที่ดีตลอดกาล” ดูสิครับ ผมว่ามันน่าจะเป็นคาถาชั้นดีที่ทำให้เรารู้สึกปล่อยวางและมีความสุขกับชีวิตอย่างเรียบง่ายโดยไม่ต้องคิดอะไรมาก

Hesse004

Jun 22, 2007

The Babarian Invasions ฝันสุดท้ายของชายชรา



ผมเชื่อว่าหลายท่านคงเคยผ่านตากับหนังสือที่ระลึกงานฌาปนกิจศพซึ่งจะว่าไปแล้วหนังสือเหล่านี้มีความน่าสนใจอยู่ไม่น้อยเพราะเป็นเครื่องถ่ายทอดเรื่องราวของชีวิตคนหนึ่งคนได้ดี หลายครั้งที่ผมแวะเวียนไปร้านหนังสือเก่า ผมมักเจอหนังสืองานศพอยู่เสมอ และบางทีออกจะเสียดายด้วยซ้ำไปเมื่อเห็นเจ้าของเดิมมองไม่เห็นคุณค่าของหนังสือเหล่านี้ ไม่แน่ว่าในอนาคตหนังสืองานศพอาจเปลี่ยนรูปแบบไปเป็นซีดีที่ระลึกงานฌาปนกิจศพแทนก็ได้นะครับ

สำหรับเรื่องที่ผมจั่วหัวไว้ข้างต้นนั้นเป็นชื่อของหนังครับ The Barbarian Invasions (2003) เป็นหนังสัญชาติแคนาดาแต่พูดภาษาฝรั่งเศส งงมั๊ยครับ! หนังเรื่องนี้ได้รับเกียรติให้เข้าฉายที่เมืองคานส์ประเทศฝรั่งเศส นอกจากนี้ยังคว้ารางวัลออสการ์สาขา The Best foriegn language film ในปี 2003 มาครองอีกด้วย

The Barbarian Invasions จัดว่าเป็นหนังที่ดูไม่ยากครับ พล็อตเรื่องไม่สลับซับซ้อนอะไรมากแต่ที่สำคัญคือแก่นสาระที่ Denys Arcand ผู้กำกับชาวแคนาเดียน ต้องการจะสื่อสารนั้นถือว่ามีเนื้อหาค่อนข้างเป็นสากลเลยทีเดียว กล่าวคือ เขาพยายามถ่ายทอดเรื่องราวของความตายครับ กระบวนหนังที่ผมดูมาแล้วมีเรื่องราวผูกพันกับความตายนั้นหนังญี่ปุ่นอย่าง After Life (1998) ของ Hirokazu Koreeda , ผู้กำกับชาวญี่ปุ่น , นับว่านำเสนอเรื่องราวของชีวิตหลังความตายได้น่าสนใจโดยตั้งคำถามไว้ว่า “What is the one memory you would take with you?” หรือเมื่อเราตายไปแล้ว เราจะเลือกช่วงเวลาที่ดีที่สุดของชีวิตช่วงไหนเพื่อจะนำติดตัวไปเป็นความทรงจำในชาติภพต่อไป

แต่สำหรับ The Barbarian Invasions ของ Arcand นั้น กลับมองช่วงเวลาสุดท้ายของชีวิตก่อนตายว่าเป็นอย่างไร หนังเปิดฉากมาด้วยเรื่องราวของครอบครัวเล็กๆครอบครัวหนึ่งใน Montreal แคนาดา เมื่อ Rémy ชายแก่คนหนึ่งที่กำลังนอนพักรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลไม่รู้ว่าตัวเองกำลังใกล้ตาย เนื้อเรื่องดำเนินไปอย่างเรียบง่ายโดยผู้กำกับตั้งใจสื่อให้เห็นชีวิตที่ผ่านมาของ Rémy ผ่านทางคนรอบข้างทั้งจากครอบครัว และเพื่อนฝูง

หลังจากดูมาได้สักพัก เราถึงรู้ว่าแม้สภาพภายนอกของแกจะดูไม่ป่วยไข้รุนแรงสักเท่าไร แต่ความเป็นจริงแล้วอาการของแกอยู่ในขั้นสุดท้ายของโรคร้ายนี้ อย่างไรก็ดียังมีเรื่องราวเฮฮาของ Rémy กับเพื่อนฝูงวัยดึกให้เห็นเป็นระยะๆ แต่ที่แน่ๆผมสรุปได้ว่า Rémy แกเป็นตาแก่ปัญญาชนที่เข้าข่ายปากจัดกัดเจ็บ รักสนุก ออกจะเจ้าชู้และมีความเป็นศิลปินแบบฝรั่งเศสชนทั้งหลาย นอกจากนี้เรายังได้เห็นวิถีคิดของพวกฮิปปี้หรือบุปผาชนในยุค 60 ที่สะท้อนอยู่ในตัวของ Rémy และผองเพื่อน

The Babarian Invasions ได้ผูกโยงเรื่องราวของคน(เคย)หนุ่มสาวเมื่อ 40 ปีก่อน และนำเสนอมันออกมาได้อย่างครื้นเครง ในรูปของคนแก่ที่โหยหาอดีต (Nostagia) คนดูเริ่มรู้จักตัวละครตัวอื่นที่เป็นองค์ประกอบในชีวิตของ Rémy ซึ่งจะว่าไปแล้วมิตรสหายส่วนใหญ่ของแกก็มักมีรสนิยมและบุคลิกคล้ายๆกัน เพียงแต่รูปแบบของการมีชีวิตอาจจะต่างกันไป Rémy ดำเนินชีวิตด้วยการเป็นProfessorในมหาวิทยาลัย เขากล่าวไว้ในหนังว่า เขาจัดเป็นพวกซ้ายหรือนักสังคมนิยม Socialist ตามสไตล์เฟรนช์แมน ขณะที่เหล่าเพื่อนฝูงส่วนใหญ่ก็น่าจะเป็นพวกนักคิด นักปฏิวัติ ปัญญาชน คนเหล่านี้น่าจะเป็นตัวแทนของบุปผาชนที่เชื่อในเสรีภาพทั้งเรื่องการใช้ชีวิต เพศสภาพ แม้กระทั่งการเมือง มีอยู่ฉากหนึ่งที่ผมชอบและคิดว่าน่าจะเป็นฉากที่สรุปความเป็นตัวตนของพวกเขาได้ดี เมื่อทั้งหมดมานั่งรวมกลุ่มคุยกันถึงวันคืนเก่าๆโดย บอกเล่าถึงหนังสือที่ตัวเองเคยอ่าน เช่นอ่านงานของซารต์ ดูหนังของโกดาร์ต ความประทับใจที่มีต่อช่วงชีวิตในวัยหนุ่มสาวทั้งเรื่องรักและเซ็กส์ และท้ายที่สุดมันสื่อให้เห็นอุดมคติของการใช้ชีวิตของคนกลุ่มนี้ที่ต้องการเพียงแค่ความสงบร่มเย็นของสังคมเท่านั้นเอง

หนังเรื่องนี้มีกลิ่นของความเป็นยุโรปค่อนข้างมากครับ แต่เป็นยุโรปที่อยู่ในคราบของแคนาดา ดังนั้นไม่ต้องแปลกใจเลยครับว่าทำไมภาษาฝรั่งเศสจึงกลายเป็นภาษาทางราชการอีกภาษาหนึ่งของแคนาดา ด้วยความที่พวกเฟรนช์ชนนั้นไปลงหลักปักรากกันอยู่เต็มไปหมดบนแผ่นดินอเมริกาเหนือ นอกจากนี้ประเด็นที่หนังสื่อสารให้เราเห็นอีกอย่าง คือ ความรักของพ่อกับลูกๆ อย่างที่ผมเล่าไปข้างต้นแล้วว่าด้วยความที่ตาแก่ Rémy แกเป็นพวกปัญญาชนฝ่ายซ้ายที่ปากจัด แถมเจ้าชู้ ดังนั้นแทบจะสรุปได้เลยว่าชีวิตครอบครัวของแกจัดว่าล้มเหลว เนื่องจากแกหย่าร้างกับเมียและอยู่ห่างจากลูกๆ แต่หนังไม่ได้บอกที่มาที่ไปของเรื่องดังกล่าวมากนัก ดังนั้นเราจึงเห็นความไม่ลงรอยของแกกับ Sébastien ลูกชายปรากฏอยู่ในหนังเสมอ

ตัวละครอย่าง Sébastien , นำแสดงโดย Stéphane Rousseau, นับว่าเด่นมากในเรื่องนี้เนื่องจากเป็นตัวแทนของคนรุ่นใหม่ที่กำลังเจริญก้าวหน้าในฐานะนักการเงินที่ลอนดอน ดังนั้นวิธีคิดของ Sébastien จึงต่างกับพ่ออย่างสิ้นเชิง แม้เขาจะขัดกับพ่ออยู่บ่อยครั้งแต่อย่างไรก็ตามหลายฉากทำให้เห็นภาพความกตัญญูของ Sébastien ที่มีต่อพ่อด้วยการจัดสิ่งที่ดีที่สุดให้กับพ่อ ไม่ว่าจะเป็นการรักษาพยาบาล รวมถึงติดต่อเรียกเพื่อนฝูงเก่าๆของพ่อให้ช่วยมาเยี่ยมเยียนในวาระสุดท้าย

นอกจากนี้ฉากที่ประทับใจอีกฉาก คือ ตอนที่ชายชราบอกลาและขอบคุณกับมิตรภาพที่คนๆหนึ่งได้รับมาตลอดชีวิตจากครอบครัวลูกเมีย รวมไปถึงเพื่อนฝูง มันเป็นการบอกลาที่ผมเชื่อว่าน้อยคนนักจะมีโอกาสได้ทำ โดยเฉพาะประโยคเด็ดที่ Rémy พูดกับ Sébastien ว่า “I wish that one day you will have a son like you.” ผมว่านี่น่าจะเป็นคำบอกลาที่ไม่ต้องบรรยายอะไรกันมากมายแต่ฟังแล้วกินใจยิ่งนัก

เคยสงสัยบ้างมั๊ยครับว่าทำไมคนเราถึงได้พบกันรู้จักกัน เป็นพ่อแม่ เป็นลูกหลาน เป็นเพื่อน เป็นคู่รัก สามีภรรยา ทั้งๆที่ถ้าเทียบกับระยะเวลาของการกำเนิดโลกแล้วมันยาวนานเสียเหลือเกิน ผมว่าการเจอะเจอกันในภพชาตินี้คงไม่น่าจะใช่เป็นเรื่องของเหตุบังเอิญแต่อย่างใด เพราะพิจารณาจากความเหลื่อมของเวลาแต่ละยุคสมัยแล้วเรามีโอกาสน้อยมากที่จะพบกัน

ฉากสุดท้ายของเรื่อง,หนังค่อยๆปล่อยให้เราสัมผัสกับความตายของชายแก่และทำให้เห็นภาพฝันในห้วงสุดท้าย ซึ่งอาจจะเป็นความทรงจำที่ดีที่สุดของแกที่จะนำติดตัวไปในภพต่อไป สำหรับความฝันอะไรนั้น ผมขออนุญาตไม่เล่าแล้วกันนะครับ และถ้าจะให้ดีผมว่าท่านผู้อ่านลองไปหาหนังเรื่องนี้มาดูดีกว่าครับ

Hesse004