Feb 22, 2009

ลิเวอร์พูล กับ แชมป์ลีกสูงสุดสมัยที่ 18 (ครึ่ง)





ปัจจุบันผมเชื่อว่ารายการฟุตบอลบาร์เคลย์พรีเมียร์ลีก (Barclay Premier League) เป็นรายการฟุตบอลที่มีแฟนบอลติดตามชมมากที่สุดในโลกก็ว่าได้นะครับ ผลพวงจากการเฟื่องฟูของฟุตบอลรายการนี้ทำให้สร้าง “วัฒนธรรมการเชียร์บอล” ขึ้นมาในหมู่ผู้คนที่หลงใหลในเกมส์ลูกหนังอังกฤษ

สำหรับผมแล้ว ผมติดตามเชียร์ทีมลิเวอร์พูล (Liverpool F.C.) มาตั้งแต่ชั้นประถมห้าครับซึ่งนั่นก็เป็นเวลาเกินกว่ายี่สิบปีมาแล้ว แน่นอนที่สุดครับคำถามยอดฮิตในหมู่แฟนบอลด้วยกัน คือ ทำไมถึงชอบเชียร์ทีมนั้น?

เหตุผลการเชียร์บอลของคนส่วนใหญ่อาจจะเริ่มมาจากความประทับใจในความสำเร็จ เกรียงไกรของทีมต่างๆในช่วงเวลานั้น นอกจากนี้เราอาจจะชื่นชอบนักบอลคนโปรดจนทำให้ไม่อาจแบ่งใจไปเชียร์ทีมอื่นได้ เหมือนที่ใครชอบ “เดอะตุ๊ก” ปิยะพงษ์ ผิวอ่อนแล้ว ก็ต้องรักทีมลูกทัพฟ้าทหารอากาศเป็นธรรมดา

“ลิเวอร์พูล” คือ ทีมที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในเกาะอังกฤษ นั่นได้กลายเป็นความภูมิใจของกองเชียร์หงส์แดง (The Reds) ที่มักเรียกขานตัวเองว่า เดอะค็อป (The Kop) ไงล่ะครับ

แฟนพันธุ์แท้ทีมเครื่องจักรสีแดง (Red Machine) ส่วนใหญ่รู้ดีว่าลิเวอร์พูลนั้นครองแชมป์ลีกสูงสุดเมืองผู้ดีทั้งหมด 18 ครั้ง โดยครั้งสุดท้ายที่ลิเวอร์พูลสัมผัสถ้วยแชมป์ดิวิชั่นหนึ่ง คือ ฤดูกาล 1989-1990 ภายใต้การทำทีมของ “คิงเคนนี่” เคนนี่ ดัลกลิช (Kenny Dalglish)

อย่างไรก็ตามนับตั้งแต่ดัลกลิชวางมือจากการคุมทีมหงส์แดงไปอย่างกระทันหัน การเข้ามาสานต่อการทำทีมของ “แกรม ซูเนสส์” (Graeme Souness) กลับไม่สามารถทำให้หงส์แดงครองถ้วยลีกสูงสุดสมัยที่ 19 ได้

“ซูอี้” พาหงส์แดงของเขาบินได้ไกลที่สุดในอันดับที่ 2 ของตารางในฤดูกาล 1990-1991 ขณะที่ผู้ท้าชิงหน้าใหม่ในตอนต้นทศวรรษที่ 90 ได้กลายเป็น ปืนโต อาร์เซน่อล (Arsenal), ยูงทอง ลีดส์ ยูไนเต็ด (Leeds United) และ ปีศาจแดง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด (Manchester United)

แม้ว่าความสำเร็จส่วนใหญ่ในฟุตบอลลีกสูงสุดเมืองผู้ดีมักจะตกอยู่กับทีมสีแดง แต่ทีมที่ได้สร้างความเกรียงไกรตลอดช่วงทศวรรษที่ 90 และ เริ่มต้นศตวรรษใหม่กลับกลายเป็นทีมสีแดงที่อยู่ในเมืองแมนเชสเตอร์ครับ

“แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด” ของ อเล็ก เฟอร์กูสัน (Alex Ferguson) ค่อยๆสร้างพลพรรคอสูรแดงให้เติบใหญ่จนกลายเป็นที่น่าเกรงขามทั่วทั้งแผ่นดินยุโรป อย่างไรก็ตามสิ่งที่เฟอร์กูสันทำนั้นไม่ได้เนรมิตได้ภายในวันเดียว หรือ ฤดูกาลเดียว หากแต่เขาต้องใช้เวลาปลุกปั้น “แมนยู” ของเขาร่วมห้าปีเลยทีเดียว

“เฟอร์กี้” เข้ามากุมบังเหียน “ทีมปีศาจแดง” ในฤดูกาล 1986-1987 ซึ่งผู้จัดการทีมเลือด สก๊อตคนนี้พาผีแดงเข้าป้ายอันดับที่ 11 ในฤดูกาลแรกบนเกาะอังกฤษของเขา ขณะที่ฤดูกาลต่อมา (1987-1988) เฟอร์กี้สร้างเซอร์ไพร์สเข้าป้ายเป็นอันดับ 2 โดยตามทีมแชมป์อย่างลิเวอร์พูลอยู่ห่างๆ 9 แต้ม

ฤดูกาล 1988-1989 แมนยูหล่นลงไปอันดับที่ 11 เหมือนเดิม โดยคราวนี้ลิเวอร์พูลต้องช่วงชิงตำแหน่งแชมป์ลีกกับทีม “ปืนโต” ของจอร์จ เกรแฮม (George Graham) ซึ่งท้ายที่สุดพลพรรคเดอะกันเนอร์สามารถฉลองถ้วยแชมป์ได้ในถิ่นแอนฟิล์ดเมื่อ “ไมเคิล โทมัส” (Michael Thomas) ยิงประตูให้อาร์เซนอลแซงกลับมาชนะลิเวอร์พูลได้ในช่วงนาทีสุดท้าย

สำหรับเฟอร์กี้แล้ว “การรอคอยอย่างอดทน” เป็นหัวใจสำคัญในการสร้างทีมชุดใหม่ของเขาขึ้นมา ในฤดูกาล 1989-1990 เฟอร์กี้พาแมนยูร่วงไปอยู่ที่ 13 ของตารางขณะที่ “หงส์แดง”ประกาศศักดาคว้าแชมป์ลีกสูงสุดเป็นสมัยที่ 18

ฤดูกาล 1990-1991 เฟอร์กี้ดึงแมนยูให้กลับเข้าสู่ท๊อปเท็นได้อีกครั้งโดยคราวนี้แมนยูอยู่ลำดับที่ 6 ของตาราง และฤดูกาลสุดท้ายที่ฟุตบอลลีกอังกฤษใช้ชื่อว่า “ดิวิชั่นหนึ่ง” (1991-1992) แมนยูของเฟอร์กี้ขยับขึ้นไปอยู่อันดับสองโดยเป็นรองลีดส์ ยูไนเต็ด ของฮาวเวิร์ด วิลกินสัน (Howard Wilkinson) ที่คว้าถ้วยแชมป์ดิวชั่นหนึ่งครั้งสุดท้ายไปครอง

อย่างไรก็ตาม “การรอคอยอันแสนยาวนาน” ถึง 26 ปี ก็สิ้นสุดลงในฤดูกาล 1992-1993 เมื่อฟุตบอลพรีเมียร์ลีก สถาปนาขึ้นแทนฟุตบอลดิวิชั่นหนึ่งเดิม และนับตั้งแต่นั้นมา “แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด” คือทีมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเกาะอังกฤษครับ

“เฟอร์กี้” รอคอยจิ๊กซอว์ตัวสุดท้ายของเขาที่ชื่อ “อิริค คันโตน่า” (Eric Cantona) การมาของ “ก๊องโต้” ทำให้เสื้อเบอร์ 7 ของแมนยูกลายเป็นตำนานอีกครั้งหนึ่ง และคันโตน่าคือจุดเปลี่ยนที่สำคัญจุดหนึ่งของยูไนเต็ด เขาได้กลายเป็นแรงบันดาลใจให้กับเหล่า “เฟอร์กี้เบบส์” อย่าง ไรอัน กิกส์ พี่น้องเนวิลล์ เดวิด เบ๊คแฮม พอล สโคล์ล ในเรื่องกระหายความสำเร็จกับทีมอสูรแดง

นับแต่นั้นเป็นต้นมา “แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด” ของ เซอร์อเล็ก เฟอร์กูสัน ก็สร้างความเกรียงไกรเทียบเคียงทีมสีแดงจากเมืองลิเวอร์พูล เฟอร์กี้ทำให้แมนยูของเขากลายเป็นทีมที่ดีที่สุดทีมหนึ่งของโลกในช่วงกลางทศวรรษที่ 90 จนถึงศตวรรษใหม่

เฟอร์กี้ประสบความสำเร็จกับยูไนเต็ดในฐานะแชมป์ลีกสูงสุดของเมืองผู้ดีถึง 11 ครั้ง ในฤดูกาล 1992-1993, 1993-1994, 1995-1996, 1996-1997,1998-1999, 2000-2001, 2002-2003, 2006-2007 และ 2007-2008

ตลอดเวลาสิบห้าปีที่ผ่านมาเฟอร์กี้เจอคู่แข่งที่สมน้ำสมเนื้อกับเขามาโดยตลอด ตั้งแต่ “คิงเคนนี่”ที่หันกลับมาคุมแบล็คเบิร์น โรเวอร์ส และเอาชนะทีมของเฟอร์กี้ได้ในฤดูกาล 1994-1995 “อาร์แซน เวงเกอร์” ที่ทำให้อาร์เซน่อลกลายเป็นคู่ตุนาหงันที่แท้จริงของแมนยูในช่วงหลายปีที่มา หรือแม้แต่ “เดอะสเปเชี่ยล วัน” อย่าง “โจเซ่ มูรินโญ่” ที่อาศัยเม็ดเงินของเสี่ยหมีอับราโมวิชสร้าง “เชลซี” ขึ้นมาทาบรัศมีของแมนยูในช่วงไม่กี่ปีมานี้

ทั้งหมดที่กล่าวมานั้นเป็น “คู่ต่อกร” ที่สมน้ำสมเนื้อกับเฟอร์กี้มากที่สุดครับ ซึ่งท่านผู้อ่านอย่าแปลกใจนะครับว่า ทำไมถึงไม่มีผู้จัดการทีมลิเวอร์พูลเลยสักคน

สำหรับลิเวอร์พูลแล้ว ทีมที่จ่อมเจ้าอยู่กับความสำเร็จในอดีตทำให้แฟนบอลคาดหวังต่อผลงานทีมรักอย่างช่วยไม่ได้ บ่อยครั้งที่เราฉุนฉียวกับผลงานของนักเตะและผู้จัดการทีม ลองนับดูมั๊ยครับว่าเราเบื่อและเซ็งกับใครมาแล้วบ้าง

เช่น เรามักบ่นในความนุ่มนิ่มของ “รอย อีแวนส์” ที่ไม่สามารถทำให้หงส์แดงชุดสไปซ์บอยบินไปไกลได้ เราเบื่อกับความไร้กึ๋นในการซื้อตัวผู้เล่นของ “เชราด์ล อุลลิเยร์” ที่มักจะสรรหานักเตะประเภท “นิวเนม” แต่ “โนฟอร์ม” อยู่เสมอๆ

และล่าสุด เรากำลังเบื่อกับการทำทีมแบบ “แปลกๆ” ของ “ราฟาเอล เบเนเตซ” บุรุษผู้เชื่อมั่นในระบบเข้ากะออกกะ (Rotation) ในการใช้งานนักเตะหงส์แดง

สิ่งต่างๆที่เราบ่นเบื่อนี้ส่วนหนึ่งมาจากความไม่คงเส้นคงวาของทีมรัก การไม่สามารถเก็บแต้มง่ายๆจากทีมที่สมควรจะเก็บแต้มได้

ผมเชื่อมั่นว่าปีนี้จะเป็นอีกปีที่ลิเวอร์พูลทีมรักของผมไม่ประสบผลสำเร็จอะไรเลยในฟุตบอลรายการใดๆ (แม้ว่าในใจอยากให้ตัวเองคิดผิด) เพราะเท่าที่ผ่านมาผมประหลาดใจกับการสร้างทีมของ “ราฟา” พอๆกับการที่ตะแกเคี่ยวเข็นนักเตะอย่าง “ลูคัส เลว่า”, อังเดรีย ดอสเซน่า หรือแม้แต่อาเบลโล่ อาเบลัวร์ ลงอยู่อย่างสม่ำเสมอทั้งๆที่รู้ว่านักเตะที่เอ่ยนามมานี้ไม่สามารถเป็นที่พึ่งของทีมได้ในยามที่ทีมกำลังเข้าสู่สถานการณ์หน้าสิ่วหน้าขวาน

สำหรับข้ออ้างหรือเหตุผลของการไม่ได้แชมป์ลีกสูงสุดในปีนี้ไม่ใช่ว่า “เราแพ้บิ๊กโฟร์” นะครับ หากแต่เป็น “เราไม่ชนะทีมลิตเติ้ลโฟร์” ต่างหาก เพระทีมอย่าง สโตค ซิตี้, ฮัลล์ ซิตี้, วีแกนฯ หรือแม้แต่เวสต์แฮมฯคือ ทีมที่หงส์แดงพร้อมจะไม่ชนะในฤดูกาลนี้เนื่องจาก “ราฟา” ยังนิยมใช้งานระบบเข้ากะออกกะในการทำทีมอยู่

อย่างไรก็ตามมาถึงวันนี้เดอะค็อปอย่างเราๆก็น่าจะ “เฮ” ได้บ้างนะครับเพราะว่าลิเวอร์พูลทีมรักของพวกเราสามารถครองแชมป์พรีเมียร์ชิพได้ในครึ่งฤดูกาลแรก (สิ้นสุดเมื่อวันที่ 28 ธันวาคมปีที่แล้ว) นั่นหมายถึง หงส์แดงได้แชมป์สมัยที่สิบแปดครึ่งไปแล้ว…แต่พอสิ้นสุดฤดูกาล 2008-2009 ผมก็ยังเชื่อว่าถ้วยแชมป์สมัยที่ 18 (เต็มๆ) ของแมนยูคงจะไปประดับอยู่ที่โอล์ด แทรฟฟอร์ด แล้วสิครับ

Hesse004

Feb 13, 2009

The Curious Case of Benjamin Button โลกหมุนย้อนของ “เบนจามิน”



“You can be as mad as a mad dog at the way things went. You could swear, curse the fates, but when it comes to the end, you have to let go.”
Captain Mike in “The Curious Case of Benjamin Button”


เอนทรี่นี้ขออนุญาตขึ้นต้นด้วยคำคมภาษาอังกฤษจากหนังเรื่อง The Curious Case of Benjamin Button (2008) ครับ

เหตุที่อยากเขียนถึงหนังเรื่องนี้ก็เนื่องด้วยความน่าสนใจของเนื้อหาที่ “เดวิด ฟินช์เชอร์” (David Fincher) ผู้กำกับหยิบเรื่องสั้นของ “เอฟ สก๊อตต์ ฟิตเจอร์รัลด์” (F. Scott Fitzgerald) มาถ่ายทอดเรื่องราว “พิสดาร” ลงบนแผ่นฟิล์มได้อย่างน่าดูชมครับ

ก่อนจะไปถึงตัวหนัง, ผมขออนุญาตแนะนำ “เอฟ สก๊อตต์ ฟิตเจอร์รัลด์” สักเล็กน้อยครับ เอฟ สก๊อตต์ ฟิตเจอร์รัลด์ เป็นนักเขียนชื่อดังชาวอเมริกันที่มีชีวิตอยู่ในช่วงต้นศตวรรษที่ยี่สิบ (1886-1940) ด้วยเหตุนี้เองงานของฟิตเจอร์รัลด์มักจะเต็มไปด้วยกลิ่นอายของความรุ่งเรืองในยุค ทเวนตี้ (1920s) ซึ่งฟิตเจอร์รัลด์เรียกยุคสมัยนั้นว่า “Jazz Age” ครับ

ยุค Jazz Age นับเป็นยุคสมัยที่สหรัฐอเมริการุ่งเรืองถึงขีดสุดเนื่องจากผลพวงจากสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง (1914-1918) ทำให้ชาติยุโรปบอบช้ำจากสงครามครั้งนั้น ด้วยเหตุนี้เองทำให้อเมริกาค่อยๆสร้างบารมีรอวันเป็นมหาอำนาจใหม่ในไม่ช้า

อย่างไรก็ตามยุค Jazz Age ของฟิตเจอร์รัลด์มาจบลงตรง The Great Depression หรือวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจครั้งรุนแรงที่สุดของสหรัฐเมื่อปี ค.ศ.1929 ครับ

ดังนั้นงานเขียนของฟิตเจอร์รัลด์ส่วนใหญ่จึงสะท้อนความเป็น “อเมริกันชน” ยุครุ่งโรจน์ในช่วงต้นศตวรรษที่ยี่สิบซึ่งนวนิยาย (Novel) เรื่องเด่นของเขาเห็นจะหนีไม่พ้น The Great Gatsby (1925) ครับ

กลับมาที่ The Curious Case of Benjamin Button (2008) กันต่อครับ, อย่างที่เรียนไปตอนต้นแล้วว่าหนังเรื่องนี้เป็นผลงานการกำกับของ “เดวิด ฟินช์เชอร์” (David Fincher) ผู้กำกับชาวอเมริกันที่โด่งดังมาจาก Se7en (1995) และ Fight Club (1999) ฟินช์เชอร์ได้หยิบเอาเรื่องสั้นชุด The Curious Case of Benjamin Button (1921) ของเอฟ สก๊อตต ฟิตเจอร์รัลด์ มาปรับเป็นบทภาพยนตร์ (Screenplay) ใหม่โดยได้ อิริค รอธ (Eric Roth) และ โรบิน สวีคอร์ด (Robin Swicord) มาเป็นมือเขียนบทภาพยนตร์ให้

ขออนุญาตเสริมนิดนึงครับว่า “อิริค รอธ” มือเขียนบทเรื่องนี้เคยฝากผลงานไว้ในหนังดีอย่าง Forrest Gump (1994), Munich (2005) และ The Good Shepherd (2006) นับว่า “รอธ” เป็นนักเขียนบทภาพยนตร์ที่มากฝีมือคนหนึ่งครับ

ทั้งฟินช์เชอร์และรอธ ได้ทำให้ The Curious Case of Benjamin Button เป็นหนังที่มีเสน่ห์มากเรื่องหนึ่ง นอกจากนี้หนังเรื่องนี้ยังได้ซูปเปอร์สตาร์ของฮอลลีวู้ดมาประกบคู่พระนางอย่าง แบรท พิทท์ (Brad Pitt) ที่รับบทนำเป็น “เบนจามิน บัตตั้น” และ เคท บานชเลตต์ (Cate Blanchett) ที่รับบทเป็น “เดซี่ ฟูลเลอร์” คนรักของเบนจามิน

โดยส่วนตัวผมแล้วภาพยนตร์เรื่องนี้เต็มไปด้วย “สีสัน” และ “ข้อคิด” นะครับ ผมเชื่อว่าคงไม่มีใครคาดคิดว่าจะมี “มนุษย์” คนไหนที่มีชีวิตแบบ “เบนจามิน บัตตั้น”

ท่านผู้อ่านเคยคิดมั๊ยครับว่าถ้าชีวิตของเราหมุนย้อนกับโลกปกติแล้วมันจะเป็นอย่างไร คงน่าประหลาดใจไม่น้อยที่คนๆหนึ่งเกิดมาแล้วเป็น “คนแก่” ก่อนจะค่อยๆ “เด็ก”ลงเรื่อยๆ

อย่างไรก็ตามดูเหมือนงานของเอฟ สก๊อตต์ ฟิตเจอร์รัลด์ และหนังของเดวิด ฟินช์เชอร์ เหมือนจะตั้งคำถามว่าเราไม่สามารถฝืนกฎเกณฑ์ธรรมชาติของการมีชีวิตได้นั่นหมายถึงทุกอย่างมี “เกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป”

บางทีหนังเรื่องนี้อาจจะต้องการสื่ออะไรบางอย่างถึง “ความไม่จีรัง” หรือ “อจีรัง” ของการมีชีวิตไม่ว่าจะเป็นคนสัตว์สิ่งของ เพราะทุกอย่างดูเหมือนจะมีอายุขัยและเมื่อถึงวันหนึ่งก็ต้องสิ้นสูญสิ่งเหล่านั้นไป

ชีวิตของเบนจามิน บัตตั้น อาจไม่ปกติเหมือนคนทั่วไปแต่เขาก็สามารถใช้ชีวิตได้เหมือนคนปกติทั่วไปเพียงแต่ช่วงเวลาของการดำรงอยู่มันอาจจะสวนทางกันแต่ยังไงก็แล้วแต่ “เบนจามิน” ก็หนีไม่พ้นสภาพการดับสูญหรือจากลา

ผมคิดว่ายิ่งเมื่อเราเติบโตขึ้นการเฝ้ามองชีวิตด้วยความเข้าอกเข้าใจดูจะสำคัญไม่น้อยนะครับเพราะยิ่งเราโตขึ้นเรื่อยๆอะไรๆในชีวิตมันก็มีให้ “ยึด” ติดมากขึ้นทั้งทรัพย์สินเงินทอง ยศฐา ครอบครัว คนรัก มิตรสหาย แม้กระทั่งอุดมการณ์ความคิด มันเหมือน “ห่วง” ที่ทำให้เรารู้สึกอาลัยอาวรณ์กับสิ่งต่างๆเหล่านั้นตลอดเวลา

คำพูดของกัปตันไมค์ ที่ผมยกขึ้นมาตอนต้นเหมือนต้องการจะสอนให้เรารู้จัก “ปล่อยวาง” และ “ปลดปลง” กับการใช้ชีวิตนะครับโดยเฉพาะอย่างยิ่งวันที่เราใกล้จะตาย แน่นอนว่าความห่วงหาอาวรณ์ การยึดติดในสิ่งต่างๆย่อมมีมากเป็นธรรมดา (when it comes to the end, you have to let go)

ดังนั้นช่วงเวลาที่เรายังมีลมหายใจอยู่นั้นเราน่าจะลองหมั่น “เจริญสติ” และปล่อยวางกับบางเรื่องดูบ้างก็ได้นะครับ เพราะถึงที่สุดแล้วชีวิตมันก็ไม่ได้มีอะไรมากมายให้เราต้องยึดติดตัวไปในวันที่เราไม่มีลมหายใจอีกต่อไปแล้ว

Hesse004

Feb 5, 2009

“สามก๊ก” ฉบับประนีประนอม ของ “จอห์น วู”





จะว่าไปแล้วช่วงเดือนกุมภาพันธ์ต่อต้นเดือนมีนาคมดูจะเป็นเดือนที่ “คอหนัง” น่าจะมีความสุขมากที่สุดช่วงหนึ่งนะครับ เนื่องจากหนังแต่ละเรื่องที่ลงโรงฉายนั้นดูมีความน่าสนใจอยู่ไม่น้อยด้วยเหตุที่ช่วงเวลาดังกล่าวใกล้ประกาศผลรางวัลออสการ์ (Academy award)

โดยส่วนตัวแล้ว ภาพยนตร์ที่ผมอยากดูมากที่สุดในช่วงเดือนนี้เห็นจะหนีไม่พ้น Red Cliff II หรือ “สามก๊ก ตอนโจโฉแตกทัพเรือภาค 2” ซึ่งสามก๊กตอนนี้นับเป็น “จุดเปลี่ยน” สำคัญที่ทำให้เกิดการแยก “แผ่นดิน”จีนออกเป็น “สามก๊ก” ตามแผนของยอดกุนซือของเล่าปี่นามว่า “จูกัดเหลียง ขงเบ้ง”

อย่างไรก็ตามแต่ “สามก๊ก” ฉบับภาพยนตร์อภิมหาทุ่มทุนสร้างภายใต้ผลงานการกำกับของ “จอห์น วู” (John Woo) นั้นกลับสร้างความแตกต่างค่อนข้างชัดเจนในการดำเนินเรื่องที่ไม่ได้ยึดตามแบบฉบับสามก๊กของ “หลอกว้านตง”

ผมไม่แน่ใจว่าการพัฒนาบทหนังหรือการดัดแปลงเป็นบทภาพยนตร์ครั้งนี้จะทำให้ “สามก๊ก” ของ “วู” นั้นผิดแผกไปจากประวัติศาสตร์หรือพงศาวดารว่าด้วยเรื่อง “สามก๊ก” หรือเปล่า อย่างไรก็แล้วแต่หากเราชมภาพยนตร์ด้วยความบันเทิงเราก็จะเข้าใจ “งาน” ชิ้นนี้มากขึ้น

ตามมารยาทเดิมนะครับ ผมขออนุญาตไม่เล่ารายละเอียดของภาพยนตร์ Red Cliff II อย่างไรก็ดี “สามก๊ก” ของ “จอห์น วู” ที่โหมโรงกันมาตั้งแต่ช่วง “ปักกิ่งเกมส์”เมื่อปีที่แล้วนั้น ในความเห็นของผม คือ เป็น “สามก๊ก” ที่แสดงความประนีประนอมระหว่างตัวละครอย่าง “จิวยี่”แห่งกังตั๋งและ “ขงเบ้ง” แห่งเขาโงวลังกั๋ง

ความประนีประนอมดังกล่าวถูกสะท้อนออกมาในภาพของการ “ช่วยกันทำงาน” มากกว่าจะมุ่ง “หักเหลี่ยมเฉือนคม”กันทั้งๆที่หนังสือสามก๊กของหลอกว้านตงจะพยายามยัดเยียดนิสัย “ริษยาจริต”ให้กับ “จิวยี่”

สามก๊กของ “วู” ดูจะละเลยฉากการ “ชิงไหวชิงพริบ” ในเชิงกลศึกซึ่งในตอน “ยุทธการเซ็กเพ็ก” นี้นับว่าเต็มไปด้วย “เล่ห์เพทุบาย” มากมาย ซึ่งจอห์น วู กลับไม่สามารถดึงจุดเด่นของตอนนี้ออกมาได้

อย่างไรก็แล้วแต่หากเราสำรวจเบื้องหลังผลงานเก่าๆของ “วู” จะพบว่า เขาอาจไม่ถนัดกับการนำเสนอมุมมองที่ลึกซึ้งเท่าใดนัก แม้ว่างานที่สร้างชื่อของเขาอย่าง “โหด เลว ดี” หรือ A Better Tomorrow (1986) จะเป็นงานที่ดีและมีความลึกซึ้งอยู่ในตัวเองโดยเฉพาประเด็นความขัดแย้งระหว่างพี่ชาย (ตี้หลุง) ที่เป็นโจรกลับใจกับน้องชาย (เลสลี่ จาง) ที่เป็นตำรวจ เข้าทำนอง “น้องต้องจับพี่”

งานถัดๆมาของ “จอห์น วู” ที่ไปปรากฏอยู่ที่สตูดิโอฮอลลีวู้ดนั้นอาจจะเน้นไปที่ความบันเทิงในเรื่องเตะต่อยเป็นสำคัญจนงานของเขาการันตีความมันส์ที่ “คิวบู๊” มากกว่าการจุดประเด็นให้คน “ขบคิด” ต่อ

เช่นเดียวกันกับ “สามก๊ก” ตอนยุทธการผาแดง ที่ “วู” อุตส่าห์ทุ่มทุนสร้างกองทัพเรือโจโฉอันเกียงไกรก่อนจะเผาพินาศให้เป็น “จุล” ในช่วงท้ายเรื่อง แม้ว่าเราอาจจะเห็นความสะใจของฉากที่อลังการและดูสมจริงสมจังแต่สิ่งที่ขาดหายไปจากงานของ “วู” คือ มิติของ “ตัวละคร”

จริงๆแล้ววรรณกรรม “สามก๊ก” เป็นวรรณกรรมคลาสสิคของโลกตะวันออก เหตุเพราะวรรณกรรมเรื่องนี้สะท้อนความเป็น “มนุษย์” ออกมาทุกรูปแบบ เหมือนที่ The Brothers Karamazov ของฟีโอดอร์ ดอสโตเยฟสกี้ (Fyodor Dostoevsky) ฉายภาพ “หลายมนุษย์” ออกมา

มิติของตัวละครนั้นมีความสำคัญอย่างยิ่งเพราะเราจะเข้าใจ “เหตุผล” และ “การกระทำ”ของตัวละครเหล่านั้นมากกว่าที่เราจะถูกยัดเยียดว่า “โจโฉ” แม่งเป็นคนเลวต่ำช้าอย่างที่สุด หรือ คนดีที่น่ายกย่อง คือ “เล่าปี่” ผู้ประนมมือสิบทิศ เป็นต้น

อย่างไรก็ตามแต่ “สามก๊ก” ได้สอนให้เราในฐานะผู้อ่าน ผู้เสพเข้าใจใน “ความเป็นมนุษย์” มากกว่า “เล่ห์เหลี่ยม”ที่แพรวพราว แม้ว่า “เล่ห์” เหล่านี้จะจำเป็นในบางครั้งหากเราคิดจะอยู่รอดให้ได้ในสังคมที่แก่งแย่งและซับซ้อนขึ้นทุกวัน

อย่างที่เรียนไปตอนต้นแล้วครับว่า “สามก๊ก” ฉบับนี้ของ “จอห์น วู” สื่อให้เห็นภาพของ “ความประนีประนอม” ช่วยกันทำงานของ “ขงเบ้ง”กับ “จิวยี่” แม้ว่าภายหลัง “จิวยี่”จะกระอักเลือดตายด้วยแรงริษยาที่มีต่อ “สติปัญญา” ความฉลาดของขงเบ้ง แต่หากย้อนคิดไปที่ “วิธีการตีความ” ของจอห์น วู บางทีเราอาจจะเข้าใจได้ว่าสิ่งที่ “วู”ต้องการสื่ออาจจะเป็นแค่ “อุดมคติ” ของการทำงานใหญ่ที่จำเป็นต้องอาศัยความ “สามัคคี” เป็นสำคัญ

หากหันกลับมามองมุมนี้แล้ว อาจจะเข้าใจต่อไปได้ว่าสิ่งที่ “วู” พยายามจะพูดผ่านหนังของเขาคือ “วิธีคิดของคนเอเชีย” ต้องเปลี่ยนใหม่เสียหมด กล่าวคือประเภทข้ามาคนเดียวคงจะใช้ไม่ได้อีกต่อไปแล้วหากเราจะต้องรับมือกับ “ศัตรู”ที่มีกำลังมากกว่าหลายสิบเท่า ซึ่งสิ่งที่ผมกล่าวมาทั้งหมดอาจจะเป็นการตีความแบบเข้าใจ (เข้าข้าง) จอห์น วู ในการทำหนังเรื่องนี้ขึ้นมา

ผมขออนุญาตปิดท้ายเอนทรี่นี้ด้วยคำพูดของ “จิวยี่” ที่พูดก่อนตายไว้อย่างน่าอนาถใจว่า “เทียนกี้แซยี่ ฮ่อปิ๊ดแซเหลียง” แปลเป็นไทยสั้นๆว่า “เมื่อฟ้าส่งข้ามาเกิดแล้ว เหตุไฉนถึงส่งขงเบ้งมาเกิดด้วย” แต่สำหรับสามก๊กฉบับ “จอห์น วู” แล้วเห็นทีคำพูดนี้คงใช้ไม่ได้ผลมั๊งครับ

Hesse004

Jan 8, 2009

Always: Sunset on Third Street ความทรงจำอันแสนร่มรื่น





เริ่มต้นปีใหม่ ผมขออนุญาตเขียนถึงหนังญี่ปุ่นอบอุ่นอย่าง Always: Sunset on Third Street (2005) ครับ หนังเรื่องนี้ใช้ชื่อญึ่ปุ่นว่า Ōruweizu: San-chōme no Yūhi เป็นผลงานการกำกับและเขียนบทของ “ทาเคชิ ยามาซากิ” (Takashi Yamazaki)

“ทาเคชิ ยามาซากิ” เป็นผู้กำกับชาวญี่ปุ่นที่เกิดและเติบโตหลังจากสงครามโลกครั้งที่สองสงบลงไปแล้ว แม้ว่า “ยามาซากิ” ไม่ได้มีประสบการณ์ตรงจากสงครามอันเลวร้ายรวมไปถึงบรรยากาศการสร้างชาติญี่ปุ่นหลังแพ้สงครามโลกแต่ “ยามาซากิ” สามารถถ่ายทอดเรื่องราวความอบอุ่นของหลายชีวิตที่อยู่ในหนังเรื่องนี้ได้ชนิดไม่มีที่ติ

Always: Sunset on Third Street เป็นหนังที่มีลักษณะคล้ายคลึงกับ Cinema Paradiso (1988) ของ “จูเซปเป้ ทอนาทอเร่” (Giuseppe Tornatore) ที่เล่าถึงอารมณ์ถวิลหาของผู้คนชาวอิตาเลียนยุคหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ซึ่งอิตาลีก็แพ้สงครามเช่นกัน ทั้งนี้แกนหลักของ Cinema Paradiso นั้นอยู่ที่ “โรงหนัง” และความทรงจำของโต้โต้ที่มีต่อคุณลุงอัลเฟรโด้ ซึ่ง “ทอนาทอเร่” ผู้กำกับได้ทำให้เราประทับใจไปกับอารมณ์ “ถวิลหา” (Nostalgia) ในวัยเด็กซึ่งผมเชื่อว่าเราทุกคนล้วนมีความทรงจำดีๆในวัยเด็กด้วยกันทั้งนั้นครับ

“ยามาซากิ” ได้พาเราไปรู้จัก “มหานครโตเกียว” ในช่วงปลายทศวรรษที่ 50 หลังจากที่ญี่ปุ่นแพ้สงครามมาสิบกว่าปี และในช่วงเวลาดังกล่าวญี่ปุ่นได้สร้าง “หอคอยโตเกียว” หรือ Tokyo Tower ขึ้น ซึ่งในเวลาต่อมาได้กลายเป็นสัญลักษณ์อย่างหนึ่งของมหานครโตเกียว

ตามประวัติแล้วหอคอยโตเกียวเริ่มก่อสร้างเมื่อเดือนมิถุนายน ปี ค.ศ.1957 ครับ และทำพิธีเปิดอย่างเป็นทางการในเดือนธันวาคม ปี ค.ศ.1958 ทั้งนี้จุดประสงค์ของการสร้างหอคอยโตเกียวก็เพื่อเป็นหอกระจายสัญญาณสื่อสารให้กับสถานีโทรทัศน์และวิทยุอย่าง NHK , TBS และ FujiTV โดยลักษณะของหอคอยโตเกียวนั้นมีรูปทรงที่คล้ายคลึงกับหอคอยไอเฟิล (Eiffel Tower) ในกรุงปารีส ฝรั่งเศส

ในหนังเรื่อง Always หอคอยโตเกียว เปรียบเสมือนสัญลักษณ์ที่แสดงถึงจุดเริ่มต้นของ “ญี่ปุ่นยุคใหม่”ที่พร้อมจะกลับมายิ่งใหญ่อีกครั้งแต่ไม่ใช่จาก “แสนยานุภาพทางทหาร” แต่เป็น “แสนยานุภาพทางเศรษฐกิจ” ครับ

ตามธรรมเนียมครับ ผมขออนุญาตไม่เล่าเนื้อหาของหนัง เนื่องจากเกรงจะเสียอรรถรสในการชม อย่างไรก็ตามสิ่งที่ผมเก็บได้จากการดูหนังเรื่องนี้ คือ วิธีการมองโลกของคนญี่ปุ่นยุคฟื้นฟูชาติ

หลังจากญี่ปุ่นประกาศยอมแพ้สงครามโลกครั้งที่สองในเดือนสิงหาคม ค.ศ.1945 ชาวญี่ปุ่นมีความทรงจำที่ขมขื่นจากประสบการณ์ของสงครามที่ผู้นำทางทหารของพวกเขาเป็นผู้ก่อขึ้น ด้วยเหตุนี้เองชาวญี่ปุ่นจึงตั้งหน้าตั้งตาสร้างชาติขึ้นมาใหม่โดยใช้ปรัชญา “อดทน อดกลั้น และ อดออม”

ทั้งนี้การที่ญี่ปุ่นสามารถฟื้นจากสงครามได้อย่างรวดเร็วนั้น ก็เนื่องด้วยคนญี่ปุ่นมี “วินัย”ในการดำเนินชีวิต ในหนังเรื่อง Always ตัวละครอย่างคุณ “โนริฟูมิ ซูซูกิ” (Norifumi Suzuki) เจ้าของร้านซ่อมรถยนต์เล็กๆ “ซูซูกิออโต้” คือ ตัวแสดงที่สะท้อนให้เห็นคุณสมบัติที่สำคัญของคนญี่ปุ่นรุ่นสร้างชาติที่มีความอดทนและมีความฝันตลอดเวลาว่าร้านเล็กๆของเขาจะกลายเป็นบริษัทรถยนต์ขนาดใหญ่ที่ส่งรถออกไปขายทั่วโลกได้

ผมว่าการมีความฝันและมีจินตนาการเป็นคุณสมบัติที่สำคัญที่ทำให้คนญี่ปุ่นสามารถประสบความสำเร็จได้เกือบทุกเรื่องหากพวกเขาตั้งใจ ยกตัวอย่างเช่น การใช้การ์ตูน “กัปตันซึบะสะ” (Captain Tsubasa) เป็นแรงบันดาลใจให้เด็กญี่ปุ่นยุคแปดศูนย์กล้าฝันที่จะไปบอลโลกซึ่งพวกเขาก็ทำได้สำเร็จจริงๆ

กล่าวกันว่าปัจจัยที่ทำให้ญี่ปุ่นมีอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจสูงหลังจากแพ้สงครามก็เนื่องด้วยการ “อดออม” ครับ ทั้งนี้ชนชาติญี่ปุ่นเป็นชนชาติที่มีวินัยในการออมอย่างยิ่งจนพวกเขาสามารถเป็น “แหล่งเงินกู้” ให้กับชาติที่ไม่ค่อยจะชอบออมแต่ชอบบริโภคอย่างบ้านเรา

มาถึงตรงนี้ ผมขออนุญาตเล่าเรื่องผู้นำญี่ปุ่นในยุคฟื้นฟูประเทศและพัฒนาประเทศให้เจริญรุ่งเรือง ซึ่งตามประวัติศาสตร์การเมืองญี่ปุ่นแล้วดูจะมีนายกรัฐมนตรีสองคนที่มีบทบาทอย่างยิ่งในการฟื้นฟูญี่ปุ่นให้กลับมาเป็นมหาอำนาจได้อีกครั้ง คนแรก คือ นายชิเกรุ โยชิดะ (Shigeru Yoshida) นายกรัฐมนตรีห้าสมัยที่อยู่ในตำแหน่งช่วงปลายทศวรรษที่ 40 ถึงกลางทศวรรษที่ 50 และอีกคนหนึ่ง คือ นายฮายาโตะ อิเคดะ (Hayato Ikeda) ซึ่งอยู่ในตำแหน่งสามสมัยระหว่างช่วงปี ค.ศ.1960-1964

นายโยชิดะเป็นนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นที่มีส่วนในการฟื้นฟูเศรษฐกิจญี่ปุ่นโดยเน้นไปที่การพัฒนาสาธารณูปโภคขนาดใหญ่และอุตสาหกรรมสำคัญๆที่ถูกทำลายไปในช่วงระหว่างสงครามรวมทั้งดำเนินนโยบายทางการทูตที่เป็น “กลาง” ในช่วงสงครามเย็น ส่งผลให้ญี่ปุ่นสามารถทำการค้าได้โดยไม่ต้องฝักใฝ่ฝ่ายใด

ท่านผู้อ่านทราบมั๊ยครับว่า นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นคนปัจจุบันนาย “ทาโร อาโสะ” (Taro Aso) ก็คือหลานตาของนายโยชิดะนี่เอง

สำหรับนายฮายาโตะ อิเคดะ นั้น เป็นนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นที่มีส่วนสำคัญในการนำพาญี่ปุ่นให้กลายเป็นประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจตั้งแต่ทศวรรษที่ 60 เป็นต้นมา อิเคดะได้ทำให้ญี่ปุ่นกลายเป็นประเทศอุตสาหกรรมหนักอย่างเต็มตัว จนอาจกล่าวได้ว่านับตั้งแต่ยุคหกศูนย์เป็นต้นมาญี่ปุ่นครองอำนาจทางการค้าและการลงทุนกว่าค่อนโลก

กลับมาที่หนังต่อดีกว่าครับ, หนังเรื่องนี้พูดถึงสิ่งประดิษฐ์ใหม่ๆที่เกิดขึ้นในทศวรรษที่ 50 อย่าง “โทรทัศน์” ซึ่งกลายเป็นเครื่องมือทางวัฒนธรรมบันเทิงรูปแบบใหม่ของคนสมัยนั้นที่ตั้งตารอชมกัน เรียกได้ว่าบ้านไหนมีโทรทัศน์บ้านนั้นดูจะป๊อบปูล่าร์กว่าใครเพื่อน นอกจากโทรทัศน์แล้วยังมี “ตู้เย็น” อีกด้วยครับและคงไม่ต้องเดานะครับว่าสินค้าทันสมัยเหล่านี้มาจากไหน ถ้าไม่ใช่จากฝีมือของคนญี่ปุ่น

อย่างที่ทราบกันนะครับว่า “ญี่ปุ่น” เคยเป็นชาติที่ลอกเลียนได้เก่งที่สุด แต่จะว่าอย่างนั้นก็ไม่ถูกเสียทีเดียวเพราะชาวญี่ปุ่นนั้นมีความเป็น “นักสร้างสรรค์” ไม่แพ้ชาติใดในโลกและปัจจุบันญี่ปุ่นได้กลายเป็นประเทศอันดับต้นๆในการสร้างสรรค์เทคโนโลยีสมัยใหม่

Always: Sunset on Third Street นับเป็นหนังที่ทำให้คนดูถวิลหาความรู้สึกเก่าๆในอดีตได้ไม่แพ้ Cinema Paradiso หรือหนังสกุล Nostalgia เรื่องอื่นๆ หลังจากดูหนังเรื่องนี้จบ ผมรู้สึกอิ่มอกอิ่มใจอย่างบอกไม่ถูก…ลองไปหาหนังเรื่องนี้มาดูสิครับเผื่อบางทีเราอาจจะมีความทรงจำอันแสนร่มรื่นบังเกิดขึ้น

Hesse004

Dec 28, 2008

ฟุตบอลไทย กับ พัฒนาการที่หยุดยั้ง




ผมเชื่อว่าท่านผู้อ่านที่ยังคงติดตามผลงานของทีมฟุตบอลชายไทยในศึกซูซูกิอาเซียนคัพครั้งนี้ คงจะเริ่มรู้สึกแล้วว่าทีมชาติไทยไม่ได้เป็นเบอร์หนึ่งในอาเซียนอย่างที่เราเคยเข้าใจมาช้านาน

คำถามที่เกิดขึ้นในใจผมหลังจากที่เราแพ้ “ทีมชาติเวียดนาม” คาสนามราชมังคลากีฬาสถาน คือ เขาดีขึ้นหรือเรายังย่ำอยู่กับที่? คำตอบอาจจะเป็นไปได้ทั้งสองประการนะครับ เพียงแต่ว่าเราอยากจะยอมรับในคำตอบไหนมากกว่ากัน

ในฐานะที่เป็นผู้ชมคนเชียร์ทีมชาติไทยมาอย่างเหนียวแน่นตั้งแต่เริ่มดูฟุตบอลเมื่อยี่สิบกว่าปีมาแล้ว ผมพบว่าพัฒนาการของฟุตบอลไทยเรานั้นเป็นไปอย่างเชื่องช้ามากครับ บางทีอาจจะพอๆกับพัฒนาการของนักการเมืองบ้านเรา

ว่ากันว่าความเข้มแข็งของระบบลีกในประเทศมีผลทำให้ทีมชาตินั้นแข็งแกร่งตามไปด้วย แต่จนแล้วจนรอด ผมก็ยังไม่เห็นว่าลีกของเราจะเข้มแข็งแต่ประการใดทั้งๆที่ฟุตบอลไทยแลนด์พรีเมียร์ลีก (Thailand Premier League) ก่อตั้งมาได้สิบสองปีแล้ว

อย่างที่เคยเรียนไปแล้วครับว่า ผมไม่ขอวิจารณ์การทำงานของสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทยเพราะผมเชื่อว่าทุกคนที่เข้ามาทำงานให้กับส่วนรวมย่อมมีความตั้งใจและเสียสละเป็นพื้นฐานอยู่แล้วเพียงแต่ว่าความเสียสละดังกล่าวนั้นเคลือบแฝงไปด้วยวัตถุประสงค์ส่วนตัวหรือไม่

สมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมน์หรือ Football Association of Thailand ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2459 ในสมัยรัชกาลที่หกครับ มีข้อมูลที่น่าสนใจอย่างหนึ่ง คือ ประเทศของเราหรือ “สยาม” ในขณะนั้นสมัครเป็นสมาชิกฟีฟ่า (FIFA) เป็นลำดับที่สองของทวีปเอเชียครับโดยเราเข้าเป็นสมาชิกตั้งแต่ปี พ.ศ. 2468 ก่อนฟุตบอลโลกครั้งแรก (พ.ศ.2473) ที่อุรุกกวัยจะถือกำเนิดขึ้นเสียอีก แต่อย่างไรก็ตามทีมชาติไทยยังไม่เคยได้เป็นตัวแทนของทวีปไปอวดแข้งฟุตบอลโลกกับเขาสักที

แม้ว่าสมาคมฟุตบอลของเราจะก่อตั้งมาช้านานแต่กว่าจะฟอร์มทีมชาติเพื่อลงแข่งในระดับนานาชาติก็ปาเข้าไปเมื่อปี พ.ศ.2495 โดยการแข่งขันฟุตบอลกับทีมต่างประเทศแมตช์แรกของทีมชาติไทยเรานั้นแพ้ให้กับทีมชาติเวียดนามใต้ (ในสมัยนั้น) ไป 3 ประตูต่อ 1 ครับ

อย่างไรก็ตามก็ตามดูเหมือนฟุตบอลไทยในช่วงก่อนปี พ.ศ.2500 นั้น เรามีโอกาสได้ลับแข้งกับนานาชาติมากขึ้น โดยเฉพาะแมตช์โอลิมปิกเกมส์ที่ทีมชาติไทยเคยเข้าไปเล่นรอบสุดท้ายในโอลิมปิกส์เกมส์ครั้งที่ 16 เมื่อปี พ.ศ.2499 ซึ่งจัดที่นครเมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย นั้น ผลปรากฏว่าแค่รอบแรกเราโดนต้นตำรับบอลอย่าง “ทีมสหราชอาณาจักร” สอนเชิงไป 9 ประตูต่อ 0 ครับ ซึ่งแมตช์ดังกล่าวถูกบันทึกให้เป็นสถิติความพ่ายแพ้ยับเยินที่สุดของทีมชาติไทย

หลังจากนั้นสิบสองปีต่อมาทีมฟุตบอลชายไทยก็เข้าร่วมแข่งขันกีฬาโอลิมปิกส์เกมส์ครั้งที่19 เมื่อปี พ.ศ.2511 ซึ่งจัดขึ้นที่กรุงเม็กซิโกซิตี้ ประเทศเม็กซิโก ผลปรากฏว่าทีมชาติไทยจอดแค่รอบแรกโดยเสียประตูไป 19 ประตู และยิงคืนมาได้ประตูเดียวในเกมส์ที่พบกับกัวเตมาลา

ในระดับเอเชียนั้น ทีมชาติไทยไปได้ไกลสุดในฟุตบอลเอเชียนคัพที่เราเป็นเจ้าภาพเมื่อ ปี พ.ศ.2515 โดยคว้าตำแหน่งที่สาม ขณะที่ในระดับเอเชียนเกมส์ เราทำได้ดีที่สุดโดยทะลุถึงรอบรองชนะเลิศ 4 ครั้ง

อย่างไรก็ตามในระดับภูมิภาคอาเซียน ทีมชาติไทยของเราดูจะยึดตำแหน่งหมายเลขหนึ่งมาโดยตลอดทั้งในกีฬาแหลมทองหรือกีฬาซีเกมส์ในปัจจุบัน ซึ่งเราคว้าแชมป์ได้ทั้งหมด 13 ครั้ง โดยซีเกมส์ใน 8 ครั้งสุดท้ายตั้งแต่ปี พ.ศ.2536 เป็นต้นมา เราผูกขาดเหรียญทองมาโดยตลอด

จะว่าไปแล้วการพัฒนากีฬาฟุตบอลของแต่ละชาตินั้นต้องเริ่มต้นจากการมีฟุตบอลอาชีพภายในประเทศที่เข้มแข็งก่อน นั่นหมายถึงว่าสมาคมฟุตบอลต้องมีส่วนผลักดันให้เกิดอาชีพ “นักฟุตบอล” เกิดขึ้นให้ได้

ด้วยคำว่า “อาชีพ” (Professional) จะทำให้คนที่รักจะประกอบสัมมาอาชีพนี้ย่อมตระหนักถึง “ความเป็นมืออาชีพ” และนี่เองที่จะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีของการได้ “นักฟุตบอล” จริงๆ

อย่างไรก็แล้วแต่การเกิดขึ้นของฟุตบอลอาชีพจำเป็นต้องอาศัย “คนดู” ซึ่งก็แน่นอนว่าเมื่อสมาคมฟุตบอลคิดจะ “ผลิตบริการฟุตบอลบันเทิง” ออกมาขายให้ผู้บริโภคได้เสพแล้ว สมาคมฟุตบอลต้องมีส่วนในการสร้างคุณภาพให้กับ “ลีก” ภายในประเทศให้สมกับที่ผู้เสพบริการฟุตบอลบันเทิงยอมเสียสตางค์เข้าไปดูนักฟุตบอลยี่สิบสองชีวิตฟาดแข้งกัน

ผมเชื่อว่าทั้งหมดที่กล่าวมานี้สมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทยย่อมรู้ซึ้งในหลักการการบริหารลีกฟุตบอลอยู่แล้ว แต่อย่างไรก็ดีสิบสองปีที่ผ่านมาของไทยลีกกลับไม่ได้ทำให้คนรักฟุตบอลอย่างผมมีความกระหายที่จะเข้าไปดูฟุตบอลลีกภายในประเทศเลย

ครั้งหนึ่ง “คุณ บอ.บู๋” คอลัมน์นิสต์ชื่อดังจากค่ายสตาร์ซอคเกอร์ เคยให้ความเห็นทำนองว่าที่ฟุตบอลไทยไม่พัฒนา เราไม่ควรมาโทษว่าเพราะคนไทยมัวแต่สนใจบอลนอก คุณ บอ บู๋ แนะนำว่าทางที่ดีเราควรหันกลับมามองตัวเราเองก่อนว่าลีกของเรามันไม่พัฒนาตรงไหน

ผมเห็นด้วยกับคุณ บอ.บู๋ ครับ ทั้งนี้หากเราใช้กรอบการวิเคราะห์ของวิชาเศรษฐศาสตร์มองความล้มเหลวของฟุตบอลอาชีพในบ้านเรา เราก็ต้องหาคำตอบให้ได้ว่าทำไมผู้ผลิตบริการฟุตบอลบันเทิงอย่างสมาคมฟุตบอลนั้นไม่สามารถผลิตบริการฟุตบอลบันเทิงได้เป็นที่ประทับใจชาวไทยผู้บริโภคฟุตบอล

ผลจากความล้มเหลวของฟุตบอลลีกอาชีพทำให้ “สโมสรฟุตบอล” ไม่สามารถพัฒนาตนเองจนขยับขึ้นมาเป็น “ธุรกิจการกีฬา” เมื่อสโมสรไม่พัฒนา คำว่า “นักฟุตบอลอาชีพ” ก็ไม่เกิดเพราะนักฟุตบอล คือ แรงงานที่มีทักษะ (Skill labor)ในการผลิตบริการฟุตบอลบันเทิง นอกจากนี้นักฟุตบอลที่มีฝีเท้าดีก็ย่อมหาทางเลือกที่ดีให้กับตัวเองด้วยการย้ายตัวเองไป “ค้าแข้ง” ในลีกและสโมสรที่ให้ค่าเหนื่อยในระดับที่สมน้ำสมเนื้อกับการเป็น “นักฟุตบอลอาชีพ” ด้วยเหตุนี้เองนักเตะทีมชาติไทยของเราจึงนิยมไปค้าแข้งตั้งแต่ลีกล่างๆในยุโรป เอสลีกในสิงค์โปร์ เซมิโปรลีกในมาเลเซียรวมไปถึงวีลีกในเวียดนาม

อย่างไรก็ตามปัจจัยเล็กๆที่อาจทำให้บอลลีกภายในประเทศเริ่มพัฒนาได้ คือ การสร้างความรู้สึก “จังหวัดนิยม” ขึ้นมาก่อน ซึ่งปัจจัยดังกล่าวมีผลต่อความกระหายของแฟนฟุตบอลประจำจังหวัดที่อยากเข้ามาดูผลงานของจังหวัดตัวเอง เหมือนที่ครั้งหนึ่งบ้านเราเคยมีทัวร์นาเมนต์ “ยามาฮ่า ไทยแลนด์ คัพ” (Yamaha Thailand Cup) ซึ่งผมคิดว่าเป็นทัวร์นาเมนต์ที่มีสีสันมากที่สุดทัวร์นาเมนต์หนึ่งครับ

กรณีจังหวัดนิยม ผมชื่นชมการสร้างทีมของ “ชลบุรี เอฟซี” หรือ “ฉลามชล” (The Shark) ที่สามารถสร้างสีสันให้กับฟุตบอลไทยแลนด์ลีกได้ในช่วงปีสองปีที่ผ่านมา และเราคงแอบหวังลึกๆว่าจะมีจังหวัดต่างๆเริ่มหันมาพัฒนาและร่วมสร้างฟุตบอลลีกภายในประเทศอย่างจริงจังโดยไม่ต้องรอการชี้นำจาก “สมาคม” เพียงอย่างเดียว

ในวงการฟุตบอลอาเซียนด้วยกัน สิงค์โปร์กำลังพัฒนา “เอสลีก” (S-league) ของพวกเขาให้เจริญรอยตาม “เจลีก” (J-leauge) เช่นเดียวกับที่เวียดนามได้สร้างให้ “วีลีก” (V-league) มีความแข็งแกร่งจนทำให้เวียดนามประสบความสำเร็จในระดับภูมิภาคได้อย่างที่พวกเขาฝันไว้

เมื่อไม่นานมานี้ ผมได้ดูการแข่งขันฟุตบอลระดับโรงเรียนประถมที่อำเภอลำปลายมาศ จังหวัดบุรีรัมย์ ผมสนุกไปกับเกมส์ที่เห็นเด็ก ป.5-ป.6 เล่นบอลกันด้วยจิตใจที่มุ่งมั่นทุ่มเท มันเป็นภาพความสุขแบบเรียบง่ายที่ครั้งหนึ่งผมเชื่อว่าเด็กผู้ชายหลายคนคงเคยมีประสบการณ์แบบนี้มาแล้ว

บางที “ฟุตบอล” อาจจะไม่ต้องการอะไรมากมายหรอกครับ ขอแค่ให้ “ใจ” ไปกับมันทั้งคนเล่น คนทำทีม หรือแม้แต่คนบริหารสมาคมฟุตบอลเองก็ตาม

Hesse004

Dec 19, 2008

เศรษฐศาสตร์แบบ “อภิสิทธิ์”





ในฐานะ “นักเรียนเศรษฐศาสตร์” ผมยินดีอยู่ไม่น้อยที่เห็นนายกรัฐมนตรีของประเทศมาจากแวดวงวิชา “เศรษฐศาสตร์” ในอดีตนั้นเรามีผู้นำประเทศที่มีพื้นฐานทางการศึกษาด้านเศรษฐศาสตร์อย่างน้อยสองท่านครับ

ท่านแรก คือ ท่านอาจารย์ “ปรีดี พนมยงค์” นายกรัฐมนตรีคนที่ 7 ของประเทศไทย มันสมองของคณะราษฎรและผู้ประศาสน์การมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และการเมือง ท่านปรีดีจบปริญญาเอกทางด้านกฎหมายมาจากมหาวิทยาลัยปารีส ประเทศฝรั่งเศส ครับ นอกจากนี้ท่านยังสอบไล่ได้ประกาศนียบัตรการศึกษาชั้นสูงด้านเศรษฐศาสตร์การเมือง หรือ Diplome d’Etudes Superieures d’Economic Politique ด้วยเหตุนี้เองท่านปรีดีจึงเป็นผู้วาง “เค้าโครงเศรษฐกิจ” หรือ “สมุดปกเหลือง” หลังเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อปี พ.ศ.2475 ซึ่งจะว่าไปแล้วในอดีตนั้นประเทศของเรามีบุคลากรที่เรียกว่า “นักเศรษฐศาสตร์” (Economist) น้อยมากครับ

ผู้นำประเทศคนต่อมาที่มีพื้นความรู้การศึกษาทางด้านเศรษฐศาสตร์ คือ “หม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช” นายกรัฐมนตรีคนที่ 13 ครับ หม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ จบการศึกษาด้านวิชาปรัชญา เศรษฐศาสตร์และการเมือง (Philosophy, Politics and Economics-PPE) จากมหาวิทยาลัยอ๊อกฟอร์ด (Oxford University) ครับ

สำหรับคุณอภิสิทธิ์นั้น นับเป็นผู้นำประเทศคนที่สามที่มีพื้นฐานการศึกษาทางด้านเศรษฐศาสตร์และเคยเป็นอาจารย์ประจำที่คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ช่วงระหว่างปี พ.ศ.2533-2534

อย่างที่ทราบกันว่าคุณอภิสิทธิ์นับเป็นผู้นำประเทศที่มีประวัติทางการศึกษาคล้ายคลึงกับหม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ โดยจบการศึกษาด้านเศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยอ๊อกฟอร์ดเหมือนกันแถมยังมีดีกรีเกียรตินิยมพ่วงท้ายเหมือนกันอีกด้วย

จากประวัติการศึกษาที่ดีเยี่ยมของคุณอภิสิทธิ์บวกกับความเป็นอาจารย์สอนเศรษฐศาสตร์ทำให้ประชาชนส่วนใหญ่คาดหวังกับการแก้ปัญหาเศรษฐกิจของ “รัฐบาลอภิสิทธิ์ 1” แม้ว่าการบริหารนโยบายเศรษฐกิจจะไม่ได้ดำเนินการตามลำพังเพียงคนเดียวก็ตาม แต่โดยส่วนตัวผมแล้ว ผมคิดว่าความเข้าใจที่ดีพอต่อปัญหาและกลไกเศรษฐกิจไทยภายใต้กระแสโลกาภิวัฒน์ของเศรษฐกิจโลกที่เชี่ยวกรากนั้นนับเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับคนที่จะมาเป็นผู้นำประเทศทั้งในวันนี้และในวันหน้า

เมื่ออาทิตย์ก่อน ผมได้กลับไปอ่าน “บทความวิชาการ” ที่คุณอภิสิทธิ์เขียนลงในวารสารเศรษฐศาสตร์ธรรมศาสตร์ ปีที่ 9 ฉบับที่ 3 และ 4 พ.ศ.2534 โดยบทความวิชาการดังกล่าวมีชื่อว่า “ทิศทางวิชาเศรษฐศาสตร์” ซึ่งประกอบไปด้วยสองตอนครับโดยตอนที่ 1 เป็นเรื่องเศรษฐศาสตร์จุลภาค ซึ่งคุณอภิสิทธิ์ให้คำโปรยไว้ว่า “ความพยายามที่จะปรับทฤษฎีให้เข้าหาความเป็นจริง” ส่วนตอนที่สองเป็นเรื่องของเศรษฐศาสตร์มหภาค ซึ่งคุณอภิสิทธิ์ตั้งคำถามไว้น่าสนใจว่า “ยังห่างไกลจากความเป็นเอกภาพ”

บทความชุดดังกล่าวนับเป็นบทความที่สะท้อนให้เห็นทักษะความเป็นนักวิชาการของคุณอภิสิทธิ์ได้ดีอย่างยิ่ง เนื่องจากคุณอภิสิทธิ์สามารถร้อยเรียงแนวคิดทางเศรษฐศาสตร์ในช่วงระหว่างทศวรรษแปดสิบได้เป็นเรื่องเป็นราวคล้ายกับการทบทวนวรรณกรรมแนวคิดที่ปรากฏในวิชาหลักเศรษฐศาสตร์จุลภาคและมหภาค

แต่อย่างไรก็ตามเป็นเรื่องน่าเสียดายที่คุณอภิสิทธิ์ตัดสินใจหันหลังให้กับงานวิชาการและกระโจนเข้าสู่สนามการเมืองในการเลือกตั้งเมื่อปี พ.ศ.2535

โดยทั่วไปพื้นฐานความรู้ทางการศึกษาของผู้นำประเทศมีส่วนสะท้อนซึ่ง “วิธีคิด” หรือ “กระบวนการตัดสินใจ” ในการบริหารประเทศไม่มากก็น้อยนะครับ โดยส่วนตัวแล้วผมสันนิษฐานว่าผู้นำประเทศส่วนใหญ่มักมาจาก “นักกฎหมาย” ไม่ว่าจะเป็นผู้พิพากษา อัยการ ทนายความ รวมไปถึงอาจารย์สอนกฎหมายในมหาวิทยาลัย นอกจากนี้ผู้นำประเทศที่มีพื้นฐานมาจาก “นักการทหาร” ก็สามารถพบได้ทั้งในประเทศที่พัฒนาแล้วหรือประเทศกำลังพัฒนา

สำหรับผู้นำประเทศที่มาจาก “นักเศรษฐศาสตร์” หรือ “นักเรียนเศรษฐศาสตร์” นั้น เท่าที่ผมจำได้ก็น่าจะมีอดีตประธานาธิบดี “โรนัลด์ เรแกน” (Ronald Reagan) ครับ เรแกนนั้นจบการศึกษาด้านเศรษฐศาสตร์จาก Eureka College ในมลรัฐอิลินอยส์ (Illinois) นอกจากนี้ชื่อเสียงของเรแกนยังถูกนำไปใช้เรียกแนวคิดเศรษฐศาสตร์ของนักเศรษฐศาสตร์ฝั่งอุปทาน (Supply side economics) หรือ ที่รู้จักกันในชื่อ “เรแกนโนมิคส์” (Reaganomics)

เช่นเดียวกันกับนาย “จุนอิชิโร่ โคอิซูมิ” (Junichiro Koizumi) อดีตนายกรัฐมนตรีสุดเท่ห์ของชาวญี่ปุ่นก็จบการศึกษาด้านเศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยเคโอะ (Keio University) ครับ ในปัจจุบันยังมีผู้นำประเทศที่มีชื่อเสียงอย่างน้อยสองคนที่จบการศึกษาในระดับปริญญาเอกทางเศรษฐศาสตร์ โดยคนแรก คือ ดร.มาโมฮาน ซิงห์ (Mamohan Singh) ของอินเดีย และอีกคนคือ ดร.กลอเรีย มาร์คาลปากาล อาร์โรโย่ (Gloria Marcapagal Arroyo) แห่งฟิลิปปินส์ ครับ

“มาโมฮาน ซิงห์” (Mamohan Singh) จบการศึกษาในระดับปริญญาเอกจากUniversity of Oxford Nuffield College โดย ดร.ซิงห์เคยเป็นนักเศรษฐศาสตร์ประจำไอเอ็มเอฟก่อนจะกลับอินเดียมาสอนวิชาเศรษฐศาสตร์ใน University of Delhi และ Jawarharal Nehru University ซึ่งจะว่าไปแล้ว “ซิงห์” คือ มือเศรษฐกิจในระดับต้นๆของแดนภารตะที่มีส่วนวางแผนการพัฒนาเศรษฐกิจอินเดียให้ค่อยๆเติบโตอย่างมั่นคงในช่วงยี่สิบปีที่ผ่านมา

สำหรับ “นางอาร์โรโย่” ผู้นิยมแนวคิดเศรษฐกิจแบบ “ทักษิโนมิคส์” (Thaksinomics) นั้น จบการศึกษาในระดับปริญญาเอกจาก University of Philippines ครับ หลังจากนั้นอาร์โรโย่เป็นอาจารย์สอนเศรษฐศาสตร์ในกรุงมนิลา ก่อนจะได้รับคำเชื้อเชิญจากอดีตประธานาธิบดีคอราซอน อาควิโน่ (Corazon Aquino) ให้เข้าสู่แวดวงการเมืองในฐานะที่ปรึกษาทางเศรษฐกิจการค้าและอุตสาหกรรมของฟิลิปปินส์

ทั้งหมดที่ผมได้เรียนให้ท่านผู้อ่านได้ทราบนั้นจะเห็นได้ว่า อาชีพ “นักเศรษฐศาสตร์” เริ่มเข้ามามีบทบาทในการบริหารราชการแผ่นดินมากขึ้นโดยเฉพาะการนั่งในตำแหน่งผู้นำประเทศ

แม้ว่าความเป็น “นักเศรษฐศาสตร์” จะทำให้มองเห็นปัญหาและกลไกของระบบเศรษฐกิจประเทศตัวเองและกลไกของเศรษฐกิจโลกได้แจ่มชัด ซึ่งสิ่งต่างๆเหล่านี้นักเศรษฐศาสตร์ล้วนได้รับการปลูกฝังสรรพวิชาจากตำราเศรษฐศาสตร์แบบทุนนิยม อย่างไรก็ตามเมื่อพวกเขาลงมา “กุมบังเหียน” ของจริง บางครั้งตำราอาจจะไม่สามารถแก้ปัญหาเศรษฐกิจได้ทั้งหมดซึ่งบางครั้งปัญหาเศรษฐกิจอาจจะไม่ซับซ้อนอะไรมากไปกว่าเรื่อง “ความเป็นอยู่หรือปัญหาปากท้องของชาวบ้าน” ไม่ว่าจะเป็นของแพง ค่าแรงถูก

ท้ายที่สุดผมแอบลุ้นลึกๆว่านายกรัฐมนตรีคนใหม่ท่านนี้อาจสร้างแนวคิดเศรษฐกิจใหม่ในการฟื้นฟูเศรษฐกิจไทย เผื่อวันหน้าอาจมีใครเรียกแนวคิดของท่านว่า “มาร์โคโนมิคส์” (Marconomics) หรือ “เศรษฐศาสตร์แบบอภิสิทธิ์” ไงล่ะครับ

Hesse004

Dec 10, 2008

"หมากเตะโลกตะลึง" ชัยชนะของคนขี้แพ้





นับตั้งแต่ภาพยนตร์เรื่อง “แฟนฉัน” (2546) ออกฉาย หกผู้กำกับหนุ่มจาก “กลุ่ม 365 ฟิล์ม” ได้ออกไปสร้างสรรค์ผลงานเดี่ยวอันหน้าประทับใจหลายต่อหลายเรื่องครับ

เริ่มจาก “คุณเอส” คมกฤษ ตรีวิมล ได้ทำให้หนังเรื่อง “เพื่อนสนิท” (2548) กลายเป็นหนังรักที่ดีเรื่องหนึ่งในรอบหลายปีที่ผ่านมา เช่นเดียวกับที่สร้างให้ “สายลับจับบ้านเล็ก” (2550) เป็นหนังตลกที่ให้แง่คิดเกี่ยวกับหัวจิตหัวใจของคนเป็น “เมียน้อย” ในอารมณ์ที่ไม่หนักจนเกินไปนัก

“คุณย้ง” ทรงยศ สุขมากอนันต์ ได้ผันตัวเองมากำกับหนังเรื่องแรกที่ชื่อ “เด็กหอ” (2549) แม้ว่าหนังเรื่องนี้จะมีกลิ่นอายของความเป็น “หนังผี” แต่ผู้กำกับได้แทรก “ปม” ต่างๆของตัวละครไว้อย่างน่าสนใจและที่สำคัญที่สุดคือเรื่องมิตรภาพของเพื่อนต่างภพ

ต่อมา “คุณต้น” นิธิวัฒน์ ธราธร ออกมากำกับหนังวัยรุ่นภายใต้การดำเนินเรื่องโดยมี “ดนตรีคลาสสิค” เป็นแกนหลัก ด้วยเหตุนี้เอง “เพราะอากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย” (2549) หรือ Seasons change จึงเป็นหนังที่มีความละเมียดละไมอยู่ไม่น้อย

ในเวลาไล่เลี่ยกัน “คุณบอล” วิทยา ทองอยู่ยง ทำให้หนังชื่อ “เก๋า เก๋า” (2549) กลายเป็นหนังแนวแฟนตาซีที่ดูสมจริงเพราะด้วยไมค์วิเศษสีชมพูนี้เองที่ทำให้วงดนตรี “อิมพอสสิเบิล” ต้องระหกระเหินข้ามเวลาจากปี พ.ศ. 2512 มาสู่ปี พ.ศ. 2549

ที่กล่าวมาทั้งหมด คือ หนังของกลุ่มผู้กำกับแฟนฉันที่ผมมีโอกาสได้ดูครับ โดยส่วนตัวแล้วผมชื่นชมผลงานของพวกเขามากเนื่องจากหนังของพวกเขาเป็นหนังที่ให้ความบันเทิงแบบชิลๆเหมือนนั่งคุยกับเพื่อนเก่าอย่างสบายใจ

นอกจากนี้ดูเหมือนว่าหนังของผู้กำกับกลุ่มนี้ได้กลายเป็นตัวแทนของคนที่มีช่วงวัยสามสิบถึงสี่สิบปี โดย “แฟนฉัน” คือ ภาพยนตร์นำร่องที่เปิดให้เห็นการเติบโตของคนช่วงวัยดังกล่าว ซึ่งจะว่าไปแล้ววัฒนธรรมบันเทิงยุค 80 นั้นดูจะมีอิทธิพลไม่น้อยต่อคนช่วงวัยนี้

หากไล่เรียงลำดับการทำหนังของกลุ่มผู้กำกับ 365 ฟิล์ม ให้ดี เราจะพบว่าหนังของพวกเขาสามารถถ่ายทอดช่วงเวลาชีวิตของตัวละครหลักในเรื่องได้ชัดเจน ยกตัวอย่างเช่น “เด็กหอ” ที่กล่าวถึงช่วงชีวิตของเด็กวัยรุ่นชายตอนต้น “Seasons change” ถ่ายทอดเรื่องราวของนักเรียนมัธยมปลาย “เพื่อนสนิท” เล่าชีวิตของเด็กระดับมหาวิทยาลัย

ความชัดเจนในพล็อตหนังทุกเรื่องของผู้กำกับกลุ่มนี้ทำให้ผู้ชมภาพยนตร์ที่ผ่านช่วงชีวิตเหล่านั้นมาแล้วย่อมเกิดอารมณ์ร่วมคล้อยตามไปจนกระทั่งอารมณ์ถวิลหาหรือ Nostalgia ซึ่งทำให้ผลงานของพวกเขาได้รับการยอมรับมากขึ้น

อย่างไรก็ตามดูเหมือนว่าอีกหนึ่งผู้กำกับในกลุ่ม 365 ฟิล์ม ที่ดูจะมีอุปสรรคกับการทำหนังเรื่องแรกของเขา นั่นคือ “คุณปิ๊ง” อดิสรณ์ ตรีสิริเกษม ด้วยเหตุผลที่ว่าคุณปิ๊งคิดทำหนัง “ฟุตบอล”

“หมากเตะโลกตะลึง” หรือ Lucky Looser (2549) ของ อดิสรณ์ ตรีสิริเกษม ตั้งใจที่จะสร้างออกมาให้เกี่ยวกระแสฟุตบอลโลกครั้งล่าสุดที่เยอรมนีเป็นเจ้าภาพ แต่อย่างไรก็ดีหนังเรื่องนี้ได้รับการต่อต้านจาก “ลาว” ประเทศบ้านพี่เมืองน้อง ด้วยเหตุผลที่ว่าหนังเรื่องนี้มีเนื้อหาไปในเชิงลบหลู่ดูถูกศักยภาพทีมฟุตบอลชาติลาว

แม้ว่าหมากเตะโลกตะลึงจะกลับมาอีกครั้งในชื่อของ “หมากเตะรีเทิร์นส์” โดยเปลี่ยนชื่อจากทีม “ลาว” เป็น “ทีมอาวี” แต่ก็ดูเหมือนว่าหนังเรื่องนี้จะหลุดกระแสไปจากบอลโลกฟีเวอร์ เสียแล้ว

ในแง่ของมิติการเมืองหรือความสัมพันธ์ระหว่างประเทศนั้น ผมขออนุญาตไม่วิจารณ์แล้วกันครับ เนื่องจากว่าทุกชาติ ทุกภาษาล้วนมีความรู้สึก “ชาตินิยม” กันอยู่ในเผ่าพันธุ์ของตัวเองด้วยกันทั้งนั้น

ด้วยเหตุนี้เองการนำเสนอเรื่องราวของ “ความด้อยหรือความผิดพลาด” ของเผ่าพันธุ์หนึ่งย่อมกระทบกระเทือนจิตใจของคนชาตินั้นไม่มากก็น้อย อย่างไรก็ตาม “หมากเตะโลกตะลึง” ของคุณปิ๊งนั้นได้ทำให้เราเข้าใจมุมมองของ “ผู้แพ้” มากกว่าจะชื่นชมความสำเร็จของผู้ชนะ

จะว่าไปแล้ว “ฟุตบอล” ได้กลายเป็นกีฬา “อวด” หรือ “เบ่ง” ศักยภาพของประเทศได้อย่างหนึ่ง ฟุตบอลสามารถเป็น “กลยุทธ์”หนึ่งในการสร้างชาตินิยมได้เหมือนที่ “เกาหลีใต้” เคยทำได้ในช่วงฟุตบอลโลกที่เป็นเจ้าภาพร่วมกับญี่ปุ่นเมื่อปี ค.ศ. 2002

น่าสนใจว่าการตั้งเป้าเพื่อไป “ฟุตบอลโลก” หรือ World Cup นั้นกลายเป็นเป้าหมายสูงสุดของทุกชาติ ปัจจุบันฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายที่จัดสี่ปีครั้งนั้นได้คัดเอา “เต้ยลูกหนัง” ในแต่ละทวีปรวมทั้งสิ้น 32 ทีม มาบรรเลงเพลงเตะกันในช่วงเวลาหนึ่งเดือน ด้วยเหตุนี้เองฟุตบอลโลกจึงเปรียบเสมือนเวทีอวดศักดาของชาติตัวเองว่ามีความสามารถในเชิงลูกหนังมากน้อยแค่ไหน

แน่นอนที่สุดครับว่า “ฝัน”ของทีมชาติไทยที่จะไปบอลโลกนั้นดูจะเป็น “ฝัน” จริงๆ แม้ว่าเราจะพยายามผลักดันส่งน้ำเลี้ยงและแรงใจก็แล้ว แต่ดีที่สุดของเราคือ รอบคัดเลือกสิบทีมสุดท้ายของเอเชีย

บางครั้งผมว่าเราต้องยอมรับ “ศักยภาพ” ของเราว่าเราไปได้เท่านี้จริงๆ การยอมรับความจริงไม่ใช่สิ่งน่าอายและยิ่งมีความฝันด้วยแล้วยิ่งเป็นสิ่งที่ดีนะครับ เพียงแต่ขอให้ทำอะไรก็ทำด้วยความตั้งใจจริงมิใช่แค่เข้ามาทำทีมชาติเพียงเพื่อหวังผลประโยชน์อย่างอื่นแอบแฝง

นอกจากนี้หนังของคุณปิ๊งยังสะท้อนให้เห็นการทำงานแบบ “ไทย”ๆ นั่นคือ ทำงานเป็นทีมไม่เป็นรวมไปถึงไม่ไว้ใจความสามารถของคนไทยด้วยกันเองซึ่งจะว่าไปแล้วมันคือเหตุผลหนึ่งที่ทำให้บอลไทยของเราไปได้ไกลในระดับภูมิภาคอาเซียนเท่านั้น

ผมขออนุญาตไม่วิจารณ์การทำทีมฟุตบอลชาติไทยแล้วกันนะครับ เนื่องจากผมเชื่อว่าทุกคนก็พยายามกันอย่างเต็มที่แล้ว เพียงแต่ว่าความพยายามของเราอาจจะยังไม่เพียงพอเทียบเท่ากับการเอาจริงเอาจังของชาติเอเชียด้วยกันอย่าง ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ อิหร่าน จีน การ์ตาร์ แม้กระทั่งวันนี้อาจจะมีสิงค์โปร์ย่องมาอย่างเงียบๆ

ผมแอบเชื่อลึกๆว่า หากวันใดทีมฟุตบอลไทยของเราประสบความสำเร็จจนไปถึงฟุตบอลโลกได้ บางทีคนไทยอาจจะเลิกทะเลาะกันนั่นหมายถึงว่าเรารู้แล้วว่าจริงๆแล้วถ้าเราสามัคคีกันชาติพันธุ์ของเราก็ไม่ได้ด้อยไปกว่าใครและท้ายที่สุดเราก็จะหันมาเคารพความคิดเห็นของพวกเรากันเองโดยไม่มองว่า “มึงโง่กว่ากู” หรือ “มึงนั่นแหละคือตัวถ่วงความเจริญของชาติ”

บางครั้งการพ่ายแพ้อยู่ซ้ำแล้วซ้ำเล่าเหมือนอย่างที่ทีมชาติ “อาวี” เจอนั้น อาจจะกลายเป็นจุดเริ่มต้นของชัยชนะในอนาคตเมื่อเราทุกคนหันมาสามัคคีและเชื่อมั่นซึ่งกันและกัน เผื่อไม่แน่ทีมชาติไทยจะได้ไปบอลโลกกับเขาได้เสียทีใช่มั๊ยล่ะครับ

Hesse004

Dec 1, 2008

การเมืองเรื่องของ “สี”





ช่วงเดือนที่ผ่านมาผมแทบไม่มีเวลาจะเขียนอะไรเลยครับ เนื่องจากเวลาส่วนใหญ่หมดไปกับการปรับปรุงโครงร่างวิทยานิพนธ์ นอกจากนี้เหตุการณ์ต่างๆทางการเมืองยิ่งทำให้ “บั่นทอน” อารมณ์และจินตนาการบางอย่างไม่มากก็น้อย

สำหรับผมแล้ว การเมืองเป็นเรื่องของ “รสนิยม” (Taste) ครับ นั่นหมายถึง การที่เราจะรักหรือศรัทธาใครก็แล้วแต่ขึ้นอยู่กับรสนิยมและฐานคติของแต่ละบุคคล

จะว่าไปแล้วการเมืองไทยวันนี้มีความชัดเจนมากขึ้นในเรื่องของรสนิยมของคนสองกลุ่มหรือถ้าจะพูดให้ถูก คือ คนกลุ่มหนึ่งชื่นชอบ “การเมืองแบบสีเหลือง” (Yellow Politic) ขณะที่คนอีกกลุ่มชื่นชม “การเมืองแบบสีแดง” (Red Politic)

การเมืองแบบสีเหลืองมุ่งเน้นไปที่อุดมการณ์ของประชาธิปไตยแบบใหม่ที่ไม่ต้องการเห็นการเมืองระบบตัวแทนแบบเดิมๆเข้าไปโกงกินฉ้อฉลหรือที่รู้จักกันในชื่อ “ธนกิจการเมือง” (Money Politic) ผู้ที่นิยมบริโภคการเมืองแบบสีเหลืองจึงมีความคาดหวังที่จะเปลี่ยนแปลงการเมืองให้กลายเป็น “การเมืองใหม่”หรือ “ประชาภิวัฒน์” ซึ่งผมขออนุญาตไม่แสดงความคิดเห็นครับ

สำหรับการเมืองแบบสีแดงนั้นกลับมองเห็นความสำคัญของระบอบประชาธิปไตยภายใต้ระบบตัวแทนแบบเดิมโดยผู้บริโภคการเมืองแบบสีแดงเชื่อว่าประชาธิปไตยจะต้องมาจากการเลือกตั้ง (Voting) และการเลือกตั้งคือกลไกที่สามารถสะท้อนความต้องการของพวกเขาผ่านตัวแทนที่เขาเลือก ผ่านรัฐบาลที่เขาไว้ใจให้บริหารราชการแผ่นดิน

มองในแง่อุดมคติและอุดมการณ์ ผมเชื่อว่าการเมืองทั้งสองสีมีเจตนาดีต่อสังคมส่วนรวมเพียงแต่ว่าในโลกแห่งความเป็นจริงนั้น การที่สังคมเลือกสีใดสีหนึ่ง สังคมย่อมมีค่าเสียโอกาส (Opportunity cost) สำหรับคนอีกสีหนึ่งเสมอ

นั่นหมายถึงว่าระบอบประชาธิปไตยได้สร้างต้นทุนค่าเสียโอกาสให้กับคนกลุ่มน้อยที่ไม่สามารถสื่อสารความคิดความเห็นและความต้องการของตนเองผ่านกลไกทางการเมือง

การจัดตั้งมวลชน หรือ “ม๊อบ” (Mob) ของการเมืองสีเหลืองเป็นการแสดงออกซึ่งสิทธิและเสรีภาพตามกติกาใหญ่ของคนในสังคมนั่นคือ “รัฐธรรมนูญ” เช่นเดียวกันกับการแสดงพลังมวลชนของการเมืองสีแดงในช่วงเดือนที่ผ่านมา

เพียงแต่ว่าการเมืองของคนทั้งสองสีที่คิดและเชื่อไม่เหมือนกันนั้นดูจะไม่สามารถหาจุดที่เรียกว่า “อุตมภาพ”หรือ Optimum ได้เลย

ภายใต้เงื่อนไขการรับรู้ข้อมูลข่าวสารที่จำกัดของคนในสังคมทั้งสองสีทำให้ผู้บริโภคการเมืองทั้งสองแบบไม่สามารถข้ามพ้นหลักการที่ตัวเองยึดเหนี่ยวได้ รังแต่จะสร้างความร้าวฉานแตกแยกและชิงชังมากขึ้น และนี่เองที่เป็นที่มาของคนที่พยายามจะเสนอเรื่องของ “การเมืองสีขาว” (White Politic) ที่อยากให้คนทั้งสองหันหน้ามาคุยกันเข้าทำนองว่า “หาจุดร่วม สงวนจุดต่าง”

แม้ว่าการเมืองสีขาวจะถูกกล่าวหาว่าเป็น “พวกตีกิน” จากการเมืองทั้งสองสีแต่ถ้ามองเจตนาของการเมืองสีขาวแล้วน่าจะเข้าใจดีว่าสิ่งที่ผู้บริโภคกลุ่มนี้ต้องการคือความสงบและสันติภาพของคนในสังคม

สังคมไทยเป็นสังคมที่มีความหลากหลายนะครับ ทั้งนี้ไม่มีใครสามารถยอมรับข้อเสนอการเมืองใหม่ของผู้บริโภคการเมืองสีเหลืองได้ทั้งหมด เช่นเดียวกับที่ไม่มีใครสามารถยอมรับความเลวร้ายแบบเดิมๆของการเมืองสีแดงได้ทั้งหมดเช่นกัน

ในช่วงปีที่ผ่านมาผมมีโอกาสบริโภคการเมืองของคนทั้งสองสีนั่นหมายถึงว่าผมมีโอกาสรับรู้การต่อสู้ของมวลชนคนเสื้อเหลืองพอๆกับการนั่งฟังเหตุผลของคนเสื้อแดง

อย่างที่เรียนไปตอนต้นแล้วว่าผู้บริโภคการเมืองทั้งสองสีนั้นไม่สามารถก้าวพ้นปัญหาความไม่สมบูรณ์ของข้อมูลข่าวสารที่ทั้งสองฝ่ายได้บริโภค (Imperfect Information)

ปัญหาความไม่สมบูรณ์ของข้อมูลข่าวสาร คือ ปัญหาสำคัญที่ทำให้กลไกตลาดล้มเหลวนั่นหมายความว่าผู้ผลิตการเมืองทั้งสองสีไม่สามารถให้ข้อมูลที่ครบด้านในกระบวนการผลิตอุดมการณ์ทางการเมืองให้กับผู้บริโภค

ทุกวันนี้ผู้บริโภคการเมืองทั้งสองสีแบบสุดโต่ง ได้กลายเป็นผู้บริโภคประเภท Corner Solution หรือเลือกที่เสพสินค้าการเมืองประเภทใดประเภทหนึ่งโดยไม่แบ่งใจไปยอมรับความหลากหลายของสินค้าการเมืองชนิดอื่นๆ

ในฐานะที่เป็นพลเมืองคนหนึ่งของประเทศไทย ผมคงไม่มีอะไรเรียกร้องมากมายไปกว่าขอความสงบและสันติกลับคืนมาให้กับสังคมที่ผมเคยอาศัย ผมอาจเป็นผู้บริโภคประเภท Free Rider หรือ “ตีตั๋วฟรี” ที่ไม่ยอมออกไปเรียกร้องว่าผมจะเลือกบริโภคการเมืองของสีใด

สำหรับผมแล้ว การเมืองเป็นเรื่องของรสนิยมครับ การแสดงออกซึ่งความคิดเห็นภายใต้กระบวนการประชาธิปไตยเป็นสิ่งที่น่าเคารพนับถืออย่างยิ่ง เช่นเดียวกันกับการแสดงออกซึ่ง “อารยะขัดขืน” ก็เป็นมาตรการที่น่าประทับใจในการต่อสู้กับอำนาจที่เหนือกว่า

แต่หากการแสดงออกที่เกินขอบเขตจนถึงฆ่าฟันกันถึงแก่ชีวิตหรือปิดสนามบินโดยมีชะตากรรมของคนทั้งประเทศเป็นตัวประกันนั้นเพียงเพราะเราบริโภคการเมืองคนละสีกัน คำว่า "อารยะขัดขืน" จะกลายเป็น “อนารยะข่มขืน” ในที่สุด

ผมเองเป็นพวก “อารยะขบขัน” ครับ ผมยังอยากเห็นสังคมไทยเป็นสังคมที่ผมเติบโตมาด้วยความสงบสุขและสามัคคี

ลองสำรวจตัวเองดูสิครับว่า เราพอจะบริโภคการเมืองแบบหลายสี (โดยไม่ต้องสูญเสียอุดมการณ์) ได้หรือเปล่า? เผื่อบางทีเราอาจจะเข้าใจมากขึ้นว่า…ที่แท้การเมืองมันก็ไม่ได้มีแค่สีเหลืองหรือสีแดง

Hesse004

Nov 1, 2008

Chungking Express เมื่อความรักหมดอายุ




จะว่าไปแล้วภาพยนตร์เกี่ยวกับความรักนั้นถูกถ่ายทอดได้ในหลายมิติ หลายมุมมองนะครับนั่นหมายถึงว่า “ความรัก” เป็นอารมณ์หลักๆของมนุษย์ทุกชาติทุกภาษา

โดยส่วนตัวแล้ว, ผมคิดว่าหนังรักพันธุ์เกาหลีน่าจะเป็นหนังรักที่โรแมนติคมากที่สุดอย่างที่เคยเรียนให้ท่านผู้อ่านทราบแล้วว่า Christmas in August (1998) ของ “เฮอ จิน โฮ” คือ หนังรักที่ผมประทับใจมากที่สุดครับ อย่างไรก็ตามหนังรักที่ผมคิดว่า “เท่ห์” (Cool film) ที่สุดในสายตาของผมคงต้องยกให้กับ Chunking Express ของ “หว่องกาไว” ครับ

Chunking Express (1994) เป็นผลงานการกำกับลำดับที่ 3 ของ หว่องกาไว (Kar Wai Wong) ผู้กำกับชื่อดังชาวจีนแต่ไปเติบโตที่ฮ่องกง ก่อนหน้านี้หว่องฝากผลงานที่น่าประทับใจไว้สองเรื่อง คือ As Tear goes by (1988) และ Day of being wild (1990)

หว่องกาไวยังได้สร้างดาราคู่บุญอย่างน้อยสองคนที่เล่นหนังของหว่องเป็นประจำ คือ เหลียง เฉา เหว่ย และ เลสลี่ จาง นอกจากนี้ดาราชั้นนำของฮ่องกงล้วนเคยผ่านงานมากับหว่องด้วยกันแล้วทั้งสิ้นไม่ว่าจะเป็น หลิว เต๋อ หัว, จางม่านอี้, หลินชิงเสีย,เฟย์ หว่อง หรือแม้แต่ ทาเคชิ คาเนชิโร่

ทั้งหมดที่กล่าวมาดูจะเสริมบารมีของหว่องกาไวให้กลายเป็นยอดผู้กำกับคนหนึ่งของเอเชียในไม่ช้านี้ แต่อย่างไรก็ตามดูเหมือนว่าหว่องกาไวเป็นคนทำหนังที่ค่อนข้างเก็บเนื้อเก็บตัวคนหนึ่ง คล้ายกับว่าหลังแว่นดำของเขานั้นมีอะไรมากมายซ่อนอยู่

สำหรับ Chunking Express แล้ว หว่องกาไวมีมุมมองความรักที่ค่อนข้างแตกต่างไปจากความรักปกติทั่วไป กล่าวคือ หว่องหยิบประเด็นเรื่องของ “เวลา” มาเป็นตีม (Theme) ของเรื่อง ซึ่งคำโปรยหรือ Tag line ของหนังเรื่องนี้เกริ่นไว้น่าสนใจอย่างนี้ครับว่า

“If my memory of her has an expiration date, let it be 10,000 years”
(ที่มา www.imdb.com)

โดยทั่วไปเรามักจะได้ยินคำพูดเกี่ยวกับความรักทำนองว่า “ฉันจะรักเธอชั่วฟ้าดินสลาย” หรือ “ขอให้รักเรานั้นคงอยู่นิรันดร์” คำพูดเหล่านี้แสดงให้เห็นความมั่นคงของคู่รัก คนรักและความรัก แม้ว่าผู้ที่เอ่ยวลีดังกล่าวจะรู้ว่ามันเป็นไปไม่ได้ก็ตาม

คำเปรียบเปรยความรักเหล่านี้เปรียบเสมือน “หลักประกัน” (Collateral) ของ “สัญญารัก”ว่าจะยังไงเสียฉันก็จะรักเธอตลอดไปทั้งในชาติภพปัจจุบันและอนาคตชาติ อย่างไรก็ตามสิ่งที่หว่องกลับท้าทายดันกลายเป็นเรื่อง “การหมดอายุของความรัก” (Expiration of Love) ซึ่งเราเองก็ไม่มีวันรู้หรอกครับว่าความรักของเรามันจะหมดอายุกันเมื่อไรเพราะคนที่เรารักเขาไม่ได้ติดสลากเตือนวันหมดอายุ

เหตุที่ผมชอบหนังเรื่องนี้จนแอบขนานนามว่าเป็นหนังรักที่ “เท่ห์” ที่สุดเท่าที่เคยดูมานั้นเพราะหลายฉากของหนังเรื่องนี้ทำให้ผมรู้สึกว่าคนเขียนบท (หว่อง) “แม่งคิดได้ไงวะ”!!

ยกตัวอย่างตอนที่ ตำรวจหมายเลข 223 ที่รับบทโดยทาเคชิ คาเนชิโร่ พูดถึงความรักที่หมดอายุของเขาไว้ว่า

“Somehow everything comes with an expiry date. Swordfish expires. Meat sauce expires. Even cling-film expires. Is there anything in the world which doesn't?”
(ที่มา www.imdb.com)

ขออนุญาตแปลแบบบ้านๆอย่างนี้นะครับว่า “ดูเหมือนว่าทุกสิ่งบนโลกนี้จะมีวันหมดอายุด้วยกันทั้งนั้น แต่จะมีสิ่งไหนมั๊ยวะที่ไม่มีวันหมดอายุ”

หว่องกาไวกำกับหนังเรื่องนี้ในวัยสามสิบแปดปี นั่นหมายถึงว่าเขาได้ผ่านสังเวียนของความรักมาในระดับที่เติบโตกับเรื่องนี้พอสมควรแล้ว ขณะเดียวกันหนังรักของหว่องเต็มไปด้วยสัญลักษณ์มากมายไม่ว่าจะเป็นฉากที่ตำรวจหมายเลข 663 รับบทโดยเหลียง เฉา เหว่ย รำพันกับ “ห้อง”ตนเองว่า

“ตั้งแต่เธอทิ้งฉันไป ทุกอย่างในห้องนี้ดูจะเศร้าสร้อยไปเสียหมด ดูสิ “เจ้าสบู่” เจ้าผอมมากไปแล้วนะ ดูแลตัวเองด้วยสิ “เจ้าฝักบัว” หยุดร้องไห้เสียทีเถอะ เข้มแข็งเข้าไว้”

จะเห็นได้ว่าความเท่ห์ของหนังรักเรื่องนี้อยู่ที่บทภาพยนตร์ซึ่งหว่องกาไวเองนำเสนอมุมมองของความรักได้น่าสนใจยิ่งนัก

ในช่วงทศวรรษที่ 90 นับเป็นช่วงเวลาที่ศิลปะหลายแขนงกำลังแสวงหาความแตกต่าง จากขนบเดิมๆของงานศิลปะแบบเก่า ทั้งนี้ผมไม่แน่ใจว่างานศิลปะภาพวาดภาพถ่ายจะเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างความแตกต่างจากงานศิลปะแบบเดิมๆหรือเปล่า ยกตัวอย่างงานศิลป์ร่วมสมัยของศิลปินชาวอเมริกันอย่าง แอนดี้ วอร์ฮอล์ (Andy Warhal) เริ่มเป็นที่ยอมรับมากขึ้น เช่นเดียวกันช่วงเวลาดังกล่าวดนตรีอัลเทอร์เนทีฟ (alternative) ก็ได้เริ่มต้นขึ้น ทำนองเดียวกับวงการหนังที่ หว่องกาไวได้ทำให้ Chunking Express ฉีกบริบทของหนังรักแบบเก่าๆที่ต้องมีพระเอก นางเอก ตัวอิจฉา รวมไปถึงการบูชาคุณค่าของความรักอย่างสุดซึ้งซึ่งสุดท้ายมักลงเอยด้วยความสุข (Happy Ending) แต่สำหรับ Chunking Express แล้ว หว่องกลับสะท้อนให้เห็น “ภาวะทางอารมณ์รัก” ที่ตัวละครทุกตัวมักมาลงเอยกันที่ “ความเหงา”

ผมเชื่อว่าทุกคนที่อาศัยในเมืองใหญ่ล้วนมี “ความเหงา” กันทุกคน เหมือนที่ใครบางคนเคยพูดไว้ว่า “ยิ่งคนเยอะ ยิ่งเหงา” อย่างไรก็ตามหว่องได้ทำให้ความเหงาที่ปรากฏในหนังเรื่องนี้มีเสน่ห์เหมือนกันนะครับ

ผมขออนุญาตปิดท้ายด้วยคำพูดเท่ห์ๆของ 223 ที่ว่า

“If memories could be canned, would they also have expiry dates? If so, I hope they last for centuries”
(ที่มา www.imdb.com)

ใช่แล้วครับ ถ้าความทรงจำของคุณบรรจุใส่กระป๋องได้ คุณอยากให้มันหมดอายุในปีไหนดีล่ะครับ

Hesse004

Oct 24, 2008

ผมแอบไปเป็นลูกศิษย์วัดไทยที่มิวนิค




ระหว่างที่ผมนั่งเขียนต้นฉบับอยู่นี้ ผมอยู่ที่สนามบินนานาชาติในมหานครมิวนิคครับ ผมเดินทางไปประเทศเยอรมนีตั้งแต่วันที่ 2 ตุลา ที่ผ่านมาโดยเหตุที่ไปก็เพื่อเข้าร่วมอบรมวิชาการหัวข้อเรื่อง Economics of Corruption ที่มหาวิทยาลัยพัสเซา (Passau University)

“มหาวิทยาลัยพัสเซา” ตั้งอยู่ในเมืองพัสเซา (Passau) ซึ่งเป็นเขตพรมแดนระหว่างเยอรมนีและออสเตรีย ครับ กล่าวกันว่าเมืองนี้เป็น “เมืองสามแคว” แห่งแคว้นบาวาเรีย ด้วยเหตุที่ลักษณะภูมิประเทศของพัสเซานั้นคล้ายกับสามเหลี่ยมที่ยื่นออกมาโดยเป็นจุดบรรจบกันระหว่างแม่น้ำดานูบ(Danube) หรือ โดนัลด์ (Donau) ตามภาษาเยอรมันและแม่น้ำอินน์ (Inn) รวมไปถึงแม่น้ำอิซ (Ilz) ครับ

ผมขออนุญาตข้ามรายละเอียดเนื้อหาการฝึกอบรมไปก่อนแล้วกันครับ เพราะมีเนื้อหาน่าสนใจเกินกว่าที่จะบรรยายภายในเอนทรี่นี้เอนทรี่เดียวได้ เนื่องจากการศึกษาเรื่อง Economics of Corruption หรือ “เศรษฐศาสตร์ว่าด้วยการคอร์รัปชั่น” นั้นมีมิติที่มากกว่าการ “โกง”

กลับมาที่เรื่องการเดินทางดีกว่าครับ , ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่ผมได้มีโอกาสไปเยือนยุโรปครับ อย่างไรก็ตามการเดินทางไปเมืองพัสเซานั้นจำเป็นต้องมาขึ้นรถไฟที่มิวนิคก่อน

มิวนิค (Munich) หรือ มึนชึ่น (München) นับเป็นมหานครสำคัญของเยอรมนีและเป็นเมืองหลวงแห่งแคว้นบาวาเรีย (Bavaria) มหานครแห่งนี้ดูไม่แตกต่างจากเมืองหลวงทั่วไปนะครับ กล่าวคือ มิวนิคยังคงเต็มไปด้วยความวุ่นวายจอกแจกจอแจของผู้คนมากหน้าหลายตา

สำหรับการเดินทางไปพัสเซานั้นดูเหมือนว่าการคมนาคมที่นี่จะสะดวกมากครับ เพราะเราสามารถซื้อตั๋วรถไฟจากเครื่องขายตั๋วอัตโนมัติได้ที่สถานีรถไฟกลางหรือ Haufbahnhof

ผมใช้เวลาอยู่ที่เมืองพัสเซาประมาณสิบวันครับ หลังจากเสร็จภารกิจการฝึกอบรมแล้ว ผมจึงถือโอกาส “เดินชมเมือง” ต้องใช้คำว่า “เดิน” จริงๆนะครับ เพราะคนที่นี่ชอบเดินมากๆ การเดินท่ามกลางอากาศดีๆนับว่าเป็น “ความสุขที่เรียบง่าย” อย่างหนึ่งของชีวิตนะครับ เพราะเราสามารถชื่นชมกับธรรมชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงฤดูใบไม้ร่วง (autumn) ภาพต้นไม้ที่กำลังริดใบตัวเองช่างน่าประทับใจยิ่งนักเปรียบเสมือนการปลดระวางของใบไม้ที่ทำหน้าที่มาตลอดช่วงหลายฤดูกาลที่ผ่านมา

พัสเซานับเป็นเมืองเก่าแก่ของแคว้นบาวาเรียครับ อย่างไรก็ตามดูเหมือนว่าประวัติศาสตร์ของเมืองนี้ดูจะผูกพันกับออสเตรียมากกว่าเนื่องจากเป็นเมืองที่มีพรมแดนติดกับออสเตรีย แต่เดิมเมืองแห่งนี้เคยเป็นศูนย์กลางการค้าเกลือของบาวาเรียครับด้วยเหตุที่มีการคมนาคมขนส่งสะดวกเพราะมีแม่น้ำไหลผ่านทำให้ลักษณะภูมิประเทศของพัสเซาเอื้ออำนวยต่อการเป็นเมืองท่าทางการค้า

นอกจากนี้เมืองเล็กๆแห่งนี้ยังเคยเป็นที่พำนักของอดอฟ์ ฮิตเลอร์ (Adolf Hitler) ในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 โดยฮิตเลอร์และครอบครัวเคยอาศัยอยู่ในพัสเซาถึงสี่ปีครับ

สำหรับสถานที่สำคัญของเมืองพัสเซาที่น่าไปเยี่ยมชม คือ วิหารเซนต์สตีเฟนคาเธดรอล หรือ Der Passauer Stephansdom ซึ่งภายในวิหารแห่งนี้ยังเป็นที่เก็บออร์แกนที่ใหญ่ที่สุดในโลกอีกด้วยครับ

ขณะเดียวกันหากเดินข้ามสะพานที่เชื่อมระหว่างเขตเมืองเก่ากับเมืองใหม่เราก็จะเห็นภาพความคลาสสิคของตึกรามบ้านช่องของเขตเมืองเก่า รวมไปถึงปราสาท Die Veste Oberhaus ซึ่งปัจจุบันกลายเป็นที่ตั้งของพิพิธภัณฑ์ประจำเมืองพัสเซา

ภายในเมืองเล็กๆแห่งนี้นั้นประชากรส่วนใหญ่เป็นนักศึกษาของมหาวิทยาลัยพัสเซาครับ ทั้งนี้คณะที่ขึ้นชื่อของมหาวิทยาลัยพัสเซา คือคณะที่สอนเกี่ยวกับปรัชญาศาสนาและเทวนิยมซึ่งมีจุดเริ่มต้นมาจากการเป็นโรงเรียนสอนศาสนาสำหรับนักบวชของแคธอลิก

นอกจากนี้เพื่อนร่วมอบรมชาวเยอรมันบอกผมว่าโปรเฟสเซอร์เยอรมันส่วนใหญ่ชื่นชอบบรรยากาศในเมืองพัสเซาทำให้มหาวิทยาลัยพัสเซาสามารถดึงโปรเฟสเซอร์เก่งๆมาอยู่ที่นี่ได้ก็เพราะไม่ค่อยวุ่นวายแถมมีบรรยากาศเอื้ออำนวยต่อการผลิตงานวิชาการดีๆได้ด้วย

ช่วงวันท้ายๆที่อยู่พัสเซา ผมซื้อทัวร์ล่องแม่น้ำดานูบข้ามไปฝั่งออสเตรีย ซึ่งจะว่าไปแล้วเป็นประสบการณ์ที่ดีไม่น้อยนะครับ แม่น้ำดานูบเป็นแม่น้ำที่ยาวเป็นอันดับสองของยุโรปรองจากแม่น้ำโวลก้า (Volga) ของรัสเซีย

ผมจากพัสเซามาด้วยความประทับใจทั้งสถานที่และผู้คนที่เป็นมิตร หลังจากนั้นผมใช้เวลาประมาณหนึ่งอาทิตย์อยู่ที่ “มิวนิค” ครับ สำหรับที่มิวนิคแล้ว ความทรงจำที่นี่ของผมโดยส่วนใหญ่กลับอยู่ที่ “วัดไทยมิวนิค” ครับ

ผมรู้จักชื่อวัดไทยมิวนิค จากการเสิร์ชข้อมูลทางกูเกิ้ลครับ สาเหตุที่ต้องหาวัดเพราะผมไม่สามารถหาที่พักที่มีราคาเหมาะสมกับงบประมาณของผมได้ เนื่องจากที่พักในมิวนิคมีราคาค่อนข้างแพงมาก

เมื่อผมทราบอีเมล์ติดต่อวัดไทยมิวนิคแล้ว ผมลองเขียนจดหมายไฟฟ้า (อีเมล์) กราบนมัสการหลวงพ่อเพื่อขอความเมตตาเรื่องที่พัก หลังจากนั้นประมาณสองอาทิตย์ทางหลวงพ่อท่านให้ญาติโยมที่ดูแลเรื่องเอกสารส่งรายละเอียดการเดินทางมาพักที่วัด

ปัจจุบันวัดไทยมิวนิค มีท่านพระครูปลัดชน พระธรรมทูตที่ได้รับการอาราธนามาจำพรรษาที่วัดไทยมิวนิค ท่านพระครูหรือ “หลวงพ่อชน” เป็นพระที่เมตตาต่อคนไทยในมิวนิคนี้มากครับ ด้วยเหตุนี้เองวัดไทยจึงเปรียบเสมือนศูนย์รวมจิตใจของคนไทยที่นี่

ตลอดเวลาที่ผมพักอยู่ในมิวนิคเกือบอาทิตย์นั้นผมมีโอกาสได้ช่วยงานวัดในฐานะลูกศิษย์วัดชั่วคราวนอกจากนี้ยังได้พูดคุยกับพี่ป้าน้าอาชาวไทยที่มาอยู่ที่นี่ทั้งนี้โดยส่วนใหญ่คนไทยที่อยู่ที่นี่ได้แต่งงานมีครอบครัวกับชาวเยอรมัน และหลายท่านอยู่เยอรมนีมาเกินสิบปีแล้วทั้งนั้น

ความน่าสนใจของชีวิตคนไทยในต่างแดนอยู่ที่ “การปรับตัว” ให้เข้ากับสภาวะแวดล้อมที่แตกต่างทั้งผู้คน อาหาร ขนบธรรมเนียมประเพณี รวมไปถึงสภาพอากาศ

พี่คนไทยหลายคนมาแสวงหาโอกาสในชีวิตที่ดีกว่าด้วยการทำงานรับจ้างทั่วไปทั้งทำความสะอาด เป็นกุ๊กหรือเด็กเสิร์ฟตามร้านอาหาร

ทั้งนี้วัดไทยมิวนิคได้กลายเป็นศูนย์รวมของคนไทยที่นี่ไปโดยปริยาย ไม่ว่าจะเป็นงานบุญ งานประเพณีไทย คนไทยในมิวนิคมักอาศัยวัดแห่งนี้เป็นจุดนัดหมาย

พี่ยิ่งลักษณ์ พี่สุรศักดิ์ ป้าสมพร ป้าเย็น พี่สุกัญญา พี่อุทัย พี่จันทร์ดี คือ กลุ่มคนไทยที่ผมมีโอกาสได้สัมภาษณ์ถึงเรื่องราวชีวิตความเป็นอยู่ของคนไทยในมิวนิค คนไทยเหล่านี้อยู่เยอรมนีมานานหลายปี บางคนตั้งรกรากมีครอบครัวอยู่ที่นี่อย่างป้าสมพร ป้าเย็น พี่จันทร์ดี ที่อาศัยอยู่ในเยอรมนีมาตั้งแต่เป็นเยอรมนีตะวันตกคนไทยหลายคนเข้ามาแสวงหาโอกาสที่ดีเนื่องจากค่าแรงสูงเมื่อเทียบกับค่าแรงบ้านเรา

ตามตรรกะของการอพยพย้ายถิ่นของแรงงานนั้นมีมูลเหตุจูงใจสำคัญคือ “ค่าจ้าง” โดยเปรียบเทียบที่สูงกว่าค่าจ้างที่บ้านเกิด อย่างไรก็ตามการย้ายถิ่นยังมีต้นทุนที่นอกเหนือจากต้นทุนการเดินทางอย่างค่าตั๋วเครื่องบิน หากแต่ยังมีต้นทุนที่ตีเป็นมูลค่าได้ยากลำบากอย่างต้นทุนของการคิดถึงบ้าน (Homesick cost) ต้นทุนการปรับตัวให้เข้ากับวัฒนธรรมความเป็นอยู่ของคนในชาตินั้น สิ่งเหล่านี้ดูจะละเอียดอ่อนอยู่ไม่น้อยในการตีค่าต้นทุนเพื่อที่จะตัดสินใจอพยพย้ายถิ่นของแรงงาน

ท้ายที่สุดรูปแบบชีวิตของคนไทยที่นี่ทำให้ผมนึกถึงคำว่า “การไปแสวงหาโอกาส” ที่ดีกว่าให้กับชีวิต หลายคนที่นี่มีความสุขกับชีวิตต่างแดนแต่หลายคนเริ่มรู้สึกว่าต้นทุนบางอย่างจากการย้ายถิ่นฐานดูจะสูงเกินกว่ารายได้หรือค่าแรงที่ได้รับแล้ว

ทุกวันนี้ดูเหมือนว่าเราพยายามแสวงหาโอกาสที่ดีกว่าให้กับชีวิต ไม่ว่าจะรูปแบบใดก็ตาม ทั้งนี้ทั้งนั้นมนุษย์เรามักจะชั่งน้ำหนักระหว่างสิ่งที่จะได้รับกับสิ่งที่ต้องเสียไป เพียงแต่ว่าบางครั้งสิ่งที่ได้รับแม้ว่าอาจจะจับต้องเป็นรูปธรรมแต่สิ่งที่ต้องจ่ายนั้นกลับสูญเสียไปในเชิงนามธรรมที่มากกว่า

Hesse004