Jun 30, 2007

15 ปี “ทะเลใจ”กับ กลไกการค้นหาตัวตน



ผมเชื่อว่าหลายท่านคงคุ้นเคยกับเพลง “ทะเลใจ” ของคาราบาว โดยส่วนตัวแล้ว, ผมคิดว่าทั้งเนื้อร้องและทำนองของเพลงนี้ขึ้นชั้นอมตะทางดนตรีไปเรียบร้อยแล้ว ปีนี้คาราบาวครบรอบ 25 ปีอย่างไรก็ดีก็ถือว่าครบรอบ 15 ปี ของเพลงทะเลใจ ด้วย เพลงนี้แต่งเนื้อร้องและทำนองโดย ยืนยง โอภากุล หรือแอ๊ด คาราบาว ผมจำได้ว่าฟังเพลงนี้ครั้งแรกสมัยเรียน ม.5 ด้วยติดใจในท่วงทำนองมากกว่าเนื้อหาของเพลง

อาจกล่าวได้ว่าทะเลใจเป็นเพลงที่มาพร้อมกับเหตุการณ์ทางการเมือง เพราะหลังพฤษภาทมิฬปี 2535 น้าแอ๊ดแกก็ออกอัลบั้มที่ชื่อ พฤษภา เพลงของคาราบาวในทุกยุคทุกสมัยจึงสะท้อนอะไรบางอย่างภายในสังคมของเรา ลองย้อนกลับไปดูตั้งแต่ชุดวณิพก ผมเริ่มฟังเพลงคาราบาวครั้งแรกเมื่อปี 2527 ในชุด Made in Thailand และทุกครั้งที่ผมฟังเพลงคาราบาวผมมักนึกถึงใครคนหนึ่งที่ได้จากผมไปแล้ว

ตลอดระยะเวลาสิบห้าปี เพลงทะเลใจยังถูกนำมาร้องใหม่อยู่เสมอ เช่น งานของนรีกระจ่าง (2536) หรือ งานของป๊อด โมเดอร์นด๊อก (2550) ผมคิดว่า “ทะเลใจ” น่าจะเป็นตัวแทนของชีวิตช่วงหนึ่งที่กำลังแสวงหาอะไรบางอย่าง

ผมว่ามนต์เพลงคาราบาวมีเสน่ห์แบบบ้านๆ ดีครับ ด้วยท่วงทำนองที่ขึงขังแต่ละมุนละไมในบางครั้ง หรือ เนื้อหาที่ดุดันแต่แฝงไปด้วยสารบางอย่างที่ต้องการจะสื่อ ทำให้เพลง “บาว” คล้ายบทสวดมนต์ของนักแสวงหาไปโดยปริยาย และด้วยวัยที่โตขึ้น ผมค่อยๆศึกษาถ้อยคำบางคำที่ปรากฏในเนื้อเพลงทะเลใจ และสิ่งหนึ่งที่ผมพบ คือ ถ้อยคำเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงกลไกการค้นหาตัวตนและเป้าหมายบางอย่างของมนุษย์ตัวเล็กๆอย่างเราๆ

ใช่แล้วครับ ! ชีวิตเล็กๆของมนุษย์แต่มักคิดเรื่องราวใหญ่โตอยู่เสมอ และแทบจะเป็นสูตรสำเร็จเลยก็ว่าได้ที่เรามักผิดหวังหรือพ่ายแพ้ทางความรู้สึก ย้อนมองจากประวัติศาสตร์อันใกล้โดยมี “คนเดือนตุลา” เป็นตัวอย่างที่น่าสนใจในเรื่องของ “เวลาเปลี่ยน คนเปลี่ยน” หรือแม้กระทั่งย้อนไปไกลเมื่อสมัยเปลี่ยนแปลงการปกครองปี 2475 ภายใต้กลุ่มคนหนุ่มที่ขนานนามตัวเองว่า “คณะราษฎร” ก็ถือเป็นกรณีคลาสสิคของมนุษย์เล็กๆที่คิดการใหญ่โดยจะอยากเปลี่ยนแปลงสังคม อยากสร้างความเจริญก้าวหน้าให้กับแผ่นดินเกิด แต่ท้ายที่สุดคนหนุ่มเหล่านี้ล้วนต้องมาฆ่าฟันกันเองเพื่อแย่งสิ่งที่เรียกว่า “อำนาจ” เพียงอย่างเดียว ประวัติศาสตร์ได้สอนให้เรารู้ว่ามนุษย์มักพ่ายแพ้ต่ออำนาจ เงินตรา กิเลสตัณหา หรือแม้กระทั่งความรัก แต่ที่สำคัญคือ แพ้ใจของตนเอง ครับ และนี่เองที่น้าแอ๊ดแกสรุปได้ดีว่า “ฉันเรียนรู้เพื่ออยู่ เพียงตัวและจิตใจ เป็นมิตรแท้ที่ดีต่อกัน”

เนื้อหาใน “ทะเลใจ” กล่าวถึง การปรับสมดุลในการใช้ชีวิตด้วยการประนีประนอมอารมณ์ของโลกแห่งความฝันให้เข้ากับสภาพของความเป็นจริงที่เผชิญอยู่ สังเกตได้จากท่อนที่ว่าว่า “คืนนั้นคืนไหน ใจแพ้ตัว คืนและวันอันน่ากลัวตัวแพ้ใจ ท่ามกลางแสงสี ศิวิไลซ์ อาจหลงทางไปไม่ยากเย็น คืนนั้นคืนไหนใจเพ้อฝัน คืนและวันฝันไปไกลลิบโลก ดั่งนกน้อยลิ่วล่องลอยแรงลมโบก พออับโชค ตกลงกลางทะเลใจ” ผมเคยตั้งข้อสังเกตเรื่องนี้จากการอ่านหนังสือของอาจารย์เสก (เสกสรรค์ ประเสริฐกุล) ตั้งแต่ ฤดูกาล , ดอกไผ่ , มหาวิทยาลัยชีวิต , เดินป่าเสาะหาความจริง,เร่ร่อนหาปลา , เพลงเอกภพ มาจนกระทั่ง วันที่ถอดหมวก มีบางอย่างที่ผมสังเกตเห็นคือ เมื่อครั้งวัยหนุ่มสาว ,ความตั้งใจของมนุษย์มักต้องการเปลี่ยนแปลงสังคมที่เป็นอยู่ให้เข้าสู่สังคมอุดมคติแต่เมื่อเติบใหญ่ขึ้นความตั้งใจเหล่านั้นกลับค่อยๆหดหายลดทอนไปพร้อมๆกับกำลังวังชาตามวัย หากแต่สิ่งที่ได้มาจากบาดแผลที่เจ็บปวด คือ การเรียนรู้ที่จะเข้าใจในสิ่งที่ตัวเองเป็นอยู่ โดยเฉพาะเป็นมิตรกับตัวเองและรื่นรมย์ไปกับโลกที่แท้จริง

ผมนึกถึงอีกท่อนหนึ่งที่ว่า “ทุกชีวิตดิ้นรน ค้นหาแต่จุดหมาย ใจในร่างกายกับไม่เจอ ทุกข์ที่เกิดซ้ำเพราะใจนำพร่ำเพ้อ หาหัวใจให้เจอก็เป็นสุข” เนื้อหาท่อนนี้มีความคล้ายคลึงกับปรัชญาพุทธศาสนาโดยเฉพาะเรื่องของ “เซน”

ผมเชื่อเหลือเกินว่าเราทุกคนล้วนมีคำถามอยู่ในใจว่า เราเกิดมาทำไม? คำถามแบบนี้เป็นจุดเริ่มต้นของศาสนา ซึ่งปรัชญาตะวันตกอย่างกรีกได้ตั้งคำถามเรื่องของการมีอยู่ของชีวิตโดย อธิบายถึงเรื่อง “แบบ” ของสิ่งต่างๆ ดังนั้นปรัชญาตะวันตกจึงเชื่อในความสมบูรณ์ของ “แบบ” ขณะที่ปรัชญาตะวันออกกลับกล่าวถึงการละวางตัวตน โดยเน้นไปที่การทำลายอัตตาด้วยวิถีที่ต่างกัน ทั้งนี้การปล่อยวางของโลกตะวันออกนำไปสู่สภาวะที่เรียกว่า “นิพพาน” ด้วยเหตุนี้เองที่วิธีคิดแบบสองโลกนี้จึงส่งผลต่อการดำรงอยู่ของมนุษย์ในแต่ละซีกโลกไม่ว่าจะเรื่องการสร้างสังคม การเมือง เศรษฐกิจ วัฒนธรรม ประเพณี ขนบจารีตและความเชื่อที่แตกต่างกัน

คราวนี้ลองกลับมาย้อนดูที่ตัวเราเองบ้างสิครับ เราจะพบว่ายิ่งเติบใหญ่ ยิ่งพอกพูนอัตตาที่มากหลาย ด้วยเหตุนี้เองโลกตะวันออกจึงเชื่อว่าการสละอัตตาให้หลุดเหลือน้อยที่สุดนั้นเป็นมรรคาของการหลุดพ้นจากความทุกข์ของชีวิต หลายท่านคงเคยได้ยินเรื่องราวของ “มิยาโมโต้ มูซาชิ” จอมดาบไร้สำนักผู้มีตัวตนอยู่จริงในญี่ปุ่นสมัยโชกุนโตกุงาว่า (ประมาณศตวรรษที่ 17) ซึ่ง โยชิคาวา เอญิ นักเขียนชาวญี่ปุ่นได้จับเรื่องราวของเขามาเรียงร้อยใหม่ในรูปแบบนิยายอิงชีวประวัติ ว่ากันว่าหนังสือเล่มนี้มีอิทธิพลต่อคนญี่ปุ่นอย่างมากในการหันกลับมาสร้างชาติอีกครั้งหลังจากแพ้สงครามโลกครั้งที่ (หนังสือเล่มนี้ถูกแปลเป็นภาษาไทยโดยอาจารย์สุวินัย ภรณวลัย)สังคมตะวันออกให้ความสำคัญกับปล่อยวางและทำลายอัตตามากกว่าสังคมตะวันตกที่มุ่งหน้าสะสมอัตตา (Ego Accumulation) จึงไม่น่าแปลกใจที่โลกของทุนนิยมจะกลืนกินทุกอย่างแม้กระทั่งตัวและหัวใจของมนุษย์

ทุกครั้งเมื่อรู้สึกพ่ายแพ้ เหนื่อยหน่าย หรือท้อแท้กับการใช้ชีวิต ลองนึกถึงเนื้อร้องที่ว่า “ฉันเรียนรู้เพื่ออยู่เพียงตัวและจิตใจ เป็นมิตรแท้ที่ดีตลอดกาล” ดูสิครับ ผมว่ามันน่าจะเป็นคาถาชั้นดีที่ทำให้เรารู้สึกปล่อยวางและมีความสุขกับชีวิตอย่างเรียบง่ายโดยไม่ต้องคิดอะไรมาก

Hesse004

Jun 22, 2007

The Babarian Invasions ฝันสุดท้ายของชายชรา



ผมเชื่อว่าหลายท่านคงเคยผ่านตากับหนังสือที่ระลึกงานฌาปนกิจศพซึ่งจะว่าไปแล้วหนังสือเหล่านี้มีความน่าสนใจอยู่ไม่น้อยเพราะเป็นเครื่องถ่ายทอดเรื่องราวของชีวิตคนหนึ่งคนได้ดี หลายครั้งที่ผมแวะเวียนไปร้านหนังสือเก่า ผมมักเจอหนังสืองานศพอยู่เสมอ และบางทีออกจะเสียดายด้วยซ้ำไปเมื่อเห็นเจ้าของเดิมมองไม่เห็นคุณค่าของหนังสือเหล่านี้ ไม่แน่ว่าในอนาคตหนังสืองานศพอาจเปลี่ยนรูปแบบไปเป็นซีดีที่ระลึกงานฌาปนกิจศพแทนก็ได้นะครับ

สำหรับเรื่องที่ผมจั่วหัวไว้ข้างต้นนั้นเป็นชื่อของหนังครับ The Barbarian Invasions (2003) เป็นหนังสัญชาติแคนาดาแต่พูดภาษาฝรั่งเศส งงมั๊ยครับ! หนังเรื่องนี้ได้รับเกียรติให้เข้าฉายที่เมืองคานส์ประเทศฝรั่งเศส นอกจากนี้ยังคว้ารางวัลออสการ์สาขา The Best foriegn language film ในปี 2003 มาครองอีกด้วย

The Barbarian Invasions จัดว่าเป็นหนังที่ดูไม่ยากครับ พล็อตเรื่องไม่สลับซับซ้อนอะไรมากแต่ที่สำคัญคือแก่นสาระที่ Denys Arcand ผู้กำกับชาวแคนาเดียน ต้องการจะสื่อสารนั้นถือว่ามีเนื้อหาค่อนข้างเป็นสากลเลยทีเดียว กล่าวคือ เขาพยายามถ่ายทอดเรื่องราวของความตายครับ กระบวนหนังที่ผมดูมาแล้วมีเรื่องราวผูกพันกับความตายนั้นหนังญี่ปุ่นอย่าง After Life (1998) ของ Hirokazu Koreeda , ผู้กำกับชาวญี่ปุ่น , นับว่านำเสนอเรื่องราวของชีวิตหลังความตายได้น่าสนใจโดยตั้งคำถามไว้ว่า “What is the one memory you would take with you?” หรือเมื่อเราตายไปแล้ว เราจะเลือกช่วงเวลาที่ดีที่สุดของชีวิตช่วงไหนเพื่อจะนำติดตัวไปเป็นความทรงจำในชาติภพต่อไป

แต่สำหรับ The Barbarian Invasions ของ Arcand นั้น กลับมองช่วงเวลาสุดท้ายของชีวิตก่อนตายว่าเป็นอย่างไร หนังเปิดฉากมาด้วยเรื่องราวของครอบครัวเล็กๆครอบครัวหนึ่งใน Montreal แคนาดา เมื่อ Rémy ชายแก่คนหนึ่งที่กำลังนอนพักรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลไม่รู้ว่าตัวเองกำลังใกล้ตาย เนื้อเรื่องดำเนินไปอย่างเรียบง่ายโดยผู้กำกับตั้งใจสื่อให้เห็นชีวิตที่ผ่านมาของ Rémy ผ่านทางคนรอบข้างทั้งจากครอบครัว และเพื่อนฝูง

หลังจากดูมาได้สักพัก เราถึงรู้ว่าแม้สภาพภายนอกของแกจะดูไม่ป่วยไข้รุนแรงสักเท่าไร แต่ความเป็นจริงแล้วอาการของแกอยู่ในขั้นสุดท้ายของโรคร้ายนี้ อย่างไรก็ดียังมีเรื่องราวเฮฮาของ Rémy กับเพื่อนฝูงวัยดึกให้เห็นเป็นระยะๆ แต่ที่แน่ๆผมสรุปได้ว่า Rémy แกเป็นตาแก่ปัญญาชนที่เข้าข่ายปากจัดกัดเจ็บ รักสนุก ออกจะเจ้าชู้และมีความเป็นศิลปินแบบฝรั่งเศสชนทั้งหลาย นอกจากนี้เรายังได้เห็นวิถีคิดของพวกฮิปปี้หรือบุปผาชนในยุค 60 ที่สะท้อนอยู่ในตัวของ Rémy และผองเพื่อน

The Babarian Invasions ได้ผูกโยงเรื่องราวของคน(เคย)หนุ่มสาวเมื่อ 40 ปีก่อน และนำเสนอมันออกมาได้อย่างครื้นเครง ในรูปของคนแก่ที่โหยหาอดีต (Nostagia) คนดูเริ่มรู้จักตัวละครตัวอื่นที่เป็นองค์ประกอบในชีวิตของ Rémy ซึ่งจะว่าไปแล้วมิตรสหายส่วนใหญ่ของแกก็มักมีรสนิยมและบุคลิกคล้ายๆกัน เพียงแต่รูปแบบของการมีชีวิตอาจจะต่างกันไป Rémy ดำเนินชีวิตด้วยการเป็นProfessorในมหาวิทยาลัย เขากล่าวไว้ในหนังว่า เขาจัดเป็นพวกซ้ายหรือนักสังคมนิยม Socialist ตามสไตล์เฟรนช์แมน ขณะที่เหล่าเพื่อนฝูงส่วนใหญ่ก็น่าจะเป็นพวกนักคิด นักปฏิวัติ ปัญญาชน คนเหล่านี้น่าจะเป็นตัวแทนของบุปผาชนที่เชื่อในเสรีภาพทั้งเรื่องการใช้ชีวิต เพศสภาพ แม้กระทั่งการเมือง มีอยู่ฉากหนึ่งที่ผมชอบและคิดว่าน่าจะเป็นฉากที่สรุปความเป็นตัวตนของพวกเขาได้ดี เมื่อทั้งหมดมานั่งรวมกลุ่มคุยกันถึงวันคืนเก่าๆโดย บอกเล่าถึงหนังสือที่ตัวเองเคยอ่าน เช่นอ่านงานของซารต์ ดูหนังของโกดาร์ต ความประทับใจที่มีต่อช่วงชีวิตในวัยหนุ่มสาวทั้งเรื่องรักและเซ็กส์ และท้ายที่สุดมันสื่อให้เห็นอุดมคติของการใช้ชีวิตของคนกลุ่มนี้ที่ต้องการเพียงแค่ความสงบร่มเย็นของสังคมเท่านั้นเอง

หนังเรื่องนี้มีกลิ่นของความเป็นยุโรปค่อนข้างมากครับ แต่เป็นยุโรปที่อยู่ในคราบของแคนาดา ดังนั้นไม่ต้องแปลกใจเลยครับว่าทำไมภาษาฝรั่งเศสจึงกลายเป็นภาษาทางราชการอีกภาษาหนึ่งของแคนาดา ด้วยความที่พวกเฟรนช์ชนนั้นไปลงหลักปักรากกันอยู่เต็มไปหมดบนแผ่นดินอเมริกาเหนือ นอกจากนี้ประเด็นที่หนังสื่อสารให้เราเห็นอีกอย่าง คือ ความรักของพ่อกับลูกๆ อย่างที่ผมเล่าไปข้างต้นแล้วว่าด้วยความที่ตาแก่ Rémy แกเป็นพวกปัญญาชนฝ่ายซ้ายที่ปากจัด แถมเจ้าชู้ ดังนั้นแทบจะสรุปได้เลยว่าชีวิตครอบครัวของแกจัดว่าล้มเหลว เนื่องจากแกหย่าร้างกับเมียและอยู่ห่างจากลูกๆ แต่หนังไม่ได้บอกที่มาที่ไปของเรื่องดังกล่าวมากนัก ดังนั้นเราจึงเห็นความไม่ลงรอยของแกกับ Sébastien ลูกชายปรากฏอยู่ในหนังเสมอ

ตัวละครอย่าง Sébastien , นำแสดงโดย Stéphane Rousseau, นับว่าเด่นมากในเรื่องนี้เนื่องจากเป็นตัวแทนของคนรุ่นใหม่ที่กำลังเจริญก้าวหน้าในฐานะนักการเงินที่ลอนดอน ดังนั้นวิธีคิดของ Sébastien จึงต่างกับพ่ออย่างสิ้นเชิง แม้เขาจะขัดกับพ่ออยู่บ่อยครั้งแต่อย่างไรก็ตามหลายฉากทำให้เห็นภาพความกตัญญูของ Sébastien ที่มีต่อพ่อด้วยการจัดสิ่งที่ดีที่สุดให้กับพ่อ ไม่ว่าจะเป็นการรักษาพยาบาล รวมถึงติดต่อเรียกเพื่อนฝูงเก่าๆของพ่อให้ช่วยมาเยี่ยมเยียนในวาระสุดท้าย

นอกจากนี้ฉากที่ประทับใจอีกฉาก คือ ตอนที่ชายชราบอกลาและขอบคุณกับมิตรภาพที่คนๆหนึ่งได้รับมาตลอดชีวิตจากครอบครัวลูกเมีย รวมไปถึงเพื่อนฝูง มันเป็นการบอกลาที่ผมเชื่อว่าน้อยคนนักจะมีโอกาสได้ทำ โดยเฉพาะประโยคเด็ดที่ Rémy พูดกับ Sébastien ว่า “I wish that one day you will have a son like you.” ผมว่านี่น่าจะเป็นคำบอกลาที่ไม่ต้องบรรยายอะไรกันมากมายแต่ฟังแล้วกินใจยิ่งนัก

เคยสงสัยบ้างมั๊ยครับว่าทำไมคนเราถึงได้พบกันรู้จักกัน เป็นพ่อแม่ เป็นลูกหลาน เป็นเพื่อน เป็นคู่รัก สามีภรรยา ทั้งๆที่ถ้าเทียบกับระยะเวลาของการกำเนิดโลกแล้วมันยาวนานเสียเหลือเกิน ผมว่าการเจอะเจอกันในภพชาตินี้คงไม่น่าจะใช่เป็นเรื่องของเหตุบังเอิญแต่อย่างใด เพราะพิจารณาจากความเหลื่อมของเวลาแต่ละยุคสมัยแล้วเรามีโอกาสน้อยมากที่จะพบกัน

ฉากสุดท้ายของเรื่อง,หนังค่อยๆปล่อยให้เราสัมผัสกับความตายของชายแก่และทำให้เห็นภาพฝันในห้วงสุดท้าย ซึ่งอาจจะเป็นความทรงจำที่ดีที่สุดของแกที่จะนำติดตัวไปในภพต่อไป สำหรับความฝันอะไรนั้น ผมขออนุญาตไม่เล่าแล้วกันนะครับ และถ้าจะให้ดีผมว่าท่านผู้อ่านลองไปหาหนังเรื่องนี้มาดูดีกว่าครับ

Hesse004

Jun 15, 2007

“ทวิภพ” ประวัติศาสตร์ในหนังพีเรียด



ผมชอบดูหนังประวัติศาสตร์ครับ เพราะหนังเหล่านี้ช่วยเติมจินตภาพเรื่องราวในอดีตได้อย่างมีอรรถรส ในช่วงสิบปีที่ผ่านมา , ถ้าเราย้อนดูหนังประวัติศาสตร์ไทยตั้งแต่ นางนาก (2542) , บางระจัน (2542) , สุริโยทัย (2543) , โหมโรง (2547) , ทวิภพ (2547)และ ตำนานสมเด็จพระนเรศวร (2549 และ 2550) ในกระบวนหนังทั้งหกเรื่องนี้ ผมประทับใจทวิภพมากที่สุดครับ ด้วยเหตุผลที่ว่าทวิภพฉบับปี 2547 ภายใต้การตีความของผู้กำกับ สุรพงษ์ พินิจค้า นั้น มีความลงตัวระหว่างศิลปะและข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์

ทวิภพฉบับนี้มีชื่อภาษาอังกฤษห้อยท้ายว่า Siam Renesiance อันหมายถึงยุคแผ่นดินรัตนโกสินทร์กำลังจะก้าวสู่ความเป็นสยามใหม่ ซึ่งจะว่าไปแล้วมันก็จริงนะครับ เพราะหนังได้สื่อสารให้เราเห็นการวางตัวของสยามเมื่อปี พ.ศ. 2398 ว่าจะเอาตัวรอดได้อย่างไรเพื่อให้พ้นปากเหยี่ยวปากกาจากมหาอำนาจ อย่างอังกฤษและฝรั่งเศส ซึ่งที่สุดแล้วทั้งสองประเทศเลือกที่จะใช้สยามเป็นรัฐกันชน (Buffer State) มากกว่าจะมาแย่งกันเอง ประกอบกับนโยบายการต่างประเทศของรัฐบาลสยามสมัยพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว คือ เลือกที่ปรับตัวมากกว่าดึงดันอย่างแตกหัก

คุณสุรพงษ์ พินิจค้า ได้หยิบทวิภพบทประพันธ์เดิมของคุณทมยันตีมาตีความใหม่ท่ามกลางบริบทของกระแสโลกาภิวัฒน์ ในหนังเราจะเห็นได้ว่าการครอบงำของฝรั่งนั้นมิได้ทำผ่านกลอุบายเรือปืนเพียงอย่างเดียวครับ หากแต่การเข้ามาเผยแพร่ศาสนาก็นับเป็นหนทางหนึ่งที่ชนตะวันตกอยากให้ชาวตะวันออกได้คิดและเชื่อเหมือนที่พวกเขาเชื่อ ตัวอย่างที่พบในหนังคือ การเข้ามาของมิชชันนารีสอนศาสนาอย่างหมอบรัดเลย์ (Dan B. Bradley)

สยามในช่วงรัตนโกสินทร์ตอนต้นนั้นมีความเปราะทางการเมืองภายในพระนครค่อนข้างมาก เพราะหากเราทำความเข้าใจกับประวัติศาสตร์แล้ว เราจะพบว่าช่วงรอยต่อระหว่างรัชกาลที่ 3 กับ รัชกาลที่ 4 นั้น การผลัดแผ่นดินจำเป็นต้องอาศัยฐานกำลังของขุนนางสายสกุลบุนนาคโดยเฉพาะขุนนางหนุ่มอย่าง เจ้าพระยามหาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค) ต่อมาท่านผู้นี้นับว่ามีบทบาทสำคัญในการนำพารัฐนาวาสยามให้พ้นจากการล่าอาณานิคมของโลกตะวันตก

หนังพาเราย้อนกลับไปในปี พ.ศ. 2398 โดยมี มณีจันทร์หรือ แมนี่ เป็นนางเอกเดินเรื่อง กลวิธีการเล่าเรื่องสลับไปสลับมาผ่านเพลงบรรเลงที่ฟังแล้วทำให้คนดูฉงนตามไปด้วยว่าว่าตกลงแล้วกูกำลังฝันไปหรืออยู่ในโลกของความจริงกันแน่ การเลือกใช้เพลงนับเป็นเทคนิคที่น่าสนใจในการเล่นกับหนังเรื่องนี้ นอกจากนี้ภาพฉากกรุงรัตนโกสินทร์ในสมัยรัชกาลที่ 4 ยังช่วยทำให้จินตนาการการเรียนประวัติศาสตร์ของผมกระจ่างชัดยิ่งขึ้น อีกทั้งบทหนังทำให้เราเห็นสภาพการเมืองระหว่างประเทศโดยมีสยามกับชาติมหาอำนาจที่กำลังคัดง้างดูท่าทีกันอยู่ และเมื่ออังกฤษภายใต้การเข้ามาของ Sir John Bowring ซึ่งมาพร้อมกับสนธิสัญญาที่อ้างเรื่องการค้าเสรี (คุ้นๆมั๊ยครับ) ว่าจะขอเข้ามาทำการค้าขายกับสยามโดยตั้งอยู่บนกฎเกณฑ์ของความยุติธรรม ผมขอวงเล็บว่าสำหรับพวกฝรั่ง ผมขอเสริมนิดหนึ่งว่า Sir John Bowring นั้นจัดเป็นราชทูตตัวแสบสำหรับโลกตะวันออกเลยทีเดียว คุณผู้อ่านทราบมั๊ยครับว่าอีตา John คนนี้แกเป็นผู้ว่าเกาะฮ่องกงคนแรกหลังจากที่จีนต้องยอมเสียฮ่องกงให้กับอังกฤษ นักประวัติศาสตร์จีนมองว่า Sir John Bowring คนนี้มีส่วนสำคัญที่ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับอังกฤษแย่ลง จนถึงกับทำให้ชาวจีนลอบวางยาพิษใส่ขนมปังฆ่ายกครัวของแกเลยทีเดียว

กลับมาที่เรื่องของเราต่อครับ ,รัฐบาลสยามได้มอบหมายให้เสนาบดี 5 คน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนสกุลบุนนาคโดยมีเจ้าพระยามหาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค) เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงดำเนินการเจรจาความเมืองและผลลัพธ์ก็เหมือนที่เราเรียนจากวิชาประวัติศาสตร์ คือ สนธิสัญญาบาวริ่งนับเป็นจุดเริ่มต้นของการเปิดประเทศสยามโดยแท้จริง แม้ว่าฝ่ายเราจะเสียเปรียบก็ตาม จะว่าไปแล้วการมองเห็นภาพอดีตผ่านสื่อภาพยนตร์นั้นมันทำให้เรามองเห็นความรู้สึกของคนโบราณว่า เราจะเอาตัวรอดได้อย่างไรในช่วงเวลาคับขันเช่นนั้น หนังยังสื่อสารให้เราเห็นว่า หากเราเลือกที่จะสู้เราก็คงรบแพ้เหมือนอย่างที่พม่าและญวนแพ้ ไม่แน่ว่าทุกวันนี้พวกเราอาจจะต้องใช้ภาษาอังกฤษหรือฝรั่งเศสเป็นภาษาประจำชาติก็ได้ ผมว่าบรรพบุรุษของเราเลือกแก้ปัญหาได้ดีที่สุดเท่าที่พวกเขาจะทำได้ และอย่างน้อยเขาก็รักษาให้แผ่นดินนี้ไม่ต้องตกเป็นของใคร

ประเด็นที่ได้อีกอย่างหนึ่งจากการดูหนังเรื่องนี้ คือ ความใฝ่รู้ของคนสมัยก่อน ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อนะครับว่าคนโบราณนั้นมีความใฝ่รู้เป็นอย่างมาก ยกตัวอย่างเช่น รัชกาลที่ 4 ทรงจ้างแหม่มแอนนา เตียวโลเว่นส์ เข้ามาสอนภาษาอังกฤษให้กับพระองค์และพระโอรสพระธิดาถึงในพระบรมมหาราชวัง จนนางแหม่มคนนี้กลับไปเขียนหนังสือเป็นตุเป็นตะในชื่อ Anna and The King of Siam ภาพของการไขว่คว้าหาความรู้อีกภาพหนึ่งที่ผมพบในหนังทวิภพ คือ ภาพที่เจ้าพระยากลาโหมหรือท่านช่วงกำลังนั่งอ่านหนังสือภาษาอังกฤษอย่างสบายอารมณ์แถมยังพูดเหน็บแนมไอ้กงสุลฝรั่งเศสอย่างคล่องปร๋อ หันกลับมาดูตอนนี้สิครับ ! น่าตกใจไม่น้อยที่ตัวเลขการอ่านหนังสือโดยเฉลี่ยของคนไทยมีแค่ 6 บรรทัด ต่อปี ขอย้ำนะครับว่า 6 บรรทัด สำหรับผมแล้ว, ตัวเลขดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า รัฐไม่ค่อยดูดำดีดีกับระบบการศึกษามากนัก แม้จะชูธงปฏิรูปการศึกษากันหลายครั้ง ขณะที่การจัดการศึกษามิเพียงแต่ให้คนอ่านออกเขียนได้เท่านั้น อย่างน้อยควรทำให้พลเมืองของประเทศได้รู้จักคิดเป็น นอกจากนี้ตัวเลขดังกล่าวยังสะท้อนให้เห็นว่าคนไทยส่วนใหญ่ยังให้คุณค่ากับทุนทางปัญญาน้อยมาก เมื่อเทียบกับทุนทางวัตถุที่ใช้ปรนเปรอความสำราญทางร่างกายเพียงอย่างเดียว

สุดท้ายผมอยากแนะนำให้ใครหลายคนที่กำลังสมอ้างว่ารักชาติรักแผ่นดินเกิดจนออกมาปั่นป่วนวุ่นวายกันมาตลอดปีสองปีนี้ อยากให้ลองไปดูทวิภพฉบับปี 2547 แล้วพิจารณาดูเสียว่ากว่าบรรพบุรุษเขาจะนำพารัฐสยามให้อยู่รอดปลอดภัยได้นั้น เขาใช้สติปัญญาต่อสู้มากน้อยแค่ไหนและที่สำคัญที่สุด คือ เขาไม่ต้องมานั่งบอกกันว่าเราต้องสามัคคีกันสู้นะ เพราะเขาได้ทำให้เราเห็นแล้ว

Hesse004

Jun 9, 2007

Letter From Iwo Jima สงครามของผู้พ่ายแพ้



เรื่องที่ผมจั่วหัวไว้ข้างต้นหลายท่านที่เป็นนักดูหนังหรือชอบดูหนังคงคุ้นชื่อกันอยู่บ้าง กับ Letter From Iwo Jima ผลงานกำกับลำดับที่30ของ Clint Eastwood โดยปกติแล้วเรื่องราวของสงครามมักจะถูกถ่ายทอดจากมุมมองของผู้ชนะจนแทบเรียกได้ว่ามันเป็นความภูมิใจของผู้มีชัย อย่างไรก็ดีผมว่าเรามักไม่ค่อยได้รับรู้เรื่องราวของผู้พ่ายแพ้กันสักเท่าไร ยิ่งในโลกของภาพยนตร์ แล้ว สตูดิโอทั้งหลายในHollywood ล้วนพยายามสร้างหนังสงครามในมิติที่อเมริกามักเป็นพระเอก เสมอ ผมตั้งข้อสังเกตกับเรื่องนี้ว่า ความที่อเมริกันชนมีประวัติศาสตร์ที่สั่นจุ๊ดจู๋ ซึ่งถ้านับแล้วยังไม่ถึง 250 ปีด้วยซ้ำไป ดังนั้น จึงไม่น่าแปลกใจที่ความภูมิใจของชนชาติจำต้องสร้างขึ้นผ่านการหมิ่นเหยียบชาติที่ด้อยกว่าโดยพยายามหาเหตุผลมาอธิบายว่าเพราะเหตุใดกูจึงต้องทำอย่างนี้ ทำไมจึงต้องร่วมสงครามหรือเพราะเหตุใดกูถึงต้องทำตัวเป็นตำรวจโลกที่คอยพิทักษ์ปกปักคุ้มครองความฉิบหายของมวลมนุษย์อยู่เสมอ

ยิ่งถ้าเราดูหนังพีเรียดที่มีฉากหลังเป็นหนังสงครามโลกครั้งที่ 2 แล้วส่วนใหญ่หนังอย่าง Saving Private Ryan (1998) , Schinder List (1993) ,ซึ่งทั้งสองเรื่องกำกับโดยพ่อมดแห่ง Hollywood อย่าง Spilberg, หรือย้อนกลับไปเมื่อทศวรรษที่ 50 ถึง70 ที่หนังสงครามโลกครั้งที่สองถูกสร้างออกมาอย่างเกลื่อนกราด ไม่ว่าจะเป็น The Great Escape (1963) The Gun of Navarone (1961) The Longest Day (1962) Patton (1970) The Bridge on the River Kwai (1957) เป็นต้น หนังเหล่านี้ล้วนถูกผลิตซ้ำแล้วซ้ำเล่าเพียงเพื่อยกย่องเชิดชูวีรบุรุษสงครามซึ่งส่วนใหญ่มักเป็นทหารอเมริกันโดยมีเยอรมัน ญี่ปุ่น หรืออิตาลีเป็นผู้ร้ายอยู่เสมอ

สำหรับ Letter from Iwo Jima (2006) ของ Clint Eastwood เป็นหนังสงครามโลกครั้งที่ 2 เช่นกัน แต่ผมจัดให้อยู่ในสกุลหนังที่มีเนื้อหาต่อต้านสงคราม เช่นเดียวกับ The Thin Red Line (1998) ของ Terrence Marick หรือ The Pianist (2002)ของอากู๋ Roman Polanski

Letter from Iwo Jima เล่าถึงช่วงเวลา 4-5 เดือนสุดท้ายก่อนที่ญี่ปุ่นจะแพ้สงคราม ตามข้อมูลทางประวัติศาสตร์บอกเราว่าหมู่เกาะ Iwo Jima (อ่านว่า “ไอโวจิมา” นะครับ) เป็นเกาะหนึ่งในหมู่เกาะโบมินซึ่งส่วนใหญ่เป็นภูเขาไฟที่ดับแล้ว ภายในเกาะมีถ้ำอยู่หลายแห่งด้วยเหตุนี้เองทำให้กองทัพญี่ปุ่นสามารถสร้างป้อมปราการไว้เป็นฐานที่ตั้งของกองกำลังเพื่อสกัดกั้นไม่ให้เครื่องบินอเมริกาเข้าไปทิ้งระเบิดโจมตีเกาะญี่ปุ่นทั้งเกาะได้ พูดง่ายๆก็คือ Iwo Jima เปรียบเสมือนเกาะหน้าด่านที่อเมริกาต้องการเพื่อใช้เป็นฐานจอดเครื่องบินรบสำหรับโปรยระเบิดนาปาล์มทำลายญี่ปุ่น ขณะเดียวกันญี่ปุ่นก็ต้องรักษาเกาะนี้ไว้สุดชีวิตเพราะหากเกาะนี้ถูกยึดเมื่อไรนั่นหมายถึงเค้าลางของความพ่ายแพ้ย่อมตามมา

แต่แล้ว เกาะ Iwo Jima ก็ถูกอเมริกาเปิดบริสุทธิ์ยึดเป็นฐานที่มั่นจนได้เมื่อเดือนมีนาคมปี 1945 และ 5 เดือนหลังจากนั้นญี่ปุ่นต้องยอมแพ้สงคราม เรื่องราวของสมรภูมิรบ Iwo Jima ที่ปู่ Clint แกบรรจงถ่ายทอดให้เราเห็นนั้น ทำให้เรานึกถึงความไร้สาระของการทำสงคราม เพราะสงครามคือการทำลายล้างอย่างแท้จริง นอกเหนือจากชีวิตทหารและพลเมืองผู้บริสุทธิ์ที่สูญเสียไปแล้ว สงครามยังพรากจิตวิญญาณความเป็นมนุษย์ออกไปด้วย หลายปีก่อนผมเคยชื่นชอบวีรบุรุษสงครามโดยเฉพาะพวกนายพลรวมทั้งผู้นำระดับโลกทั้งหลาย แต่เมื่อยิ่งเติบโตขึ้น การทำความเข้าใจกับประวัติศาสตร์ของมนุษย์กลับทำให้ผมมองเห็นความโลภ ความตะกละในอำนาจของคนใหญ่คนโตเหล่านั้น ขณะเดียวกันผมกลับศรัทธาชีวิตเล็กๆของทหารที่ออกสู้รบกลางสมรภูมิทั้งที่ลึกๆแล้วก็รักตัวกลัวตายเหมือนกัน แต่การต่อสู้ของพวกเขาก็เพียงเพื่อทำหน้าที่โดยจิตสำนึกที่ดีของความเป็นผู้ปกป้องคนหนึ่งที่อาจจะคิดเพียงว่าสิ่งที่ทำไปก็เพื่อลูกเมียหรือเพื่อนฝูงแนวหลังเท่านั้นเอง มิใช่เพื่อเกียรติยศชื่อเสียงหรือโหยหาคำว่า วีรบุรุษ วีรสตรี แต่อย่างใด ผมว่าไอ้คำเหล่านี้หรือเหรียญตรากล้าหาญมันเป็นเพียงสิ่งสมมติที่มนุษย์บางพวกสร้างขึ้นมา ซึ่ง Clint Eastwood แกมาเฉลยได้อย่างแนบเนียนในหนังที่แทบเรียกได้ว่าเป็นภาคต่อของ Letter from IwoJima นั่นคือ Flag of our Father (2006)

หลายท่านคงเคยผ่านตากับภาพเหล่าทหารอเมริกัน4-5 คน ที่ช่วยกันแบกธงชาติของพวกเขาขึ้นปักบนยอดเขา Suribashi บนเกาะ Iwo Jima นั่นแหละครับ คือวันที่อเมริกาประกาศก้องว่า กูกำลังจะเป็นมหาอำนาจชาติใหม่บนโลกสีน้ำเงินใบนี้ กลับมาที่หนังต่อครับ Letter from Iwo Jima ทำให้เราเห็นภาพของหลายมนุษย์บนเกาะแห่งนี้ในห้วงเวลาของความพ่ายแพ้ ตั้งแต่นายพลไปยันพลทหาร สงครามในทัศนะของผู้ปราชัยย่อมสร้างความเจ็บปวดให้กับพวกเขาอยู่ไม่น้อย ด้วยเหตุนี้เองทหารญี่ปุ่นส่วนใหญ่ ,ยกเว้นโกโบริในคู่กรรม, จึงยอมฆ่าตัวตาย

ผมเองเริ่มรู้สึกแล้วว่ายิ่งดูหนังสงครามมากขึ้นเรื่อยๆ ผมกลับยิ่งเห็นความตายเป็นเรื่องสวยงาม (Beautiful Death) สวยงามในที่นี้หมายถึง ในยามที่เรากำลังเผชิญเงื้อมมือของมัจจุราชนั้น เราจะจัดการกับอารมณ์ของตัวเองอย่างไรในห้วงเวลาสุดท้ายของชีวิต เราจะกลัวลนลานหรือเปล่า? หรือว่าจะเข้าใจว่ามันก็เป็นแค่กฎหนึ่งของการดับสูญ คุณผู้อ่านลองคิดดูนะครับว่าถ้าเราเห็นเพื่อนทหารของเรากำลังดึงสลักระเบิดมาวางไว้ที่หัวใจ แล้วเพียงอึดใจเดียวร่างของเพื่อนก็มอดไหม้ไปต่อหน้า เราจะรู้สึกอย่างไร? เราจะเลือกตายอย่างนั้นหรือเปล่า? สิ่งเหล่านี้ล้วนมีรากมาจากความเป็นซามูไรของชาวญี่ปุ่น ผมว่าปรัชญาของซามูไรมีความน่าสนใจอยู่ไม่น้อย โดยเฉพาะการสื่อสารให้เห็นถึงความเป็นมนุษย์ที่แท้ อย่างไรก็ตามอย่าเพิ่งด่วนสรุปว่าผมเป็นพวกนิยมการฆ่าตัวตาย นะครับ

สำหรับตัวละครสำคัญที่จะไม่เอ่ยไม่ได้เลย คือ นายพล Kuribayashi Tadamichi , นำแสดงโดย Ken Watanabe นายพลคนนี้เป็นบุคคลที่มีตัวตนอยู่จริงตามประวัติศาสตร์ครับ (ดูภาพประกอบ) Kuribayashi มีโอกาสไปร่ำเรียนที่อเมริกา ทำให้เขาซึมซับบางอย่างของโลกตะวันตกเช่นความเชื่อในเรื่องเสรีภาพของมนุษย์ ด้วยเหตุนี้เองเขาจึงไม่ลงโทษทหารแบบซี้ซั้ว ขณะเดียวกันเขาก็ยังชื่นชมกับความเป็นนิปปอนชนโดยเฉพาะปรัชญาการใช้ชีวิตของซามูไรที่ถึงที่สุดแล้วเกียรติยศ ประเทศชาติ และสมเด็จพระจักรพรรดิย่อมสำคัญกว่าชีวิตตนเอง Kuribayashi นับเป็นตัวละครสำคัญเพราะเขาเป็นผู้บันทึกทุกอย่างบนเกาะ Iwo Jima ผ่านจดหมายที่ตั้งใจส่งให้เมียและลูกๆที่บ้าน แต่จดหมายไม่เคยถูกส่งแต่อย่างใดและถูกฝังไว้ในถ้ำบัญชาการในวันที่ทหารอเมริกันยึดครองเกาะนี้ได้ หลังจากนั้นอีกหลายสิบปี เราจึงได้รับรู้เรื่องราวของวาระสุดท้ายของทหารญี่ปุ่นบนเกาะแห่งนี้ สำหรับผมแล้ว , สงครามในทัศนะของผู้แพ้บางทีดูมันจะมีคุณค่ามากกว่าชัยชนะของมหาอำนาจอย่างอเมริกาเสียอีก
Hesse004

May 30, 2007

อวสานของเจ้ยฉินอ๋อง เมื่อประวัติศาสตร์หมุนรอบตัวเอง



ผมชอบอ่านประวัติศาสตร์ครับ เพราะประวัติศาสตร์สามารถเติมจินตนาการในอดีตของมนุษย์ได้ดี ประวัติศาสตร์ยังเป็นกระจกสะท้อนให้เห็นพัฒนาการของมนุษยชาติและที่ละเอียดอ่อนไปกว่านั้น คือ เราสามารถเรียนรู้อะไรบางอย่างจากเรื่องราวในอดีตได้
เมื่อพูดถึงประวัติศาสตร์จีน, ผมเชื่อว่าหลายท่านคงนึกถึงสามก๊กเป็นอันดับแรก จริงๆแล้วสามก๊กมีความเป็นพงศาวดารจีนอยู่ในตัวเนื่องจากมีข้อเท็จจริงอยู่บ้างแต่อาจจะไม่ร้อยเปอร์เซนต์ ตัวละครอย่างเล่าปี่ โจโฉ ซุนกวน ขงเบ้ง กวนอู เตียวหุย ตามหลักฐานโบราณเชื่อได้ว่าเป็นบุคคลที่มีตัวตนอยู่จริงแต่อย่างไรก็ตามตัวละครอย่างนางเตียวเสี้ยน นักประวัติศาสตร์จีนบอกว่าไม่มีชื่อนี้อยู่ในโลกประวัติศาสตร์แต่อย่างใด สำหรับเรื่องที่ผมอยากจะเล่าในวันนี้ยังเป็นประวัติศาสตร์จีนอยู่เหมือนเดิมแหละครับแต่เปลี่ยนยุคเปลี่ยนสมัยหลังจากสิ้นสุดยุคสามก๊กแล้ว
อัครเสนาบดีของวุยก๊กนามว่า สุมาเอี๋ยนสามารถรวบรวมก๊กทั้งสามให้เป็นประเทศจีนได้อีกครั้ง และสถาปนาราชวงศ์จิ้นขึ้นปกครองแผ่นดินจีน อย่างไรก็ดีราชวงศ์นี้มีอายุไม่ยืนครับ เนื่องจากเกิดความแตกแยกกันเองของผู้มีอำนาจในขณะนั้น ประวัติศาสตร์จีนมักบอกเราเสมอว่าช่วงที่ฮ่องเต้เข้มแข็งบ้านเมืองก็จะสงบสุข แต่เมื่อใดที่ฮ่องเต้อ่อนแอ ความวุ่นวายย่อมตามมา ยุคที่ราชวงศ์จิ้นปกครองมีอยู่สองช่วงครับ พวกแต้จิ๋วชน จะเรียกว่าสมัยไซจิ้น (จิ้นตะวันตก)กับ ตั้งจิ้น (จิ้นตะวันออก) ด้วยเหตุที่แบ่งเช่นนี้เพราะเรียกตามเมืองหลวงของจีน ถ้าจำไม่ผิดช่วงนั้นจีนมีเมืองลั่วหยางหรือโล่หยางเป็นเมืองหลวงสมัยไซจิ้น หลังจากนั้นก็เปลี่ยนมาเป็นเมืองเกี้ยนฆัง (นานกิง)ในสมัยตั้งจิ้น
ผมเกริ่นมาเสียยืดยาว จริงๆแล้วผมอยากเขียนเรื่องของบุคคลผู้หนึ่งในประวัติศาสตร์จีนที่ผมคิดว่ามีความน่าสนใจอยู่ไม่น้อย คนๆนั้นคือ เจ้ยฉินอ๋อง ครับ ย้อนกลับไปเมื่อปี พ.ศ.894 หรือประมาณหนึ่งพันหกร้อยกว่าปีก่อน มีรัฐใหญ่รัฐหนึ่งในแผ่นดินจีนนั่นคือ รัฐเฉียนฉิน (เรียกสั้นๆว่าฉิน) รัฐนี้มีเมืองฉางอานเป็นเมืองหลวง มีเจ้านครรัฐนามว่า ฝูเจียน หรือที่ภาษาแต้จิ๋วเรียกว่า เจ้ยฉินอ๋อง อ๋องคนนี้นับว่ามีอำนาจมากที่สุดในบรรดาเจ้านครทั้ง 16 รัฐ ยิ่งในช่วงที่แผ่นดินจีนขาดเสถียรภาพด้วยแล้ว ความเก่งกาจ เฉลียวฉลาดของเจ้ยฉินอ๋อง ทำให้เขามีอำนาจบารมีสร้างศรัทธาให้กับผู้คนได้อย่างมากมาย ประกอบกับการได้กุนซือคู่ใจอย่าง หวางเหมิ่ง ยิ่งทำให้อาณาจักรเฉียนฉินดูจะรุ่งเรืองเกรียงไกร จนเจ้ยฉินอ๋องเกือบจะรวมประเทศจีนได้สำเร็จ แต่....
ผมว่าการก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งสูงสุดจำเป็นต้องอาศัยทั้งความสามารถและวาสนา ขณะที่วาสนาเนี่ยไม่รู้มันจะสามารถหาซื้อได้อย่าง "ปาติหาน" หรือเปล่า แต่ผมว่าสิ่งเหล่านี้มันคือการสะสมบุญบารมีของมนุษย์แต่ละคน บุญก็คือการสร้างความดีนั่นแหละครับ ส่วนความดีก็คือการสร้างสิ่งดีๆให้กับคนในสังคมส่วนใหญ่ และไม่ทำให้คนอื่นเดือดร้อน คงไม่ต้องขยายความกันต่อนะครับ
กลับมาที่เรื่องของเจ้ยฉินอ๋องกันต่อครับ , การที่เจ้ยฉินอ๋องได้หวางเหมิ่งมาเป็นกุนซือใหญ่ทำให้เขาสามารถขยายอาณาจักรเฉียนฉินออกไปได้ไกล ไกลจนกระทั่งข้ามไปตีเมืองโล่วหยางของราชวงศ์จิ้นได้ อาณาจักรฉินยังสามารถผนวกดินแดนอื่นๆให้เข้ามาเป็นประเทศราชของตนเองได้เช่น อาณาจักรเฉียนเยียนซึ่งอยู่ทางตอนเหนือ อย่างไรก็ตามผู้นำทุกคนย่อมมีจุดอ่อนอยู่ในตัว แม้ว่าเจ้ยฉินอ๋องจะเป็นผู้นำที่เก่งกาจฉลาดปราดเปรื่อง แต่กลับขาดความเฉลียวครับ ด้วยความที่แกเป็นคนนับถือคนเก่งๆ แกเลยจับเอาคนเก่งจากประเทศที่ตีได้มาเป็นกุนซือบ้าง เป็นทหารเอกบ้าง เช่นเมื่อตีเฉียนเยียนได้แล้วแกก็จับเอา มอยองสุย ขุนทหารของดินแดนเฉียนเยียนเข้ามาเป็นทหารเอกทั้งๆที่หวางเหมิ่งแนะนำให้ฆ่าล้างโคตรคนสกุลมอยองไปตั้งแต่ยึดเมืองได้แล้ว เนื่องจากไม่ไว้ใจคนตระกูลนี้ผมมีเกร็ดนิดนึงครับว่า คนแซ่ มอยองหรือมู่หยงในแผ่นดินจีนนับเป็นขุนศึกที่ชำนาญการรบมาแต่โบราณแล้ว คนสกุลนี้ถูกกล่าวขานในแง่ของความกล้าหาญอยู่บ่อยครั้ง
แล้วดาววาสนาของเจ้ยฉินอ๋องก็เริ่มอับแสงลง เมื่ออุปราชคู่ใจหวางเหมิ่งได้ตายจากไป ทั้งสองนับเป็นคู่นายบ่าวที่รู้ใจกันดีที่สุดเหมือนที่เล่าปี่มีขงเบ้งในสมัยสามก๊ก ก่อนที่หวางเหมิ่งจะตาย เขาได้เขียนจดหมายสามฉบับฝากให้เจ้ยฉินอ๋อง สำหรับช่วงเวลาคับขัน โดยบอกถึงวิธีการเอาตัวรอดและกลยุทธ์สงครามที่สำคัญ โดยจดหมายฉบับสุดท้ายนั้นหวางเหมิ่งได้กำชับไม่ให้เจ้ยฉินอ๋องนำกำลังทหารไปโจมตีอาณาจักรจิ้นอีก เพราะเชื่อว่าไม่มีทางชนะได้รวมทั้งให้กำจัดเจ้ามอยองสุยตัวแสบเพราะอาจจะเป็นภัยต่อเจ้ยฉินอ๋องภายหลัง
เจ้ยฉินอ๋องแกเชื่อหวางเหมิ่ง แต่แกเชื่อไม่หมดครับ เพราะแกดันทุรังพากองทัพกว่า 80 หมื่นบุกเข้าสู่เมืองเกี้ยนฆังแถมยังไว้ใจให้มอยองสุยเป็น แม่ทัพร่วมศึกด้วยอีก การบุกแค้วนจิ้นด้วยหมายจะพิชิตเมืองเกี้ยนฆัง ทำให้เกิดยุทธการทางสงครามที่เรียกว่า ยุทธการเฝยสุ่ย ยุทธการนี้เรียกขานตามชื่อของแม่น้ำเฝยสุ่ย สาระสำคัญของการสัปประยุทธ์ครั้งนี้ คือ การที่กองกำลังน้อยกว่าของจิ้นสามารถเอาชนะกองกำลังที่มากกว่าของเจ้ยฉินอ๋องได้ คำว่าน้อยกว่าเนี่ยต้องนับกันเป็นเท่าเลยนะครับ เพราะจิ้นมีกองทหารน้อยกว่าฉินถึง 10 เท่า พูดง่ายๆคือ 8 หมื่น รับมือกับ 8 แสน การที่กองทัพเล็กกว่าสามารถชนะได้ก็เพราะพวกเขาเล่นตามกลยุทธ์ของตัวเอง และใช้ความได้เปรียบและความชำนาญในพื้นที่สร้างความประหวั่นพรั่นพรึงให้กับกองทัพผู้มาเยือนทำให้การตั้งรับของจิ้นจึงประสบความสำเร็จ ความพ่ายแพ้ของเจ้ยฉินอ๋องทำให้เขาสูญเสียทหารไปเกือบหมด ท้ายที่สุดเจ้ยฉินอ๋องต้องกลับฉางอานด้วยความบอบช้ำอย่างสาหัส หลังยุทธการเฝยสุ่ย เจ้ยฉินอ๋องถูกคนสนิทจับประหารชีวิต (ในหนังสือพงศาวดารจีนที่แปลจากภาษาแต้จิ๋ว กล่าวถึง จุดจบของเจ้ยฉินอ๋องไว้อย่างรันทดว่า แม้จะขอน้ำกินสักหยดเดียวก็ยังไม่ได้เลย ทำให้สุดท้ายแกเลือกจบชีวิตด้วยการเอาผ้าขาวผูกคอแล้ววิ่งเอาหัวชนกำแพงตาย ) นับเป็นการสิ้นสุดความยิ่งใหญ่ของอ๋องผู้เกือบจะรวมแผ่นดินจีนสำเร็จถ้าเขาเชื่อในคำของกุนซือหวางเหมิ่ง

ประวัติศาสตร์มักหมุนย้อนกลับมาอยู่เสมอครับ อีกทั้งเป็นวงจรที่ผู้เสพอำนาจหรือคิดจะมีอำนาจต้องสำเหนียกให้ถ่องแท้ โดยเฉพาะกฎของอนิจจังหรือความไม่เที่ยงของอำนาจ จะอย่างไรก็ตาม, ผมกลับชอบเจ้ยฉินอ๋องตรงไหนรู้มั๊ยครับ ผมว่าแกเป็นคนที่หลงรักศัตรู หลงรักในที่นี้หมายถึงให้โอกาสกับคนเก่งได้แสดงความสามารถ แม้ว่าสุดท้ายจะโดนทรยศหักหลัง ประวัติศาสตร์ทุกยุคทุกสมัยล้วนมีคนอย่างเจ้ยฉินอ๋องปรากฏให้เห็นกันอยู่เสมอ สำหรับผมแล้ว, ผมเชื่อว่าเจ้ยฉินอ๋องมีบารมีมากพอที่จะเป็นอ๋องแต่ไม่มากพอที่จะเป็นฮ่องเต้ ได้ คิดเหมือนผมหรือเปล่าครับ

Hesse004

May 28, 2007

Escape from Hongkong Island เมื่อคราวซวยมาเยือน



วานก่อนผมมีโอกาสดูหนังฮ่องกงฟอร์มเล็กๆเรื่อง Escape from Hongkong Island หนังเรื่องนี้สร้างเมื่อปี 2004 มี Simon Lui (Yu – Yeung)เป็นมือเขียนบทและกำกับการแสดงเอง ส่วนนักแสดงนำหลายคนคุ้นหน้าคุ้นตากันดีอย่าง Jordan Chan (Siu - Chun) ที่โด่งดังมาจากหนังบู๊ล้างผลาญสไตล์ฮ่องกง และ Chapman To (Man-Chat) จาก Infernal Affair
ความน่าสนใจของหนังเรื่องนี้อยู่ที่การบอกเล่าถึงความโคตรซวยของชายคนหนึ่งที่ชื่อ นายม่ายโต้ (Raymond Mak) , นำแสดงโดย Jordan Chan , หนังเริ่มต้นด้วยเช้าปกติธรรมดาของ ม่ายโต้ โดยที่คนดูค่อยๆรู้จักพฤติกรรมของนายคนนี้จากรูปแบบการใช้ชีวิต บุคลิกท่าทาง และคำพูดซึ่งเพียงไม่ถึงยี่สิบนาทีเราสามารถเข้าใจได้ว่า ไอ้ม่ายโต้คนนี้พี่แกเป็นมนุษย์ประเภทเชื่อมั่นในตัวเองสูง อวดดี ก้าวร้าว เจ้าอารมณ์และดูถูกคนอื่นอยู่เสมอ แน่นอนครับคนประเภทนี้ย่อมเชื่อว่าตัวเองเป็นคนเก่งมีความวิเศษวิโสอยู่ในตัว Simon Lui จงใจเขียนบทให้ม่ายโต้ทำงานในตลาดการเงินของฮ่องกง คล้ายๆกับหนังฝรั่งอย่าง Wall Street ผมเชื่อว่าภาพของคนทำงานในภาคการเงินส่วนใหญ่ค่อนข้างมีบุคลิกทันสมัยและว่องไวตลอดเวลาแต่ในมุมกลับกันมีความทะเยอทะยานไปจนกระทั่งก้าวร้าวก็มี สำหรับม่ายโต้, เขาเป็นสุดยอดโบรกเกอร์ของตลาดหุ้นในเกาะฮ่องกง ทำให้ชีวิตที่ผ่านมาของนายคนนี้ดูจะเพียบพร้อมจนน่าอิจฉาไปเสียทุกอย่างทั้งเรื่องเงินทอง หน้าที่การงาน และผู้หญิง
แต่แล้วเช้าวันนั้นโลกของม่ายโต้ก็เปลี่ยนไป เช้าที่เร่งรีบของสังคมเมือง ทุกคนต่างตั้งหน้าตั้งตาที่จะไปทำงานให้ทัน ไม่มีใครสนใจใยดีใคร ผมนึกถึงตัวเองในวันที่เร่งรีบไปทำงานต้องกระเสือกกระสนแย่งกับคนอื่นเพื่อขึ้นรถตู้หรือรถไฟฟ้า บ่อยครั้งผมรู้สึกว่ายิ่งคนมากเท่าไร เรากลับยิ่งเหงามากขึ้น กลับมาที่หนังต่อครับ ในเช้าวันนั้นม่ายโต้พบชายแปลกหน้าแต่งตัวดีใส่สูทผูกไทด์แบบเขาแต่ดันเข้ามาขอตังค์เขาแค่ 3 เหรียญเพื่อจะข้ามฟากไปฝั่งเกาลูน ชายคนนั้นอ้างว่าถูกขโมยกระเป๋าไม่มีเงินติดตัวเลยสักแดงเดียว ม่ายโต้มองหน้าชายคนนั้นอย่างเหยียดๆและไม่มีทีท่าจะใส่ใจกับความทุกข์ของชายแปลกหน้านั้นแต่อย่างใด นี่แหละครับคือบททดสอบความเอื้ออาทรของฟ้าที่มักส่งมาให้มนุษย์ไม่ทันได้ตั้งตัวอยู่เสมอ มันเป็นบททดสอบง่ายๆที่ถูกส่งลงมาวัดความเมตตาของมนุษย์คนหนึ่ง ดังนั้นถ้าเบื้องบนท่านตรวจข้อสอบข้อนี้ แน่นอนครับว่านายคนนี้สอบตก
เมื่อม่ายโต้มาถึงที่ทำงาน เขาพบว่าตัวเองถูกไล่ออกจากงานเพราะเจ้านายใหญ่ทนไม่ไหวกับพฤติกรรมกร่างของเขากับทุกคนไม่เว้นแม้แต่เจ้านาย ด้วยความที่เขาเชื่อว่ากูแน่ เขาจึงไม่สนใจกับการไล่ออกแถมยังโทรศัพท์หาบริษัทคู่แข่งที่อยู่ฝั่งเกาลูนเพื่อตอบรับข้อเสนอที่เขาจะไปนั่งเป็นบอสใหม่ที่นั่น หนังมาถึงจุดสำคัญแล้วครับ เมื่อนายคนนี้ออกมาจากบริษัทเพื่อจะเดินทางไปเซ็นสัญญากับบริษัทใหม่ที่ฝั่งเกาลูน ปรากฏว่าเขาถูกจี้ครับ พอผมเล่ามาถึงตรงนี้หลายท่านคงพอเดาเรื่องได้แล้วใช่มั๊ยครับว่าไอ้ม่ายโต้มันจะต้องเผชิญกับอะไรบ้าง
ผู้กำกับหนังทำให้เราเห็นชะตากรรมของคนเคยรวยที่ต้องกระเสือกกระสนขอเงินคนอื่นแค่ 3 เหรียญ เพียงเพื่อจะข้ามฝั่งไปเกาลูน แต่การณ์กลับไม่ง่ายอย่างที่คิดสิครับ บทเรียนดังกล่าวทำให้ม่ายโต้รู้ว่าเขาไม่เป็นที่พึงปราถนาของคนใกล้ตัวเลย ไล่ไปตั้งแต่เพื่อนที่ไม่มีใครจริงใจกับเขาเลยสักคน เพราะเขาเลือกที่จะไม่จริงใจกับคนเหล่านี้ก่อน พอมาถึงแฟน ,ไอ้หมอนี่ก็ดันไปทำเจ้าชู้ใส่ผู้หญิงหลายคนและที่แสบกว่านั้นคือดันแอบไปอึ๊บเพื่อนของแฟนตัวเองซะอีก พอย้อนกลับมาที่ครอบครัว หนังพาให้เราเห็นความเห็นแก่ตัวของม่ายโต้มากขึ้น เพราะเขาส่งแม่ไปอยู่สถานเลี้ยงดูคนชรา แถมแม่ยังเป็นอัลไซเมอร์โดยที่เขาไม่เคยดูดำดูดีเลย พี่สาวพี่ชายก็มีฐานะต่างกับม่ายโต้ชนิดหน้ามือกับหลังเท้า ความที่ไม่เอาพี่เอาน้องเลยจึงทำให้ไม่มีใครคิดอยากจะช่วยเหลือม่ายโต้เลยสักคน
ม่ายโต้พยายามหาทุกวิธีเพื่อจะให้ได้เงินมาแค่ 3 เหรียญ แต่จนแล้วจนรอดโชคชะตาก็ดูเหมือนจะเล่นตลกและสอนให้เขาเรียนรู้อะไรๆจากวันที่โคตรซวยและไม่เป็นใจ อ้อ! ผมลืมเล่าถึงตัวละครอีกตัวนั่นคือ Chapman To หมอนี่เล่นเป็นตำรวจฮ่องกง บทบาทของแกดูขรึมๆไม่เหมือนที่เล่นเป็นเพื่อนพระเอกใน Infernal affair หนังใช้ให้ตำรวจเป็นตัวแทนของผู้รักษากฎที่พยายามทำทุกอย่างให้อยู่ในความเรียบร้อย เช่น คุณตำรวจแนะนำให้ม่ายโต้ไปแจ้งทำบัตรประชาชนชั่วคราวเพื่อขอข้ามฟากแต่ด้วยความที่ม่ายโต้ดันขี้เกียจไปยืนต่อคิว แกเลยเลือกที่จะไม่ทำบัตรและหาวิธีอื่นที่ลัดกว่านี้
ผมหยิบหนังเรื่องนี้มาดูด้วยความบังเอิญ เพราะครั้งแรกที่เห็นแผ่นหนัง ผมไม่รู้สึกอยากดูแต่อย่างใด คงเพราะเบื่อกับหนังตลกฮ่องกงบ้าๆบอๆ แต่พอดูไปสักพักผมเริ่มคิดแล้วว่าหนังเรื่องนี้มีอะไรดีๆแฝงอยู่ไม่น้อย หลังปี 1997เกาะฮ่องกง เกิดการเปลี่ยนแปลงหลายอย่างโดยเฉพาะความแปลกแยกของคนฮ่องกงกับคนจีนแผ่นดินใหญ่ คนฮ่องกงยังคุ้นเคยกับความเป็นอังกฤษชนซึ่งเป็นวัฒนธรรมที่แตกต่างกับชาวจีนแผ่นดินใหญ่ ทำให้มีอะไรหลายอย่างดูจะประดักประเดิดใจอยู่ไม่น้อยในทัศนคติของคนฮ่องกง นอกจากนี้สภาพความเป็นเมืองการค้าการลงทุน ทำให้เกาะฮ่องกงไม่ต่างอะไรกับนิวยอร์ค ลอนดอนหรือแม้กระทั่งโตเกียว โลกในเมืองเหล่านี้ดูจะหมุนไวกว่าโลกในทิเบตหรือภูฎาน เหมือนที่ผมบอกไปตอนต้นว่ายิ่งคนเยอะเรายิ่งเหงา
ผมเชื่อเสมอว่าความเอื้ออาทรกันของคนเป็นการสะสมทุนทางสังคมที่ดีอย่างหนึ่ง การช่วยเหลือซึ่งกันและกันบนฐานของความจริงใจเป็นการลด Transaction Cost ของการดำเนินชีวิต สังคมเอเชียสมัยใหม่กำลังก้าวย่างตามรอยสังคมตะวันตกที่ชอบบอกตัวเองว่ากูนั้นศิวิไลซ์แล้ว แต่ความจำเริญทางวัตถุกลับทำให้บางอย่างของความเป็นมนุษย์ของเราหายไป โดยเฉพาะการใส่ใจซึ่งกันและกัน
ผมดูเรื่องนี้จบด้วยความอิ่มเอม และอยากจะเขียนแนะนำหนังเรื่องนี้ บางทีเราแต่ละคนอาจจะเจอเหตุการณ์แบบม่ายโต้ก็ได้นะครับที่อยู่ดีๆฟ้าได้ส่งบททดสอบอะไรบางอย่างมาให้เราลองฝึกทำดูเล่นๆ
Hesse004

May 18, 2007

ตำราเศรษฐศาสตร์ของนาย Mas-Colell และคณะ

คุณผู้อ่านเคยรู้สึกปวดเศียรเวียนกบาลกับการอ่านหนังสือกันบ้างหรือเปล่าครับ ? ผมว่าอารมณ์แบบนี้คงบังเกิดขึ้นกับทุกท่านโดยเฉพาะอย่างยิ่งการอ่านตำราเรียน ส่วนตัวผมเองประสบการณ์เลวร้ายที่สุดของการอ่านหนังสือหนักๆ คือ ไข้ขึ้น ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อนะครับว่า นอกจากหนังสือจะมีอิทธิพลต่อสภาพจิตใจแล้วยังส่งผลต่อสภาพร่างกายคนเราด้วย
เมื่อไม่กี่วันมานี้ผมนั่งอ่านตำราเศรษฐศาสตร์เพื่อเตรียมสอบปลายภาค ตำราที่ว่าคือ Microeconomic Theory ฉบับพิมพ์ครั้งแรกเมื่อปี 1995 มีผู้แต่งร่วมกัน 3 คน คือ นาย Andreu Mas-Colell , นาย Michale Whinston และ นาย Jerry Green ว่ากันว่าหนังสือเล่มนี้ถูกใช้เป็น Required text book สำหรับนักศึกษาปริญญาเอกเศรษฐศาสตร์(แบบทุนนิยม)ทั่วโลก ดังนั้น จึงไม่แปลกที่ตำราหนาเกือบพันหน้าเล่มนี้จะกลายเป็นสุดยอดคัมภีร์ของวิชาเศรษฐศาสตร์จุลภาคในโลกปัจจุบัน
Microeconomic Theory นับเป็นตำราเศรษฐศาสตร์ชั้นสูงที่ดี กล่าวคือ มีสัญลักษณ์ทางคณิตศาสตร์เต็มไปหมด มีกราฟประหลาดพิสดารที่เราไม่ใคร่จะพบเจอนักใน หนังสือระดับ Basic หรือ Intermediate และที่สำคัญคือมีแบบฝึกหัดท้ายบทที่โคตรยากเลยครับ แน่นอนว่าผู้เขียนหนังสือทั้งสามท่านย่อมเป็นปรมาจารย์ทางเศรษฐศาสตร์จุลภาคชนิดที่เรียกว่ามองทุกอย่างในชีวิตประจำวันได้เป็นเศรษฐศาสตร์ชั้นสูง ขอย้ำนะครับว่าชั้นสูง ผมเคยสงสัยว่าลุง Mas-Colell สแปนนิชชนคนนี้เวลาแกไปสั่งอาหารสเปน แทนที่แกจะคำนวณอาหารออกมาเป็น Callories แกอาจจะคำนวณมันออกมาเป็น Utility แทน
จะว่าไปแล้วไอ้ความหงุดหงิดจากการอ่าหนังสือยากๆเนี่ยมันก็สร้างความลำบากใจให้กับคนเขียนเหมือนกันนะครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนเขียนที่ตั้งใจเขียนหนังสือเล่มนั้นให้มันเกิดประโยชน์ต่อมวลมนุษย์ ผมเองเชื่อว่าตำรา Microeconomic Theory ของผู้เขียนทั้งสามท่านจะ ยืนยงคงกระพันไปอีกหลายสิบปี เพราะยากนักที่จะหาคนเขียนตำราระดับนี้ออกมาสู้ได้ แค่ดูท้ายบทที่ท่านทั้งสามหยิบมาอ้างอิงก็หนาวแล้วครับ นักเรียนเศรษฐศาสตร์ควรจะภูมิใจในความเป็นสากล ความสมเหตุสมผล ความมีตรรกะและอธิบายได้อย่างมีหลักการของศาสตร์นี้
เศรษฐศาสตร์นับเป็นสังคมศาสตร์แขนงเดียวที่ได้รับการยอมรับจากคณะกรรมการคัดเลือกรางวัลระดับโลกอย่างรางวัลโนเบล โดยธนาคารกลางของสวีเดนจะเป็นผู้ดำเนินการมอบรางวัลให้กับนักเศรษฐศาสตร์ผู้มีผลงานทางวิชาการจนเป็นที่ยอมรับในระดับสากล อย่างล่าสุดเมื่อปี 2006 ศาสตราจารย์ Edmund Phelp อมริกันชนก็คว้ารางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ไปครองจากผลงานวิชาการมากมายทาง Macroeconomic หรือเมื่อปีก่อนหน้าโน้น 2005 ศาสตราจารย์ Robert Aumann จากมหาวิทยาลัยฮิบรูในเยรูซาเล็ม ได้รับรางวัลโนเบลจากผลงานการพัฒนาทฤษฎีเกม (Game Theory)
ผลพวงของการได้รับการยอมรับจากสถาบันอย่างโนเบลทำให้วิชาเศรษฐศาสตร์พยายามถีบตัวให้เข้าถึงความเป็นวิทยาศาสตร์ให้มากที่สุด แต่จนแล้วจนรอดก็ยังไปไม่ถึงเสียที ทั้งนี้การสร้าง Pure Theory ของวิชาวิทยาศาสตร์มีความแตกต่างจากวิชาเศรษฐศาสตร์ เพราะบางครั้งนักวิทยาศาสตร์สามารถใช้ห้องทดลองเป็นสนามจำลองการสร้างทฤษฎีซึ่งเป็นข้อจำกัดที่วิชาเศรษฐศาสตร์ไม่สามารถทำได้
ในวงการวิทยาศาสตร์ระดับโลกมีนักวิทยาศาสตร์เด่นๆอย่าง Sir Isac Newton , Albert Eistein หรือ Stephen Hawking แต่สำหรับวงการเศรษฐศาสตร์เรามีนักเศรษฐศาสตร์เก่งๆ อย่าง Adam Smith , Karl Marx ,Alfred Marshall , John Maynard Keynes เรื่อยมาจนกระทั่ง Paul Samuelson และ Milton Friedman ท่านทั้งหลายเหล่านี้ล้วนสร้างชื่อให้กับเศรษฐศาสตร์จนสามารถปักหลักแขนงวิชาในสรรพวิชาทั้งหลายบนโลกนี้ได้
ด้วยความที่เศรษฐศาสตร์เติบโตมาจากปรัชญาความคิดการจัดการเศรษฐกิจ ทำให้ความพยายามที่จะพิสูจน์ปรัชญาเหล่านี้จำเป็นต้องนำคณิตศาสตร์มาใช้เป็นเครื่องมือในการสำแดงอิทธิฤทธิ์ของวิชานี้ และด้วยเหตุนี้เองภาพชินตาของนักเศรษฐศาสตร์คือ ตัวเลข กราฟ สมการ ทำให้การอธิบายเรื่องง่ายๆ ประเภทใช้สามัญสำนึกอธิบายก็น่าจะเข้าใจ แต่นักเศรษฐศาสตร์ต้องพยายามพิสูจน์สิ่งเหล่านี้ด้วยคณิตศาสตร์ให้ได้ เช่น การอธิบายการเปลี่ยนแปลงต้นทุนของหน่วยผลิตโดยใช้หลัก Marginal ซึ่งก็มาจากการDifferential ในแคลคูลัส ไอเดียดังกล่าวได้แนวคิด มาจากวิชาคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ ซึ่งนักเศรษฐศาสตร์บางท่านเรียกวิธีการแบบนี้ว่า Newtonian อันหมายถึง วิธีคิดแบบ Sir Isac Newton ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการพัฒนาความคิดทางวิทยาศาสตร์ให้กับโลก
ที่กล่าวมาข้างต้น ว่าด้วยเรื่องตำราเศรษฐศาสตร์ของนาย Mas-Collel และคณะนั้น ผมเพียงต้องการชี้ให้เห็นถึงพัฒนาการของโลกวิชาการในปัจจุบันว่า นักคิด นักทฤษฎีทั้งหลายต่างพยายามเหลือเกินที่จะลดช่องว่างระหว่างโลกทฤษฎีกับโลกความเป็นจริง ให้โลกทั้งสองโคจรเข้าใกล้กันมากที่สุดแม้ว่าสิ่งที่พวกเขาต้องการจะสื่อสารมันจะยากก็ตาม(ผมพูดบ่อยครั้งว่ามันเกินกว่ามนุษย์อย่างเราๆท่านจะเข้าใจ) แต่ถึงที่สุดแล้วที่เราพัฒนามาได้ทุกวันนี้ก็เพราะความพยายามที่จะทำเรื่องยากที่สุดในทางทฤษฎีให้เอามาใช้ได้ในทางปฏิบัติมิใช่หรือ สำหรับประโยชน์อื่นๆของตำราเล่มหนาๆเล่มนี้ยังทำให้ผมมีที่หนุนหัวยามที่คิดอะไรไม่ออกและอยากจะนอนเสียเหลือเกิน....
Hesse004

May 7, 2007

General Equilibrium เศรษฐศาสตร์แนวแฟนตาซี ตอนกล่องของ Edgeworth

ปกป้อง หรือ อาจารย์ป้อง , มิตรทางปัญญาและสหายสมัยเรียนธรรมศาสตร์ , เคยเขียนแนะนำหนังสือเรื่อง The Making Modern Economic : the lives and ideas of the great thinkers ของ นาย Mark Skousen หลังจากที่ผมมีโอกาสได้อ่านหนังสือเล่มดังกล่าวแล้ว ผมรู้สึกถึงเสน่ห์แบบแปลกๆของนักเศรษฐศาสตร์ชื่อดังทั้งหลาย ทำให้นึกไปถึงคำพูดที่ว่า “มีเส้นบางๆกั้นกลางระหว่างอัจฉริยะกับคนบ้า” อย่างไรก็ตามผมกลับคิดว่าความบ้าหรือเพี้ยน(Freak) ของคนเหล่านี้มีเสน่ห์และไม่เป็นพิษเป็นภัยกับใครแถมยังสร้างประโยชน์ให้กับโลกวิชาการ ซึ่งต่างจากคนดีๆ ที่มักจะบ้าอำนาจ บ้าชื่อเสียง บ้าเกียรติยศ
หัวเรื่องที่จั่วไว้คงเป็นศัพท์เฉพาะทางที่เด็กเศรษฐศาสตร์คงจะคุ้นเคยเป็นอย่างดี ใช่แล้วครับ! วันนี้ผมจะเขียนเกี่ยวกับเรื่องของ General Equilibrium ซึ่งแปลเป็นไทยว่า ดุลยภาพทั่วไป สมัยที่ผมเริ่มเรียนเรื่องนี้ใหม่ๆ ผมมักประหลาดใจในความช่างคิดของกูรูเศรษฐศาสตร์ทั้งหลายว่า ทำไม (แ ... ง) ไม่มีอะไรให้คิดแล้วเหรอ เพราะหลังจากที่เราเจอกราฟตั้งแต่เส้นเดียวไปยังหลายเส้น บางเส้นก็เป็นเส้นตรงบางเส้นเว้าแบบ Convex บางเส้นคว่ำแบบ Concave แถมยังเจอการ Shiftของกราฟทั้งแบบปกติและพิสดาร สารพัดที่จะเจอครับ สุดท้ายพอมาถึงเรื่อง General Equilibrium ผมกลับมาเจอกล่อง (Box) อีก โอ้!...พระเจ้ายอด มันจอร์จมากเลย
ด้วยเหตุนี้เองทำให้ผมมองว่าเรื่อง General Equilibrium มีความเป็นแฟนตาซีสูง เพราะ มันมีความสวยงามอยู่ในตัว เพียงเพื่อพิสูจน์ให้เห็นว่าตลาดทุกตลาดในระบบเศรษฐกิจนั้นมันมี ดุลยภาพอย่างไร หรือพูดให้ยากขึ้นไปอีก คือ ทุกตลาดมันจะหาทางปรับตัวเข้าหาดุลยภาพของมันเองจนท้ายที่สุดเกิดดุลยภาพทั่วไปทั้งหมด ดังนั้นเรื่องของ General Equilibrium จึงมีความแตกต่างจาก Partial Equilibrium ที่พิจารณาเจาะจงไปที่ตลาดใดตลาดหนึ่ง
อย่างที่เราทราบกันดีว่าเศรษฐศาสตร์จุลภาคนั้นเติบโตอย่างมั่นคงในแผ่นดินยุโรป โดยมีสำนัก Cambridge เป็นหัวขบวน ภายใต้การนำของปรมาจารย์ Alfred Marshall และ Authur C. Pigou ขณะที่ในเวียนนามีสำนักคิดที่เรียกตัวเองว่าเป็นพวก Austrian School มีนักเศรษฐศาสตร์ชั้นนำเชื้อสายออสเตรียน อย่าง Carl Menger , Ludwig Von Missie และ Eugen Bohm Bawerk (สำหรับรายหลังนี้ จัดเป็นยอดรัฐมนตรีคลังของออสเตรีย ถึงขนาดที่รัฐบาลออสเตรียนำหน้าของเขาไปปรากฏบนธนบัตรเลยทีเดียว) ส่วนในสวีเดนมีสำนัก Stockgholm ของ Knut Wicksell ต่อมาสำนักนี้พัฒนาตัวเองจนขึ้นชื่อในเรื่องทฤษฎีการค้าระหว่างประเทศ และฐานที่มั่นสุดท้ายของวิชาเศรษฐศาสตร์จุลภาคอยู่ที่สวิสเซอร์แลนด์ครับ ภายใต้การนำของ Leon Walras และ Vifredo Pareto ทั้งสองสร้างสรรค์ให้สำนัก Lusanne มีชื่อเสียงในเรื่องของ General Equilibrium โดยเฉพาะ Walras ได้รับการยกย่องเป็นพิเศษจากนักเศรษฐศาสตร์รุ่นหลังว่าเป็นผู้บุกเบิกเอาวิชาคณิตศาสตร์มาผสมกับเศรษฐศาสตร์ได้อย่างลงตัว
กลับมาที่พระเอกของเราครับ , ผมขอแนะนำนักเศรษฐศาสตร์เผ่าพันธุ์ไอริช นามว่า Francis Ysidro Edgeworth (1845 – 1926 ) ครับ Edgeworth เป็นนักเศรษฐศาสตร์ร่วมสมัยเดียวกับ Leon Walras (1834-1910) Alfred Marshall (1842-1924 )และ Vifredo Pareto (1848 - 1923) ทั้งหมดล้วนมีอิทธิพลต่อการสร้างองค์ความรู้ของวิชาเศรษฐศาสตร์จุลภาค
Edgeworth มีประวัติการศึกษายอดเยี่ยม เขาจบการศึกษาที่ Trinity College โดยนอกจากจะมีพื้นความรู้ทางเศรษฐศาสตร์ระดับเอกอุแล้วเขายังชำนาญการทางสถิติชนิดที่หาตัวจับยาก Edgeworth เริ่มงานเป็นอาจารย์สอนเศรษฐศาสตร์และการเมือง (Political Economy) ที่ Oxford อีกสำนักหนึ่งที่เป็นคู่แข่งกับ Cambridge School ซึ่งงานส่วนใหญ่ของเขาเป็นงานที่ใช้คณิตศาสตร์เป็นเครื่องมืออธิบายเศรษฐศาสตร์ ผมตั้งข้อสังเกตว่าช่วงเวลาดังกล่าววิชาเศรษฐศาสตร์เจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว ส่วนหนึ่งเพราะมีคณิตศาสตร์มาเป็นอาวุธสำคัญที่สนับสนุนความคิด
นักเรียนเศรษฐศาสตร์หลายคนคงจะยังไม่ทราบว่า Edgeworth นี่เองที่เป็นผู้ประดิษฐ์เส้น Indifference Curve ในเรื่อง Utility ซึ่งเจ้าเส้น IC นี้แหละครับที่ทำให้ Alfred Marshall ใช้อธิบายที่มาของเส้นดีมานด์ที่ชื่อ Marshallian Demand อย่างไรก็ตาม แม้คนส่วนใหญ่จะไม่รู้ว่าเขาเป็นคนคิดเส้น IC แต่กล่องเจ้าปัญหาของเขาหรือ Edgeworth Box ก็ได้รับการจดจำในฐานะที่เป็นเครื่องมืออธิบายการแลกเปลี่ยนของผู้บริโภค 2 คน ที่มีสินค้า 2 ชนิด แล้วเอามาแลกกันจนกว่าจะได้รับความพอใจด้วยกันทั้งคู่ ซึ่งแนวคิดการแลกกันหรือ Exchange / Trade กันนั้น ได้ถูกนำมา ต่อยอดอธิบายเรื่องของ General Equilibrium
ดังนั้น อย่าแปลกใจเลยครับเวลาที่เราเรียนเรื่อง General Equilibrium แล้วเราจะคุ้นเคยกับชื่อ Edgeworth Box , Walrasian Economy และ Pareto Optimal สำหรับผมแล้วสิ่งเหล่านี้ยังเป็นแฟนตาซีทางเศรษฐศาสตร์ที่ดูยังไงคนธรรมดาๆอย่างเราๆท่านๆคงไม่อยากคิดอะไรให้มันสลับซับซ้อนใช่มั๊ยครับ
Hesse004

Apr 28, 2007

ศิลปะของ Charles Chaplin


ผมว่าความสุขอย่างหนึ่งของคนรักศิลปะ คือ การได้เขียนถึงสิ่งที่ตัวเองรัก สำหรับผมแล้ว, ศิลปะเป็นความบันเทิงที่ช่วยให้ผมหย่อนอารมณ์ได้ทุกครั้งและบางครั้งศิลปะยังทำให้ผมได้เรียนรู้ประสบการณ์ทางอ้อมที่วิเศษจากชิ้นงานเหล่านั้น
จะว่าไปแล้วภาพยนตร์ก็จัดเป็นศิลปะประเภทหนึ่ง เมื่อไม่กี่วันมานี้ผมดูข่าวเรื่องที่ผู้กำกับหนังไทยหลายคนพยายามเรียกร้องให้รัฐบรรจุคำว่าภาพยนตร์เข้าไปในรัฐธรรมนูญในฐานะที่เป็นศิลปวัฒนธรรมประจำชาติ ซึ่งผมเองก็เห็นด้วย แม้ว่าศิลปะจะถูกจัดให้เป็นสินค้าฟุ่มเฟือยตามความคิดของนักเศรษฐศาสตร์ เพราะตัวเนื้องานศิลปะมีความยืดหยุ่นต่อรายได้สูง กล่าวคือ เวลาที่เรามีรายได้มาก เราก็อยากจะบันเทิงเริงรมย์สนุกสนาน ทำให้เราอยากเสพงานศิลปะทั้งดูหนัง ฟังเพลง หรือ แม้กระทั่งสะสมภาพเขียน แต่พอรายได้เราลดลง ความต้องการเหล่านี้ของเราดูจะฟุ่มเฟือยเกินไปเพราะต้องคำนึงถึงปากท้องเป็นสำคัญ อย่างไรก็ตามผมติดใจคำพูดของท่าน ศาสตรจารย์ศิลป์ พีรศรี บิดาศิลปะไทยสมัยใหม่ที่เคยกล่าวไว้ว่า “ชีวิตมนุษย์นั้นสั้นแต่ศิลปะนั้น ยืนยาว”
กลับมาที่เรื่องที่ผมอยากเขียนใน Blog นี้ต่อ, ผมเชื่อว่าหลายท่านคงรู้จัก Charles Chaplin และหลายท่านคงเคยผ่านตาหนังของเขามาบ้างแล้ว ในฐานะคนรักหนัง , ผมกำลังสะสมดีวีดี Charles Chaplin ซึ่งหาไม่ค่อยจะง่ายนัก ดีวีดีราคาลิขสิทธิ์ที่ผมทราบคือมีสนนราคาเหยียบหลักพัน หลายท่านคงสงสัยว่าทำไมคนถึงชอบหนังของ Chaplin กันนักหนา โดยส่วนตัวแล้ว ผมมีเหตุผลดังนี้ครับ
1. หนังของ Charles Chaplin เป็นหนังที่ดูเพลิน ไม่ต้องปีนกระได ไต่ภูเขาขึ้นไปดู เพื่อที่จะเข้าใจความคิดของผู้กำกับ โดยปกติแล้วสายหนังที่มาจากผู้กำกับยุโรปมักจะเป็นหนังที่ดูยาก พูดง่ายๆคือเป็นหนัง อาร์ต แต่สำหรับ หนังของChaplin แล้ว แม้ว่าเขาจะเป็นอังกฤษชนโดยกำเนิดแต่ความที่ทำงานกับชาวอเมริกันมาตั้งแต่สมัยเริ่มดัง ทำให้เขาสามารถสื่อสารงานศิลปะของเขาได้อย่างเข้าอกเข้าใจ รสนิยมของคนดูหนังที่ต้องการเพียงแค่ความบันเทิง แต่อย่างไรก็ตามหนังของเขากลับแฝงไปด้วยปรัชญา ข้อคิดและมุมมองที่น่าสนใจหลายอย่างจนอาจกล่าวได้ว่า Charles Chaplin เป็นนักสังเกตการณ์ชั้นยอดของประวัติศาสตร์ศิลปะ
2. โดยบุคลิกการแสดงของ Charles Chaplin แล้ว เขาเป็นคนที่เกิดมาเพื่อสร้างความสุขให้กับคนอื่นโดยแท้จริง แม้ชีวิตจริงของเขาจะไม่ได้ตลกเหมือนในหนังก็ตาม
3. Charles Chaplin เป็นดาราตลกและเป็นผู้กำกับที่มีความเก่งกาจในการเรียกอารมณ์คนดูให้คล้อยตามกับการแสดงหรือบทที่เขากำกับได้ชนิดที่เรียกว่าจำได้ไม่มีวันลืม สิ่งเหล่านี้สะท้อนความเป็นอมตะของศิลปินผู้นี้
4. Charles Chaplin เป็นศิลปินที่ยิ่งใหญ่โดยแท้ เพราะเขาสามารถถ่ายทอดอารมณ์ความรู้สึกทั้งหมดจากระสบการณ์ที่ผ่านมาในชีวิตผ่านตัวละครในภาพยนตร์ของเขา ซึ่งตามอัตชีวประวัติของเขา เขาได้เล่าไว้อย่างละเอียดถึงช่วงเวลาที่ลำบากที่สุดในวัยเด็ก เรื่องราวการต่อสู้ชีวิตของแม่ ช่วงเวลาที่รุ่งเรืองในการทำงานกับสตูดิโอดังอย่าง Key Stone และ United Artist ผ่านมรสุมชีวิตในการใช้ชีวิตคู่เช่นเดียวกับศิลปินผู้โด่งดังทั้งหลาย ถูกภัยการเมืองคุกคามจนกระทั่งถูกตั้งข้อหาว่าเป็นคอมมิวนิสต์ แต่ท้ายที่สุด Chaplin ก็ได้พิสูจน์ตัวเองในความเป็นของแท้ว่า สิ่งที่เขาเชื่อมั่นมาตลอดคือคุณงามความดีของมนุษย์ การมองโลกในแง่มุมที่รื่นรมย์อยู่เสมอแม้เวลาเจอภัยพิบัติ ซึ่งคุณสมบัติเหล่านี้มักปรากฏ อยู่ในตัวของศิลปินที่ยิ่งใหญ่ที่ยังเชื่อมั่นความดีงามของมนุษย์แบบไม่ยโสโอหังต่อธรรมชาติ

ผมรู้จักหนังของ Charles Chaplin ตั้งแต่อยู่ชั้นประถม 4 ช่วงเวลานั้นวีดีโอกำลังเป็นที่นิยม ดังนั้นการได้ดูหนังของ Chaplin จึงเป็นสิ่งแปลกใหม่สำหรับวัยเด็ก แทบทุกฉากในหนังModern Time ที่ Chaplin เป็นนักแสดงนำ เขียนบท และ กำกับ ยังคงจำตราตรึงใจของผมมาจนถึงทุกวันนี้ ภาพหนุ่มหนวดจิ๋มอารมณ์ดีที่มักเผชิญโชคร้ายอยู่เสมอในห้วงยามที่สังคมปั่นป่วนวุ่นวาย แต่สุดท้ายเขาก็เอาตัวรอดมาจนได้ด้วยการมองโลกในแง่ดี มองทุกอย่างว่าสามารถแก้ปัญหาได้ ไม่ท้อแท้กับการมีชีวิตอยู่ ไอเดียเหล่านี้ยังปรากฏในหนังเรื่อง City Light ที่ Chaplin ปลอบใจเศรษฐีขี้เหล้าว่า Be Brave and Face Life แม้จะเป็นหนังเงียบแต่วลีสั้นๆทั้งสองกลับทำให้ผมคิดว่ามันน่าจะเป็นคำขวัญที่ดีได้สำหรับคนที่กำลังเผชิญหน้ากับความทุกข์
สำหรับหนังเด่นๆที่ผมอยากแนะนำให้ท่านผู้อ่านลองไปหาชมกัน ได้แก่ Modern Time , City Light , Gold Rush และ The Kid หนังทั้ง 4 เรื่องที่กล่าวมาข้างต้นล้วนเป็นผลงานสุดยอดของ Chaplin ที่สะท้อนความคิดและจิตวิญญาณความเป็นศิลปินของเขาออกมาได้ดีที่สุด นอกจากนี้หนังแต่ละเรื่องสะท้อนสภาพสังคมอเมริกันในยุคที่กำลังก้าวไปสู่ทุนนิยมอย่างเต็มตัว แต่กลับขาดทุนทางสังคม อาทิ ความเอื้ออาทรต่อกัน ความมีน้ำใจ แม้กระทั่งความสามัคคี
Modern Time (1936)เป็นหนังที่เสียดล้อวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจครั้งสำคัญในสหรัฐอเมริกาช่วงทศวรรษที่ 30 หนังทำให้เรารู้ว่าสมัยที่เกิด The Great Depression มันหนักหนาสาหัสอย่างไรในความรู้สึกของชาวอเมริกัน อย่างไรก็ตาม Chaplin ยังแสดงให้เห็นความหวังของการมีชีวิตอยู่ต่อไปในตอนจบของเรื่อง เมื่อเขาและนางเอกเดินควงคู่กันไปบนถนนที่ทอดยาวโดยมีดวงอาทิตย์ที่กำลังจะตกดินขับให้เห็นหนทางที่ยังไม่มืดมนไปเสียทีเดียว
City Light (1931) เป็นภาพสะท้อนความรักของชายจรจัดที่หลงรักหญิงสาวตาบอด โดย Chaplin พยายามทำทุกวิถีทางให้คนที่เขารักได้มองเห็นเป็นปกติ แม้ภายหลังเจ้าหล่อนจะมารู้ความจริงว่าชายจรคนนั้นไม่ใช่เทพบุตรอย่างที่คิดไว้ ฉากที่หญิงสาวจับมือของ Chaplin แล้วรู้ว่าคนที่ช่วยหล่อนมาตลอดเป็นแค่คนกระจอกงอกง่อยธรรมดา น่าจะเป็นฉากรักที่โรแมนติคฉากหนึ่ง พร้อมกับดนตรีคลาสสิคที่บรรเลงอย่างเนิบเนียนทำให้เราอดไม่ได้ที่จะมีน้ำตาคลอไปด้วย
Gold Rush (1925) เป็นหนังที่ฉายให้เห็นกระแสตื่นทองในอเมริกา ภาพของการตื่นทองของนักเผชิญโชคทำให้เห็นอัตตลักษณ์ความเป็นตัวตนของอเมริกันชนตั้งแต่สมัยนั้นแล้วว่าพวกเขาบูชาวัตถุ บูชาความร่ำรวบ มากน้อยเพียงไร กล่าวกันว่าฉากที่ Chaplin ใช้ส้อมจิ้มมันฝรั่งมาเต้นรำไปมานั้นเป็นฉากที่แสดงถึงอัจฉริยะความเป็นตลกของเขาได้ดีทีเดียว
The Kid (1920) นับเป็นหนังน่าประทับใจอีกเรื่องหนึ่งที่ Chaplin แสดงคู่กับ Jackie Coogan ดาราเด็กชื่อดังสมัยนั้น หนังว่าด้วยเรื่องของ Chaplin ที่ต้องรับบทเป็นพ่อบุญธรรมจำเป็นเพื่อเลี้ยงเด็กที่ถูกแม่นำมาทิ้งไว้ ตลอดเวลาเขาได้เลี้ยงดูเด็กคนนี้เป็นอย่างดี อบรมสั่งสอนแต่สิ่งที่ดี ผมสังเกตอยู่อย่างหนึ่งเวลาดูหนังของ Chaplin คือเขามักจะแทรกความเรียบง่ายลงไปในฉากธรรมดา อย่างเช่น ฉากที่เขาสอนให้เด็กน้อยสวดมนต์ขอบคุณพระเจ้าก่อนกินอาหาร แม้ว่าอาหารที่อยู่บนโต๊ะจะไม่ได้วิเศษวิโสอะไรนัก แต่ Chaplin ต้องการให้เด็กสำนึกถึงคุณค่าที่มีต่อสิ่งต่างๆรอบตัว ไม่ว่าสิ่งเหล่านั้นจะเล็กน้อยเพียงใด
ผมยังรักที่จะดูหนังของ Charles Chaplin อยู่ เพราะทุกครั้งที่ผมเปิดดูผมรู้สึกรื่นรมย์กับชิ้นงานศิลปะเหล่านี้ และด้วยความที่เป็นหนังเงียบทำให้เราสามารถสังเกตอิริยาบถของตัวแสดงได้ตลอดเวลา สิ่งเหล่านี้เป็นศิลปะที่ปรากฏในหนังของ Charles Chaplin ซึ่งยากนักที่จะหาใครมาทดแทนเขาได้
Hesse004

Apr 23, 2007

Hermann Hesse กับสิทธารถะ





ก่อนอื่นผมขออนุญาตแนะนำตัวเองก่อนนะครับ ผมใช้นามใน Blog ว่า Hesse004 นามที่ว่านี้มีที่มาจากชื่อของ "เฮอร์มาน เฮสเส" (Hermann Hesse)นักเขียนและกวีชาวเยอรมันซึ่งภายหลังโอนไปถือสัญชาติสวิสครับ

เฮสเสได้รับรางวัลโนเบลสาขาวรรณกรรม เมื่อปี ค.ศ. 1946 โดยจุดเด่นของงานเขียน "เฮสเส" อยู่ที่เรื่อง "การท่องไปในโลกของจิตใจของมนุษย์" ครับ

ผมรู้จักงานเขียนของเฮสเส ตั้งแต่สมัยเรียนชั้นปีที่ 1 มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ หนังสือชื่อ "สิทธารถะ"สะดุดตาผมโดยบังเอิญระหว่างที่ผมกำลังหาหนังสืออ่านเล่นในห้องสมุด ก่อนหน้านี้ผมไม่เคยได้ยินชื่อของ เฮอร์มาน เฮสเส แต่อย่างใดครับ สังเกตแต่เพียงว่าหน้าปก "สิทธารถะ"มีชื่อ"สดใส"เป็นผู้แปล

หลังจากที่ยืมหนังสือเล่มนี้ไปอ่านผมประทับใจในงานชิ้นนี้ของเฮสเสมากครับประกอบกับสำนวนแปลของอาจารย์สดใสยิ่งทำให้หนังสือเล่มนี้มีเสน่ห์มากเข้าไปอีก

สิทธารถะเป็นหนังสือที่ถ่ายทอดเรื่องราวการแสวงหามรรคของมนุษย์ผู้หนึ่งที่เชื่อมั่นในวิถีของตัวเอง บรรยากาศตามท้องเรื่องจึงย้อนไปถึงสมัยพุทธกาลครับ กล่าวกันว่าในช่วงเวลาดังกล่าวเป็นช่วงที่เกิด "นักปราชญ์"ขึ้นมากมายในโลก อาทิ พระพุทธเจ้า ขงจื๊อ พลาโต อริสโตเติล เป็นต้น

เฮสเสมีวิธีการเล่าเรื่องที่น่าสนใจครับ ไม่บ่อยนักที่เราจะเห็นคนตะวันตกเข้าใจปรัชญาตะวันออกได้อย่างลึกซึ้ง ยกตัวอย่างเช่น "ตอนพระสมณโคม"ที่เฮสเสเขียนถึงบทสนทนาของ"พราหมณ์หนุ่มสิทธารถะ" นักแสวงหา กับ "พระพุทธองค์" ศาสดาเอกผู้ค้นพบหนทางหลุดพ้นจากความทุกข์แล้ว อย่างไรก็ดีท้ายที่สุดท้ายแล้ว สิทธารถะเลือกที่จะไม่บวชเป็นภิกษุในพุทธศาสนา ดังคำพูดตอนหนึ่งที่สิทธารถะทูลกับพระพุทธองค์ว่า

"พระองค์ทรงบรรลุก็โดยการแสวงหาตามวิธีการของพระองค์เอง โดยการคิดการบำเพ็ญเพียร โดยความรู้และการตรัสรู้ พระองค์ไม่ได้เรียนจากการสอน ด้วยเหตุนี้แหละพระสมณโคดม ข้าจึงคิดว่าไม่มีผู้ใดพบทางหลุดพ้นโดยการเรียนจากคำสอน"

คำพูดดังของสิทธารถะตรงกับคำถามในใจของผมคิดที่ว่า "สภาวะนิพพาน"หรือ "การบรรลุธรรม"ของแต่ละคนนั้นมันจะเหมือนกันหรือเปล่า?

ประโยคที่ยกมาข้างต้นถ้าดูเพียงเผินๆเราอาจจะสรุปว่าสิทธารถะเป็นคนดื้อและเชื่อมั่นในตนเองสูง แต่อย่างไรก็ตามเฮสเสได้แสดงให้เห็นว่าสิทธารถะพยายามหามรรคาหลายหนทางเพื่อไปสู่วิถีแห่งการหลุดพ้นด้วยตัวเอง

หลังจากแสวงหาทางหลุดพ้นโดยอาศัยโลกของ"โลกกุตระ"แล้ว สิทธารถะกลับเลือกที่จะหันหลังให้กับโลกดังกล่าวและเลือกที่จะเรียนรู้โลกแห่ง"โลกียะ"ที่เขาไม่คุ้นเคยมาก่อน

เขาได้เรียนรู้เพศรสจากหญิงงามเมืองอย่าง "กมลา" เรียนรู้กลการค้าจาก"กามสวมี"พ่อค้าใหญ่ เรียนรู้การเสพสุขของวิถีของปุถุชนที่ครั้งหนึ่งเขาเคยห่อปากอย่างเย้ยหยันวิถีเช่นนี้ ทุกอย่างเป็นโลกที่เขาไม่เคยสัมผัสมาก่อนนับตั้งแต่เติบโตมาจากตระกูลพราหมณ์และเข้าสู่การแสวงหาด้วยการเป็นสมณะ

ผมตั้งข้อสังเกตว่าเฮสเสพยายามเขียนเรื่องนี้โดยให้ชีวิตของสิทธารถะ"ล้อ"ตามแบบพุทธประวัติขององค์สมณโคดม เช่น ชื่อของ"สิทธารถะ"ก็มีความคล้ายคลึงกับชื่อของเจ้าชาย"สิทธัตถะ" อย่างไรก็ตามสิทธารถะกลับมีชีวิตที่สวนทางกันกับพระพุทธเจ้าโดยสิ้นเชิง ทั้งนี้เจ้าชายสิทธัตถะเสด็จออกผนวชในพระชันษา 29 พรรษาโดยเลือกที่จะทิ้งโลกของโลกียะไว้เบื้องหลัง แต่สำหรับสิทธารถะแล้ว เขากลับเลือกที่จะทิ้งโลกของโลกุตระไว้และมุ่งแสวงหาโลกของ"ปุถุชน"แทน

อย่างไรก็ตามสิทธารถะกลับพบว่าโลกที่เขาลิ้มลองอยู่นั้นมันกลับไม่ใช่สิ่งที่เขาต้องการ "เสียงในใจ"บอกให้เขาแสวงหามรรควิถีของการหลุดพ้นต่อไป

ณ ริมฝั่งน้ำเขาเกือบเลือกที่จะฆ่าตัวตาย เคราะห์ดีที่"สติ"ดึงเขากลับมาได้ทัน ถึงตอนนี้สิทธารถะไม่ต่างอะไรกับคนพ่ายแพ้ชีวิต รู้สึกถึงความไร้ค่าของการมีชีวิตอยู่ พ่ายแพ้ต่อโลกและกิเลส แต่การได้พบชายแจวเรือข้ามฟากอย่าง"วาสุเทพ"กลับทำให้วิธีคิดของสิทธารถะเปลี่ยนไป อาจเพราะด้วยวัยที่โตขึ้น ความลำพองในการใช้ชีวิตที่ผ่านมาจึงค่อยๆลดลง อัตตาที่เคยพอกพูนจากการยึดมั่นถือมั่นในสิ่งต่างๆกลับค่อยๆหดหายไป เขาได้เรียนรู้จากวาสุเทพ ชายแจวเรือธรรมดาที่ค้นพบปรัชญาและสัจธรรมบางอย่างจากแม่น้ำ

"แม่น้ำกลับเป็นปลายทางของทุกคน ต่างโหยหา ปรารถนาและระทมทุกข์ แล้วเสียงของแม่น้ำก็มีแต่ความหวนไห้ เจ็บปวดและปรารถนาไม่รู้อิ่ม แม่น้ำไหลสู่จุดหมาย สิทธารถะเห็นแม่น้ำอันประกอบด้วยตัวเขา ญาติมิตร และผู้คนที่เคยพบ เร่งไหลพลิ้วไปข้างหน้า ทั้งสายน้ำและเกลียวคลืนต่างรีบรุดทุกข์ทรมานไปสู่เป้าหมายอันหลายหลาก ไปสู่น้ำตก สู่ทะเล สู่กระแสน้ำ สู่ห้วงมหาสมุทร และแม่น้ำบรรลุถึงเป้าหมายไปตามลำดับ น้ำเปลี่ยนเป็นไอแล้วระเหยกลายเป็นฝนตกสู่พื้น กลายเป็นน้ำพุ ห้วยธรและแม่น้ำ เปลี่ยนใหม่แล้วกลับไหลอีก แต่เสียงเรียกขานนั้นได้เปลี่ยนไปแล้ว มันยังส่งกังวาลเศร้าอย่างเสาะค้น แต่ก็มีเสียงอื่นๆควบคู่มาด้วย เสียงแห่งความสนุกเบิกบาน และเสียงแห่งความเศร้า เสียงความดี เสียงความเลว เสียงหัวเราะและเสียงคร่ำครวญเป็นสรรพเสียงนับร้อยพัน"

"สิทธารถะ" นับเป็นหนังสือที่ผมหยิบขึ้นมาอ่านบ่อยที่สุดครับ ผมตั้งใจว่าในทุกๆปี ผมจะอ่านหนังสือเล่มนี้อย่างน้อย 1 รอบ ซึ่งในแต่ละปีผมพบว่าผมมองสิทธารถะเปลี่ยนไปตามโลกที่ผมรู้จักและวัยที่โตขึ้น

ผมว่าการมีชีวิตอยู่เป็นเรื่องของ"ศิลปะในการสร้างความสมดุลให้กับชีวิตตัวเอง" นะครับ ทุกวันนี้เราลืมถาม"เสียงในใจ"ของเราว่าเราต้องการทำอะไรหรืออยากทำอะไร เสียงในใจของเราถูกกลบไปด้วยกระแสของโลกาวัตถุ บางหนเราไม่สามารถนำพาตัวเองให้หลุดจากโลกียะขณะที่บางทีเรากลับไปยึดติดกับสิ่งที่แสวงหามากจนเกินไปจนเราไม่อาจพบเจอ เข้าทำนอง "ยิ่งแสวงหา ยิ่งไกลห่าง"

ผมว่ามนุษย์ทุกคนล้วนเป็นเหมือน"พุทธองค์ไ เป็นเหมือน"สิทธารถะ" ที่พยายามดิ้นให้หลุดพ้นจากสังสารวัฎฎของการมีชีวิต ซึ่งเราก็ไม่แน่ใจว่าเราจะได้พบกับมันในชาตินี้หรือชาติไหน

Hesse004