Jul 30, 2007

โลกรื่นรมย์ของ Forrest Gump



นวนิยายของนาย Winston Groom ได้ทำให้ชื่อของ Forrest Gump ดังกระฉ่อนเมื่อ 13 ปีที่แล้ว อย่างไรก็ตามเวลาเราพูดถึง Forrest Gump ภาพแรกที่เรานึกถึง คือ Tom Hanks ในบุคลิกที่ใสซื่อ จริงใจ ไม่เป็นพิษเป็นภัยกับใคร แต่บุคลิกเหล่านี้คนส่วนใหญ่ในสังคมทุนนิยมเมือง กลับมองว่าเป็นเรื่องของความทึ่ม บื้อ โง่ รวมไปถึงปัญญานิ่ม ผมไม่แน่ใจว่า Groom ต้องการจะสื่ออะไรผ่านตัวละครอย่าง Forrest Gump แต่ที่แน่ๆ Forrest Gump ในภาคของภาพยนตร์ก็คว้ารางวัลออสการ์มาครองได้เมื่อปี 1994ในฐานะภาพยนตร์ยอดเยี่ยมประจำปี

Forrest Gump(1994) กำกับโดย Robert Zemeckis ซึ่งได้ทำให้ภาพของ Tom Hanks กลายเป็นภาพของ Forrest Gump ไปอย่างสมบูรณ์แบบ Zemeckis สร้างหนังเรื่องนี้โดยเลือกถ่ายทอดเรื่องราวของอเมริกันชนที่มีชีวิตหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 สงบลงไม่นาน โดยเริ่มต้นเรื่องราวใน Green Bowl เมืองเล็กๆเมืองหนึ่งในรัฐ Alabama
เด็กชาย Forrest Gump เป็นเด็กที่เกิดในช่วงที่สงครามใกล้สงบแล้ว ซึ่งช่วงเวลาดังกล่าวถูกเรียกว่า Baby Boom Era นั่นหมายถึงช่วงที่ประชากรในโลกเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก ในปี 2006เด็กที่เกิดในยุค Baby Boom รุ่นแรกมี อายุครบ 60 ปีไปเรียบร้อยแล้วซึ่งหนึ่งในนั้น คือ Geroge W Bush ผู้ลูก

หนังเรื่องนี้ได้กล่าวถึงประวัติศาสตร์อเมริการ่วมสมัย เริ่มตั้งแต่ ปัญหากีดกันคนผิวสีเข้าเรียนมหาวิทยาลัยในรัฐที่เหยียดผิวอย่าง Alabama, สงครามเวียดนามในทศวรรษที่ 60-70 , การกระชับความสัมพันธ์กับจีนโดยใช้การทูตด้วยกีฬาปิงปอง (Ping Pong Diplomacy)เมื่อปี 1971 , การเคลื่อนไหวของเหล่าบุปผาชนหรือฮิปปี้ นอกจากนี้หนังยังกล่าวถึงบุคคลสำคัญหลายคนอย่าง Elvis Presley , John F. Kenedy , Lindon B.Johnson , Richard M Nickson , John Lennon เป็นต้น

จะว่าไปแล้วเมื่อ 5 ปีก่อนมีหนังฮ่องกงเรื่อง The golden chicken (2002)หรือ Gum Gai ก็ได้ใช้แนวทางการเล่าเรื่องลักษณะเดียวกับ Forest Gump โดยตัวเอกมีอาชีพเป็นหมอนวด ในเกาะฮ่องกงที่เล่าถึงฮ่องกงในยุค 80 ถึง ยุคสองพัน โดยความโดดเด่นของหนังแนวนี้อยู่ที่การนำข่าวเก่าๆทั้งข่าวการเมือง เศรษฐกิจ สังคม ที่ปรากฏในทีวีตลอดจนเพลงที่คุ้นหูในช่วงเวลานั้นมาเป็นเครื่องมือในการเล่าเรื่อง

กลับมาที่ Forrest Gump ต่อครับ , หนังให้ Forrest เป็นคนเล่าเรื่องชีวิตตัวเองให้คนแปลกหน้าฟังระหว่างนั่งรอรถเมล์ โดยประโยคเปิดเรื่องได้กลายเป็นประโยคอมตะไปแล้ว คือ “Life's a box of chocolates , you never know what you're gonna get.” ซึ่งประโยคนี้เรามาได้ยินอีกครั้งตอนที่คุณนาย Gump แม่ของ Forest กำลังจะตาย และตลอดทั้งเรื่องของหนังก็พยายามสื่อให้เห็นสิ่งที่เรียกว่า Never know ซึ่งในที่นี้มีอีกคำหนึ่งที่ใช้ คือ Destiny หรือ โชคชะตา นั่นเองครับ

ผมเชื่อว่าเสน่ห์ของหนังเรื่องนี้อยู่ตรงคำพูดที่เรียบง่ายแต่แฝงไปด้วยแง่คิดมากมาย คำพูดที่ว่าชีวิตก็เหมือนกล่องช็อกโกแลต เราไม่มีวันรู้หรอกว่าข้างในกล่องเราจะเจออะไร มันก็เหมือนกับอนาคตของคนเราที่เราเองก็ไม่มีทางรู้ได้ว่าชีวิตเราจะดำเนินไปในรูปไหน

Zemeckis ใช้“ขนนก” เป็นสัญลักษณ์อย่างหนึ่งที่บอกถึง “ความเบาหวิวเหลือทนของชีวิต”ที่พัดผ่านไปตามลมซึ่งในหนังสะท้อนให้เห็นภาพของ Jenny Curran ,หญิงสาวของ Forrest, เธอเชื่อในความอิสระของชีวิต แม้ดูแล้ว Jenny จะล้มเหลวกับความฝันที่อยากเป็นเหมือน Joan Biaz นักร้องสาวชาวบุปฝาชน Jenny ปล่อยชีวิตให้พัดไปกับกระแสสังคมอเมริกันในยุค 60 – 70 เริ่มจากถ่ายภาพโป๊ลง Playboy , โชว์กีตาร์เปลือยในผับ ตลอดจนเข้าร่วมขบวนการฮิปปี้เพื่อเรียกร้องสิทธิเสรีภาพ ต่อต้านสงครามเวียดนาม นอกจากนี้ยังมีฉากอัพยาให้เห็นกันอยู่หลายฉาก อาจเรียกได้ว่าชีวิตของ Jenny นั้นผ่านอะไรมามากกว่า Forrest แต่จนแล้วจนรอดดูเหมือน Jenny ก็ยังไม่พบชิ้นช็อคโกแลตที่ถูกใจสักที ผมนึกถึงคำพูดหนึ่งที่ว่า “ชีวิตมีไว้ให้ใช้” ขณะเดียวกันอีกคำพูดที่ออกมาแย้งรูหูอีกข้างก็คือ “แล้วมึงจะรีบใช้ชีวิตไปถึงไหนกัน”

ตัวละครที่สำคัญอีกคนหนึ่งในหนังเรื่องนี้ คือ ผู้หมวด Dan Taylor , แสดงโดย Gary Sinise,หมวด Dan เป็นตัวแทนของคนที่เชื่อว่าชีวิตลิขิตได้ด้วยตัวเอง แม้ว่าโชคชะตาจะลิขิตให้หมวด Dan เป็นคนพิการจากสงครามเวียดนาม แต่ท้ายที่สุดแล้วการได้เป็นเพื่อนกับ Forrest ทำให้เขามองเห็นแง่มุมบางอย่างจากความซื่อของชายคนนี้ ชายผู้ไม่คิดอะไรมากมาย ไม่มีอุดมการณ์สูงส่ง ชายที่ดูเหมือนจะโง่ทึ่มแต่ก็สามารถนำพาตัวเองไปสู่จุดสูงสุดในหลายเรื่องๆโดยที่ตัวเองก็ไม่ได้ยี่หร่ะกับความสำเร็จเหล่านั้น ท้ายที่สุดหมวด Dan ขอบคุณ Forrest ที่ช่วยชีวิตเขาไว้ แม้ว่าครั้งแรกเขาจะเกลียดการมีชีวิตอยู่เยี่ยงผู้พิการ

สำหรับตัว Forrest Gump นั้น , ผมเชื่อว่าโลกที่รื่นรมย์ของเขาอยู่ที่การได้เห็นความสุขของคนอื่นเป็นส่วนใหญ่ ตั้งแต่ แม่ ,Jenny, Bubba, หมวด Dan ไปจนกระทั่งลูกชายตัวน้อย โลกรื่นรมย์ที่ว่านี้ คือ โลกที่คิดถึงคนอื่นในมุมที่เอื้ออาทรโดยไม่นึกถึงผลตอบแทนว่าเราจะต้องได้อะไรกลับมา

ความรื่นรมย์ของชีวิตอยู่ที่การมองเห็นโลกในมุมที่มันควรจะเป็น Forrest Gump อาจจะไม่ใช่นักบวช นักบุญ แต่หนังทำให้เขาดูคล้ายเป็นนักบุญผู้นำแห่งลัทธิการวิ่ง (Jogging Craze)เขาอาจจะไม่ใช่ศิลปินนักคิดแบบ John Lennon แต่หนังก็ทำให้เขาเป็นแรงบันดาลใจให้ Lennon แต่งเพลง Imagine เขาอาจจะไม่ใช่ทหารนักรบที่มีอุดมการณ์สูงส่งอะไร แต่หนังก็ยังทำให้ชายคนซื่อกลายเป็นวีรบุรุษสงคราม เขาอาจจะไม่ใช่พ่อค้านักธุรกิจที่เก่งกาจแต่หนังก็สร้างให้เขาประสบความสำเร็จจนร่ำรวยเงินทอง ความสำเร็จทั้งหมดนี้เขาไม่ได้สนใจอะไรกับมันมากมายนอกจากจะมีความสุขกับการเป็นคนตัดหญ้าในเมืองเล็กๆที่เขาอยู่แค่นั้น เพียงเท่านี้ความรื่นรมย์ของชีวิตก็บังเกิดแล้วมิใช่หรือ

Hesse004

Jul 20, 2007

เศรษฐศาสตร์ของชนชั้นกระฎุมพี



หลายวันมานี้ผมติดตามเรื่องราวการแข็งค่าขึ้นของเงินบาทเมื่อเทียบกับเงินสกุลดอลลาร์ ยิ่งกระแสของการปิดโรงงานถูกนำเสนอผ่านสื่อออกมาอย่างต่อเนื่องทำให้หลายคนกำลังนึกถึงวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจรอบใหม่อันเนื่องมาจากค่าเงินบาท (อีกแล้วครับท่าน)

ในฐานะนักเรียนเศรษฐศาสตร์, ผมเบื่อที่จะวิเคราะห์และแสดงความคิดเห็นเนื่องจากเห็นว่านักเศรษฐศาสตร์ไทยส่วนใหญ่นั้นเก่งกาจกันอยู่แล้ว เพราะแต่ละท่านล้วนเป็นกูรูทางเศรษฐศาสตร์ในสยาม มิพักต้องเอ่ยอ้างถึงคนของธนาคารกลางที่มีมันสมองปราดเปรื่องระดับหัวกะทิชาวเกาะเต็มไปหมด

ในฐานะนักเรียนเศรษฐศาสตร์ , ผมตั้งข้อสังเกตตามสติปัญญาทึ่มๆของตัวเองไว้ประการหนึ่งว่า ทำไมเหล่า Policymakers หรือ Technocrats ทั้งหลายนั้น ถึงไม่ค่อยกล่าวถึงการจัดการเงินทุนที่ไหลเข้ามาในตลาดหุ้น ทั้งๆที่ข้อมูลของแบงก์ชาติเองก็สรุปไว้ว่าเงินทุนที่ไหลเข้ามาในช่วงปี 2005 – 2006 นั้น เป็นเงินที่มาลงทุนในหลักทรัพย์ถึง 36,681 ล้านเหรียญดอลลาร์ และเมื่อเทียบเป็นสัดส่วนแล้ว คิดเป็นร้อยละ 54.62 ของเงินทุนที่ไหลเข้ามาทั้งหมดหรือมากกว่าเงินลงทุนที่ไหลเข้ามาลงทุนทางตรง (FDI) และ การก่อหนี้ต่างประเทศรวมกัน

ในฐานะนักเรียนเศรษฐศาสตร์ที่อ่อนด้อยทางสติปัญญาอย่างผม , ผมเหลือบไปเห็นตัวเลขชุดเดิมและพบว่าเงินลงทุนที่เข้ามาในตลาดหุ้นไทยในช่วงสองปีที่ว่านี้เพิ่มจากเมื่อปี 2002 – 2004 เกือบ 7 เท่า ด้วยเหตุนี้เองจึงไม่น่าแปลกใจว่าทำไมค่าเงินบาทของเราถึงแข็งขึ้นเรื่อยๆ ประกอบกับเหล่ากูรูเศรษฐศาสตร์หลายๆสำนักที่มองว่าเศรษฐกิจเมืองลุงแซมกำลังอยู่ในภาวะถดถอย ดังนั้น กองทัพนักลงทุนซึ่งส่วนใหญ่มาในรูปกองทุนจึงค่อยๆอพยพเงินดอลลาร์ออกมาหากินต่างแดน โดยเฉพาะตลาดหุ้นในเอเชีย

ย้อนกลับไปที่คำถามทึ่มๆของผมข้างต้น คือ ทำไมไม่มีใครสนใจจะจัดการไอ้เงินลงทุนในตลาดหุ้นเหล่านี้เลยหรือ ? อาทิ ออกมาตรการเก็บภาษีจากผลกำไรที่ได้จากการขายหุ้นแล้วเอารายได้ส่วนนี้ไปบริหารจัดการในกองทุนรักษาระดับอัตราแลกเปลี่ยน หรือ จริงๆแล้วกรมสรรพากรและตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยไม่สามารถกระทำการเช่นนี้ได้ เพราะขนาดเจ้าของสโมสร Man City คนปัจจุบันยังไม่ต้องเสียภาษีจากการขายหุ้นในตลาดหุ้นไทยเลย

อย่างไรก็ตามหลังจากที่ธนาคารแห่งประเทศไทยได้ออกมาตรการกันสำรองเงินทุน 30%เมื่อปลายปีที่แล้วหรือมาตรการ 18 ธ.ค. 2549 ผลของมาตรการดังกล่าวมีกูรูตลาดทุนประมาณกันว่ามูลค่าของตลาดหุ้นหล่นหายไป 800,000 ล้านบาทและแน่นอนที่สุดแบงก์ชาติย่อมโดนด่าด้วยข้อหาฉกรรจ์ที่ว่า “ทำลายบรรยากาศการลงทุน” แต่ผมขอแถมไปด้วยว่า “ขัดขวางบรรยากาศการเก็งกำไร”

ผมเชื่อว่าสติปัญญาอย่างผมคงไม่สามารถเสนอมาตรการดูแลค่าเงินบาทอย่างเป็นชิ้นเป็นอันเหมือนที่กูรูเศรษฐศาสตร์เสนอให้ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย (RP 1) ลงสัก 1-1.5 % เพราะเชื่อว่าเงินมันจะหยุดไหลเข้าทันที ขณะที่ท่านรัฐมนตรีคลังซึ่งเป็นนักเศรษฐศาสตร์จากสำนัก TDRI กลับเห็นว่าการลดดอกเบี้ยนโยบายไม่ได้ช่วยให้เงินมันหยุดไหลเข้าแต่อย่างใดหากแต่มันจะไหลย้อนแบบไม่ซึมเปื้อนกลับเข้ามาที่ตลาดหุ้นอยู่ดี

วิวาทะของเหล่านักเศรษฐศาสตร์แดนสยามทำให้ผมอดปลาบปลื้มใจมิได้ว่าประเทศเรานั้นจำเริญทัดเทียมอนารยะประเทศ เพราะสังคมไทยเริ่มเห็นคุณค่าของนักเศรษฐศาสตร์แล้วด้วยดัชนีชี้วัดจากความถี่ของนักเศรษฐศาสตร์ที่ปรากฏตัวอธิบายปรากฏการณ์ค่าเงินบาทผ่านจอแก้ว ซึ่งบทวิเคราะห์ส่วนใหญ่แล้วก็มักมีสูตรสำเร็จคล้ายๆกัน คือ เชื่อในภูมิปัญญาของเศรษฐศาสตร์ตะวันตก ทั้งๆที่เมื่อสิบปีที่แล้วโลกาภิวัตน์ทางการเงินได้สำแดงเดชให้เห็นปรากฏการณ์ของการปล่อยให้เงินไหลเข้าไหลออกอย่างเสรีภายใต้อัตราแลกเปลี่ยนแบบคงที่จนต้องเอาเงินทุนสำรองไปป้องกันค่าเงินบาทและท้ายที่สุดก็ต้องประกาศเปลี่ยนเป็นระบบอัตราแลกเปลี่ยนลอยตัวแบบจัดการ แต่พอมาวันนี้โลกาภิวัตน์ทางการเงินก็สำแดงให้เห็นอีกว่าค่าเงินบาทที่แข็งตัว (อะจึ๋ย!) โดยไม่ต้องพึ่งไวอากร้านั้น มันได้สร้างความปวดเศียรเวียนเกล้าอย่างไรกับเหล่า Policymakers

สำหรับธนาคารแห่งประเทศไทย, ผมเชื่อว่าพวกเขาทำหน้าที่อย่างดีที่สุดแล้ว เพราะหากเราพิจารณาดูจากเป้าหมายที่แบงก์ชาติต้องดูแลอัตราเงินเฟ้อหรือ Inflation Targeting เป็นเป้าหมายหลัก เนื่องจากเงินเฟ้อย่อมกระทบกับสภาพชีวิตความเป็นอยู่ของชาวบ้านอย่างเราๆมากที่สุด ในขณะที่เป้าหมายเรื่องค่าเงินบาทนั้น ภายใต้อัตราแลกเปลี่ยนลอยตัวแบบจัดการ (Managed Float) ทำให้แบงก์ชาติไม่ต้องกังวลกับการแทรกแซงมากนัก แม้ว่าระยะหลังจะแทรกแซงถี่ขึ้น ด้วยเหตุนี้เอง ผมจึงเชื่อว่าแบงก์ชาติมิใช่เทวดาที่จะสามารถบันดาลให้เป้าหมายทั้งสองบรรลุตามความคาดหวังของการเมืองและกองเชียร์ (โดยเฉพาะนักเศรษฐศาสตร์)

จะว่าไปแล้วการบริหารนโยบายเศรษฐกิจให้เป็นที่ถูกอกถูกใจบรรดาพ่อยกแม่ยกนั้นนับเป็นเรื่องที่ยากยิ่งนัก แม้กระทั่งตำราเศรษฐศาสตร์มหภาคสมัยใหม่อย่าง Macroeconomics ของ David Colander ยังสรุปเรื่องดังกล่าวไว้บทสุดท้ายเลยว่าการบริหารเศรษฐกิจมันเป็นเรื่องของ Art of Macroeconomic Policy แม้กระทั่งเจ้าของตำรา Macroeconomics ยอดฮิตอย่าง N.Gregory Mankiw ยังไม่ฟันธงเลยด้วยซ้ำว่าการแก้ปัญหาเศรษฐกิจมหภาคของโลกยุคใหม่นั้นมันมีสูตรสำเร็จตายตัวหรือเปล่า เพราะส่วนใหญ่ปัญหาเศรษฐกิจของมนุษยชาตินั้นมันมาแทบไม่ซ้ำหน้าเลย

ผมยกตัวอย่างจากประวัติศาสตร์เศรษฐกิจในศตวรรษที่ 20 ที่เมื่อเริ่มต้นศตวรรษ ก็เกิดปัญหา Hyperinflation หรือ เงินเฟ้อรุนแรงในเยอรมันหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 สงบลงไม่นาน ต่อมาก็มีปัญหาการว่างงานมโหฬารของอเมริกันชนในช่วง The Great Depression ประมาณต้นทศวรรษที่ 30 ถัดจากนั้นช่วงทศวรรษ 60 อเมริกาก็เจอปัญหาStagflationโดยเกิดการว่างงานสูงพร้อมๆกับปัญหาเงินเฟ้อ ก่อนคนทั้งโลกจะถูกซ้ำเติมจากปัญหา Oil Shock ในช่วงทศวรรษที่ 70 เมื่อเหล่าอาบังต่างรวมหัวกันขึ้นราคาน้ำมัน ในฟากเอเชียก็เกิดปัญหาเศรษฐกิจฟองสบู่แตกในญี่ปุ่น (Japanese asset price bubble) ช่วงปลายทศวรรษที่ 80 ต่อ 90 แม้กระทั่งปัญหาความไม่มีเสถียรภาพของค่าเงินเปโซในเม็กซิโกเมื่อต้นทศวรรษที่ 90 ก่อนจะลามมาถึงวิกฤตการณ์ค่าเงินในเอเชียเมื่อปี 1997 เห็นมั๊ยครับว่าปัญหาเศรษฐกิจเชิงมหภาคมันเป็นปัญหาคู่โลกทุนนิยมมาตลอดศตวรรษที่20

ผมเริ่มสงสัยแล้วว่าวิชาเศรษฐศาสตร์ที่ผมกำลังเรียนอยู่นั้น มันจะแก้ปัญหาหรือตอบคำถามปรากฏการณ์เหล่านี้ได้หรือเปล่า? ไอ้โมเดลพิสดารหรือสมการที่ยุ่งเหยิงมันเพียงพอจริงเหรอ? หรือ เศรษฐศาสตร์เป็นเพียงแค่ วิชาของชนชั้นกระฎุมพีอย่างชนชั้นปกครองที่แฝงมาในคราบของนายทุนและปัจจุบันยังผนวกเอาชนชั้นกลางเป็นพวกอีก

คำถามที่ผมทิ้งไว้ว่าทำไมไม่มีใครสนใจทำอะไรกับเงินที่โฉบเข้ามาหากำไรส่วนต่างจากราคาหุ้นในตลาดทุนเลย และเงินเหล่านี้เองที่เป็นเหตุให้ค่าเงินบาทแข็งในช่วงปีสองปีที่ผ่านมา หรือเหตุที่ไม่มีใครอยากเข้าไปแตะตลาดหุ้น เพราะเวลาตลาดรุ่งๆ โวลุ่มการซื้อขายมากๆดัชนีดีดแรงๆ คนได้ประโยชน์ส่วนใหญ่ก็เป็นชนชั้นกระฎุมพีนั่นเอง

Hesse004

ปล. คำว่า กระฎุมพี เป็นคำบาลี หมายถึง ผู้มีทรัพย์หรือผู้มั่งมี อย่างไรก็ตามพอเอาคำว่าไพร่ไปเติมข้างหน้าเป็น ไพร่กระฎุมพี หรือ ไพร่กฎุมพี ทำให้ความหมายเปลี่ยนไปในทางตรงข้ามซึ่งหมายถึง คนเคยรวย( แต่ตอนนี้จน)ครับ

Jul 15, 2007

Innocent Voice เสียงใสๆในสงคราม



“El Salvador” ผมเชื่อว่าหลายท่านคงคุ้นหูกับชื่อนี้ในฐานะที่เป็นประเทศหนึ่งในดินแดนอเมริกากลาง อย่างไรก็ตามดูเหมือนเรื่องราวของชนชาติแถบนี้มักไม่ค่อยถูกนำเสนอเท่าใดนัก เช่นเดียวกันกับความสับสนในชื่อประเทศที่เรามักนึกรวมไปถึง “Ecuador” ประเทศเล็กๆประเทศหนึ่งในดินแดนลาติน

เหตุที่ผมหาเรื่องเขียนถึง El Salvador นั้น ก็เนื่องมาจากการได้ดูหนังเรื่อง Innocent Voice หรือ Voces inocentes ซึ่งหลังจากดูจบ ผมรีบค้นข้อมูลดูว่าไอ้เจ้าประเทศนี้มันอยู่ส่วนไหนของทวีปอเมริกา ความน่าสนใจของ Innocent Voice อยู่ตรงที่การบอกเล่าเรื่องราวของสงครามกลางเมืองที่กินเวลายาวนานถึง 12ปีตั้งแต่ปี 1980 – 1992 สงครามดังกล่าวถูกบันทึกว่าเป็นสงครามครั้งสำคัญในแถบอเมริกากลางจนทำให้ “เจ้าโลก” อย่างสหรัฐอเมริกาทนดูไม่ได้ต้องส่งกองกำลังทหารเข้าไปแทรกแซง เอ๊ยไม่ใช่! ส่งทหารไปช่วยเหลือครับ

Innocent Voice (2004) เป็นผลงานกำกับของ Luis Mandoki ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจในการทำหนังจากเรื่องจริงที่นาย Oskar Torres เขียนขึ้นจากประสบการณ์อันเลวร้ายในวัยเด็กระหว่างที่เกิดสงครามกลางเมืองในประเทศ ที่ต่อเนื่องยาวนานถึง 12 ปี สงครามดังกล่าวเป็นสงครามระหว่างฝ่ายรัฐบาลที่มีสหรัฐอเมริกาหนุนหลัง กับ ฝ่ายต่อต้านรัฐบาลซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวบ้านที่ลุกขึ้นมาต่อสู้เรียกร้องความเป็นธรรมจากรัฐบาลเผด็จการทหาร

ในช่วงทศวรรษที่ 80 ยังอยู่ในช่วงเวลาที่โลกกำลังเผชิญกับสงครามชนิดใหม่ที่เรียกว่า “สงครามเย็น” โดยมีสองประเทศมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกาและสหภาพโซเวียตเป็นคู่ฟัดในสงครามนี้ นอกจากสงครามเย็นจะทำให้โลกต้องแบ่งฝักแบ่งฝ่ายแล้ว ยังทำให้เกิดสงครามกลางเมืองขึ้นในประเทศเล็กประเทศน้อยที่ยังขาดเสถียรภาพทางการเมืองโดยเฉพาะประเทศในแถบอเมริกากลาง อย่าง นิคารากัว และ เอลซาวาดอร์ เป็นต้น

เหตุผลสำคัญของสงครามกลางเมืองในประเทศเหล่านี้ส่วนหนึ่งมาจากความยากไร้ในเรื่องเศรษฐกิจครับ โดยเฉพาะการลุกขึ้นจับอาวุธขึ้นต่อสู้ของเหล่าชาวบ้านเพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมให้กับตัวเองหลังจากที่ถูกรัฐบาลทหารและกลุ่มนายทุนใหญ่ 14 ตระกูล รวมทั้งสหรัฐอเมริกา กอบโกยขูดรีดผลประโยชน์มาช้านาน

จริงๆแล้ว Innocent Voice ไม่ใช่หนังเรื่องแรกที่กล่าวถึงสงครามกลางเมืองใน El Salvador เพราะยังมีหนังเรื่อง Salvador(1986) ผลงานกำกับของ Oliver Stone ที่กล่าวถึงสภาพมิคสัญญีของประเทศนี้ในช่วงสงคราม

Innocent Voice เปิดฉากมาด้วยภาพของเด็กผู้ชายกลุ่มหนึ่งอายุเพียง 11 – 12 ปี กำลังถูกทหารของรัฐบาลจับกุมตัวไป โดยหนังไม่ได้บอกว่าเพราะเหตุใดเด็กเหล่านี้ถึงถูกจับ หลังจากนั้นหนังค่อยๆเผยให้เห็นเรื่องราวทั้งหมดของสงครามผ่านเด็กผู้ชายตัวเล็กๆอย่าง Chava

Chava เป็นเด็กชายอายุ 11 ปี เขาอาศัยอยู่กับแม่ น้องสาวและน้องชาย Chava ก็เหมือนเด็กๆทั่วไปที่เล่นสนุกไปวันๆโดยไม่เข้าใจว่าผู้ใหญ่เขารบกันด้วยสาเหตุอันใด ทั้งนี้หมู่บ้านที่ Chava อาศัยอยู่นั้นนับว่าเป็นหมู่บ้านที่ “ซวย” เลยทีเดียวครับ เนื่องจากตั้งอยู่ในเขตแนวรบของกองกำลังรัฐบาลกับฝ่ายผู้ต่อต้าน ผมสันนิษฐานว่าฝ่ายต่อต้านส่วนใหญ่ที่เป็นชาวบ้านนั้นน่าจะได้รับอุดมการณ์ของคอมมิวนิสต์โดยมีการจัดทัพคล้ายๆกับกองโจรเหมือนที่ “เชกูวารา” เคยใช้รูปแบบนี้ในอเมริกาใต้

อย่างที่กล่าวไปข้างต้นแล้วว่ากองกำลังรัฐบาลได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลสหรัฐอเมริกา ด้วยเหตุนี้อาวุธยุทโธปกรณ์จึงมีศักยภาพมากกว่ากลุ่มต่อต้าน ในแง่ของตัวหนังแล้วไม่ได้กล่าวถึงเรื่องราวทางการเมืองซักเท่าไรนัก มีเพียงบางฉากที่กล่าวถึงความคับแค้นใจของชาวบ้านที่ถูกทหารของรัฐและทหารต่างชาติรังแก แต่โดยสาระที่หนังได้สื่อให้เราได้เห็นคือความยากลำบากของชาวบ้านชาวช่องที่ประสบภัยจากสงครามกลางเมืองโดยเฉพาะกลุ่มเด็ก สตรี และคนชรา จำนวนผู้บริสุทธิ์ที่สังเวยชีวิตไปจากการยิงปะทะของทหารสองฝ่ายที่ดูเหมือนจะมากขึ้นทุกวัน ทำให้ชาวบ้านตัดสินใจอพยพออกไปจากหมู่บ้านนี้

นอกจากนี้อีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ชาวบ้านต้องหนีก็เพราะฝ่ายรัฐบาลจะจับเด็กผู้ชายที่มีอายุครบ 12 ปี ไปเป็นทหาร ด้วยเหตุผลงี่เง่าที่สุด คือ เพื่อให้เด็กเหล่านี้ไปปกป้องประเทศ ซึ่งก็แน่นอนครับ Chava พระเอกน้อยๆของเรากำลังจะโดนเกณฑ์ทหารเข้าสู่กองทัพของรัฐบาลด้วยวัยเพียง 12 ปี เท่านั้น

นาย Luis Mandoki ผู้กำกับชาว Mexican ทำหนังเรื่องนี้ได้ยอดเยี่ยมมากครับ โดยเฉพาะสารที่ต้องการจะสื่อไปยังพวกผู้นำกระหายอำนาจได้ทราบว่าทุกวันนี้มีเด็กๆอายุ 12 – 17 ปี กลายเป็นทหารตัวน้อยๆอยู่ถึง 350,000 คนทั่วโลก เด็กเหล่านี้ไม่ผิดอะไรจากเบี้ยในเกมหมากรุกที่เวลาเปิดหมากมักถูกส่งให้ไปตายก่อนเสมอ ผมไม่แน่ใจว่าเหล่าผองชนในคองเกรสทำเนียบขาวจะตระหนักถึงเรื่องเหล่านี้หรือเปล่า? เพราะจากประวัติศาสตร์การเมืองระหว่างประเทศยุคใหม่บันทึกไว้ว่า สหรัฐอเมริกามักทำตัวเป็นพ่อค้าส่งออกบริการประชาธิปไตยจอมปลอมไปยังประเทศด้อยพัฒนาทั้งหลาย พร้อมกันนั้นยังส่งบริการสงครามเป็นของแถมอีกต่างหาก ไล่เรียงตั้งแต่ สงครามเกาหลี (1950-1953) สงครามปฏิวัติในคิวบา (1956-1959) สงครามเวียดนาม (1960 - 1975) สงครามกลางเมืองโดมินิกัน (1965) สงครามกลางเมืองในนิคารากัวและเอลซาวาดอร์ (1980- 1992) สงครามกลางเมืองในโซมาเลีย (1988) สงครามปานามา (1989) สงครามอ่าวเปอร์เซีย (1990-1991) สงครามในอัฟกานิสถาน (2002) และ สงครามในอิรัก (2003) เป็นต้น

หลังจากที่ดูหนังเรื่องนี้จบ ผมนึกถึงเนื้อร้องท่อนเริ่มใน “เพลงกล้วยไข่”ของเฉลียงที่ร้องว่า “เกิดสงครามพันครั้ง เด็กก็ยังสวยงาม เป็นเพียงแค่สงคราม ความเดียงสาเท่าเดิม”

Hesse004

Jul 7, 2007

Who moved My Cheese? หนังสืออ่านนอกเวลาของผู้ใหญ่



สมัยเรียนมัธยมในแต่ละปีเรามักถูกบังคับให้อ่าน “หนังสืออ่านนอกเวลา”โดยเฉพาะวิชาภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ถ้าผมจำไม่ผิดหนังสืออ่านนอกเวลาที่ถูกบังคับให้อ่านสมัยเรียน ม.3 คือ จดหมายจางวางหร่ำ ผมว่าหนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือที่น่าสนใจเลยทีเดียวเพราะเป็นเรื่องการสอนลูกของคนโบราณ (จางวางหร่ำเป็นขุนนางสมัยรัชกาลที่ 6) พอขึ้น ม.ปลาย ก็ถูกบังคับ (อีกแล้ว) ให้อ่านหนังสืออ่านนอกเวลาภาษาอังกฤษอย่าง Shane เรื่องของคาวบอยพเนจรผู้ปราบเหล่าร้ายในแดนเถื่อน

การที่กระทรวงศึกษาธิการกำหนดให้นักเรียนต้องอ่านหนังสืออ่านนอกเวลาน่าจะเป็นเครื่องสะท้อนอะไรบางอย่างของชาวสยามอย่างเราๆนะครับ ประการแรก คือ รัฐเห็นว่าเด็กสยามนั้นควรรู้เรื่องราวนอกเหนือจากตำราซึ่งอยู่ในคาบเรียน หรือ ประการถัดมารัฐเห็นว่าเด็กๆควรได้รับการปลูกฝังให้รักการอ่าน วิธีคิดของรัฐเช่นนี้นับว่าเป็นบทบาทของคุณพ่อรู้ดีอย่างหนึ่งในการจัดการศึกษาไทย อย่างไรก็ดีผมว่าเด็กๆควรมีอิสระในการเลือกอ่านหนังสือมากกว่าถูกบังคับจากรัฐ โดยครูควรจะมีบทบาทสำคัญในการแนะนำประเภทหนังสือต่างๆให้เด็กได้เลือกอ่านตามความสนใจของพวกเขา

กลับมาเรื่องที่จั่วหัวไว้ดีกว่าครับ , ผมว่าหลายท่านอาจจะเคยได้ยินชื่อหนังสือเรื่อง Who moved My Cheese? กันมาบ้าง เพราะหนังสือเล่มนี้ถูกแปลเป็นภาษาไทยเรียบร้อยแล้วในชื่อ “ใครเอาเนยแข็งฉันไป” ว่ากันว่าหนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือที่ได้รับการกล่าวขวัญมากที่สุดเล่มหนึ่งในยุคสหัสศวรรษนี้ สำหรับผู้เขียนหนังสือเล่มนี้ คือ Dr. Spencer Johnson ซึ่งเป็นจิตแพทย์ผู้โด่งดังในอเมริกา

หลายท่านที่เคยอ่านหนังสือเล่มนี้น่าจะติดใจกับสไตล์การเขียนที่เรียบง่ายสบายๆของคุณหมอคนนี้ เพราะ เรื่องที่แกเล่าใน Who moved My Cheese? นั้นคล้ายกับนิทานสมัยใหม่มากกว่าวรรณกรรมที่ลึกซึ้ง ท่านผู้อ่านคิดเหมือนผมมั๊ยครับว่าความเรียบง่ายบางครั้งมันก็มีปรัชญาอะไรบางอย่างแฝงอยู่ในตัวของมัน

สมัยเด็กๆ เรามักได้ยินเรื่องเล่าจากนิทานอีสป นิทานของฮันส์ คริสเตียน แอนเดอร์สัน หรือ เรื่องเล่าจากสองพี่น้อง ตระกูลกริมม์ แม้แต่นิทานพื้นบ้านของไทยเองก็ตาม ทุกครั้งที่เราได้ฟัง เราจะพบว่าเรื่องราวส่วนใหญ่ก็วนเวียนอยู่ที่เจ้าชาย เจ้าหญิง แม่มด ฤาษี ยักษ์ ฯลฯ อย่างไรก็ดีหากเรามองลึกลงไปที่สาระของเรื่องแล้วกลับพบว่า นิทานเหล่านี้ล้วนสอนให้มนุษย์เชื่อในคุณงามความดี และยึดมั่นในสิ่งที่ถูกต้องอยู่เสมอ ความลึกซึ้งที่มาจากความเรียบง่ายได้ถูกส่งต่อมายังยุคสมัยปัจจุบันเพียงแต่รูปแบบของการเล่าเรื่องอาจจะต่างไป ขณะเดียวกันสาระที่นักเล่านิทานต้องการจะสื่อก็อาจจะปรับจูนให้เข้ากับปัญหาของยุคสมัยนั้น ซึ่ง Who moved My Cheese? นับเป็นตัวอย่างที่ดีของนิทานสมัยใหม่ที่เน้นไปในเรื่องการยอมรับในกฎของอนิจจัง

Dr. Johnson แกเขียนเรื่องนี้โดยเริ่มต้นด้วยงานเลี้ยงสังสรรค์ของเพื่อนสมัยเรียนกลุ่มหนึ่งซึ่งแต่ละคนต่างเล่าถึงชีวิตหลังพ้นรั้วโรงเรียนไปแล้ว เช่น ชีวิตทำงาน ชีวิตครอบครัว และดูเหมือนแต่ละคนดูจะมีความทุกข์ มีเรื่องให้บ่นกันไปคนละแบบ แต่สำหรับ Michale แล้วเขากลับไม่เป็นเช่นนั้น ด้วยเหตุนี้เองเขาจึงเล่านิทานเรื่องหนึ่งให้เพื่อนๆฟังนั่นคือ The Story of Who moved My Cheese ?

“ ณ ดินแดนอันไกลโพ้น มีสิ่งมีชีวิตที่อาศัยอยู่ร่วมกันอยู่ 2 ชนิด ได้แก่ มนุษย์จิ๋วกับหนู เจ้ามนุษย์จิ่วนั้นมีนามว่า Haw กับ Hem ส่วนไอ้เจ้าหนูสองตัวมีชื่อว่า Sniff กับ Scurry ทั้งสี่ชีวิตอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขโดยทั้งหมดต่างคอยค้นหา เนยแข็ง (Cheese) เพื่อมาปรนเปรอความสำราญให้กับตัวเอง อย่างไรก็ดีเจ้ามนุษย์จิ๋วต่างเชื่อว่าการค้นพบเนยแข็งนั้นเป็นตัวแทนของความสุขและความสำเร็จในชีวิต ดังนั้นเมื่อ Haw กับ Hem พบว่าที่ Station C นั้นมีเนยแข็งมากพอแล้ว พวกเขาจึงเลือกที่จะปักหลักอยู่ ณ ที่แห่งนี้ ในทางกลับกันไอ้เจ้าหนูสองตัวกลับใช้ชีวิตตามสัญชาตญาณ (Instict) ในการเอาตัวรอดไปวันๆ ดังนั้นทั้ง Sniff และ Scurry จึงเที่ยวค้นหาเนยแข็งอยู่ตลอดเวลา หากที่เดิมหมดเมื่อไรก็เสาะแสวงหาที่ใหม่ต่อไป

แต่เด็กๆ จ๊ะ แล้ววันหนึ่งที่ Station C ก็เกิดเรื่องประหลาดขึ้นเมื่อเจ้าเนยแข็งที่เคยมีอยู่มันหายไป เจ้าจิ๋ว Hem ร้องลั่นว่า What ! No Cheese ก่อนจะกรีดร้องอย่างเสียใจว่า It ‘s not fair!ขณะที่เจ้าจิ๋ว Haw ได้แต่ยืนอึ้งไปสักพัก ก่อนจะหาสาเหตุว่าไอ้เนยแข็งที่ว่านี้มันหายไปได้ยังไง แต่เด็กๆรู้มั๊ยจ๊ะว่าเจ้าจิ๋วทั้งสองไม่เคยสังเกตถึงการเปลี่ยนแปลงของเนยแข็งที่กินไปว่ามันค่อยๆหร่อยหรอลงเรื่อยๆโดยยังคงเชื่อว่าที่ Station C นั้นจะมีเนยแข็งเพียงพอที่จะบำเรอความสุขของพวกเขาได้ตลอดไป

ขณะที่เจ้ามนุษย์จิ๋วต่างพร่ำรำพันฟูมฟายกับการหายไปของเนยแข็ง เจ้าหนูน้อยทั้งสองก็เริ่มออกค้นหาเนยแข็งต่อไปโดยไม่สนใจมานั่งวิเคราะห์หาสาเหตุว่าทำไมเนยแข็งมันหายไป เด็กๆรู้มั๊ยจ๊ะว่าเจ้าจิ๋ว Hem นั้นดูจะอาการหนักกว่าเพื่อนเพราะมัวแต่นั่งยึดติดกับความสุขเดิมๆจากเนยแข็งก้อนเก่าและรอให้เจ้าเนยแข็งนั้นมันกลับมาปรากฏอีกครั้งโดยไม่ไปไหน

ส่วนเจ้าจิ๋ว Haw เริ่มที่จะครุ่นคิดแล้วว่าจะเอายังไงต่อไปและท้ายที่สุด Haw ก็เลือกที่จะจากไปจาก Station C และชวน Hem ไปด้วยแต่เจ้าหมอนี่มันหัวรั้นยังดื้อด้านไม่ยอมออกจาก Station C เจ้าจิ่ว Haw เลือกที่จะไปตายเอาดาบหน้าดีกว่ารอความหวังลมๆแล้งๆว่าเนยแข็งมันจะกลับมา แล้วเด็กๆรู้มั๊ยจ๊ะว่าตอนจบเป็นยังไง เจ้าจิ๋ว Haw ได้พบ Station ใหม่ที่มีเนยแข็งมากกว่าเดิมอร่อยกว่าเดิม ส่วนเจ้า Hem นั้นหนังสือทิ้งเป็นปริศนาไว้ว่า “Haw said a little prayer and hoped – as he had many times before – that maybe, at last , his friend was finally able to...the end ...or is it a new beginning?”


เรื่องเล่าแบบง่ายๆเช่นนี้แหละครับ มีปรัชญาแฝงให้คิดอยู่เสมอโดยเฉพาะเรื่องของการยอมรับในกฎของความไม่เที่ยงของสรรพสิ่ง (อนิจจัง) ผมว่าที่เจ้า Hem มันทุกข์เพราะมันยึดติดในสิ่งที่มันเคยมี เคยเป็น แต่แล้ววันหนึ่งเมื่อสิ่งนั้นมันหายไป Hem กลับเลือกที่จะฟูมฟายสิ้นหวังรวมถึงหวังลมๆแล้งๆว่าสิ่งที่จากไปจะกลับมา ส่วน Haw เลือกที่จะเดินหน้าต่อไปเพื่อแสวงหาเนยแข็งชิ้นใหม่ Haw ก็เหมือนมนุษย์ธรรมดาอย่างเราๆท่านๆแหละครับ นั่นคือ กลัวในเรื่องของความเปลี่ยนแปลง เพียงแต่สิ่งที่ Haw ค้นพบจากความกลัวนั้นคือ When you move beyond yor fear , you feel free.

ผมเชื่อว่าแต่ละคนมีเนยแข็งของชีวิตไม่เหมือนกัน บางคนกำลังแสวงหาเนยแข็งก้อนนั้นอย่างขมีขมัน บางคนเจอแล้วและกำลังลิ้มรสอย่างเอร็ดอร่อย แต่สิ่งที่ Who moved my cheese? ได้เตือนสติเราไว้ คือ จงเตรียมใจรอรับกับการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ นอกจากเตรียมใจแล้วผมว่าควรเข้าใจในกฎของความเปลี่ยนแปลงนั้นด้วย เพราะบางครั้งความเปลี่ยนแปลงมันอาจจะดำเนินไปอย่างเนิบช้าโดยกว่าเราจะรู้ตัวอีกทีเราอาจจะอุทานว่า “Who moved my power” หรือ Who moved my money? เหมือนที่ใครบางคนกำลังเผชิญอยู่ตอนนี้ไงครับ

Hesse004

Jun 30, 2007

15 ปี “ทะเลใจ”กับ กลไกการค้นหาตัวตน



ผมเชื่อว่าหลายท่านคงคุ้นเคยกับเพลง “ทะเลใจ” ของคาราบาว โดยส่วนตัวแล้ว, ผมคิดว่าทั้งเนื้อร้องและทำนองของเพลงนี้ขึ้นชั้นอมตะทางดนตรีไปเรียบร้อยแล้ว ปีนี้คาราบาวครบรอบ 25 ปีอย่างไรก็ดีก็ถือว่าครบรอบ 15 ปี ของเพลงทะเลใจ ด้วย เพลงนี้แต่งเนื้อร้องและทำนองโดย ยืนยง โอภากุล หรือแอ๊ด คาราบาว ผมจำได้ว่าฟังเพลงนี้ครั้งแรกสมัยเรียน ม.5 ด้วยติดใจในท่วงทำนองมากกว่าเนื้อหาของเพลง

อาจกล่าวได้ว่าทะเลใจเป็นเพลงที่มาพร้อมกับเหตุการณ์ทางการเมือง เพราะหลังพฤษภาทมิฬปี 2535 น้าแอ๊ดแกก็ออกอัลบั้มที่ชื่อ พฤษภา เพลงของคาราบาวในทุกยุคทุกสมัยจึงสะท้อนอะไรบางอย่างภายในสังคมของเรา ลองย้อนกลับไปดูตั้งแต่ชุดวณิพก ผมเริ่มฟังเพลงคาราบาวครั้งแรกเมื่อปี 2527 ในชุด Made in Thailand และทุกครั้งที่ผมฟังเพลงคาราบาวผมมักนึกถึงใครคนหนึ่งที่ได้จากผมไปแล้ว

ตลอดระยะเวลาสิบห้าปี เพลงทะเลใจยังถูกนำมาร้องใหม่อยู่เสมอ เช่น งานของนรีกระจ่าง (2536) หรือ งานของป๊อด โมเดอร์นด๊อก (2550) ผมคิดว่า “ทะเลใจ” น่าจะเป็นตัวแทนของชีวิตช่วงหนึ่งที่กำลังแสวงหาอะไรบางอย่าง

ผมว่ามนต์เพลงคาราบาวมีเสน่ห์แบบบ้านๆ ดีครับ ด้วยท่วงทำนองที่ขึงขังแต่ละมุนละไมในบางครั้ง หรือ เนื้อหาที่ดุดันแต่แฝงไปด้วยสารบางอย่างที่ต้องการจะสื่อ ทำให้เพลง “บาว” คล้ายบทสวดมนต์ของนักแสวงหาไปโดยปริยาย และด้วยวัยที่โตขึ้น ผมค่อยๆศึกษาถ้อยคำบางคำที่ปรากฏในเนื้อเพลงทะเลใจ และสิ่งหนึ่งที่ผมพบ คือ ถ้อยคำเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงกลไกการค้นหาตัวตนและเป้าหมายบางอย่างของมนุษย์ตัวเล็กๆอย่างเราๆ

ใช่แล้วครับ ! ชีวิตเล็กๆของมนุษย์แต่มักคิดเรื่องราวใหญ่โตอยู่เสมอ และแทบจะเป็นสูตรสำเร็จเลยก็ว่าได้ที่เรามักผิดหวังหรือพ่ายแพ้ทางความรู้สึก ย้อนมองจากประวัติศาสตร์อันใกล้โดยมี “คนเดือนตุลา” เป็นตัวอย่างที่น่าสนใจในเรื่องของ “เวลาเปลี่ยน คนเปลี่ยน” หรือแม้กระทั่งย้อนไปไกลเมื่อสมัยเปลี่ยนแปลงการปกครองปี 2475 ภายใต้กลุ่มคนหนุ่มที่ขนานนามตัวเองว่า “คณะราษฎร” ก็ถือเป็นกรณีคลาสสิคของมนุษย์เล็กๆที่คิดการใหญ่โดยจะอยากเปลี่ยนแปลงสังคม อยากสร้างความเจริญก้าวหน้าให้กับแผ่นดินเกิด แต่ท้ายที่สุดคนหนุ่มเหล่านี้ล้วนต้องมาฆ่าฟันกันเองเพื่อแย่งสิ่งที่เรียกว่า “อำนาจ” เพียงอย่างเดียว ประวัติศาสตร์ได้สอนให้เรารู้ว่ามนุษย์มักพ่ายแพ้ต่ออำนาจ เงินตรา กิเลสตัณหา หรือแม้กระทั่งความรัก แต่ที่สำคัญคือ แพ้ใจของตนเอง ครับ และนี่เองที่น้าแอ๊ดแกสรุปได้ดีว่า “ฉันเรียนรู้เพื่ออยู่ เพียงตัวและจิตใจ เป็นมิตรแท้ที่ดีต่อกัน”

เนื้อหาใน “ทะเลใจ” กล่าวถึง การปรับสมดุลในการใช้ชีวิตด้วยการประนีประนอมอารมณ์ของโลกแห่งความฝันให้เข้ากับสภาพของความเป็นจริงที่เผชิญอยู่ สังเกตได้จากท่อนที่ว่าว่า “คืนนั้นคืนไหน ใจแพ้ตัว คืนและวันอันน่ากลัวตัวแพ้ใจ ท่ามกลางแสงสี ศิวิไลซ์ อาจหลงทางไปไม่ยากเย็น คืนนั้นคืนไหนใจเพ้อฝัน คืนและวันฝันไปไกลลิบโลก ดั่งนกน้อยลิ่วล่องลอยแรงลมโบก พออับโชค ตกลงกลางทะเลใจ” ผมเคยตั้งข้อสังเกตเรื่องนี้จากการอ่านหนังสือของอาจารย์เสก (เสกสรรค์ ประเสริฐกุล) ตั้งแต่ ฤดูกาล , ดอกไผ่ , มหาวิทยาลัยชีวิต , เดินป่าเสาะหาความจริง,เร่ร่อนหาปลา , เพลงเอกภพ มาจนกระทั่ง วันที่ถอดหมวก มีบางอย่างที่ผมสังเกตเห็นคือ เมื่อครั้งวัยหนุ่มสาว ,ความตั้งใจของมนุษย์มักต้องการเปลี่ยนแปลงสังคมที่เป็นอยู่ให้เข้าสู่สังคมอุดมคติแต่เมื่อเติบใหญ่ขึ้นความตั้งใจเหล่านั้นกลับค่อยๆหดหายลดทอนไปพร้อมๆกับกำลังวังชาตามวัย หากแต่สิ่งที่ได้มาจากบาดแผลที่เจ็บปวด คือ การเรียนรู้ที่จะเข้าใจในสิ่งที่ตัวเองเป็นอยู่ โดยเฉพาะเป็นมิตรกับตัวเองและรื่นรมย์ไปกับโลกที่แท้จริง

ผมนึกถึงอีกท่อนหนึ่งที่ว่า “ทุกชีวิตดิ้นรน ค้นหาแต่จุดหมาย ใจในร่างกายกับไม่เจอ ทุกข์ที่เกิดซ้ำเพราะใจนำพร่ำเพ้อ หาหัวใจให้เจอก็เป็นสุข” เนื้อหาท่อนนี้มีความคล้ายคลึงกับปรัชญาพุทธศาสนาโดยเฉพาะเรื่องของ “เซน”

ผมเชื่อเหลือเกินว่าเราทุกคนล้วนมีคำถามอยู่ในใจว่า เราเกิดมาทำไม? คำถามแบบนี้เป็นจุดเริ่มต้นของศาสนา ซึ่งปรัชญาตะวันตกอย่างกรีกได้ตั้งคำถามเรื่องของการมีอยู่ของชีวิตโดย อธิบายถึงเรื่อง “แบบ” ของสิ่งต่างๆ ดังนั้นปรัชญาตะวันตกจึงเชื่อในความสมบูรณ์ของ “แบบ” ขณะที่ปรัชญาตะวันออกกลับกล่าวถึงการละวางตัวตน โดยเน้นไปที่การทำลายอัตตาด้วยวิถีที่ต่างกัน ทั้งนี้การปล่อยวางของโลกตะวันออกนำไปสู่สภาวะที่เรียกว่า “นิพพาน” ด้วยเหตุนี้เองที่วิธีคิดแบบสองโลกนี้จึงส่งผลต่อการดำรงอยู่ของมนุษย์ในแต่ละซีกโลกไม่ว่าจะเรื่องการสร้างสังคม การเมือง เศรษฐกิจ วัฒนธรรม ประเพณี ขนบจารีตและความเชื่อที่แตกต่างกัน

คราวนี้ลองกลับมาย้อนดูที่ตัวเราเองบ้างสิครับ เราจะพบว่ายิ่งเติบใหญ่ ยิ่งพอกพูนอัตตาที่มากหลาย ด้วยเหตุนี้เองโลกตะวันออกจึงเชื่อว่าการสละอัตตาให้หลุดเหลือน้อยที่สุดนั้นเป็นมรรคาของการหลุดพ้นจากความทุกข์ของชีวิต หลายท่านคงเคยได้ยินเรื่องราวของ “มิยาโมโต้ มูซาชิ” จอมดาบไร้สำนักผู้มีตัวตนอยู่จริงในญี่ปุ่นสมัยโชกุนโตกุงาว่า (ประมาณศตวรรษที่ 17) ซึ่ง โยชิคาวา เอญิ นักเขียนชาวญี่ปุ่นได้จับเรื่องราวของเขามาเรียงร้อยใหม่ในรูปแบบนิยายอิงชีวประวัติ ว่ากันว่าหนังสือเล่มนี้มีอิทธิพลต่อคนญี่ปุ่นอย่างมากในการหันกลับมาสร้างชาติอีกครั้งหลังจากแพ้สงครามโลกครั้งที่ (หนังสือเล่มนี้ถูกแปลเป็นภาษาไทยโดยอาจารย์สุวินัย ภรณวลัย)สังคมตะวันออกให้ความสำคัญกับปล่อยวางและทำลายอัตตามากกว่าสังคมตะวันตกที่มุ่งหน้าสะสมอัตตา (Ego Accumulation) จึงไม่น่าแปลกใจที่โลกของทุนนิยมจะกลืนกินทุกอย่างแม้กระทั่งตัวและหัวใจของมนุษย์

ทุกครั้งเมื่อรู้สึกพ่ายแพ้ เหนื่อยหน่าย หรือท้อแท้กับการใช้ชีวิต ลองนึกถึงเนื้อร้องที่ว่า “ฉันเรียนรู้เพื่ออยู่เพียงตัวและจิตใจ เป็นมิตรแท้ที่ดีตลอดกาล” ดูสิครับ ผมว่ามันน่าจะเป็นคาถาชั้นดีที่ทำให้เรารู้สึกปล่อยวางและมีความสุขกับชีวิตอย่างเรียบง่ายโดยไม่ต้องคิดอะไรมาก

Hesse004

Jun 22, 2007

The Babarian Invasions ฝันสุดท้ายของชายชรา



ผมเชื่อว่าหลายท่านคงเคยผ่านตากับหนังสือที่ระลึกงานฌาปนกิจศพซึ่งจะว่าไปแล้วหนังสือเหล่านี้มีความน่าสนใจอยู่ไม่น้อยเพราะเป็นเครื่องถ่ายทอดเรื่องราวของชีวิตคนหนึ่งคนได้ดี หลายครั้งที่ผมแวะเวียนไปร้านหนังสือเก่า ผมมักเจอหนังสืองานศพอยู่เสมอ และบางทีออกจะเสียดายด้วยซ้ำไปเมื่อเห็นเจ้าของเดิมมองไม่เห็นคุณค่าของหนังสือเหล่านี้ ไม่แน่ว่าในอนาคตหนังสืองานศพอาจเปลี่ยนรูปแบบไปเป็นซีดีที่ระลึกงานฌาปนกิจศพแทนก็ได้นะครับ

สำหรับเรื่องที่ผมจั่วหัวไว้ข้างต้นนั้นเป็นชื่อของหนังครับ The Barbarian Invasions (2003) เป็นหนังสัญชาติแคนาดาแต่พูดภาษาฝรั่งเศส งงมั๊ยครับ! หนังเรื่องนี้ได้รับเกียรติให้เข้าฉายที่เมืองคานส์ประเทศฝรั่งเศส นอกจากนี้ยังคว้ารางวัลออสการ์สาขา The Best foriegn language film ในปี 2003 มาครองอีกด้วย

The Barbarian Invasions จัดว่าเป็นหนังที่ดูไม่ยากครับ พล็อตเรื่องไม่สลับซับซ้อนอะไรมากแต่ที่สำคัญคือแก่นสาระที่ Denys Arcand ผู้กำกับชาวแคนาเดียน ต้องการจะสื่อสารนั้นถือว่ามีเนื้อหาค่อนข้างเป็นสากลเลยทีเดียว กล่าวคือ เขาพยายามถ่ายทอดเรื่องราวของความตายครับ กระบวนหนังที่ผมดูมาแล้วมีเรื่องราวผูกพันกับความตายนั้นหนังญี่ปุ่นอย่าง After Life (1998) ของ Hirokazu Koreeda , ผู้กำกับชาวญี่ปุ่น , นับว่านำเสนอเรื่องราวของชีวิตหลังความตายได้น่าสนใจโดยตั้งคำถามไว้ว่า “What is the one memory you would take with you?” หรือเมื่อเราตายไปแล้ว เราจะเลือกช่วงเวลาที่ดีที่สุดของชีวิตช่วงไหนเพื่อจะนำติดตัวไปเป็นความทรงจำในชาติภพต่อไป

แต่สำหรับ The Barbarian Invasions ของ Arcand นั้น กลับมองช่วงเวลาสุดท้ายของชีวิตก่อนตายว่าเป็นอย่างไร หนังเปิดฉากมาด้วยเรื่องราวของครอบครัวเล็กๆครอบครัวหนึ่งใน Montreal แคนาดา เมื่อ Rémy ชายแก่คนหนึ่งที่กำลังนอนพักรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลไม่รู้ว่าตัวเองกำลังใกล้ตาย เนื้อเรื่องดำเนินไปอย่างเรียบง่ายโดยผู้กำกับตั้งใจสื่อให้เห็นชีวิตที่ผ่านมาของ Rémy ผ่านทางคนรอบข้างทั้งจากครอบครัว และเพื่อนฝูง

หลังจากดูมาได้สักพัก เราถึงรู้ว่าแม้สภาพภายนอกของแกจะดูไม่ป่วยไข้รุนแรงสักเท่าไร แต่ความเป็นจริงแล้วอาการของแกอยู่ในขั้นสุดท้ายของโรคร้ายนี้ อย่างไรก็ดียังมีเรื่องราวเฮฮาของ Rémy กับเพื่อนฝูงวัยดึกให้เห็นเป็นระยะๆ แต่ที่แน่ๆผมสรุปได้ว่า Rémy แกเป็นตาแก่ปัญญาชนที่เข้าข่ายปากจัดกัดเจ็บ รักสนุก ออกจะเจ้าชู้และมีความเป็นศิลปินแบบฝรั่งเศสชนทั้งหลาย นอกจากนี้เรายังได้เห็นวิถีคิดของพวกฮิปปี้หรือบุปผาชนในยุค 60 ที่สะท้อนอยู่ในตัวของ Rémy และผองเพื่อน

The Babarian Invasions ได้ผูกโยงเรื่องราวของคน(เคย)หนุ่มสาวเมื่อ 40 ปีก่อน และนำเสนอมันออกมาได้อย่างครื้นเครง ในรูปของคนแก่ที่โหยหาอดีต (Nostagia) คนดูเริ่มรู้จักตัวละครตัวอื่นที่เป็นองค์ประกอบในชีวิตของ Rémy ซึ่งจะว่าไปแล้วมิตรสหายส่วนใหญ่ของแกก็มักมีรสนิยมและบุคลิกคล้ายๆกัน เพียงแต่รูปแบบของการมีชีวิตอาจจะต่างกันไป Rémy ดำเนินชีวิตด้วยการเป็นProfessorในมหาวิทยาลัย เขากล่าวไว้ในหนังว่า เขาจัดเป็นพวกซ้ายหรือนักสังคมนิยม Socialist ตามสไตล์เฟรนช์แมน ขณะที่เหล่าเพื่อนฝูงส่วนใหญ่ก็น่าจะเป็นพวกนักคิด นักปฏิวัติ ปัญญาชน คนเหล่านี้น่าจะเป็นตัวแทนของบุปผาชนที่เชื่อในเสรีภาพทั้งเรื่องการใช้ชีวิต เพศสภาพ แม้กระทั่งการเมือง มีอยู่ฉากหนึ่งที่ผมชอบและคิดว่าน่าจะเป็นฉากที่สรุปความเป็นตัวตนของพวกเขาได้ดี เมื่อทั้งหมดมานั่งรวมกลุ่มคุยกันถึงวันคืนเก่าๆโดย บอกเล่าถึงหนังสือที่ตัวเองเคยอ่าน เช่นอ่านงานของซารต์ ดูหนังของโกดาร์ต ความประทับใจที่มีต่อช่วงชีวิตในวัยหนุ่มสาวทั้งเรื่องรักและเซ็กส์ และท้ายที่สุดมันสื่อให้เห็นอุดมคติของการใช้ชีวิตของคนกลุ่มนี้ที่ต้องการเพียงแค่ความสงบร่มเย็นของสังคมเท่านั้นเอง

หนังเรื่องนี้มีกลิ่นของความเป็นยุโรปค่อนข้างมากครับ แต่เป็นยุโรปที่อยู่ในคราบของแคนาดา ดังนั้นไม่ต้องแปลกใจเลยครับว่าทำไมภาษาฝรั่งเศสจึงกลายเป็นภาษาทางราชการอีกภาษาหนึ่งของแคนาดา ด้วยความที่พวกเฟรนช์ชนนั้นไปลงหลักปักรากกันอยู่เต็มไปหมดบนแผ่นดินอเมริกาเหนือ นอกจากนี้ประเด็นที่หนังสื่อสารให้เราเห็นอีกอย่าง คือ ความรักของพ่อกับลูกๆ อย่างที่ผมเล่าไปข้างต้นแล้วว่าด้วยความที่ตาแก่ Rémy แกเป็นพวกปัญญาชนฝ่ายซ้ายที่ปากจัด แถมเจ้าชู้ ดังนั้นแทบจะสรุปได้เลยว่าชีวิตครอบครัวของแกจัดว่าล้มเหลว เนื่องจากแกหย่าร้างกับเมียและอยู่ห่างจากลูกๆ แต่หนังไม่ได้บอกที่มาที่ไปของเรื่องดังกล่าวมากนัก ดังนั้นเราจึงเห็นความไม่ลงรอยของแกกับ Sébastien ลูกชายปรากฏอยู่ในหนังเสมอ

ตัวละครอย่าง Sébastien , นำแสดงโดย Stéphane Rousseau, นับว่าเด่นมากในเรื่องนี้เนื่องจากเป็นตัวแทนของคนรุ่นใหม่ที่กำลังเจริญก้าวหน้าในฐานะนักการเงินที่ลอนดอน ดังนั้นวิธีคิดของ Sébastien จึงต่างกับพ่ออย่างสิ้นเชิง แม้เขาจะขัดกับพ่ออยู่บ่อยครั้งแต่อย่างไรก็ตามหลายฉากทำให้เห็นภาพความกตัญญูของ Sébastien ที่มีต่อพ่อด้วยการจัดสิ่งที่ดีที่สุดให้กับพ่อ ไม่ว่าจะเป็นการรักษาพยาบาล รวมถึงติดต่อเรียกเพื่อนฝูงเก่าๆของพ่อให้ช่วยมาเยี่ยมเยียนในวาระสุดท้าย

นอกจากนี้ฉากที่ประทับใจอีกฉาก คือ ตอนที่ชายชราบอกลาและขอบคุณกับมิตรภาพที่คนๆหนึ่งได้รับมาตลอดชีวิตจากครอบครัวลูกเมีย รวมไปถึงเพื่อนฝูง มันเป็นการบอกลาที่ผมเชื่อว่าน้อยคนนักจะมีโอกาสได้ทำ โดยเฉพาะประโยคเด็ดที่ Rémy พูดกับ Sébastien ว่า “I wish that one day you will have a son like you.” ผมว่านี่น่าจะเป็นคำบอกลาที่ไม่ต้องบรรยายอะไรกันมากมายแต่ฟังแล้วกินใจยิ่งนัก

เคยสงสัยบ้างมั๊ยครับว่าทำไมคนเราถึงได้พบกันรู้จักกัน เป็นพ่อแม่ เป็นลูกหลาน เป็นเพื่อน เป็นคู่รัก สามีภรรยา ทั้งๆที่ถ้าเทียบกับระยะเวลาของการกำเนิดโลกแล้วมันยาวนานเสียเหลือเกิน ผมว่าการเจอะเจอกันในภพชาตินี้คงไม่น่าจะใช่เป็นเรื่องของเหตุบังเอิญแต่อย่างใด เพราะพิจารณาจากความเหลื่อมของเวลาแต่ละยุคสมัยแล้วเรามีโอกาสน้อยมากที่จะพบกัน

ฉากสุดท้ายของเรื่อง,หนังค่อยๆปล่อยให้เราสัมผัสกับความตายของชายแก่และทำให้เห็นภาพฝันในห้วงสุดท้าย ซึ่งอาจจะเป็นความทรงจำที่ดีที่สุดของแกที่จะนำติดตัวไปในภพต่อไป สำหรับความฝันอะไรนั้น ผมขออนุญาตไม่เล่าแล้วกันนะครับ และถ้าจะให้ดีผมว่าท่านผู้อ่านลองไปหาหนังเรื่องนี้มาดูดีกว่าครับ

Hesse004

Jun 15, 2007

“ทวิภพ” ประวัติศาสตร์ในหนังพีเรียด



ผมชอบดูหนังประวัติศาสตร์ครับ เพราะหนังเหล่านี้ช่วยเติมจินตภาพเรื่องราวในอดีตได้อย่างมีอรรถรส ในช่วงสิบปีที่ผ่านมา , ถ้าเราย้อนดูหนังประวัติศาสตร์ไทยตั้งแต่ นางนาก (2542) , บางระจัน (2542) , สุริโยทัย (2543) , โหมโรง (2547) , ทวิภพ (2547)และ ตำนานสมเด็จพระนเรศวร (2549 และ 2550) ในกระบวนหนังทั้งหกเรื่องนี้ ผมประทับใจทวิภพมากที่สุดครับ ด้วยเหตุผลที่ว่าทวิภพฉบับปี 2547 ภายใต้การตีความของผู้กำกับ สุรพงษ์ พินิจค้า นั้น มีความลงตัวระหว่างศิลปะและข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์

ทวิภพฉบับนี้มีชื่อภาษาอังกฤษห้อยท้ายว่า Siam Renesiance อันหมายถึงยุคแผ่นดินรัตนโกสินทร์กำลังจะก้าวสู่ความเป็นสยามใหม่ ซึ่งจะว่าไปแล้วมันก็จริงนะครับ เพราะหนังได้สื่อสารให้เราเห็นการวางตัวของสยามเมื่อปี พ.ศ. 2398 ว่าจะเอาตัวรอดได้อย่างไรเพื่อให้พ้นปากเหยี่ยวปากกาจากมหาอำนาจ อย่างอังกฤษและฝรั่งเศส ซึ่งที่สุดแล้วทั้งสองประเทศเลือกที่จะใช้สยามเป็นรัฐกันชน (Buffer State) มากกว่าจะมาแย่งกันเอง ประกอบกับนโยบายการต่างประเทศของรัฐบาลสยามสมัยพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว คือ เลือกที่ปรับตัวมากกว่าดึงดันอย่างแตกหัก

คุณสุรพงษ์ พินิจค้า ได้หยิบทวิภพบทประพันธ์เดิมของคุณทมยันตีมาตีความใหม่ท่ามกลางบริบทของกระแสโลกาภิวัฒน์ ในหนังเราจะเห็นได้ว่าการครอบงำของฝรั่งนั้นมิได้ทำผ่านกลอุบายเรือปืนเพียงอย่างเดียวครับ หากแต่การเข้ามาเผยแพร่ศาสนาก็นับเป็นหนทางหนึ่งที่ชนตะวันตกอยากให้ชาวตะวันออกได้คิดและเชื่อเหมือนที่พวกเขาเชื่อ ตัวอย่างที่พบในหนังคือ การเข้ามาของมิชชันนารีสอนศาสนาอย่างหมอบรัดเลย์ (Dan B. Bradley)

สยามในช่วงรัตนโกสินทร์ตอนต้นนั้นมีความเปราะทางการเมืองภายในพระนครค่อนข้างมาก เพราะหากเราทำความเข้าใจกับประวัติศาสตร์แล้ว เราจะพบว่าช่วงรอยต่อระหว่างรัชกาลที่ 3 กับ รัชกาลที่ 4 นั้น การผลัดแผ่นดินจำเป็นต้องอาศัยฐานกำลังของขุนนางสายสกุลบุนนาคโดยเฉพาะขุนนางหนุ่มอย่าง เจ้าพระยามหาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค) ต่อมาท่านผู้นี้นับว่ามีบทบาทสำคัญในการนำพารัฐนาวาสยามให้พ้นจากการล่าอาณานิคมของโลกตะวันตก

หนังพาเราย้อนกลับไปในปี พ.ศ. 2398 โดยมี มณีจันทร์หรือ แมนี่ เป็นนางเอกเดินเรื่อง กลวิธีการเล่าเรื่องสลับไปสลับมาผ่านเพลงบรรเลงที่ฟังแล้วทำให้คนดูฉงนตามไปด้วยว่าว่าตกลงแล้วกูกำลังฝันไปหรืออยู่ในโลกของความจริงกันแน่ การเลือกใช้เพลงนับเป็นเทคนิคที่น่าสนใจในการเล่นกับหนังเรื่องนี้ นอกจากนี้ภาพฉากกรุงรัตนโกสินทร์ในสมัยรัชกาลที่ 4 ยังช่วยทำให้จินตนาการการเรียนประวัติศาสตร์ของผมกระจ่างชัดยิ่งขึ้น อีกทั้งบทหนังทำให้เราเห็นสภาพการเมืองระหว่างประเทศโดยมีสยามกับชาติมหาอำนาจที่กำลังคัดง้างดูท่าทีกันอยู่ และเมื่ออังกฤษภายใต้การเข้ามาของ Sir John Bowring ซึ่งมาพร้อมกับสนธิสัญญาที่อ้างเรื่องการค้าเสรี (คุ้นๆมั๊ยครับ) ว่าจะขอเข้ามาทำการค้าขายกับสยามโดยตั้งอยู่บนกฎเกณฑ์ของความยุติธรรม ผมขอวงเล็บว่าสำหรับพวกฝรั่ง ผมขอเสริมนิดหนึ่งว่า Sir John Bowring นั้นจัดเป็นราชทูตตัวแสบสำหรับโลกตะวันออกเลยทีเดียว คุณผู้อ่านทราบมั๊ยครับว่าอีตา John คนนี้แกเป็นผู้ว่าเกาะฮ่องกงคนแรกหลังจากที่จีนต้องยอมเสียฮ่องกงให้กับอังกฤษ นักประวัติศาสตร์จีนมองว่า Sir John Bowring คนนี้มีส่วนสำคัญที่ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับอังกฤษแย่ลง จนถึงกับทำให้ชาวจีนลอบวางยาพิษใส่ขนมปังฆ่ายกครัวของแกเลยทีเดียว

กลับมาที่เรื่องของเราต่อครับ ,รัฐบาลสยามได้มอบหมายให้เสนาบดี 5 คน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนสกุลบุนนาคโดยมีเจ้าพระยามหาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค) เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงดำเนินการเจรจาความเมืองและผลลัพธ์ก็เหมือนที่เราเรียนจากวิชาประวัติศาสตร์ คือ สนธิสัญญาบาวริ่งนับเป็นจุดเริ่มต้นของการเปิดประเทศสยามโดยแท้จริง แม้ว่าฝ่ายเราจะเสียเปรียบก็ตาม จะว่าไปแล้วการมองเห็นภาพอดีตผ่านสื่อภาพยนตร์นั้นมันทำให้เรามองเห็นความรู้สึกของคนโบราณว่า เราจะเอาตัวรอดได้อย่างไรในช่วงเวลาคับขันเช่นนั้น หนังยังสื่อสารให้เราเห็นว่า หากเราเลือกที่จะสู้เราก็คงรบแพ้เหมือนอย่างที่พม่าและญวนแพ้ ไม่แน่ว่าทุกวันนี้พวกเราอาจจะต้องใช้ภาษาอังกฤษหรือฝรั่งเศสเป็นภาษาประจำชาติก็ได้ ผมว่าบรรพบุรุษของเราเลือกแก้ปัญหาได้ดีที่สุดเท่าที่พวกเขาจะทำได้ และอย่างน้อยเขาก็รักษาให้แผ่นดินนี้ไม่ต้องตกเป็นของใคร

ประเด็นที่ได้อีกอย่างหนึ่งจากการดูหนังเรื่องนี้ คือ ความใฝ่รู้ของคนสมัยก่อน ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อนะครับว่าคนโบราณนั้นมีความใฝ่รู้เป็นอย่างมาก ยกตัวอย่างเช่น รัชกาลที่ 4 ทรงจ้างแหม่มแอนนา เตียวโลเว่นส์ เข้ามาสอนภาษาอังกฤษให้กับพระองค์และพระโอรสพระธิดาถึงในพระบรมมหาราชวัง จนนางแหม่มคนนี้กลับไปเขียนหนังสือเป็นตุเป็นตะในชื่อ Anna and The King of Siam ภาพของการไขว่คว้าหาความรู้อีกภาพหนึ่งที่ผมพบในหนังทวิภพ คือ ภาพที่เจ้าพระยากลาโหมหรือท่านช่วงกำลังนั่งอ่านหนังสือภาษาอังกฤษอย่างสบายอารมณ์แถมยังพูดเหน็บแนมไอ้กงสุลฝรั่งเศสอย่างคล่องปร๋อ หันกลับมาดูตอนนี้สิครับ ! น่าตกใจไม่น้อยที่ตัวเลขการอ่านหนังสือโดยเฉลี่ยของคนไทยมีแค่ 6 บรรทัด ต่อปี ขอย้ำนะครับว่า 6 บรรทัด สำหรับผมแล้ว, ตัวเลขดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า รัฐไม่ค่อยดูดำดีดีกับระบบการศึกษามากนัก แม้จะชูธงปฏิรูปการศึกษากันหลายครั้ง ขณะที่การจัดการศึกษามิเพียงแต่ให้คนอ่านออกเขียนได้เท่านั้น อย่างน้อยควรทำให้พลเมืองของประเทศได้รู้จักคิดเป็น นอกจากนี้ตัวเลขดังกล่าวยังสะท้อนให้เห็นว่าคนไทยส่วนใหญ่ยังให้คุณค่ากับทุนทางปัญญาน้อยมาก เมื่อเทียบกับทุนทางวัตถุที่ใช้ปรนเปรอความสำราญทางร่างกายเพียงอย่างเดียว

สุดท้ายผมอยากแนะนำให้ใครหลายคนที่กำลังสมอ้างว่ารักชาติรักแผ่นดินเกิดจนออกมาปั่นป่วนวุ่นวายกันมาตลอดปีสองปีนี้ อยากให้ลองไปดูทวิภพฉบับปี 2547 แล้วพิจารณาดูเสียว่ากว่าบรรพบุรุษเขาจะนำพารัฐสยามให้อยู่รอดปลอดภัยได้นั้น เขาใช้สติปัญญาต่อสู้มากน้อยแค่ไหนและที่สำคัญที่สุด คือ เขาไม่ต้องมานั่งบอกกันว่าเราต้องสามัคคีกันสู้นะ เพราะเขาได้ทำให้เราเห็นแล้ว

Hesse004

Jun 9, 2007

Letter From Iwo Jima สงครามของผู้พ่ายแพ้



เรื่องที่ผมจั่วหัวไว้ข้างต้นหลายท่านที่เป็นนักดูหนังหรือชอบดูหนังคงคุ้นชื่อกันอยู่บ้าง กับ Letter From Iwo Jima ผลงานกำกับลำดับที่30ของ Clint Eastwood โดยปกติแล้วเรื่องราวของสงครามมักจะถูกถ่ายทอดจากมุมมองของผู้ชนะจนแทบเรียกได้ว่ามันเป็นความภูมิใจของผู้มีชัย อย่างไรก็ดีผมว่าเรามักไม่ค่อยได้รับรู้เรื่องราวของผู้พ่ายแพ้กันสักเท่าไร ยิ่งในโลกของภาพยนตร์ แล้ว สตูดิโอทั้งหลายในHollywood ล้วนพยายามสร้างหนังสงครามในมิติที่อเมริกามักเป็นพระเอก เสมอ ผมตั้งข้อสังเกตกับเรื่องนี้ว่า ความที่อเมริกันชนมีประวัติศาสตร์ที่สั่นจุ๊ดจู๋ ซึ่งถ้านับแล้วยังไม่ถึง 250 ปีด้วยซ้ำไป ดังนั้น จึงไม่น่าแปลกใจที่ความภูมิใจของชนชาติจำต้องสร้างขึ้นผ่านการหมิ่นเหยียบชาติที่ด้อยกว่าโดยพยายามหาเหตุผลมาอธิบายว่าเพราะเหตุใดกูจึงต้องทำอย่างนี้ ทำไมจึงต้องร่วมสงครามหรือเพราะเหตุใดกูถึงต้องทำตัวเป็นตำรวจโลกที่คอยพิทักษ์ปกปักคุ้มครองความฉิบหายของมวลมนุษย์อยู่เสมอ

ยิ่งถ้าเราดูหนังพีเรียดที่มีฉากหลังเป็นหนังสงครามโลกครั้งที่ 2 แล้วส่วนใหญ่หนังอย่าง Saving Private Ryan (1998) , Schinder List (1993) ,ซึ่งทั้งสองเรื่องกำกับโดยพ่อมดแห่ง Hollywood อย่าง Spilberg, หรือย้อนกลับไปเมื่อทศวรรษที่ 50 ถึง70 ที่หนังสงครามโลกครั้งที่สองถูกสร้างออกมาอย่างเกลื่อนกราด ไม่ว่าจะเป็น The Great Escape (1963) The Gun of Navarone (1961) The Longest Day (1962) Patton (1970) The Bridge on the River Kwai (1957) เป็นต้น หนังเหล่านี้ล้วนถูกผลิตซ้ำแล้วซ้ำเล่าเพียงเพื่อยกย่องเชิดชูวีรบุรุษสงครามซึ่งส่วนใหญ่มักเป็นทหารอเมริกันโดยมีเยอรมัน ญี่ปุ่น หรืออิตาลีเป็นผู้ร้ายอยู่เสมอ

สำหรับ Letter from Iwo Jima (2006) ของ Clint Eastwood เป็นหนังสงครามโลกครั้งที่ 2 เช่นกัน แต่ผมจัดให้อยู่ในสกุลหนังที่มีเนื้อหาต่อต้านสงคราม เช่นเดียวกับ The Thin Red Line (1998) ของ Terrence Marick หรือ The Pianist (2002)ของอากู๋ Roman Polanski

Letter from Iwo Jima เล่าถึงช่วงเวลา 4-5 เดือนสุดท้ายก่อนที่ญี่ปุ่นจะแพ้สงคราม ตามข้อมูลทางประวัติศาสตร์บอกเราว่าหมู่เกาะ Iwo Jima (อ่านว่า “ไอโวจิมา” นะครับ) เป็นเกาะหนึ่งในหมู่เกาะโบมินซึ่งส่วนใหญ่เป็นภูเขาไฟที่ดับแล้ว ภายในเกาะมีถ้ำอยู่หลายแห่งด้วยเหตุนี้เองทำให้กองทัพญี่ปุ่นสามารถสร้างป้อมปราการไว้เป็นฐานที่ตั้งของกองกำลังเพื่อสกัดกั้นไม่ให้เครื่องบินอเมริกาเข้าไปทิ้งระเบิดโจมตีเกาะญี่ปุ่นทั้งเกาะได้ พูดง่ายๆก็คือ Iwo Jima เปรียบเสมือนเกาะหน้าด่านที่อเมริกาต้องการเพื่อใช้เป็นฐานจอดเครื่องบินรบสำหรับโปรยระเบิดนาปาล์มทำลายญี่ปุ่น ขณะเดียวกันญี่ปุ่นก็ต้องรักษาเกาะนี้ไว้สุดชีวิตเพราะหากเกาะนี้ถูกยึดเมื่อไรนั่นหมายถึงเค้าลางของความพ่ายแพ้ย่อมตามมา

แต่แล้ว เกาะ Iwo Jima ก็ถูกอเมริกาเปิดบริสุทธิ์ยึดเป็นฐานที่มั่นจนได้เมื่อเดือนมีนาคมปี 1945 และ 5 เดือนหลังจากนั้นญี่ปุ่นต้องยอมแพ้สงคราม เรื่องราวของสมรภูมิรบ Iwo Jima ที่ปู่ Clint แกบรรจงถ่ายทอดให้เราเห็นนั้น ทำให้เรานึกถึงความไร้สาระของการทำสงคราม เพราะสงครามคือการทำลายล้างอย่างแท้จริง นอกเหนือจากชีวิตทหารและพลเมืองผู้บริสุทธิ์ที่สูญเสียไปแล้ว สงครามยังพรากจิตวิญญาณความเป็นมนุษย์ออกไปด้วย หลายปีก่อนผมเคยชื่นชอบวีรบุรุษสงครามโดยเฉพาะพวกนายพลรวมทั้งผู้นำระดับโลกทั้งหลาย แต่เมื่อยิ่งเติบโตขึ้น การทำความเข้าใจกับประวัติศาสตร์ของมนุษย์กลับทำให้ผมมองเห็นความโลภ ความตะกละในอำนาจของคนใหญ่คนโตเหล่านั้น ขณะเดียวกันผมกลับศรัทธาชีวิตเล็กๆของทหารที่ออกสู้รบกลางสมรภูมิทั้งที่ลึกๆแล้วก็รักตัวกลัวตายเหมือนกัน แต่การต่อสู้ของพวกเขาก็เพียงเพื่อทำหน้าที่โดยจิตสำนึกที่ดีของความเป็นผู้ปกป้องคนหนึ่งที่อาจจะคิดเพียงว่าสิ่งที่ทำไปก็เพื่อลูกเมียหรือเพื่อนฝูงแนวหลังเท่านั้นเอง มิใช่เพื่อเกียรติยศชื่อเสียงหรือโหยหาคำว่า วีรบุรุษ วีรสตรี แต่อย่างใด ผมว่าไอ้คำเหล่านี้หรือเหรียญตรากล้าหาญมันเป็นเพียงสิ่งสมมติที่มนุษย์บางพวกสร้างขึ้นมา ซึ่ง Clint Eastwood แกมาเฉลยได้อย่างแนบเนียนในหนังที่แทบเรียกได้ว่าเป็นภาคต่อของ Letter from IwoJima นั่นคือ Flag of our Father (2006)

หลายท่านคงเคยผ่านตากับภาพเหล่าทหารอเมริกัน4-5 คน ที่ช่วยกันแบกธงชาติของพวกเขาขึ้นปักบนยอดเขา Suribashi บนเกาะ Iwo Jima นั่นแหละครับ คือวันที่อเมริกาประกาศก้องว่า กูกำลังจะเป็นมหาอำนาจชาติใหม่บนโลกสีน้ำเงินใบนี้ กลับมาที่หนังต่อครับ Letter from Iwo Jima ทำให้เราเห็นภาพของหลายมนุษย์บนเกาะแห่งนี้ในห้วงเวลาของความพ่ายแพ้ ตั้งแต่นายพลไปยันพลทหาร สงครามในทัศนะของผู้ปราชัยย่อมสร้างความเจ็บปวดให้กับพวกเขาอยู่ไม่น้อย ด้วยเหตุนี้เองทหารญี่ปุ่นส่วนใหญ่ ,ยกเว้นโกโบริในคู่กรรม, จึงยอมฆ่าตัวตาย

ผมเองเริ่มรู้สึกแล้วว่ายิ่งดูหนังสงครามมากขึ้นเรื่อยๆ ผมกลับยิ่งเห็นความตายเป็นเรื่องสวยงาม (Beautiful Death) สวยงามในที่นี้หมายถึง ในยามที่เรากำลังเผชิญเงื้อมมือของมัจจุราชนั้น เราจะจัดการกับอารมณ์ของตัวเองอย่างไรในห้วงเวลาสุดท้ายของชีวิต เราจะกลัวลนลานหรือเปล่า? หรือว่าจะเข้าใจว่ามันก็เป็นแค่กฎหนึ่งของการดับสูญ คุณผู้อ่านลองคิดดูนะครับว่าถ้าเราเห็นเพื่อนทหารของเรากำลังดึงสลักระเบิดมาวางไว้ที่หัวใจ แล้วเพียงอึดใจเดียวร่างของเพื่อนก็มอดไหม้ไปต่อหน้า เราจะรู้สึกอย่างไร? เราจะเลือกตายอย่างนั้นหรือเปล่า? สิ่งเหล่านี้ล้วนมีรากมาจากความเป็นซามูไรของชาวญี่ปุ่น ผมว่าปรัชญาของซามูไรมีความน่าสนใจอยู่ไม่น้อย โดยเฉพาะการสื่อสารให้เห็นถึงความเป็นมนุษย์ที่แท้ อย่างไรก็ตามอย่าเพิ่งด่วนสรุปว่าผมเป็นพวกนิยมการฆ่าตัวตาย นะครับ

สำหรับตัวละครสำคัญที่จะไม่เอ่ยไม่ได้เลย คือ นายพล Kuribayashi Tadamichi , นำแสดงโดย Ken Watanabe นายพลคนนี้เป็นบุคคลที่มีตัวตนอยู่จริงตามประวัติศาสตร์ครับ (ดูภาพประกอบ) Kuribayashi มีโอกาสไปร่ำเรียนที่อเมริกา ทำให้เขาซึมซับบางอย่างของโลกตะวันตกเช่นความเชื่อในเรื่องเสรีภาพของมนุษย์ ด้วยเหตุนี้เองเขาจึงไม่ลงโทษทหารแบบซี้ซั้ว ขณะเดียวกันเขาก็ยังชื่นชมกับความเป็นนิปปอนชนโดยเฉพาะปรัชญาการใช้ชีวิตของซามูไรที่ถึงที่สุดแล้วเกียรติยศ ประเทศชาติ และสมเด็จพระจักรพรรดิย่อมสำคัญกว่าชีวิตตนเอง Kuribayashi นับเป็นตัวละครสำคัญเพราะเขาเป็นผู้บันทึกทุกอย่างบนเกาะ Iwo Jima ผ่านจดหมายที่ตั้งใจส่งให้เมียและลูกๆที่บ้าน แต่จดหมายไม่เคยถูกส่งแต่อย่างใดและถูกฝังไว้ในถ้ำบัญชาการในวันที่ทหารอเมริกันยึดครองเกาะนี้ได้ หลังจากนั้นอีกหลายสิบปี เราจึงได้รับรู้เรื่องราวของวาระสุดท้ายของทหารญี่ปุ่นบนเกาะแห่งนี้ สำหรับผมแล้ว , สงครามในทัศนะของผู้แพ้บางทีดูมันจะมีคุณค่ามากกว่าชัยชนะของมหาอำนาจอย่างอเมริกาเสียอีก
Hesse004

May 30, 2007

อวสานของเจ้ยฉินอ๋อง เมื่อประวัติศาสตร์หมุนรอบตัวเอง



ผมชอบอ่านประวัติศาสตร์ครับ เพราะประวัติศาสตร์สามารถเติมจินตนาการในอดีตของมนุษย์ได้ดี ประวัติศาสตร์ยังเป็นกระจกสะท้อนให้เห็นพัฒนาการของมนุษยชาติและที่ละเอียดอ่อนไปกว่านั้น คือ เราสามารถเรียนรู้อะไรบางอย่างจากเรื่องราวในอดีตได้
เมื่อพูดถึงประวัติศาสตร์จีน, ผมเชื่อว่าหลายท่านคงนึกถึงสามก๊กเป็นอันดับแรก จริงๆแล้วสามก๊กมีความเป็นพงศาวดารจีนอยู่ในตัวเนื่องจากมีข้อเท็จจริงอยู่บ้างแต่อาจจะไม่ร้อยเปอร์เซนต์ ตัวละครอย่างเล่าปี่ โจโฉ ซุนกวน ขงเบ้ง กวนอู เตียวหุย ตามหลักฐานโบราณเชื่อได้ว่าเป็นบุคคลที่มีตัวตนอยู่จริงแต่อย่างไรก็ตามตัวละครอย่างนางเตียวเสี้ยน นักประวัติศาสตร์จีนบอกว่าไม่มีชื่อนี้อยู่ในโลกประวัติศาสตร์แต่อย่างใด สำหรับเรื่องที่ผมอยากจะเล่าในวันนี้ยังเป็นประวัติศาสตร์จีนอยู่เหมือนเดิมแหละครับแต่เปลี่ยนยุคเปลี่ยนสมัยหลังจากสิ้นสุดยุคสามก๊กแล้ว
อัครเสนาบดีของวุยก๊กนามว่า สุมาเอี๋ยนสามารถรวบรวมก๊กทั้งสามให้เป็นประเทศจีนได้อีกครั้ง และสถาปนาราชวงศ์จิ้นขึ้นปกครองแผ่นดินจีน อย่างไรก็ดีราชวงศ์นี้มีอายุไม่ยืนครับ เนื่องจากเกิดความแตกแยกกันเองของผู้มีอำนาจในขณะนั้น ประวัติศาสตร์จีนมักบอกเราเสมอว่าช่วงที่ฮ่องเต้เข้มแข็งบ้านเมืองก็จะสงบสุข แต่เมื่อใดที่ฮ่องเต้อ่อนแอ ความวุ่นวายย่อมตามมา ยุคที่ราชวงศ์จิ้นปกครองมีอยู่สองช่วงครับ พวกแต้จิ๋วชน จะเรียกว่าสมัยไซจิ้น (จิ้นตะวันตก)กับ ตั้งจิ้น (จิ้นตะวันออก) ด้วยเหตุที่แบ่งเช่นนี้เพราะเรียกตามเมืองหลวงของจีน ถ้าจำไม่ผิดช่วงนั้นจีนมีเมืองลั่วหยางหรือโล่หยางเป็นเมืองหลวงสมัยไซจิ้น หลังจากนั้นก็เปลี่ยนมาเป็นเมืองเกี้ยนฆัง (นานกิง)ในสมัยตั้งจิ้น
ผมเกริ่นมาเสียยืดยาว จริงๆแล้วผมอยากเขียนเรื่องของบุคคลผู้หนึ่งในประวัติศาสตร์จีนที่ผมคิดว่ามีความน่าสนใจอยู่ไม่น้อย คนๆนั้นคือ เจ้ยฉินอ๋อง ครับ ย้อนกลับไปเมื่อปี พ.ศ.894 หรือประมาณหนึ่งพันหกร้อยกว่าปีก่อน มีรัฐใหญ่รัฐหนึ่งในแผ่นดินจีนนั่นคือ รัฐเฉียนฉิน (เรียกสั้นๆว่าฉิน) รัฐนี้มีเมืองฉางอานเป็นเมืองหลวง มีเจ้านครรัฐนามว่า ฝูเจียน หรือที่ภาษาแต้จิ๋วเรียกว่า เจ้ยฉินอ๋อง อ๋องคนนี้นับว่ามีอำนาจมากที่สุดในบรรดาเจ้านครทั้ง 16 รัฐ ยิ่งในช่วงที่แผ่นดินจีนขาดเสถียรภาพด้วยแล้ว ความเก่งกาจ เฉลียวฉลาดของเจ้ยฉินอ๋อง ทำให้เขามีอำนาจบารมีสร้างศรัทธาให้กับผู้คนได้อย่างมากมาย ประกอบกับการได้กุนซือคู่ใจอย่าง หวางเหมิ่ง ยิ่งทำให้อาณาจักรเฉียนฉินดูจะรุ่งเรืองเกรียงไกร จนเจ้ยฉินอ๋องเกือบจะรวมประเทศจีนได้สำเร็จ แต่....
ผมว่าการก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งสูงสุดจำเป็นต้องอาศัยทั้งความสามารถและวาสนา ขณะที่วาสนาเนี่ยไม่รู้มันจะสามารถหาซื้อได้อย่าง "ปาติหาน" หรือเปล่า แต่ผมว่าสิ่งเหล่านี้มันคือการสะสมบุญบารมีของมนุษย์แต่ละคน บุญก็คือการสร้างความดีนั่นแหละครับ ส่วนความดีก็คือการสร้างสิ่งดีๆให้กับคนในสังคมส่วนใหญ่ และไม่ทำให้คนอื่นเดือดร้อน คงไม่ต้องขยายความกันต่อนะครับ
กลับมาที่เรื่องของเจ้ยฉินอ๋องกันต่อครับ , การที่เจ้ยฉินอ๋องได้หวางเหมิ่งมาเป็นกุนซือใหญ่ทำให้เขาสามารถขยายอาณาจักรเฉียนฉินออกไปได้ไกล ไกลจนกระทั่งข้ามไปตีเมืองโล่วหยางของราชวงศ์จิ้นได้ อาณาจักรฉินยังสามารถผนวกดินแดนอื่นๆให้เข้ามาเป็นประเทศราชของตนเองได้เช่น อาณาจักรเฉียนเยียนซึ่งอยู่ทางตอนเหนือ อย่างไรก็ตามผู้นำทุกคนย่อมมีจุดอ่อนอยู่ในตัว แม้ว่าเจ้ยฉินอ๋องจะเป็นผู้นำที่เก่งกาจฉลาดปราดเปรื่อง แต่กลับขาดความเฉลียวครับ ด้วยความที่แกเป็นคนนับถือคนเก่งๆ แกเลยจับเอาคนเก่งจากประเทศที่ตีได้มาเป็นกุนซือบ้าง เป็นทหารเอกบ้าง เช่นเมื่อตีเฉียนเยียนได้แล้วแกก็จับเอา มอยองสุย ขุนทหารของดินแดนเฉียนเยียนเข้ามาเป็นทหารเอกทั้งๆที่หวางเหมิ่งแนะนำให้ฆ่าล้างโคตรคนสกุลมอยองไปตั้งแต่ยึดเมืองได้แล้ว เนื่องจากไม่ไว้ใจคนตระกูลนี้ผมมีเกร็ดนิดนึงครับว่า คนแซ่ มอยองหรือมู่หยงในแผ่นดินจีนนับเป็นขุนศึกที่ชำนาญการรบมาแต่โบราณแล้ว คนสกุลนี้ถูกกล่าวขานในแง่ของความกล้าหาญอยู่บ่อยครั้ง
แล้วดาววาสนาของเจ้ยฉินอ๋องก็เริ่มอับแสงลง เมื่ออุปราชคู่ใจหวางเหมิ่งได้ตายจากไป ทั้งสองนับเป็นคู่นายบ่าวที่รู้ใจกันดีที่สุดเหมือนที่เล่าปี่มีขงเบ้งในสมัยสามก๊ก ก่อนที่หวางเหมิ่งจะตาย เขาได้เขียนจดหมายสามฉบับฝากให้เจ้ยฉินอ๋อง สำหรับช่วงเวลาคับขัน โดยบอกถึงวิธีการเอาตัวรอดและกลยุทธ์สงครามที่สำคัญ โดยจดหมายฉบับสุดท้ายนั้นหวางเหมิ่งได้กำชับไม่ให้เจ้ยฉินอ๋องนำกำลังทหารไปโจมตีอาณาจักรจิ้นอีก เพราะเชื่อว่าไม่มีทางชนะได้รวมทั้งให้กำจัดเจ้ามอยองสุยตัวแสบเพราะอาจจะเป็นภัยต่อเจ้ยฉินอ๋องภายหลัง
เจ้ยฉินอ๋องแกเชื่อหวางเหมิ่ง แต่แกเชื่อไม่หมดครับ เพราะแกดันทุรังพากองทัพกว่า 80 หมื่นบุกเข้าสู่เมืองเกี้ยนฆังแถมยังไว้ใจให้มอยองสุยเป็น แม่ทัพร่วมศึกด้วยอีก การบุกแค้วนจิ้นด้วยหมายจะพิชิตเมืองเกี้ยนฆัง ทำให้เกิดยุทธการทางสงครามที่เรียกว่า ยุทธการเฝยสุ่ย ยุทธการนี้เรียกขานตามชื่อของแม่น้ำเฝยสุ่ย สาระสำคัญของการสัปประยุทธ์ครั้งนี้ คือ การที่กองกำลังน้อยกว่าของจิ้นสามารถเอาชนะกองกำลังที่มากกว่าของเจ้ยฉินอ๋องได้ คำว่าน้อยกว่าเนี่ยต้องนับกันเป็นเท่าเลยนะครับ เพราะจิ้นมีกองทหารน้อยกว่าฉินถึง 10 เท่า พูดง่ายๆคือ 8 หมื่น รับมือกับ 8 แสน การที่กองทัพเล็กกว่าสามารถชนะได้ก็เพราะพวกเขาเล่นตามกลยุทธ์ของตัวเอง และใช้ความได้เปรียบและความชำนาญในพื้นที่สร้างความประหวั่นพรั่นพรึงให้กับกองทัพผู้มาเยือนทำให้การตั้งรับของจิ้นจึงประสบความสำเร็จ ความพ่ายแพ้ของเจ้ยฉินอ๋องทำให้เขาสูญเสียทหารไปเกือบหมด ท้ายที่สุดเจ้ยฉินอ๋องต้องกลับฉางอานด้วยความบอบช้ำอย่างสาหัส หลังยุทธการเฝยสุ่ย เจ้ยฉินอ๋องถูกคนสนิทจับประหารชีวิต (ในหนังสือพงศาวดารจีนที่แปลจากภาษาแต้จิ๋ว กล่าวถึง จุดจบของเจ้ยฉินอ๋องไว้อย่างรันทดว่า แม้จะขอน้ำกินสักหยดเดียวก็ยังไม่ได้เลย ทำให้สุดท้ายแกเลือกจบชีวิตด้วยการเอาผ้าขาวผูกคอแล้ววิ่งเอาหัวชนกำแพงตาย ) นับเป็นการสิ้นสุดความยิ่งใหญ่ของอ๋องผู้เกือบจะรวมแผ่นดินจีนสำเร็จถ้าเขาเชื่อในคำของกุนซือหวางเหมิ่ง

ประวัติศาสตร์มักหมุนย้อนกลับมาอยู่เสมอครับ อีกทั้งเป็นวงจรที่ผู้เสพอำนาจหรือคิดจะมีอำนาจต้องสำเหนียกให้ถ่องแท้ โดยเฉพาะกฎของอนิจจังหรือความไม่เที่ยงของอำนาจ จะอย่างไรก็ตาม, ผมกลับชอบเจ้ยฉินอ๋องตรงไหนรู้มั๊ยครับ ผมว่าแกเป็นคนที่หลงรักศัตรู หลงรักในที่นี้หมายถึงให้โอกาสกับคนเก่งได้แสดงความสามารถ แม้ว่าสุดท้ายจะโดนทรยศหักหลัง ประวัติศาสตร์ทุกยุคทุกสมัยล้วนมีคนอย่างเจ้ยฉินอ๋องปรากฏให้เห็นกันอยู่เสมอ สำหรับผมแล้ว, ผมเชื่อว่าเจ้ยฉินอ๋องมีบารมีมากพอที่จะเป็นอ๋องแต่ไม่มากพอที่จะเป็นฮ่องเต้ ได้ คิดเหมือนผมหรือเปล่าครับ

Hesse004

May 28, 2007

Escape from Hongkong Island เมื่อคราวซวยมาเยือน



วานก่อนผมมีโอกาสดูหนังฮ่องกงฟอร์มเล็กๆเรื่อง Escape from Hongkong Island หนังเรื่องนี้สร้างเมื่อปี 2004 มี Simon Lui (Yu – Yeung)เป็นมือเขียนบทและกำกับการแสดงเอง ส่วนนักแสดงนำหลายคนคุ้นหน้าคุ้นตากันดีอย่าง Jordan Chan (Siu - Chun) ที่โด่งดังมาจากหนังบู๊ล้างผลาญสไตล์ฮ่องกง และ Chapman To (Man-Chat) จาก Infernal Affair
ความน่าสนใจของหนังเรื่องนี้อยู่ที่การบอกเล่าถึงความโคตรซวยของชายคนหนึ่งที่ชื่อ นายม่ายโต้ (Raymond Mak) , นำแสดงโดย Jordan Chan , หนังเริ่มต้นด้วยเช้าปกติธรรมดาของ ม่ายโต้ โดยที่คนดูค่อยๆรู้จักพฤติกรรมของนายคนนี้จากรูปแบบการใช้ชีวิต บุคลิกท่าทาง และคำพูดซึ่งเพียงไม่ถึงยี่สิบนาทีเราสามารถเข้าใจได้ว่า ไอ้ม่ายโต้คนนี้พี่แกเป็นมนุษย์ประเภทเชื่อมั่นในตัวเองสูง อวดดี ก้าวร้าว เจ้าอารมณ์และดูถูกคนอื่นอยู่เสมอ แน่นอนครับคนประเภทนี้ย่อมเชื่อว่าตัวเองเป็นคนเก่งมีความวิเศษวิโสอยู่ในตัว Simon Lui จงใจเขียนบทให้ม่ายโต้ทำงานในตลาดการเงินของฮ่องกง คล้ายๆกับหนังฝรั่งอย่าง Wall Street ผมเชื่อว่าภาพของคนทำงานในภาคการเงินส่วนใหญ่ค่อนข้างมีบุคลิกทันสมัยและว่องไวตลอดเวลาแต่ในมุมกลับกันมีความทะเยอทะยานไปจนกระทั่งก้าวร้าวก็มี สำหรับม่ายโต้, เขาเป็นสุดยอดโบรกเกอร์ของตลาดหุ้นในเกาะฮ่องกง ทำให้ชีวิตที่ผ่านมาของนายคนนี้ดูจะเพียบพร้อมจนน่าอิจฉาไปเสียทุกอย่างทั้งเรื่องเงินทอง หน้าที่การงาน และผู้หญิง
แต่แล้วเช้าวันนั้นโลกของม่ายโต้ก็เปลี่ยนไป เช้าที่เร่งรีบของสังคมเมือง ทุกคนต่างตั้งหน้าตั้งตาที่จะไปทำงานให้ทัน ไม่มีใครสนใจใยดีใคร ผมนึกถึงตัวเองในวันที่เร่งรีบไปทำงานต้องกระเสือกกระสนแย่งกับคนอื่นเพื่อขึ้นรถตู้หรือรถไฟฟ้า บ่อยครั้งผมรู้สึกว่ายิ่งคนมากเท่าไร เรากลับยิ่งเหงามากขึ้น กลับมาที่หนังต่อครับ ในเช้าวันนั้นม่ายโต้พบชายแปลกหน้าแต่งตัวดีใส่สูทผูกไทด์แบบเขาแต่ดันเข้ามาขอตังค์เขาแค่ 3 เหรียญเพื่อจะข้ามฟากไปฝั่งเกาลูน ชายคนนั้นอ้างว่าถูกขโมยกระเป๋าไม่มีเงินติดตัวเลยสักแดงเดียว ม่ายโต้มองหน้าชายคนนั้นอย่างเหยียดๆและไม่มีทีท่าจะใส่ใจกับความทุกข์ของชายแปลกหน้านั้นแต่อย่างใด นี่แหละครับคือบททดสอบความเอื้ออาทรของฟ้าที่มักส่งมาให้มนุษย์ไม่ทันได้ตั้งตัวอยู่เสมอ มันเป็นบททดสอบง่ายๆที่ถูกส่งลงมาวัดความเมตตาของมนุษย์คนหนึ่ง ดังนั้นถ้าเบื้องบนท่านตรวจข้อสอบข้อนี้ แน่นอนครับว่านายคนนี้สอบตก
เมื่อม่ายโต้มาถึงที่ทำงาน เขาพบว่าตัวเองถูกไล่ออกจากงานเพราะเจ้านายใหญ่ทนไม่ไหวกับพฤติกรรมกร่างของเขากับทุกคนไม่เว้นแม้แต่เจ้านาย ด้วยความที่เขาเชื่อว่ากูแน่ เขาจึงไม่สนใจกับการไล่ออกแถมยังโทรศัพท์หาบริษัทคู่แข่งที่อยู่ฝั่งเกาลูนเพื่อตอบรับข้อเสนอที่เขาจะไปนั่งเป็นบอสใหม่ที่นั่น หนังมาถึงจุดสำคัญแล้วครับ เมื่อนายคนนี้ออกมาจากบริษัทเพื่อจะเดินทางไปเซ็นสัญญากับบริษัทใหม่ที่ฝั่งเกาลูน ปรากฏว่าเขาถูกจี้ครับ พอผมเล่ามาถึงตรงนี้หลายท่านคงพอเดาเรื่องได้แล้วใช่มั๊ยครับว่าไอ้ม่ายโต้มันจะต้องเผชิญกับอะไรบ้าง
ผู้กำกับหนังทำให้เราเห็นชะตากรรมของคนเคยรวยที่ต้องกระเสือกกระสนขอเงินคนอื่นแค่ 3 เหรียญ เพียงเพื่อจะข้ามฝั่งไปเกาลูน แต่การณ์กลับไม่ง่ายอย่างที่คิดสิครับ บทเรียนดังกล่าวทำให้ม่ายโต้รู้ว่าเขาไม่เป็นที่พึงปราถนาของคนใกล้ตัวเลย ไล่ไปตั้งแต่เพื่อนที่ไม่มีใครจริงใจกับเขาเลยสักคน เพราะเขาเลือกที่จะไม่จริงใจกับคนเหล่านี้ก่อน พอมาถึงแฟน ,ไอ้หมอนี่ก็ดันไปทำเจ้าชู้ใส่ผู้หญิงหลายคนและที่แสบกว่านั้นคือดันแอบไปอึ๊บเพื่อนของแฟนตัวเองซะอีก พอย้อนกลับมาที่ครอบครัว หนังพาให้เราเห็นความเห็นแก่ตัวของม่ายโต้มากขึ้น เพราะเขาส่งแม่ไปอยู่สถานเลี้ยงดูคนชรา แถมแม่ยังเป็นอัลไซเมอร์โดยที่เขาไม่เคยดูดำดูดีเลย พี่สาวพี่ชายก็มีฐานะต่างกับม่ายโต้ชนิดหน้ามือกับหลังเท้า ความที่ไม่เอาพี่เอาน้องเลยจึงทำให้ไม่มีใครคิดอยากจะช่วยเหลือม่ายโต้เลยสักคน
ม่ายโต้พยายามหาทุกวิธีเพื่อจะให้ได้เงินมาแค่ 3 เหรียญ แต่จนแล้วจนรอดโชคชะตาก็ดูเหมือนจะเล่นตลกและสอนให้เขาเรียนรู้อะไรๆจากวันที่โคตรซวยและไม่เป็นใจ อ้อ! ผมลืมเล่าถึงตัวละครอีกตัวนั่นคือ Chapman To หมอนี่เล่นเป็นตำรวจฮ่องกง บทบาทของแกดูขรึมๆไม่เหมือนที่เล่นเป็นเพื่อนพระเอกใน Infernal affair หนังใช้ให้ตำรวจเป็นตัวแทนของผู้รักษากฎที่พยายามทำทุกอย่างให้อยู่ในความเรียบร้อย เช่น คุณตำรวจแนะนำให้ม่ายโต้ไปแจ้งทำบัตรประชาชนชั่วคราวเพื่อขอข้ามฟากแต่ด้วยความที่ม่ายโต้ดันขี้เกียจไปยืนต่อคิว แกเลยเลือกที่จะไม่ทำบัตรและหาวิธีอื่นที่ลัดกว่านี้
ผมหยิบหนังเรื่องนี้มาดูด้วยความบังเอิญ เพราะครั้งแรกที่เห็นแผ่นหนัง ผมไม่รู้สึกอยากดูแต่อย่างใด คงเพราะเบื่อกับหนังตลกฮ่องกงบ้าๆบอๆ แต่พอดูไปสักพักผมเริ่มคิดแล้วว่าหนังเรื่องนี้มีอะไรดีๆแฝงอยู่ไม่น้อย หลังปี 1997เกาะฮ่องกง เกิดการเปลี่ยนแปลงหลายอย่างโดยเฉพาะความแปลกแยกของคนฮ่องกงกับคนจีนแผ่นดินใหญ่ คนฮ่องกงยังคุ้นเคยกับความเป็นอังกฤษชนซึ่งเป็นวัฒนธรรมที่แตกต่างกับชาวจีนแผ่นดินใหญ่ ทำให้มีอะไรหลายอย่างดูจะประดักประเดิดใจอยู่ไม่น้อยในทัศนคติของคนฮ่องกง นอกจากนี้สภาพความเป็นเมืองการค้าการลงทุน ทำให้เกาะฮ่องกงไม่ต่างอะไรกับนิวยอร์ค ลอนดอนหรือแม้กระทั่งโตเกียว โลกในเมืองเหล่านี้ดูจะหมุนไวกว่าโลกในทิเบตหรือภูฎาน เหมือนที่ผมบอกไปตอนต้นว่ายิ่งคนเยอะเรายิ่งเหงา
ผมเชื่อเสมอว่าความเอื้ออาทรกันของคนเป็นการสะสมทุนทางสังคมที่ดีอย่างหนึ่ง การช่วยเหลือซึ่งกันและกันบนฐานของความจริงใจเป็นการลด Transaction Cost ของการดำเนินชีวิต สังคมเอเชียสมัยใหม่กำลังก้าวย่างตามรอยสังคมตะวันตกที่ชอบบอกตัวเองว่ากูนั้นศิวิไลซ์แล้ว แต่ความจำเริญทางวัตถุกลับทำให้บางอย่างของความเป็นมนุษย์ของเราหายไป โดยเฉพาะการใส่ใจซึ่งกันและกัน
ผมดูเรื่องนี้จบด้วยความอิ่มเอม และอยากจะเขียนแนะนำหนังเรื่องนี้ บางทีเราแต่ละคนอาจจะเจอเหตุการณ์แบบม่ายโต้ก็ได้นะครับที่อยู่ดีๆฟ้าได้ส่งบททดสอบอะไรบางอย่างมาให้เราลองฝึกทำดูเล่นๆ
Hesse004