Aug 21, 2008

"The Counterfeiters" ความอยู่รอดบนเรื่องจอมปลอม





ปี ค.ศ.2008 คณะกรรมการคัดเลือกภาพยนตร์ภาษาต่างประเทศยอดเยี่ยมแห่งเวทีออสการ์ได้พร้อมใจกันเลือก Die Fälscher (2007) ให้เป็นภาพยนตร์ต่างประเทศยอดเยี่ยมแห่งปี (Best Foreign language Film)

Die Fälscher (2007) เป็นภาพยนตร์ออสเตรีย (Austrian Film) ครับ และเป็นผลงานการกำกับของ "สเตฟาน รูโซวิสกี้" (Stefan Ruzowitzky) ผู้กำกับหนุ่มใหญ่จากเมืองเวียนนา

สำหรับชื่อภาษาอังกฤษของ Die Fälscher (2007) นั้นค่อนข้างตรงไปตรงมานั่นคือ The Counterfeiters ซึ่งคำว่า Counterfeit นั้นแปลว่า ปลอมแปลง ครับ

บทภาพยนตร์เรื่องนี้ได้รับการดัดแปลงจากบันทึกความทรงจำของ “อดอลฟ์ เบอร์เกอร์” (Adolf Burger) หนึ่งในเหยื่อชาวยิวที่เคยถูกฮิตเลอร์และพลพรรคนาซีฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง (The Holocaust)

เบอร์เกอร์ นั้นเป็นยิวที่มีเชื้อสายสโลวัค ครับ ช่วงสงครามโลกครั้งที่สองที่เผด็จการฮิตเลอร์จุดไฟสงครามขึ้นมานั้น เบอร์เกอร์เองก็ถูกจับเป็นเชลยชาวยิวที่ค่ายนรกออสวิตส์ (Auschwitz Concentration Camp)ในโปแลนด์ อย่างไรก็ตามเบอร์เกอร์นั้นรอดมาด้วยความที่แกเป็นยอดฝีมือทางด้านช่างพิมพ์ (Typography)

เบอร์เกอร์นั้นถูกคัดเลือกให้เข้าร่วมโครงการลับที่ชื่อว่า Operation Bernhard ซึ่งโครงการลับสุดยอดนี้เป็นแนวคิดของนายพลนาซีคนหนึ่งนามว่า “เบอร์นฮาร์ด ครูเกอร์” (Bernhard Krüger) ที่ต้องการทำลายความน่าเชื่อถือของเศรษฐกิจอังกฤษกับสหรัฐอเมริกาด้วยการพิมพ์แบงก์ปอนด์และดอลลาร์ปลอมออกมาจำนวนมากโดยมีวัตถุประสงค์ให้ระบบการเงินของทั้งสองประเทศนี้ระส่ำระสาย

ผมเองก็เพิ่งทราบเหมือนกันครับว่ากลยุทธ์ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สองนั้นมีเรื่องการปลอมแปลงธนบัตรฝ่ายตรงข้ามกันด้วย โครงการลับของเบอร์นฮาร์ดนั้นถูกเก็บเงียบอยู่ที่ค่ายกักกันชาวยิวที่ซัคเซนฮาวเซน (Sachsenhausen Concentration Camp)

ว่ากันว่ากลยุทธ์ปลอมแบงก์ของนาซีครั้งนี้ประสบผลสำเร็จอย่างยิ่งครับ เพราะเหล่ายอดฝีมือปลอมแบงก์ชาวยิวสามารถปลอมแบงก์ปอนด์ได้ถึงเก้าล้านใบ ซึ่งคิดเป็นเงินปอนด์ได้เกือบหนึ่งร้อยสามสิบห้าล้านปอนด์เลยทีเดียวครับ

แหม่! ชาวยิวเนี่ยมีพรสวรรค์หลายด้านเลยนะครับ แม้แต่การปลอมแบงก์ พระเจ้าก็ยังมอบพรสวรรค์พรรค์นี้ให้กับชาวยิวอีกแน่ะ!

สำหรับบทนำของภาพยนตร์เรื่องนี้ตกอยู่กับ “ซาโลมอน ซาโลวิทซ์” (Salomon Sorowitsch) สุดยอดนักปลอมแปลงเอกสารทางการทุกชนิด ไล่ตั้งแต่พาสปอร์ต วีซ่า บัตรประชาชนไปจนกระทั่งแบงก์ดอลลาร์

ซาโลวิทซ์ , นำแสดงโดย คาร์ล มาร์โควิทซ์ (Karl Markovics) นักแสดงชาวออสเตรียน, เป็นชาวยิวที่มีพรสวรรค์ในการวาดรูปโดยเฉพาะการลอกเลียน ด้วยเหตุนี้เองซาโลวิทซ์จึงได้รับมอบหมายให้เป็นหัวเรือใหญ่ปลอมแบงก์ในโครงการลับครั้งนี้

ทั้งหมดนี้ซาโลวิทซ์และผองเพื่อนทำไปเพื่อความอยู่รอดในค่ายกักกันแถมด้วยอาหารและที่นอนดีๆซึ่งเป็นสิทธิพิเศษสำหรับเหล่านักปลอมแบงก์ชาวยิว อย่างไรก็ตามใช่ว่าทุกคนอยากจะทำบาปกันนะครับ โดยเฉพาะ "เบอร์เกอร์"แล้ว เขาต่อต้านนาซีทุกวิถีทางโดยไม่ยอมร่วมมือในโครงการลับนี้แต่โชคยังดีที่แกไม่โดนนาซีฆ่าเสียก่อน เพราะตำแหน่งช่างพิมพ์แบงก์นั้นค่อนข้างหายาก

แม้ว่าซาโลวิทซ์จะได้รับการยอมรับจากพลพรรคนาซีในฝีไม้ลายมือการปลอมแบงก์ที่ยากจะหาที่ติ พูดง่ายๆว่าแบงก์ปอนด์ของซาโลวิทซ์กับแบงก์ปอนด์ของธนาคารกลางแห่งประเทศอังกฤษนั้นแทบจะไม่มีความแตกต่างกันแม้แต่น้อย แต่ด้วยความที่เขาเป็น “ยิว” ซาโลวิทซ์จึงถูกเหยียดหยามหลายอย่าง

ภาพยนตร์เรื่องนี้เต็มไปด้วยเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยทางประวัติศาสตร์สมัยสงครามโลกครั้งที่สองครับ ซึ่งถ้าหากเรามาจัดกลุ่มภาพยนตร์คลาสสิคที่ว่าด้วยสงครามโลกครั้งที่สองแล้ว Die Fälscher (2007) น่าจะเป็นอีกเรื่องที่ได้รับการบันทึกเข้าไปด้วยนะครับ

จะว่าไปแล้วความโหดร้ายในค่ายกักกันชาวยิวช่วงสงครามโลกครั้งที่สองนั้นถูกนำมาตีแผ่เรื่องราวบนแผ่นฟิล์มเริ่มจากภาพพยนตร์เรื่อง Schindler's List (1993) ของ “สตีเฟน สปิลเบิร์ก” (Steven Spielberg) ซึ่งสปิลเบิร์กได้ทำให้เราเห็นความเลวร้ายของเหล่านาซีที่กระทำต่อบรรพบุรุษชาวยิวของสปิลเบิร์ก

อย่างไรก็ตามความโหดร้ายในค่ายกักกันก็ไม่ได้ถูกสื่อออกมาในแง่ของความหดหู่ไปซะทีเดียวนะครับ เพราะหนังของ “โรแบร์โต้ เบนจีนี่” (Roberto Benigni) ผู้กำกับอารมณ์ดีชาวอิตาเลียนก็ได้ทำให้ La vita è bella (1997) หรือ Life is beautiful กลายเป็นหนังต่อต้านสงครามที่คลาสสิคและรื่นรมย์ที่สุดเรื่องหนึ่ง

นอกจากนี้ Jakob the Liar (1999) ของ “ปีเตอร์ คาสโซวิทซ์” (Peter Kassovitz) ก็เป็นอีกเรื่องที่กล่าวถึงการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิวในเมืองเก็ตโต้ (Ghetto) โปแลนด์ โดยประเด็นหลักของเรื่องอยู่ที่การโกหกของ "ยิวจาคอบ"ที่ทำให้เพื่อนร่วมชะตากรรมในค่ายกักกันมีกำลังใจที่จะรอวันที่สงครามสงบ

น่าสนใจนะครับว่าประเด็นการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ หรือ The Holocaust นั้นได้กลายเป็นพล็อตเรื่องที่เหล่านักทำหนังนิยมนำมาสร้างกัน อาจเป็นเพราะภาพยนตร์นั้นสามารถถ่ายทอดเรื่องราวความโหดร้ายรุนแรงได้เห็นภาพพจน์มากกว่าตัวหนังสือ ซึ่งทำให้ผู้ชมตระหนักถึงภัยร้ายแรงของสงครามโดยเฉพาะการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์อย่างบ้าคลั่ง

หลายอาทิตย์ก่อนผมมีโอกาสได้ดู Hotel Rwanda (2004) ของ “เทอร์รี่ จอร์จ” (Terry George) ที่ถ่ายทอดเรื่องราวสงครามกลางเมืองระหว่างชนเผ่าทุซซี่ (Tussi) และ ฮูตู (Hutu) ในประเทศรวันดา ซึ่งท้ายที่สุดชาวรวันดาเชื้อสายทุซซี่ที่บริสุทธิ์กว่าแปดแสนคนต้องสังเวยชีวิตไปด้วยสงครามบ้าๆที่แตกแยกกันเพียงเพราะ “เขาไม่เหมือนกับเรา”

ท้ายที่สุดผมไม่รู้ว่า “ความเกลียดชัง” ระหว่างมนุษย์ด้วยกันนั้นมันเกิดขึ้นมาตั้งแต่เมื่อใด แต่ที่แน่ๆบ่อแห่งความชังมักมาจาก “อคติ” ของมนุษย์ด้วยกันเอง ใช่หรือเปล่าครับ

Hesse004

Aug 11, 2008

"โจโฉ" นักเลงโบราณแห่งวุยก๊ก





หลังจากไปชมภาพยนตร์สามก๊ก ตอนศึกผาแดง (Red Cliff) ของจอหน์ วู (John Woo) อาการสามก๊ก มาเนีย (Three Kingdoms Mania) ของผม ก็กลับมากำเริบอีกครั้งหนึ่งครับ หลังจากที่เมื่อต้นปีเคยเป็นมาแล้วรอบหนึ่ง

มาคราวนี้ ผมกลับสนใจเรื่องของ “จอมวายร้าย” ที่อุตสาห์ล่องเรือพาทหารนับแสนบุกดินแดน “กังตั๋ง”

ใช่แล้วครับ…บุคคลที่ผมกำลังจะเขียนถึง คือ “โจ-เม้งเต้-โฉ” หรือ โจโฉ นั่นเองครับ

“โจโฉ” นับเป็นตัวละครในสามก๊กที่น่าจะมีคนพูดถึงไม่น้อยไปกว่าสามพี่น้องแห่งสวนดอกท้อและกุนซือเทวดาอย่าง “ขงเบ้ง” นอกจากนี้หนังสือสามก๊กฉบับเก็บเกร็ดตัวละครอย่าง “สามก๊ก ฉบับวณิพก” ของท่านยาขอบ, สามก๊ก ฉบับนายทุน ของท่านหม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ และสามก๊ก ฉบับคนเดินดิน ของคุณ เล่า ชวน หัว ได้วิเคราะห์ “โจโฉ” ในทุกรายละเอียดทุกซอกมุมที่หลากหลายแตกต่างกันไป

“ยาขอบ” ให้ฉายากับ “โจโฉ” ว่า “ผู้ไม่ยอมให้โลกทรยศ” ขณะที่หม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ดูจะนิยมโจโฉถึงกับให้เป็น “นายกตลอดกาล” ส่วนคุณเล่า ชวน หัว ก็ถึงขนาด “ผ่าสมองโจโฉ” ออกมาดูกันเลย

จะเห็นได้ว่าเรื่องราวของ “โจโฉ” ซึ่งเป็นเรื่องราวของบุคคลที่มีตัวตนจริงในประวัติศาสตร์จีนนั้น (ค.ศ.155- 220) ถูกตีความได้ในหลายแง่มุมนะครับ บ้างก็ว่าโจโฉ เป็นผู้นำที่ชั่วช้าสารเลวไม่ต่างอะไรกับ “ตั๋งโต๊ะ” บ้างก็ว่าโจโฉ คือ นักบริหารที่เก่งกาจในการวางแผนและเลือกใช้คน

ท่านยาขอบหรือ คุณ “โชติ แพร่พันธุ์” ได้บรรยายลักษณะของโจโฉไว้อย่างนี้ครับว่า

“เม้งเต้สูงไม่ถึงห้าศอก….นัยน์ตาของเขาเล็ก แต่มันกลิ้งกลอกแสดงความระวังระไวอยู่เสมอไม่ใคร่ยอมไว้วางใจต่อเหตุการณ์อันใด แม้เมื่อเขาสงสัยว่ามีความไม่ปลอดภัยสำหรับตัวเขาเองปนอยู่เพียงเปอร์เซนต์เดียวก็ตาม”

ยาขอบยังได้เล่าถึงการทำงานใหญ่ครั้งแรกของโจโฉโดยเป็นโต้โผรวบรวมกองทัพธรรมสิบแปดหัวเมืองเพื่อปราบตั๋งโต๊ ทั้งที่ตอนนั้นโจโฉเพิ่งมีอายุแค่สามสิบห้า

“โจ-เม้งเต้-โฉ ถึงหากจะเป็นนายพลผู้น้อยและอายุน้อย แต่ก็ได้อาศัยความที่ผู้มีอายุเห็นว่า เป็นเด็กปากยังไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมของมันนั่นแหละ ทะลึ่งบ้าง เสือกบ้าง ดันทุรังบ้าง ไกล่เกลี่ยเรื่องราวเริ่มต้นจะร้าวฉานของพวกผู้ใหญ่ได้ดีนัก มันเสนอความคิดเห็นของมันตะบมตะบันไปสิ”

ลักษณะของ “โจโฉ” ที่ยาขอบบรรยายมานี้สะท้อนให้ความเป็นคนคล่องแคล่วว่องไว ฉลาดหลักแหลม ช่างเจรจา สามารถทำงานประสานกับผู้คนทั้งผู้ใหญ่ผู้น้อย ด้วยเหตุนี้บทบาทของโจโฉในช่วงต้นเรื่องสามก๊กจึงมีลักษณะเป็นคนหนุ่มไฟแรงที่ออกจะดันทุรังในบางครั้ง

“ความเคี่ยว” ของโจโฉค่อยๆปรากฏชัดขึ้นเรื่อยๆ หลังจากได้คำแนะนำของกุนซือเฒ่าอย่าง “ซุนฮก” ที่ให้ชูธงกองทัพธรรมพิทักษ์ปกป้องราชบัลลังก์พระเจ้าเหี้ยนเต้ ทำให้โจโฉมีสิทธิอันชอบธรรมในการปราบหัวเมืองกบฏที่คิดกระด้างกระเดื่องต่อราชสำนัก

อย่างไรก็ตามการยึดถือปรัชญาการเป็นผู้นำตลอดชีวิตของเขาที่ว่า “ข้าพเจ้าสมัครทรยศโลกมากกว่ายอมให้โลกทรยศข้าพเจ้า” (สำนวนท่านยาขอบ) ก็ยิ่งทำให้ภาพของโจโฉในช่วงที่เรืองอำนาจนั้นยิ่งน่ากลัวและมีความอำมหิตไม่แพ้ “ตั๋งโต๊” แต่สิ่งที่โจโฉแตกต่างจากตั๋งโต๊ะ คือ การรู้จักเลี้ยงคนและให้โอกาสผู้มีฝีมือได้พิสูจน์ตัวเองเหมือนที่เขาเคยให้โอกาส “กวนอู” ในวันที่กวนอูเป็นแค่พลธนูหน้าไม้พิทักษ์เล่าปี่แสดงฝีมือไปตัดหัว “ฮัวหยง”

น่าสนใจว่าทำไมคนมีปรัชญาเช่นนี้จึงสามารถผูกใจคนเก่งๆได้ โดยส่วนตัวผมเชื่อว่าการที่โจโฉมี “ใจนักเลง” เป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้เขาสามารถครองใจคนได้ ซึ่งดูจะแตกต่างจาก "เล่าปี่" ที่ครองใจคนด้วยการเป็น “ผู้พนมมือทั้งสิบทิศ” ที่นอบน้อมถ่อมตน

ใจนักเลงของโจโฉแสดงออกมาในรูปของความกล้าได้กล้าเสียมาตั้งแต่วัยเยาว์ มีมิตรสหายมากมาย นับถือคนดีมีฝีมือ คอยส่งเสริมและเปิดโอกาสให้คนเหล่านี้ได้แสดงฝีมืออยู่เสมอ คุณลักษณะเหล่านี้ของโจโฉจึงสามารถครองใจขุนพล กุนซือ แม้กระทั่งทหารเลวได้

อย่างไรก็ตามโจโฉเป็นคนที่สร้างบาปไว้มากมายนะครับ โดยเฉพาะการฆ่าคนบริสุทธิ์ที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่อะไร ไล่ตั้งแต่ คุณลุงแปะเฉียและครอบครัว ที่หวังดีจะเชือดหมูให้กินแต่ด้วยความระแวงสงสัยของโจโฉทำให้เขาต้องฆ่าคน “ยกครัว” เช่นเดียวกับการฆ่า “อองเฮา” นายกองเสบียงของตนเองเพื่อขอยืมหัวอองเฮามาเป็น “แพะ” ตอนที่เสบียงใกล้หมด หรือกรณีที่ “โจโฉ” ฆ่า“เล่าฮก” ศิลปินเอกแห่งยุคในระหว่างงานเลี้ยงก่อนออกศึกเซ็กเพ็ก เพียงเพราะเล่าฮกไปวิจารณ์กลอนลำนำของท่านผู้นำว่าไม่ถูกอักขระ ทำนองเดียงกับที่ฆ่า “เอี้ยวสิ้ว” ที่ดันมารู้ทันว่าโจโฉจะถอยทัพจากการแทะโครงไก่

ทั้งหลายทั้งปวงนี้แสดงให้เห็นความเป็นมนุษย์ครบรสของโจโฉที่ดูจะใช้ชีวิตโลดโผนโจนทะยานและสะสมบุญพอๆกับการสร้างบาป

โดยส่วนตัวผมแล้ว, หลังจากที่อ่านเรื่องราวของโจโฉในหนังสือสามก๊กหลายเล่มรวมไปถึงดูหนังสามก๊กหลายรอบ ผมคิดว่าโจโฉเป็นมนุษย์ประเภท Practical Man หรือ พวกนักปฏิบัตินิยม ครับ ซึ่งพวกนักปฏิบัตินิยมมักมีเป้าหมายที่ชัดเจนและพยายามหาทางไปสู่เป้าหมายนั้นให้ได้ไม่ว่าจะด้วยวิธีการใดก็ตาม ด้วยเหตุนี้โจโฉจึงมักเลือกใช้ทุกวิถีทางเพื่อให้ได้มาซึ่งชัยชนะ

นอกจากนี้คนจำพวกนี้จะไม่มานั่งหมดอาลัยตายอยากร้องห่มร้องไห้ เหมือนครั้งหนึ่ง ที่เหล่าขุนนางต่างร้องไห้เมื่อเห็นตั๋งโต๊ะกระทำการหยาบช้าต่อองค์ฮ่องเต้ แต่มี “โจโฉ” เพียงคนเดียวเท่านั้นที่หัวเราะแถมยังประชดต่อด้วยว่าต่อให้ร้องไห้จนน้ำตาเป็นสายเลือด แล้วไอ้ตั๋งโต๊ะมันจะตายมั๊ย

ตัวอย่างหลายๆตัวอย่างแสดงให้เห็นความเป็น “นักปฏิบัติ” หรือ “นักทำ” ของโจโฉ มากกว่าเป็น “นักพูด” อย่างไรก็ตามโจโฉยังมีความผิดพลาดอยู่หลายต่อหลายครั้ง จนเป็นเหตุให้สงครามใหญ่อย่างศึกเซ็กเพ็กนั้นต้องพ่ายไปอย่างหมดรูป

หม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์เคยวิเคราะห์โจโฉไว้ว่า แม้ว่าโจโฉจะก้าวขึ้นสู่ตำแหน่ง “มหาอุปราช” หรือ “ไจเสี่ยง” แห่งราชวงศ์ฮั่นตะวันออกซึ่งเป็นตำแหน่งสูงที่สุดแล้ว แต่เขาก็ไม่เคยคิดจะสถาปนาตัวเองเป็น “ฮ่องเต้” ซึ่งผมว่าเรื่องนี้น่าสนใจนะครับ เพราะ “นักเลงจริง” ส่วนใหญ่จะรู้ว่าอะไร “ควร” หรืออะไร “ไม่ควร” ใช่มั๊ยล่ะครับ

Hesse004

Jul 23, 2008

Notting Hill รักของเธอมีจริงหรือเปล่า?




กล่าวกันว่าการสร้าง “หนังรัก” ให้เป็นที่ประทับใจผู้ชมนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลยนะครับ เพราะหากผู้กำกับใส่ความโรแมนติคมากจนเกินไป หนังรักเรื่องนั้นก็จะดูจะมีรสหวานปนเลี่ยน แต่ถ้ามัวแต่เติมความรันทดมากจนเกินเหตุ หนังรักก็อาจจะมีรสเหมือนกาแฟดำผสมยาขมน้ำเต้าทอง

กระบวนผู้กำกับและมือเขียนบทที่เขียนหนังรักได้ “กลมกล่อม” ที่สุดในยุคนี้ น่าจะหนีไม่พ้น “ริชาร์ด เคอร์ติส” (Richard Curtis) นะครับ

ริชาร์ด เคอร์ติส คือ ผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของหนังรักโรแมนติค คอมมิดี้ (Romantic Comedy) หลายต่อหลายเรื่องซึ่งส่วนใหญ่แล้วเป็นหนังรักพันธุ์อิงลิชครับ

เคอร์ติส สร้างชื่อให้กับตัวเองในการเป็นมือเขียนบทภาพยนตร์เรื่อง Four Weddings and Funeral (1994) หนังรักที่ส่งให้ ฮิวจ์ แกรนท์ (Hugh Grant) กลายเป็นพระเอกจอมเปิ่น ผู้มีเอกลักษณ์แตกต่างจากพระเอกในหนังรักทั่วไป

เคอร์ติส เป็นเพื่อนซี้กับ “โรแวน แอตกินสัน” (Rowan Atkinson) หรือ Mr. Bean นั่นเองครับ ด้วยเหตุนี้เคอร์ติสจึงมีส่วนในการสร้างสรรค์ซีรีส์ตลกสุดคลาสสิคอย่าง Mr. Bean (1990-1995) ด้วย

นอกจากนี้ภาพยนตร์เรื่อง Bridget Jones’s Diary ก็เป็นผลงานของเคอร์ติสในการพัฒนาบทภาพยนตร์จากนิยายขายดี ของ “เฮเลน ฟิลด์ดิ้ง” (Helen Fielding) อย่างไรก็ตามดูเหมือนว่า เคอร์ติสจะก้าวขึ้นมาเป็นผู้กำกับภาพยนตร์รักโรแมนติค คอมมิดี้เพียงเรื่องเดียว นั่นคือ Love actually (2003) ครับ

สำหรับหนังรักโรแมนติค คอมมิดี้ อีกเรื่องที่ ริชาร์ด เคอร์ติส สร้างสรรค์บทภาพยนตร์ จนเป็นเรื่องที่มีผู้ชมจดจำกันได้มากที่สุด คือ Notting Hill (1999) ครับ

ผมเชื่อว่าท่านผู้อ่านหลายท่านคงเคยชมภาพยนตร์เรื่องนี้กันมาแล้ว Notting Hill (1999) เป็นผลงานการกำกับของ “โรเจอร์ มิเชล” (Roger Michell) มีเคอร์ติส เป็นผู้เขียนบท ซึ่ง Tag Line หรือคำโปรยของหนังเรื่องนี้ใช้ว่า “Can the most famous film star in the world fall for just an ordinary guy?” ถ้าแปลแบบไทยๆก็คงทำนองว่า “เจ้าดอกฟ้าจะโน้มตัวลงมาหลงรักไอ้หมาวัดได้หรือเปล่า?”

จริงๆแล้วคำว่า “Ordinary Guy” มันก็คงไม่ถึงกับต่ำต้อยมากนัก เพียงแต่ว่าสำนวนไทยๆมันก็ทำให้เราเห็นภาพพจน์ดีเหมือนกันนะครับ

ผมมีโอกาสได้ดูหนังเรื่องนี้อย่างตั้งใจจริงๆ 2 รอบ ครับ รอบแรกนั้นผ่านมานานมากแล้ว ส่วนรอบที่สองเพิ่งจะดูไม่กี่วันมานี้

ผมไม่แน่ใจว่าด้วยอายุที่มากขึ้นหรือเปล่าจึงทำให้รู้สึกว่า Notting Hill ของเคอร์ติสนั้นพยายามจะบอกอะไรกับคนดูโดยเฉพาะความสัมพันธ์ที่เรียกว่า “รัก”

หนังเรื่องนี้ทำให้เห็นชีวิตของ “วิลเลี่ยม แทกเกอร์” (William Thacker) หนุ่มอังกฤษธรรมดาๆซึ่งมีประสบการณ์ที่เลวร้ายในชีวิตคู่จนทำให้ต้องหย่าร้าง

“แทกเกอร์” ซึ่งนำแสดงโดย “ฮิวจ์ แกรนท์” นั้นเล่นบทนี้ชนิดได้ใจเลยครับ เพราะเขาแสดงให้เราเห็นถีงความเจ็บปวดที่แสดงออกมาทางแววตาได้ดีพอๆกับอารมณ์ขันแบบฝืดๆที่มีอยู่เหลือเฟือ แต่โดยรวมแล้ว นายแทกเกอร์คนนี้เป็นคนมองโลกในแง่ดีเสมอนะครับ ซึ่งผมว่าคุณสมบัติข้อนี้แหละครับที่ทำให้ “แอนนา สก๊อต” (Anna Scott) ดอกฟ้าจากฮอลลีวู้ด มองเห็น

บางทีดารานักแสดง เขาก็เป็นมนุษย์เหมือนกับเราๆท่านๆแหละครับ เพียงแต่ว่าอาชีพของเขาคือ “การแสดง” ด้วยเหตุนี้ “ชีวิตดารา” (แหม่! ชื่อเหมือนหนังสือก๊อซซิปรายสัปดาห์เลย) จึงเป็นชีวิตที่ออกจะแตกต่างจากชีวิตคนธรรมดาสามัญ

ชีวิตส่วนตัวที่หดหายไปและการเป็นบุคคลสาธารณะนั้น คือ ราคาที่ผู้มีชื่อเสียงทั้งหลายต้องจ่ายเพื่อแลกมาซึ่ง “เงินตราและชื่อเสียง” ครับ อย่างไรก็ตามผมก็ยังเชื่อว่าพวกเขาก็มีอารมณ์ความรู้สึก เจ็บเป็น เสียใจเป็น ร้องไห้เป็น อายเป็น เหมือนคนทั่วไป
ริชาร์ด เคอร์ติส ได้ทำให้หนังเรื่องนี้เต็มไปด้วยคำคม (Quote) หลายๆประโยค เช่น “For June who loved this garden from Joseph who always sat beside her.” Some people do spend their whole lives together. ประโยคนี้ “แอนนา สก๊อต” ได้อ่านข้อความที่จารึกบนเก้าอี้ยาวในสวนสาธารณะซึ่งแสดงให้เห็นว่าแท้จริงแล้วสิ่งที่เธอต้องการที่สุดจากความสัมพันธ์ที่เรียกว่า “รัก” นั้น คือ แค่หาใครสักคนที่เข้าใจและจริงใจกับเธอและพร้อมจะอยู่ร่วมกับเธอตลอดไป

ถ้าดูกันเผินๆมันเป็นเรื่องธรรมดาๆมากนะครับ เพราะใครๆก็อยากมีชีวิตคู่ยืนยาวกันทั้งนั้น แต่เอาเข้าจริงอาจมีเพียงไม่กี่คู่เท่านั้นที่ได้อยู่ร่วมหอลงโลงด้วยกันจนแก่จนเฒ่า

และที่น่าแปลกไปกว่านั้น คือ ผู้คนส่วนใหญ่ยิ่งใช้ชีวิตคู่ร่วมกันนานเท่าไร ดูเหมือนความรักมันจะค่อยๆถดถอยลงตาม “กฎที่ว่าด้วยการลดน้อยถอยลงของความพึงพอใจหน่วยสุดท้ายในการบริโภคสินค้า” หรือ Diminishing marginal utility law

ที่กล่าวมานี้คงไม่ใช่ทุกคู่หรอกครับที่จะเป็นไปตามกฎดังกล่าว เพราะบางคู่ยิ่งใช้ชีวิตร่วมกันนานขึ้นเท่าไร ความรักและความผูกพันมันยิ่งแปรผันตาม ซึ่งรักแบบเนี้ยแหละครับ ที่เขาเรียกกันว่า “รักแท้” หรือ “รักกันจริง”

ตัวอย่าง “คู่รัก” ที่ผมประทับใจมากที่สุด คือ คู่ของคุณรพีพร (สุวัฒน์ วรดิลก) กับ คุณชูศรี พุ่มชูศรี ทั้งสองท่านเป็นศิลปินแห่งชาติ

ความรักของท่านทั้งสองได้แสดงให้คนรุ่นพวกเราได้เห็นว่า “ความรักที่แท้” นั้นมันเป็นเช่นไร เมื่อปีที่แล้วคุณสุวัฒน์นั้นเสียชีวิต ขณะที่คุณชูศรีกำลังนอนป่วยอยู่ แต่หลังจากนั้นไม่กี่วันคุณชูศรีก็เสียตาม การครองเรือนด้วยกันมากกว่าครึ่งศตวรรษนั้นทำให้ทั้งคู่ฝ่าฟัน
ทุกอย่างมาด้วยกันซึ่งผมขออนุญาตใช้คำว่า “ทั้งสองท่านมีหัวใจดวงเดียว” กันไปแล้ว

ปัจจุบันคนหนุ่มสาวรุ่นพวกเราส่วนใหญ่มักจะ “รักง่ายหน่ายเร็ว” เข้าทำนองอยู่กันจน “หม้อข้าวไม่ทันดำ” และเหตุผลสำคัญที่ถูกนำมาใช้กล่าวอ้างบ่อยที่สุดในวันที่ทั้งสองตัดสินใจหย่าร้างกันก็คือ “เราเข้ากันไม่ได้” หรือ “เราไปด้วยกันไม่ได้” หรือ “เค้าก็มีโลกส่วนตัวของเค้า ส่วนฉันก็มีโลกส่วนตัวของฉัน”

ทั้งหมดที่กล่าวมาผมขออนุญาตไม่วิจารณ์นะครับ, เพราะยังไม่มีโอกาสได้ใช้ชีวิตคู่ นอกจากนี้หลายคนเชื่อว่า การตัดสินใจแต่งงานเหมือนกับการแทงหวยครับ หากเจอคู่ที่ดีจริงๆก็ “ถูกหวย” แล้วแต่ว่าจะถูกรางวัลอะไร แต่หากเจอคู่ที่ไม่ดีก็ “ถูกกิน” แถมยังต้องมานั่งเจ็บปวดอีก

ด้วยเหตุนี้แหละครับที่ “วิลเลียม แทกเกอร์” ซึ่งเคยถูกหวยกินมารอบหนึ่งแล้วจากชีวิตคู่ที่ต้องหย่าร้าง จึงยังไม่มั่นใจนักว่ารักของ “แอนนา สก๊อต” นั้นจะมีให้กับเขาจริงหรือเปล่า เพราะสถานะของทั้งสองนั้นต่างกันราวฟ้ากับดิน

ขณะที่ “แอนนา สก๊อต” ก็กำลังมองหาใครสักคนที่มีความจริงใจและพร้อมจะอยู่เคียงข้างเธอตลอดไปเหมือนข้อความที่สลักอยู่บนเก้าอี้ในสวนสาธารณะ

ท้ายที่สุดผมเชื่อว่า ก่อนที่เราจะตัดสินใจลงเอยใช้ชีวิตคู่กับใครนั้น เราคงต้องถามตัวเองให้แน่ใจเสียก่อนนะครับว่า “รักของเราที่มีให้เขานั้นมันมีจริงหรือเปล่า” ในทำนองเดียวกันเราก็คงต้องถามเขากลับด้วยว่า “แล้ว..รักของเธอล่ะ …มีจริงใช่มั๊ย”

Hesse004

Jul 21, 2008

“Rocky Balboa” บางครั้งชัยชนะก็ไม่ใช่สิ่งสำคัญ





ชื่อของ “ซิลเวสเตอร์ สตอลโลน” (Sylvester Stallone) ผู้คนส่วนใหญ่มักจดจำดาราใหญ่คนนี้ในบทของ “แรมโบ้” ทหารหนุ่มนักบู๊ อย่างไรก็ตามผู้ชมยังจดจำภาพของเขาในบทบาทของ “ร๊อคกี้ บัลโบ” (Rocky Balboa) นักมวยโนเนมที่โด่งดังขึ้นมาเพียงชั่วข้ามคืน

โดยส่วนตัวแล้ว , ผมได้ดูหนังเรื่อง Rocky (1976) เพียงภาคเดียวครับ หนังเรื่องนี้ได้รางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยมจากเวทีออสการ์ในปี ค.ศ.1976 รวมทั้ง “จอห์น จี อวิลด์เซ่น” (John G. Avildsen) ก็คว้ารางวัลผู้กำกับยอดเยี่ยมมาครองอีกด้วย

หนังเรื่องนี้ทำให้ชื่อของ “ซิลเวสเตอร์ สตอลโลน” แจ้งเกิดในวงการฮอลลีวู้ดอย่างแท้จริงครับ ขณะที่ศักยภาพของสตอลโลนเองก็ไม่ได้เป็นแค่นักแสดงเจ้าบทบาทเท่านั้น หากแต่เขาคือมือเขียนบทเรื่อง “ร๊อคกี้” ภาคหนึ่งด้วยตัวเอง

จะว่าไปแล้วหนังเรื่องนี้มีพลังหลายอย่างอยู่ในตัวเองนะครับ พลังอย่างแรก คือ การปลุกกำลังใจให้เราลุกขึ้นมา “พิสูจน์ตัวเอง” เหมือนที่ร๊อคกี้นักมวยไร้อันดับได้รับโอกาสขึ้นท้าชิงกับ อพอลโล ครีท (Apollo Creed) แชมป์มวยโลกรุ่นเฮฟวี่เวท ผู้มีนิสัยขี้โอ่

ภาพยนตร์ “มวย” ในยุคต่อๆมามักมีแพทเทิร์นการนำเสนอคล้ายๆกับ “Rocky” ไม่ว่าจะเป็น Cinderella Man (2005) ของ รอน โฮเวิร์ด (Ron Howard) หรือแม้กระทั่ง Million Dollar Baby (2004) ของคุณปู่คลิ้นท์ อีสต์วู้ด (Clint Eastwood)

จริงๆแล้วมนุษย์เรานั้นมี “ศักยภาพ” อยู่ในตัวเองทุกคนนะครับ เพียงแต่ว่าศักยภาพดังกล่าวนั้นมันจะถูกดึงออกมาใช้ได้ถูกที่ถูกเวลาหรือเปล่า ผมเชื่อว่าทุกๆคนมี “สังเวียน” ของการพิสูจน์ตัวเองด้วยกันทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นการเรียน การทำงาน กีฬา หรือแม้แต่ชีวิตครอบครัว

หนังเรื่องนี้ยังสื่อให้เห็น “โอกาส” ของชีวิตคนเราที่มันไม่ใช่ว่าจะได้มากันอย่างง่ายๆนัก เช่นเดียวกับโอกาสของร๊อคกี้ที่เป็น “มวยแทน” รอให้แชมป์คอยถลุงเล่น

ครั้งหนึ่ง “ไอ้ป๋า” เพื่อนผมมันเคยพูดไว้ว่า “โอกาสมักมาเยือนกับผู้เตรียมพร้อมเสมอ”

จริงอย่างที่ไอ้ป๋ามันพูดนะครับ เพราะหลายต่อหลายครั้งเรามักปล่อยให้โอกาสหลุดลอยไปอย่างหน้าเสียดายเพราะความไม่พร้อมและลังเลใจของเราเอง

“ร๊อคกี้”ถูกสร้างขึ้นในช่วงปีที่ประเทศสหรัฐอเมริกามีอายุครบสองร้อยปีพอดีครับ ด้วยเหตุนี้เรื่องของ “การให้โอกาส” จึงเป็นประเด็นสำคัญที่ถูกนำมาถ่ายทอดในเรื่องนี้ ด้วยเหตุที่ชาวอเมริกันเชื่อว่าแผ่นดินของพวกเขานั้นเป็นดินแดนที่ให้โอกาสกับทุกคน (ที่ได้รับอนุมัติวีซ่าจากสถานทูตอเมริกา…ฮา!)

ผมประทับใจกับบทภาพยนตร์ที่สตอลโลนเขียนเพราะเนื้อหาของเรื่องเต็มไปด้วยเรื่องราวของ “ชีวิต” ผู้คนอย่างแท้จริง ซึ่งเราสามารถพบเห็นได้จากคนใกล้ตัวแม้กระทั่งตัวเราเอง ดังนั้น บุคลิกของตัวละครจึงมีความเป็นมนุษย์จริงๆ ไม่มีใครดีสุดขั้วหรือชั่วสุดขีด และความเป็น “มนุษย์” เนี่ยแหละครับที่ทำให้โลกเราดูจะมีรสชาติที่แตกต่างกันไป

สำหรับประเด็นสำคัญอีกอย่างที่ปรากฏในหนังเรื่องนี้ คือ บางครั้งผลการแข่งขันก็ไม่ใช่เรื่องสำคัญนัก ซึ่งในหนังเรื่องนี้สตอลโลนพยายามชี้ให้เห็นว่าเป้าหมายของร๊อคกี้ที่ขึ้นต่อยกับครีทนั้นเพียงแค่ประคองตัวให้ครบสิบห้ายกไม่ให้โดนน๊อคไปเสียก่อน

ด้วยเหตุนี้เอง หากเราเชื่อว่าเราได้พยายามถึงที่สุดแล้ว (Try to do the best) น่าจะเป็นสิ่งสำคัญยิ่งกว่าผลการแข่งขันเสียอีก

ผมเชื่อว่าเราแต่ละคนล้วนรู้จักถึงพลังของตัวเราเองเป็นอย่างดี น่าแปลกนะครับที่ความสามารถของคนเราจะได้รับการพัฒนาได้หากเราตั้งใจและฝึกฝนตัวเองอยู่เสมอ เพราะในโลกนี้ไม่มีใครหรอกครับที่เกิดมาแล้วจะวิ่งได้เลย, เกิดมาแล้วจะเตะบอลเป็น, เกิดมาแล้วจะว่ายน้ำได้เก่ง เกิดมาแล้วจะคิดเลขได้เร็ว, เกิดมาแล้วจะเขียนหนังสือเป็น ทุกอย่างมันอยู่ที่การฝึกฝนด้วยกันทั้งนั้น (Practice)เหมือนที่วาทยากรดนตรีคลาสสิคท่านหนึ่งเคยบอกในโฆษณาเหล้าบักจอหน์นี่ว่า “ถ้าเราอยากจะไปคาร์เนกี้ ฮอลล์ เราก็ต้อง ซ้อม ซ้อม ซ้อม แล้วก็ซ้อม”

การฝึกฝนบ่อยๆ จะก่อให้เกิดความชำนาญ ความชำนาญจะสร้างทักษะ ทักษะ คือที่มาของประสบการณ์และประสบการณ์เนี่ยแหละครับจะทำให้เราพัฒนาตัวเองได้

ภาพยนตร์เรื่อง “ร๊อคกี้” นับเป็นตัวอย่างภาพยนตร์ที่ให้กำลังใจคนที่กำลังหมดหวังทดท้อกับชีวิตหรือกำลังดูถูกตัวเอง เพราะหากเรามีฐานคติเช่นนั้นแล้วโลกทั้งใบของเราก็ดูจะหม่นๆไปตลอดชีวิตนะครับ ลองหันกลับมาให้กำลังใจตัวเองก่อน ด้วยความหวังที่เชื่อว่าทุกอย่างมันจะต้องดีขึ้นในวันข้างหน้า...หากเรามีความพยายามครับ

Hesse004

Jul 12, 2008

นิยมไทย ศรัทธาไทย ใช้ ปตท.




วันอาทิตย์ที่ผ่านมาผมเดินทางกลับจากนครสวรรค์โดยอาศัยรถตู้สาธารณะ สายนครสววรค์ - อนุสาวรีย์ชัยฯ และเมื่อถึงอยุธยารถตู้แวะเติมก๊าซเอ็นจีวี (NGV) ที่ปั๊ม ปตท. สารภาพตามตรงเลยครับว่าเป็นครั้งแรกที่ผมติดอยู่ในขบวนคิวรถนับสิบคันที่รอเติมก๊าซเอ็นจีวี โดยก่อนหน้านี้ผมเคยสงสัยเหมือนกันว่าเหตุใดจึงมีขบวนรถยาวเหยียดรอเติมเจ้า Natural Gas Vehicle นี้

นับตั้งแต่ต้นปี พ.ศ.2551, ผมคิดว่าเศรษฐกิจไทยเจอปัญหาหลายเรื่องนะครับไล่ตั้งแต่ราคาอาหารเฟ้อ (Agflation) มาจนกระทั่งวิกฤตการณ์พลังงานซึ่งผมไม่แน่ใจว่านักเศรษฐศาสตร์จะเรียกวิกฤตดังกล่าวว่า Oil Shock ครั้งที่ 3 หรือเปล่า

แต่ที่แน่ๆ วิกฤตหนนี้ทำให้ประชาชนทั่วโลกเดือดร้อนไปตามๆกัน ครับ ในเว็บไซด์ของสำนักข่าวบีบีซีได้ทำสกู๊ปติดตามเรื่องวิกฤตพลังงานซึ่งเหล่านักวิเคราะห์พยายามหาสาเหตุของราคาน้ำมันดิบ (Crude oil) ที่พุ่งเพิ่มไม่มีวันหยุด

สาเหตุแรกถูกพุ่งไปยังความต้องการที่เพิ่มขึ้นในการบริโภคน้ำมันของจีนและอินเดียครับ เนื่องด้วยอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศอยู่ในระดับสูงทำให้ทั้งภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจต่างต้องการใช้พลังงานน้ำมันเพิ่มขึ้น

สาเหตุที่สองนักวิเคราะห์ได้โยนบาปอันนี้ไปยังเหล่ากองทุนป้องกันความเสี่ยง (Hedge Fund) ด้วยเหตุผลที่ว่า “เฮ้ย! พวกเอ็งไม่มีอะไรจะให้เล่นกันแล้วเหรอวะ เลยต้องหันมาเก็งกำไรในน้ำมันดิบกัน”

สำหรับสาเหตุสุดท้ายคงหนีไม่พ้น “โอเปค” เจ้าเดิมล่ะครับที่ถูกมองว่ายังรอดูท่าทีแถมกั๊กการเพิ่มปริมาณการผลิตน้ำมันออกมาทำให้ราคาน้ำมันยังคงสูงขึ้นสร้างระดับ New High อยู่เรื่อยๆ

ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ผมเชื่อว่าหน่วยงานผู้รับผิดชอบดูแลนโยบายพลังงานของบ้านเราคงเข้าใจถึงสภาพการณ์ดังกล่าวดีและคงหาเหตุผลในการอธิบายให้ประชาชนเข้าใจได้ไม่ยากเกี่ยวกับปัญหาราคาพลังงานที่แพงขึ้นทุกวัน

อย่างไรก็ตามผมยังคงสงสัยเกี่ยวกับบทบาทของบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านพลังงานอย่าง “ปตท.” ว่าพวกเขาจะมีส่วนช่วยบำบัดทุกข์ยากให้กับพวกเราอย่างไรบ้าง นอกเหนือจากการเป็นหัวหอกในเรื่องรณรงค์ให้คนเข้าคิวยาวเหยียดมาเติมก๊าซเอ็นจีวีของพวกเขา

ด้วยความบังเอิญหลือเกินครับ ผมมีโอกาสได้อ่านเอกสารประกอบการสัมมนาเกี่ยวกับวิกฤตพลังงานซึ่งคณะเศรษฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์ จัดขึ้นเมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2549

เอกสารดังกล่าวเป็นไฟล์ PowerPoint เรื่อง “การแปรรูป ปตท. เปลี่ยนรูป หรือ ปฏิรูป” ครับ ซึ่งเป็นบทวิเคราะห์ของคุณ “ชื่นชม สง่าราศรี กรีเซน” นักวิชาการอิสระด้านพลังงาน

หลังจากได้อ่านเอกสารดังกล่าวจบ , ผมรู้สึก “ตาส่วาง” ขึ้นเยอะเลยครับ และต้องขอบคุณรวมทั้งให้เครดิตกับคุณชื่นชมในการเผยแพร่ข้อมูลเรื่องดังกล่าวด้วยครับ

ปตท. หรือ ชื่อเดิม “การปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย” นั้นเป็นรัฐวิสาหกิจที่ถือกำเนิดขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2521 โดย ปตท. มีที่มาจากการรวมกันของ “องค์การเชื้อเพลิง” และ “องค์การก๊าซธรรมชาติแห่งประเทศไทย”

วัตถุประสงค์สำคัญในการจัดตั้งการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทยขึ้นมาก็เพื่อ “เป็นกลไกของรัฐในการแทรกแซงการกำหนดราคาผลิตภัณฑ์ก๊าซและน้ำมันโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อควบคุมอัตราเงินเฟ้อและเพื่อประโยชน์ต่อเศรษฐกิจและสังคม” ด้วยเหตุนี้เอง ปตท. ของเราคนไทยสมัยนั้นจึงเป็น “รัฐวิสาหกิจ”และเป็น “บริษัทน้ำมันแห่งชาติ” ครับ

อย่างไรก็ตาม ปตท. ของเราได้ถูกจับให้เป็นรัฐวิสาหกิจนำร่องในการแปรรูป ทั้งด้วยเหตุผลเรื่องเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน หรือ กระแสการ Privatization ที่ยังไงซะรัฐก็หลีกเลี่ยงไม่ได้อยู่แล้ว แม้กระทั่งเหตุผลที่ว่าเราต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขของไอเอ็มเอฟ (IMF) ที่สัญญาไว้ว่าจะต้องแปรรูปรัฐวิสาหกิจ

ดังนั้น มติ ค.ร.ม. เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2544 จึงได้สรุปออกมาโดยมีสาระสำคัญว่า “รัฐจะไม่ใช้ ปตท.เป็นกลไกในการแทรกแซงราคาน้ำมันอีกต่อไปแล้ว”

หลังจากวันนั้น ปตท. ได้ถูกแปลงสภาพเป็น “บริษัทมหาชน” ในเดือนตุลาคม พ.ศ.2544 ครับ โดยอาศัยอำนาจตามพระราชกฤษฎีกา 2 ฉบับ คือ พระราชกฤษฎีกากำหนดอำนาจ สิทธิและประโยชน์ของบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และ พระราชกฤษฎีกากำหนดเงื่อนเวลายกเลิกกฎหมายว่าด้วยการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย

ปัจจุบัน กระทรวงการคลังของรัฐบาลไทยถือหุ้นใหญ่ใน ปตท. ร้อยละ 52 ขณะที่เอกชนถือหุ้นร้อยละ 48

หลังจากการแปรรูป ปตท., รัฐหันมาแทรกแซงราคาน้ำมันโดยใช้ “กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง” ผลทำให้หนี้ของกองทุนน้ำมันเพิ่มขึ้นอีกหลายเท่าตัวครับ ขณะที่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ก็เริ่มเดินหน้าขยายตลาดในธุรกิจโรงกลั่นน้ำมันโดยมุ่งหวัง “กำไรสูงสุด” ตามหลักการดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจของวิสาหกิจเอกชนทั่วไป

ด้วยเหตุนี้เอง กำไรสุทธิของ ปตท. จึงเพิ่มพูนปรากฏตามตัวเลข ดังนี้ ครับ
ปี พ.ศ.2545 กำไร 24,507 ล้านบาท
ปี พ.ศ.2546 กำไร 37,580 ล้านบาท
ปี พ.ศ.2547 กำไร 62,666 ล้านบาท
ปี พ.ศ.2548 กำไร 85,221 ล้านบาท
ปี พ.ศ.2549 กำไร 95,260 ล้านบาท
ปี พ.ศ.2550 กำไร 97,803 ล้านบาท

จะเห็นได้ว่าอัตรากำไรของ ปตท.ที่เติบโตนั้นเป็นไปแบบ “ก้าวกระโดด” ซึ่งแน่นอนล่ะครับว่าส่งผลดีต่อนักลงทุนผู้ถือหุ้นของบริษัทมหาชนแห่งนี้

มองในแง่นักลงทุน, การถือหุ้นบริษัทที่มีผลกำไรมหาศาลแบบนี้ย่อมน่าชื่นใจไม่น้อยนะครับ ไม่ว่าจะรอรับเงินปันผลหรือรอขายเอาส่วนต่างจากราคาหุ้น

อย่างไรก็ตามหากมองในแง่ของคนธรรมดาที่ไม่ใช่นักลงทุนกันบ้าง คำถามคือ เราได้อะไรจากผลกำไรของบริษัทมหาชนแห่งนี้บ้างครับ?

ผลกำไรที่เพิ่มพูนมหาศาลนี้ส่วนหนึ่งมาจากประสิทธิภาพการบริหารจัดการของ ปตท. ที่ดีขึ้นหลังจากแปรรูปแล้ว อีกส่วนหนึ่งมาจากราคาพลังงานของโลกที่นับวันมีแต่ถีบตัวสูงขึ้นขณะที่ความต้องการบริโภคพลังงานก็เพิ่มสูงขึ้นด้วย ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจหากจะเกิดผลกำไรมหาศาลกับ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)

อย่างไรก็ตามคำถามถึงผลกำไรดังกล่าวน่าจะผูกโยงไปถึงเรื่องที่ว่า บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)นั้น ได้สิทธิพิเศษจากรัฐในเรื่องที่ไม่ต้องมาแข่งขันกับโรงกลั่นน้ำมันรายอื่นๆด้วยหรือเปล่าทั้งที่ค่าการกลั่นปัจจุบันสูงกว่าระดับจุดคุ้มทุนอยู่มาก

ขณะเดียวกันกลุ่ม ปตท. ยังสามารถครองสัดส่วนตลาดธุรกิจโรงกลั่นเกินกว่า 80% นั่นยิ่งสะท้อนภาพความเป็น “ขาใหญ่” ในธุรกิจโรงกลั่นน้ำมันได้ดี

มิพักต้องเอ่ยถึงเรื่องกิจการท่อก๊าซที่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) คือ ผู้ผูกขาดดำเนินกิจการส่งก๊าซผ่านท่อแต่เพียงผู้เดียว ขณะเดียวกัน บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ยังได้รับการโอนสิทธิต่างๆจาก พระราชบัญญัติว่าด้วยการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นสิทธิในการจัดหา ขนส่งและจำหน่าย , สิทธิรับซื้อปิโตรเลียมที่ผลิตได้เป็นอันดับแรกจากผู้รับสัมปทานหรือ Right of First refusal รวมไปถึงสิทธิในการสำรวจ พัฒนาและผลิตปิโตรเลียมเสมือนหนึ่งเป็นผู้รับสัมปทานโดยการอนุมัติของ ครม.

นอกจากนี้ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ยังได้รับเงินอุดหนุนจากกองทุนอนุรักษ์เพื่อส่งเสริม NGV แถมด้วยคลังก๊าซ LPG ยังได้รับเงินอุดหนุนค่าขนส่งอีกด้วย

ขณะเดียวกันในแง่ของการเป็นวิสาหกิจเอกชน, คณะกรรมการบริหารบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) จะต้องบริหารธุรกิจโดยมุ่งเน้นผลตอบแทนสูงสุดให้กับผู้ถือหุ้น เช่นเดียวกับบริษัทลูกที่ ปตท.ถือหุ้นอยู่ร้อยละ 50-67 นั้น ถือเป็นรัฐวิสาหกิจแต่ไม่ต้องปฏิบัติตามพระราชบัญญัติคุณสมบัติมาตรฐานสำหรับคณะกรรมการและพนักงานรัฐวิสาหกิจแต่อย่างใด

รายละเอียดที่ผมกล่าวมาทั้งหมดนี้, ผมเพิ่งจะมา “ตาสว่าง” ก็จากการศึกษาค้นคว้าของคุณ “ชื่นชม” ที่เรียกได้ว่าเปิดให้เห็นชุดข้อมูลบางอย่างที่เราอาจจะไม่มีโอกาสได้รับรู้กันเท่าใดนัก

งานของคุณ “ชื่นชม” น่าจะได้รับเผยแพร่ผ่านทางสื่อสาธารณะนะครับ อย่างน้อยผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในทุกๆฝ่ายทั้งภาครัฐและ ปตท. เองจะได้ออกมาชี้แจงความจริงที่เกิดขึ้นในห้วงยามที่คนทั้งประเทศกำลังเดือดร้อนจากวิกฤตพลังงาน

อ้อ! เพื่อเป็นการให้ข้อมูลรอบด้าน ทุกวันนี้ ผลประโยชน์ของปตท. สผ. หรือ บริษัท ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม นั้นถูกส่งกลับคืนรัฐร้อยละ 33 ครับ

สุดท้ายนี้ผมนึกถึงสโลแกนคลาสสิคของ ปตท. เมื่อยี่สิบกว่าปีที่แล้วว่า “นิยมไทย ศรัทธาไทย ใช้ ปตท.” เป็นสโลแกนที่ดีมากนะครับ อย่างน้อยมันทำให้เห็นว่า คนไทยเราไม่เคยทิ้งกัน

หรือว่าสโลแกนของ ปตท. ในวันนี้จะเหลือแต่เพียงว่า “ทุกหยดน้ำมันของเรา คือ หยาดน้ำตาของคนไทยทั้งชาติ” ล่ะครับ

Hesse004

ปล. 1 .ผมต้องขอขอบคุณเอกสารของคุณชื่นชม สง่าราศรี กรีเซน มากครับ สุดยอดจริงๆ
2. สำหรับสโลแกนในย่อหน้าสุดท้ายนั้นผมไม่แน่ใจว่าไปเจอในบล๊อกโอเคเนชั่นหรือกระทู้ในพันทิพย์ ซึ่งผมว่าเป็นสโลแกนที่ “โดน” มากครับโดยเฉพาะในเวลานี้

Jun 22, 2008

Wanee&Junah โลกที่เธอไม่ให้ฉันเข้าไป





กระบวนหนังรักเกาหลีที่ผมเลือกหยิบมาดูบ่อยที่สุดน่าจะมีดังนี้ครับ Christmas in August (1998) ดูไปแล้วสี่รอบ รองลงมาเป็นMy Sassy Girl (2001), I wish I had a wife (2000) และ Il Mare (2000) สามเรื่องนี้ดูไปแล้วสามรอบและล่าสุดผมเพิ่งหยิบ Wanee&Junah (2002) มาดูรอบสองครับ

วานีและจูน่าห์ (Wanee&Junah) เป็นผลงานการกำกับของ “คิมยองกุน” (Kim Yong-gyun) ที่เล่าเรื่องความรักของหนุ่มสาวคู่หนึ่งที่เลือกแยกออกมาใช้ชีวิตคู่ก่อนแต่งงาน

“คิมยองกุน” ทำให้หนังรักเรื่องนี้มีความละเมียดละไมมากโดยเฉพาะประเด็นความรักสามเส้าระหว่าง ลี วานี (นางเอก), คิม จูน่าห์ (พระเอก) และลี ยังมิน (พี่ชายบุญธรรมของวานี) แน่นอนครับว่าไอ้สามเศร้าที่ว่ามันเป็น “เส้า” ระหว่าง วานีที่ยังไม่ลืมรักแรกกับพี่ชายบุญธรรมของตัวเอง ส่วนจูน่าห์คือรักถัดมาของเธอ

นอกจากนี้หนังยังแอบพ่วงรักสามเส้าของเพื่อนสนิทวานีที่มาหลงรักพี่ชายบุญธรรมของวานีอีก พูดง่ายๆว่าผู้หญิงในเรืองนี้มาหลงรัก “ลียังมิน” กันหมด

ผมดูหนังเรื่องนี้ครั้งแรกเมื่อหกปีที่แล้วครับ แล้วก็หาซื้อดีวีดีเรื่องนี้มาเก็บไว้เผื่อสบโอกาสเหมาะทางอารมณ์ค่อยหยิบขึ้นมาดูใหม่

ประเด็นที่คิมยองกุนยังแทรกใส่ลงไปในหนังรักของเขา คือ การนำเสนอความรักในรูปแบบที่แตกต่างมิใช่มีเพียงแค่รักของหนุ่มสาวเท่านั้น ตัวอย่างที่เห็นได้ชัด คือ รูปแบบความรักแบบเกย์ระหว่างหัวหน้าของวานีกับแฟนหนุ่มที่เป็นตำรวจ นอกจากนี้คิมยองกุนยังตั้งคำถามชวนอึดอัดถึงรักระหว่างพี่ชายบุญธรรมอย่าง “ลียังมิน” และน้องสาวผู้หลงรักพี่ชายอย่าง “วานี”

คำถามของผู้กำกับถึงความรักที่เป็นไปไม่ได้ของรูปแบบความรักที่ไม่ใช่ความรักปกติระหว่างหนุ่มสาวทั่วไปนี้ ทำให้ผมเริ่มมองเห็นว่าแท้จริงแล้ว “ความรัก” เป็นอารมณ์หนึ่งของมนุษย์ที่ยากยิ่งนักจะอธิบาย

ด้วยเหตุนี้จึงไม่ต้องแปลกใจหากมีวรรณกรรมคลาสสิคบางเรื่องพยายามสื่อสารให้เห็นรูปแบบความรักที่มันแตกต่างไปจากรักระหว่างสถานะหญิงชายหรือหนุ่มสาว บางทีมันกลับกลายเป็นรักประเภทผิดฝาผิดตัว ซึ่งหากเรามองด้วยสายตาเป็นกลางแล้วเราจะเข้าใจว่าทำไมผู้กำกับอย่างอั้งลี่หรือคุณมะเดี่ยว ชูเกียรติ ศักดิ์วีระกุล จึงทำหนังเรื่อง Broke back Mountain (2006) กับรักแห่งสยาม (2007) ขึ้นมา

นอกจากนี้ คิมยองกุนได้ทำให้ “วานี”กลายเป็นผู้หญิงหัวสมัยใหม่ที่แสดงความขบถต่อสังคมเกาหลีด้วยการเลือกที่จะให้แฟนหนุ่มจูน่าห์มาอยู่กินฉันคู่ผัวตัวเมียก่อนแต่งงาน

อย่างไรก็ตามหนังเรื่องนี้ยังเลือกดำเนินเรื่องในสไตล์หนังรักเกาหลีที่เน้นความโรแมนติคของคู่พระนางโดยท้ายที่สุดหนังเรื่องนี้ก็จบลงด้วยดี

จะว่าไปแล้วความต่างระหว่างหนังเรื่องนี้กับ Christmas in August ของ “เฮอ จินโฮ” นั้นอยู่ที่สถานการณ์ของความรักที่เกิดขึ้น ใน Christmas in August นั้น เฮอ จินโฮ ได้ทำให้ความรักกลายเป็นสิ่งที่ดีที่สุดในชีวิตช่วงสุดท้ายของ “จุงวอน” พระเอกของเรื่อง

ขณะที่คิมยองกุนทำให้ความรักของวานีนั้นคลี่คลายและพร้อมจะเริ่มต้นอย่างไม่ตะขิดตะขวงใจกับผู้ชายคนใหม่ของเธออย่าง “คิม จูน่าห์”

ความรักที่ยากจะเป็นไปได้ระหว่างพี่ชายบุญธรรมกับน้องสาว ยังถูกขังไว้ในห้องของลียังมิน รวมไปถึงความทรงจำของวานีเอง

ในเรื่อง, จูน่าห์เองก็ไม่เข้าใจว่าทำไมวานีจึงไม่ยอมให้เขาเข้าไปเหยียบห้องของยังมิน จนท้ายที่สุดเขาก็ได้ล่วงรู้ความลับในใจของวานีจากภาพสเก๊ตช์ของหล่อน

แม้ว่าเธอได้เริ่มต้นรักครั้งใหม่กับผู้ชายอีกคนหนึ่งแล้ว แต่ความทรงจำเหล่านั้นยังกลับมาเขย่าตะกอนของความสับสนให้เกิดขึ้นมาอีก โดยที่จูน่าห์เองก็ไม่รู้ว่ารักแรกของวานีนั้นเป็นเช่นไร

หนังพยายามจะพูดถึง “รักแรก” ซึ่งตัวละครแต่ละคนล้วนแต่มีรักแรกที่แตกต่างกัน แต่ถึงยังไงมันก็ต้องถูกดึงกลับมาสู่ “รักปัจจุบัน” วันยังค่ำ

ระหว่างที่ผมนั่งดูหนังเรื่องนี้ ผมนึกถึงเพลง “โลกที่เธอไม่ให้ฉันเข้าไป” ของคุณบอย ตรัย ภูมิรัตน์ เพลงนี้น่าจะเอามาประกอบเป็นมิวสิควีดีโอในหนังเรื่องนี้ด้วยเพราะมีความหมายตรงกับสิ่งที่จูน่าห์รู้สึก

ประโยคหนึ่งที่ผมติดใจตอนที่จูน่าห์พูดในต้นเรื่อง คือ “อย่ามองกลับไป เพราะลมจะทำให้เธอแสบตา” มันเป็นแค่คำเก๋ๆที่เขาคิดขึ้นเพื่อจะใส่ไปในบทหนัง แต่คำพูดดังกล่าวนั้นเหมือนจูน่าห์ต้องการบอกให้วานีเลือกเก็บความทรงจำดีๆบางอย่างไว้ดีกว่า

ข้อดีของการรักษาความทรงจำไว้ คือ การได้อิ่มเอมใจไปกับมันทุกครั้งที่รำลึกถึงมันขณะที่ข้อเสีย คือ มันมักกลับมาย้อนทำร้ายและสร้างความสับสนให้กับเจ้าของความทรงจำนั้นทุกครั้งยามเมื่อนึกถึง เหมือนที่วานีกำลังเผชิญอยู่

หนังเรื่องนี้ใช้ออริจินัล ซาวด์แทรคเพลง “I wish you love” ของ ลิซ่า โอโนะ (Lisa Ono) ศิลปินแจ๊ซชื่อดังที่ร้องเพลงนี้ได้เพราะมากๆ ครับ ซึ่งผมชอบท่อนสุดท้ายของเพลงนี้ที่ร้องว่า

“When snowflake fall , I wish you love” ฉันได้แต่หวังว่าพอหิมะตก …เธอจะหันมารักฉันได้อีกครั้ง

Hesse004

Jun 20, 2008

"มาร์โก้ แวน บาสเท่น"กับฟุตบอลยูโรปี 2008






นับตั้งแต่ฟุตบอลยูโรปี 2008 เปิดฉากมา, ผมเชื่อว่าท่านผู้อ่านที่ติดตามฟุตบอลมาโดยตลอดน่าจะได้ยลแข้งของทีมชาติฮอลแลนด์ไปบ้างแล้วนะครับ โดยเฉพาะสองนัด “เจ็ดลูก”ที่อัดทีมแชมป์โลกอย่างอิตาลีและรองแชมป์อย่างฝรั่งเศสเสียไม่เป็นกระบวน

ตามพงศาวดารลูกหนังโลกแล้ว , “ทีมชาติฮอลแลนด์” เจ้าของฉายาอัศวินสีส้ม หรือ Oranje เริ่มสร้างชื่อในฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายเมื่อปี ค.ศ.1974 ครับ ฮอลแลนด์ในยุคนั้นอยู่ภายใต้การคุมทีมของท่าน นายพล “ไรนุส มิเชล” (Rinus Michels)

จริงๆแล้ว ไรนุส มิเชล แกไม่ใช่นายพลหรอกครับ เพียงแต่โหงวเฮ้งของแกคล้ายกับนายพล (The General ว่ากันว่าเหตุที่ไรนุส มิเชล ได้รับฉายานี้ก็เพราะอมตะวาจาของแกที่พูดว่า Professional football is something like war. แปลเป็นไทยก็คงทำนองว่าฟุตบอลมันก็เหมือนสงครามดีๆนั่นแหละ

ไรนุส มิเชล เป็นผู้ทำให้ฮอลแลนด์ยุคทศวรรษที่ 70 นั้นเล่นฟุตบอลภายใต้หลักการที่เรียกว่า “โททั่ลฟุตบอล” (Total Football) ครับ

โททั่ลฟุตบอลนั้นมีต้นกำเนิดมาจากทีมอาแจ๊กซ์ อัมสเตอร์ดัมส์ (Ajax Amsterdam) ครับ ซึ่งเราต้องย้อนอดีตไปไกลกันถึงปี ค.ศ.1910 เลยทีเดียว กุนซือทีมอาแจ๊กซ์นามว่า “แจ๊ค เรย์โนลด์” (Jack Reynolds) คือ เจ้าของความคิดหลักการโททั่ลฟุตบอล

เรย์โนลด์นับเป็นผู้จัดการทีมอาแจ๊กซ์ ที่น่าจะคุมทีมยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์สโมสรเลยก็ว่าได้ครับ ด้วยเหตุนี้เองเรย์โนลด์จึงสามารถทดลองปรับแต่งรูปแบบ แผนการการเล่นตลอดจนพัฒนาหลักการทำทีมฟุตบอลได้หลากหลายก่อนจะมาลงตัวที่ “ระบบโททั่ลฟุตบอล”

อย่างไรก็ตามลูกศิษย์ก้นกุฎิของเรย์โนลด์อย่าง “ไรนุส มิเชล” กลับได้รับเครดิตในการทำให้ทีมชาติฮอลแลนด์เกรียงไกรภายใต้หลักการดังกล่าวครับ

ในช่วงทศวรรษที่ 70 ทั้งสโมสรอาแจ๊กซ์ อัมสเตอร์ดัมส์และทีมชาติฮอลแลนด์ล้วนประสบความสำเร็จในฟุตบอลรายการใหญ่ๆตั้งแต่ยูโรเปียนคัพ ไปจนถึงฟุตบอลโลก อาแจ๊กซ์สามารถสถาปนาความยิ่งใหญ่บนแผ่นดินยุโรปด้วยการคว้าแชมป์ยูโรเปียนคัพได้ติดต่อกันสามสมัยซ้อน (The Treble) ตั้งแต่ปี ค.ศ.1971, 1972 และ 1973

มหัศจรรย์แห่งอาแจ๊กซ์ยังส่งต่อมายังขุนพลอัศวันสีส้มภายใต้การนำของจอมทัพนามว่า “โยฮัน ครัฟฟ์” (Johan Cruyff) อย่างไรก็ตามครัฟฟ์ไม่ได้โดดเด่นเพียงคนเดียวนะครับ หากไม่ได้เหล่าพลพรรคออเรนจ์แมนอีกสิบคนที่เหลือที่ช่วยบันดาลให้โททั่ลฟุตบอลบังเกิดขึ้น

หลักการข้อแรกของโททั่ลฟุตบอล คือ นักเตะในสนามต้องสามารถปรับตัวเล่นได้ทุกตำแหน่งครับ การทดแทนกันได้ในทุกตำแหน่งนั้นทำให้ผู้จัดการทีมไม่ต้องปวดหัวว่าจะเปลี่ยนใครลงไปแทนเพราะทุกคนมีความสามารถใกล้เคียงกันหมด

หลักการต่อมา คือ ความเข้าใจในเกมของผู้เล่น ว่ากันว่านักเตะดัตช์นั้นมีเซนส์บอลที่ไม่แพ้นักเตะบราซิลเลยทีเดียว หัวใจสำคัญของโททั่ลฟุตบอลอยู่ที่การหาพื้นที่ว่าง (Space) ให้กับเพื่อนที่ครองบอลอยู่ครับ อย่างที่กูรูฟุตบอลมักชอบพูดเสมอว่าผู้เล่นที่อันตรายที่สุด คือ ผู้เล่นที่ไม่มีบอล

เมื่อนักเตะสามารถหาที่ว่างได้แล้ว การให้แล้วไป (Give and Go) คือกลไกสำคัญที่ทำให้โททั่ลฟุตบอลมีความไหลลื่น ถ้าจะว่ากันตามตรงแล้วอาร์เซนอลยุคปัจจุบันของอาร์เซน เวงเกอร์ น่าจะเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดที่ทำให้เกมฟุตบอลมีความต่อเนื่องและไหลลื่น (Fluid)

นอกจากนักเตะแล้วโค้ชชาวดัตช์ก็น่าจะมีเซนส์บอลการทำทีมที่ดีเช่นกันนะครับ ลองไล่กันตั้งแต่รุ่นใหญ่อย่างป๋า กุ๊ด ฮิดดิ้ง (Guss Hiddink), โค้ชทีมชาติรัสเซีย ผู้ถีบอังกฤษตกรอบคัดเลือกยูโรหนนี้, ดิค แอทโวคาท (Dick Advocaat) ,ผู้จัดการทีมสโมสรเซนิต เซนต์ปีเตอร์เบิร์กที่เพิ่งได้แชมป์ยูฟ่าคัพปีล่าสุด, แฟรงก์ ไรจ์กาจ (Frank Rijkaard) ,อดีตกุนซือบาร์ซ่าที่เพิ่งจะตกงานมาหมาดๆ และคนล่าสุด คือ มาร์โก้ แวน บาสเทน (Marco Van Basten) โค้ชทีมชาติฮอลแลนด์ชุดลุยยูโร 2008

โททั่ลฟุตบอลจำเป็นต้องอาศัยนักเตะที่ฉลาด เข้าใจในแผนการเล่นของโค้ช รวมไปถึงสามารถแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้ดี อย่างไรก็ตามข้อเสียของนักเตะฮอลแลนด์ทุกยุคทุกสมัยคือ มีความมั่นใจในตัวเองมากเกินไป ประเภทว่า “Selfจัด” นั่นเอง ด้วยเหตุนี้ฮอลแลนด์จึงกลายเป็นทีมที่มีปัญหาระหว่างนักเตะด้วยกันเองโดยเฉพาะเวลามาแข่งทัวร์นาเมนต์สำคัญๆ เมื่อสปิริตในทีมหายไปส่งผลต่อผลงานของทีมที่มักไปได้ไม่ถึงฝั่งฝัน ตัวอย่างเช่นฟุตบอลโลกปี 2002 ภายใต้การคุมทีมของกุนซือสมองเพชรอย่าง หลุยส์ ฟานกัล (Louis Van Gaal) แต่อัศวินสีส้มชุดนี้กลับไม่ผ่านรอบคัดเลือกทั้งๆที่มีดาวดังอยู่เต็มทีม

อย่างไรก็ตามฟุตบอลยูโรปีนี้เท่าที่ผมติดตามฮอลแลนด์มาสามนัดแล้ว ต้องยอมรับว่าพวกเขาเล่นเกมเคาน์เตอร์แอทแทคได้ “โคตรดุ” เลยครับ แม้ว่าความเพลินตาที่เคยปรากฏในโททั่ลฟุตบอลจะไม่ค่อยมีเท่าไรนัก แต่ถ้าในเรื่องความเฉียบขาดและความแน่นอนแล้วดูเหมือนว่าฮอลแลนด์จะทำได้ดีกว่าทุกทีมครับ

เกมของฮอลแลนด์ในสองนัดที่พบคู่ปรับโคตรบอลอย่างอิตาลี กับฝรั่งเศสนั้นสะท้อนให้เห็นตัวตนของ “มาร์โก้ แวนบาสเทน” ได้ดีไม่น้อยเลยนะครับ กล่าวคือ สมัยที่เขาเป็นศูนย์หน้าเขาสามารถหาพื้นที่ในการเข้าทำประตูได้บ่อยครั้ง มีความเฉียบขาดในการยิงประตูจนเป็นเจ้าของสถิติ 90 ประตูจาก 147 นัดที่ลงเล่นให้กับเอซีมิลาน และ 24 ประตูจาก 58 นัดภายใต้เสื้อสีส้มของฟลายอิ้งดัตช์แมน
ความเฉียบขาดดังกล่าวสะท้อนออกมาในรูปเกมการเล่น ซึ่งถ้าดูจากทัพครั้งนี้ของแวนบาสเท่นแล้วจะพบว่าเขามีตัวเลือกประเภท “รุกพิฆาต” เกือบจะเต็มทีม ไล่ตั้งแต่ อาร์เยน ร๊อบเบน (Arjen Robben) และ เวสลีย์ ชไนเดอร์ (Wesley Sneijder)จากทีมราชันชุดขาวเรอัลมาดริด, โรบิน ฟาน เพอร์ซี่ (Robin Van Persie)จากทีมปืนโต, เดิร์ต เคาท์ (Dirk Kyut)จากหงส์แดง , คลาส ยาน ฮุนเต่ล่าร์ (Klass Jan Huntelaar)จากอาแจ๊กซ์ รวมไปถึงศูนย์หน้าตัวเก๋าอย่าง “พี่ม้า” รุด ฟาน นิสเตอรอย (Ruud Van Nisterooy)

นอกจากจะ “ไม่ต้องห่วงหน้าแล้ว” ฮอลแลนด์ชุดนี้ดูจะ “ไม่ต้องพะวงหลัง” มากนัก เพราะได้ซูเปอร์หนึบอย่าง “น้าเอ๊ด” เอ็ดวิน ฟานเดอ ซาร์ (Edwin Van De Sar) รับบทนายทวารที่กำลังจะตามรอยตำนานผู้รักษาประตูอย่างปีเตอร์ ชไมเคิล ณ เดนมาร์ก หลายต่อหลายเกมน้าเอ๊ดสามารถเซฟลูกยากๆได้หลายครั้งจนทำให้กองหลังฮอลแลนด์มีความมั่นใจมากขึ้นทั้งที่มารอบนี้ฮอลแลนด์ไม่ได้พกกองหลังระดับดาวดังมากนักจะมีก็แต่เพียงอังเดร ออยเลอร์ (Andre Ooijer)ของแบล๊คเบิร์น รวมไปถึง คาลิด บูรารูซ (Khalid Boulahrouz)จากเชลซี นอกจากนี้ความเก๋าของจิโอวานี่ ฟานบรองฮอส (Giovanni van Bronckhorst) ก็นับว่ามีประโยชน์ต่อเกมรับของฮอลแลนด์อย่างมาก

แม้ว่าแวนบาสเท่นจะแขวนสตั๊ดเร็วเกินไปด้วยอาการบาดเจ็บเรื้อรัง แต่การเข้ามากุมบังเหียนทีมชาติต่อจากซี้เก่าอย่างแฟรงค์ ไรจ์การ์ดนั้น นับได้แวนบาสเท่นทำได้โดดเด่นไม่น้อยนะครับ

ยูโรหนนี้แวนบาสเท่นทำให้เกมรุกของฮอลแลนด์สุดแสนจะอันตราย โดยเฉพาะเกมโต้กลับที่เร่งจังหวะเปลี่ยนจากรับเป็นรุกได้อย่างรวดเร็วโดยอาศัยตัวรุกที่เอ่ยนามมาแล้ว

สำหรับยูโรครั้งนี้, ผมเอาใจช่วยฮอลแลนด์ให้ไปได้ไกลที่สุดตามศักยภาพของทีมครับ การเก็บได้เก้าคะแนนเต็มใน “กรุ๊ปออฟเดธ” (Group Death) นั้นไม่ใช่มาจากความบังเอิญแน่นอน

อย่างไรก็ตามถ้าฮอลแลนด์ผ่าน “รัสเซีย” ในรอบสองไปได้ การเจอ “สเปน”หรือ “อิตาลี”อีกครั้งนับเป็นงานที่ไม่ง่ายอีกแล้ว ซึ่งท้ายที่สุดแวนบาสเท่นจะทำให้ฟลายอิ้งดัตช์แมนทีมนี้บินไปได้ไกลแค่ไหนนั้นต้องคอยดูกันต่อไปครับ

Hesse004

Jun 10, 2008

“The Pink Panther”กับ เจ้าเสือสีชมพู






ขึ้นชื่อว่า “เสือ” แล้วย่อมมีความน่ากลัวอยู่ในตัวนะครับ อย่างไรก็ตามมีเสืออยู่ชนิดหนึ่งที่ไม่ได้ทำให้เราหวาดกลัวแต่อย่างใด ใช่แล้วครับ! เสือที่ผมกำลังจะเล่าถึงคือ “เจ้าเสือสีชมพู” ไงครับ

พอเอ่ยถึงเจ้าเสือสีชมพู เรามักนึกถึงชื่อของ “พิงค์ แพนเธอร์” (Pink Panther) ครับ และพอเอ่ยถึงชื่อของพิงค์ แพนเธอร์ ท่านผู้อ่านที่มีอายุหน่อยก็จะนึกถึงชื่อของหนังตลกแนวสืบสวน ส่วนอีกอย่างหนึ่งที่นึกถึงคือชื่อวงดนตรีสตริงที่ร้องเพลง “ถึงจะแสนไกล ไกลถึงใต้หล้า สุดขอบฟ้าแสนไกล” พร้อมเห็นภาพหน้านักร้องมาดนุ่มๆใส่แว่นสีชายืนร้องเพลงด้วยความละเมียดละไม

สำหรับเดอะพิงค์ แพนเธอร์ (The Pink Panther) ที่ผมอยากเล่าถึงนั้นเป็นภาพยนตร์ตลกแนวสืบสวนสอบสวนครับ ซึ่งจะว่าไปแล้วภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นซีรีส์คล้าย “เจมส์ บอนด์” ที่สตูดิโอในฮอลลีวู้ดนิยมสร้างกันในช่วงทศวรรษที่ 60 เป็นต้นมา

เดอะพิงค์ แพนเธอร์ ฉบับดั้งเดิม (Original version) นั้นถือกำเนิดเมื่อปี ค.ศ.1963 ครับ โดยได้เบลค เอ็ดเวิร์ด (Blake Edwards) เป็นผู้กำกับ และมีดาราชูโรงในยุคนั้นอย่างเดวิด นีเวน (David Niven) และปีเตอร์ เซลเลอร์ (Peter Sellers)

ศูนย์กลางของหนังเรื่องนี้อยู่ที่ “พิงค์ แพนเธอร์” ซึ่งเป็นเพชรสีชมพูขององค์หญิงดาล่า ครับ ไม่ใช่เจ้าเสือสีชมพูอย่างที่เราหลงเข้าใจกันมานาน

หนังเรื่องนี้นับเป็นหนังตลกที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายแบบยุโรป ไม่ว่าจะเป็นสถานที่ถ่ายทำในกรุงโรม อิตาลี หรือเรื่องราวบางตอนในกรุงปารีส

โดยส่วนตัวแล้วผมคิดว่า "เดอะพิงค์ แพนเธอร์" (1963) ซึ่งเป็นภาคแรกนั้นมีความคลาสสิค อยู่ไม่น้อยนะครับ โดยเฉพาะการคัดเลือกตัวแสดงอย่าง “เดวิด นีเวน” ซึ่งเป็นดาราชื่อดังชาวอังกฤษแห่งทศวรรษที่ 50-60 มารับบทเดอะแฟนธอม (The Phantom) วายร้ายผู้มุ่งหมายในเพชรพิงค์แพนเธอร์ และได้ “ปีเตอร์ เซลเลอร์” สตาร์ดังชาวอังกฤษอีกคนที่มารับบทสารวัตรคลูโซ่ (Jacques Clouseau) ยิ่งทำให้เดอะพิงค์แพนเธอร์ ภาคแรกกลายเป็นตำนานหนังตลกแนวสืบสวนไป

นอกจากนี้ผมยังแอบตั้งข้อสังเกตกับบุคลิกของสารวัตรคลูโซ่ที่แกดูจะเปิ่น ซุ่มซ่าม และไม่ทันเกมของเหล่าร้ายเอาเสียเลย แต่บุคลิกแบบนี้แหละครับที่ทำให้เดอะพิงค์ แพนเธอร์ ได้รับการตอบรับจากคอหนังในยุคนั้นเป็นอย่างดี ด้วยเหตุที่ว่าหนังในยุคนั้นพระเอกโดยเฉพาะเจมส์ บอนด์ ต้องดูดี เท่ห์ สมาร์ท และฉลาดกว่าตัวโกง แต่สำหรับเดอะพิงค์ แพนเธอร์แล้วตรงกันข้ามทุกอย่างครับ

นอกจากนี้ถ้าท่านผู้อ่านเคยดูหนังเรื่อง “จอหน์นี่ อิงลิช” (Johnny English) ที่นำแสดงโดย โรแวน แอตกินสัน (Rowan Atkinson) หรือ “มิสเตอร์บีน” เราจะพบว่าบุคลิกของจอหน์นี่ อิงลิช มีความละม้ายคล้ายคลึงกับบุคลิกของสารวัตรคลูโซ่มากๆครับ

จะว่าไปแล้วหนังแนวคอมเมดี้ (Comedy genre) ของฝั่งยุโรปนั้นดูจะมีอารมณ์ขันที่เจือไปด้วยการเสียดสีประชดประชันอยู่ไม่น้อยนะครับ เรียกได้ว่าดูจบกลับไปนั่งคิดอะไรต่อได้อีกประมาณว่า “ตลกร้าย” เช่นเดียวกับพิงค์แพนเธอร์ครับที่ตอนจบนับว่าเป็นตลกร้ายเลยทีเดียวลองไปหาชมแล้วกันนะครับ

นอกจากนี้เพลงประกอบหนังเดอะพิงค์แพนเธอร์ ยังได้กลายเป็นสัญลักษณ์ของความสงสัยใคร่รู้ซึ่งเพลงๆนี้มักถูกนำมาใช้ประกอบฉากหนังที่เกี่ยวกับการสืบสวนแบบขำๆประเภทชอบสอดรู้สอดเห็นเรื่องชาวบ้าน

เพลงประกอบหนังพิงค์แพนเธอร์มาจากผลงานการรังสรรค์ของ “เฮนรี่ มานชินี่” (Henri Mancini) ประพันธกรเพลงชื่อดังชาวอเมริกัน (Music composer)ครับ มานชินี่ใช้ลูกเล่นของเสียงแซกโซโฟนในดนตรีแจ๊ซสร้างให้เพลงประกอบเดอะพิงค์ แพนเธอร์ กลายเป็นตำนานมาจนถึงทุกวันนี้

แต่เอ๊! ที่ผมเล่ามาทั้งหมด ยังไม่เห็นมีเรื่องเจ้าเสือสีชมพูแต่อย่างใดเลยใช่มั๊ยครับ สำหรับเจ้าเสือ สีชมพูนั้นมีที่มาจากหนังแอนนิเมชั่นเปิดตัวภาพยนตร์เรื่องนี้ โดยบริษัท DePatie-Freleng Enterprises เป็นผู้สร้างสรรค์เจ้าเสือสีชมพูขึ้นมาครับ ว่ากันว่าบริษัทนี้รับผิดชอบผลงานแอนนิเมชั่นให้กับค่ายหนังอย่างวอร์เนอร์ บราเธอร์ มาตั้งแต่ต้นทศวรรษที่ 60 แล้วครับ บริษัทนี้ได้ผลิตผลงานแอนนิเมชั่นเด่นๆอย่างเช่น เดอะพิงค์แพนเธอร์ กับเจ้ากระต่ายน้อยจอมแสบอย่างลูนนี่ ทูน (Looney Tunes) นั่นเองครับ

เดอะ พิงค์แพนเธอร์ ยังคงเป็นตำนานภาพยนตร์แนวตลกสืบสวนที่ทุกวันนี้ออกจะหายากหน่อยนะครับ เพราะดูเหมือนไม่ค่อยมีใครอยากทำกันนัก จะว่าไปแล้วหนังเรื่องนี้ได้ทำให้ภาพลักษณ์ของพระเอกไม่ได้สมบูรณ์แบบไปทุกอย่างเช่นสายลับ 007 หากแต่ทำให้พระเอกกลายเป็นตัวตลกที่เรียกเสียงฮาได้ทุกฉาก เดอะพิงค์แพนเธอร์จึงเป็นหนังประเภทต่อต้านวีรบุรุษหรือ Anti Hero นั่นเองครับ

นอกจากนี้เดอะพิงค์ แพนเธอร์ ยังได้สร้างสัญลักษณ์ทั้งด้านภาพและเสียง ที่พอเอ่ยชื่อพิงค์แพนเธอร์ปุ๊ป เรามักนึกถึง เจ้าเสือสีชมพูกับดนตรีแนวสอดรู้สอดเห็น อ้อ! ชื่อแนวเนี่ยผมคิดขึ้นเองนะครับ ฮา ฮา

Hesse004

May 26, 2008

เศรษฐศาสตร์ภาคเพลง “แรพ”





ท่านผู้อ่านคิดเหมือนผมหรือเปล่าครับว่า การเรียนรู้ของมนุษย์เราไม่จำเป็นต้องอยู่แค่ในห้องเรียนหรือจำกัดแค่เพียงตำราอย่างเดียว

นับตั้งแต่ผมเริ่มหัดเขียนบล็อกนั้น, ผมเชื่อว่าความรู้จากสื่ออินเตอร์เนตนั้นทรงพลังอย่างยิ่งครับ โดยเฉพาะ “วิกิพีเดีย” (Wikipedia) ได้กลายเป็นเว็บประจำที่ผมโปรดปรานมากที่สุดไปแล้ว

อย่างไรก็ดีในฐานะนักเรียนเศรษฐศาสตร์, การได้ท่องไปในบล็อกของเหล่ากูรูนักเศรษฐศาสตร์ระดับโลกนั้นนับได้ว่าน่าตื่นตาตื่นใจไม่น้อยเลยครับ

ถ้าจะว่าไปแล้วบล็อกเศรษฐศาสตร์ หรือ Economics Blog ที่ได้รับความนิยมจากนักเรียนเศรษฐศาสตร์และผู้สนใจนั้นคงหนีไม่พ้นบล็อกของเหล่าศาสตราจารย์ทางเศรษฐศาสตร์ทั้งหลายจากมหาวิทยาลัยชั้นนำในอเมริกาอย่างสแตนฟอร์ด (Stanford), เอ็มไอที (M.I.T), หรือ ฮาวาร์ด (Harvard)

นอกจากนี้บรรดาป็อปปูลาร์ อีโคโนมิสต์ (Pop Economists) อย่าง นายสตีเวน ดี เลวิตต์ (Steven D Levitt) และ สตีเฟน เจ ดับเนอร์ (Stephen J Dubner) คู่หูนักเขียนหนังสือชื่อดังอย่าง “Freakonomics” หรือ นายทิม ฮาร์ฟอร์ด (Tim Harford) เจ้าของเบสต์เซอลเลอร์ “The Undercover economist” ก็ยังแอบแฝงตัวมาเป็นบล็อกเกอร์เหมือนกัน

เช่นเดียวกับเหล่าปรมาจารย์อย่าง แกรี่ เบคเกอร์ (Gary Becker) หรือ อาจารย์ใหญ่ พอล ครุกแมน (Paul Krugman) ก็เริ่มขยับเนื้อที่การเขียนจากหน้าหนังสือพิมพ์มาสู่หน้าจอคอมพิวเตอร์กันมากขึ้นครับ

กลับมาเรื่องที่ผมอยากเล่าดีกว่าครับ, ไม่กี่วันมานี้ผมมีโอกาสแวะไปเยือนบล็อกของโปรเฟสเซอร์แมนคิว (N. Gregory Mankiw) ซึ่งว่ากันว่า ณ นาทีนี้ชื่อของ “แมนคิว”ไม่ได้เป็นรองใครในบรรณพิภพเศรษฐศาสตร์แห่งเมืองลุงแซม

โดยส่วนตัวผมแล้ว, ผมเชื่อว่าตำราหลักเศรษฐศาสตร์ของแมนคิว (Principles of Economics) น่าจะมีอิทธิพลต่อนักเรียนเศรษฐศาสตร์ทั่วโลกในศตวรรษที่ 21 ไม่แพ้ตำราเศรษฐศาสตร์ (Economics) ของศาสตราจารย์ พอล แซมมวลสัน (Paul Samuelson) ที่เคยสร้างเบ้าหลอมความคิดทางเศรษฐศาสตร์ในศตวรรษที่ยี่สิบ

ปัจจุบันแมนคิวกินตำแหน่งศาสตราจารย์สอนอยู่ที่คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ครับ

โปรเฟสเซอร์แมนคิวนั้นนับเป็นนักเศรษฐศาสตร์ที่เขียนหนังสือได้สนุกคนหนึ่งครับ ดูจากสำบัดสำนวนแล้ว แมนคิวได้ทำให้วิชาเศรษฐศาสตร์ดูน่าสนุกขึ้นเยอะ

แมนคิวได้เปิดบล็อกส่วนตัวให้นักเรียนเศรษฐศาสตร์และผู้สนใจได้เข้าไปเยือน แน่นอนครับแมนคิวเป็นคนที่อัพบล็อก (Update Blog) บ่อยมาก ทำให้เนื้อหาในบล็อกของเขามีความทันสมัยและวิเคราะห์สถานการณ์เศรษฐกิจโลกได้อย่างเฉียบคม

นอกจากนี้แมนคิวยังสร้างชื่อในวงการเศรษฐศาสตร์ด้วยการบัญญัติ “หลักสิบประการของวิชาเศรษฐศาสตร์” หรือ Ten Principles of Economics

หลักสิบประการของแมนคิวนี้ได้สะท้อนให้เห็นผลึกทางความคิดของนักเศรษฐศาสตร์กระแสหลักที่ยึดมั่นในเรื่องประสิทธิภาพในการจัดสรรทรัพยากร (Efficiency of allocation) มาโดยตลอด

ไอ้เจ้าหลักทั้งสิบของแมนคิวนั้น, ถูกแบ่งออกเป็นสามเรื่องใหญ่ๆครับ คือ มนุษย์เราตัดสินใจกันอย่างไร? (How people make decision) แล้วจากนั้นมนุษย์เรามาปฏิสัมพันธ์กันได้ยังไง? (How people interact with each other) และท้ายที่สุดไอ้สิ่งที่มนุษย์มันมาสัมพันธ์กันนั้นมันส่งผลกระทบต่อการทำงานของเศรษฐกิจโดยรวมอย่างไรล่ะ? (The forces and trends that affect how the economy as a whole works)

อย่างไรก็ตามหลักทั้งสิบข้อของแมนคิว ถ้าจับให้นักเรียนเศรษฐศาสตร์มานั่งท่องนั้นมันก็จะกลายเป็นเรื่องน่าเบื่อไปเสียอีก ด้วยเหตุนี้เองจึงมีวงดนตรีแรพวงหนึ่งชื่อ Rhythm, Rhyme, Results ได้หยิบเอาบัญญัติสิบประการของแมนคิวมาแปลงเป็นเนื้อร้องแล้วใส่ทำนองร้อง “แรพ” ได้อย่างมีสีสัน

ในครั้งแรกที่ผมเห็นชื่อ Principles of Economics, Rap version ในบล็อกของแมนคิวนั้น ผมงงอยู่ไม่น้อยว่ามันคืออะไร แต่พอคลิ๊กเข้าไปดูจึงรู้ว่ามันเป็นเพลงแรพที่วง Rhythm, Rhyme, Results ได้ใช้หลักเศรษฐศาสตร์สิบข้อของแมนคิวมาแปลงเป็น “แรพ” ในชื่อเพลง Demand, Supply

สำหรับ Rhythm, Rhyme, Results หรือ Triple-R นั้นจัดเป็นวงดนตรีแรพเพื่อการศึกษา (Educational Rap)ครับ ทั้งนี้ทั้งอัลบั้มของ Triple-R นั้นล้วนเป็นแรพที่กล่าวถึงวิชาการต่างๆ อย่างเพลง Circulatory system นี่ก็ว่าด้วยเรื่องวิทยาศาสตร์ หรือจะเพลง 43 presidents นี่ก็ว่าด้วยเรื่องสังคมประวัติศาสตร์อเมริกัน สำหรับเพลง Demand,Supply นั้นน่าจะเป็นเพลงเปิดตัวของ Triple-R นะครับ เพราะดูแล้วเนื้อแรพและทำนองลงตัวน่าฟังมาก

ผมขอทิ้งท้ายด้วยเนื้อเพลง Demand, Supply ที่กล่าวถึงหลักเศรษฐศาสตร์ของแมนคิวให้ท่านผู้อ่านได้ลอง “แรพ” ดูแล้วกันนะครับ เผื่อบางทีเราจะเข้าใจหัวใจของวิชาเศรษฐศาสตร์จากเพลงแรพกันไงล่ะครับ…โย่...โย่!

Hesse004

Demand, Supply by Rhythm, Rhym, Results

VERSE 1
Tradin’ this for that, call it tit for tat
We all face tradeoffs and that’s a fact because
Everything is in finite supply
That’s the reason why we all sell and buy

Next up is rule deuce, the next best use
Of money or time defines its true value
It’s more convoluted than just the simple cost
What else could you do? What opportunities are lost?
Decisions at the margin, yeah that’s the key

To understanding principle #3
Take your present situation and assume that it’s the best
If a change is worth more than it costs, then that’s your test

Lesson #4: it’s like the carrot and the stick
We break it down so you can see what makes the world tick
So why do we do the things that we do?
It’s a system of incentives that we all respond to

CHORUS
Demand, supply
Listen up, learn this, and you’ll know why
We work, we buy
The price is right when the competition’s alive
(x2)

VERSE 2
Everyone in society can benefit from trade
#5 is a reminder that we shouldn’t let hope fade
Just use what you’ve got to produce your best
The money that you make will buy the rest

Lesson 6 is a trick, the invisible hand
Buyers and sellers clear markets without the man
The market system almost always prevails
But recognize, too, that markets can fail
Because of monopolies and the troubles they create
Uncle Sam comes along and he’s gotta regulate

That’s lesson #7: when government’s there
They oversee to guarantee that competition is fair

#8 says the future of a national State
Relies on services and products people create
If we sell and excel and we keep doing well
Then the money keeps going ’round just like a carousel

CHORUSVERSE 3

#9: keep an eye on that money supply
Printing too much paper sends prices sky high
A dollar means nothing, it’s just a nice name
If what it represents doesn’t stay the same

Number 10: there’s a tradeoff in the short run
Between unemployment and inflation
I really can’t explain the whole situation
You want the full story? Step up your education!

May 10, 2008

ปรัชญาเศรษฐศาสตร์ใน "เกมเศรษฐีโมโนโปลี"





ผมเชื่อว่าท่านผู้อ่านที่พ้นวัยเบญจเพสมาแล้วน่าจะคุ้นเคยกับเกมเด็กๆเกมหนึ่งที่ชื่อว่า “เกมเศรษฐีโมโนโปลี” (Monopoly Game) นะครับ

“เกมเศรษฐี”ที่ผมว่านี้ไม่ใช่ชื่อรายการเกมโชว์เกมหนึ่งที่เคยโด่งดังในอดีต หากแต่เป็นเกมกระดาน (Board) สำหรบเด็กที่บางครั้งผู้ใหญ่อย่างพวกผมก็ยังชอบเล่นกันอยู่

ผมว่าเกมเศรษฐีมันมี “ความคลาสสิค”อยู่ในตัวเองครับ ความคลาสสิคที่ว่านี้มันต่างจากการเล่นเกมคอมพิวเตอร์อย่างสิ้นเชิง โดยเฉพาะการมานั่งล้อมวง ทอยลูกเต๋าแล้วเดินตัวผู้เล่นของเราไปตามช่องต่างๆบนกระดาน ซึ่งส่วนใหญ่แต่ละช่องก็มักเป็นชื่อจังหวัด หรือ สถานที่สำคัญๆ

ย้อนกลับไปเมื่อต้นศตวรรษที่ 20 เกมเศรษฐีโมโนโปลีถูกคิดค้นโดยสุภาพสตรีท่านหนึ่งนามว่า “อลิซาเบธ (ลิซซี่) เจ. แมกกี้ ฟิลิปส์” (Elizabeth (Lizzie) J. Magie Phillips) ครับ ซึ่งเกมที่คุณป้าลิซซี่แกคิดค้นขึ้นมานั้นเรียกว่า “Landlord game”

เชื่อมั๊ยครับว่าเกมๆนี้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่ออธิบายทฤษฎี Single Tax on land ของเฮนรี่ จอร์จ (Henry George) นักเศรษฐศาสตร์การเมืองคนดังชาวอเมริกัน

“เฮนรี่ จอร์จ” อธิบายถึง Single Tax on land ไว้ว่าค่าเช่าที่ได้จากที่ดินนั้นสมควรจะถูกแจกจ่ายกระจายออกมาให้คนส่วนใหญ่ในสังคมมากกว่าที่จะไปตกอยู่ในมือของใครคนใดคนหนึ่ง ดังนั้น “ภาษี” จึงเป็นเครื่องมือสำคัญที่จะทำให้เจ้าของที่ดินทั้งหลายปล่อยที่ดินออกมาเพื่อให้ผู้อื่นได้ใช้ประโยชน์

กลับมาที่เกมเศรษฐีโมโนโปลีกันต่อครับ, ถ้าท่านผู้อ่านเคยเล่นเกมเศรษฐีดังกล่าวย่อมเข้าใจดีว่าการเป็นเจ้าของที่ดินจำนวนมาก หรือ ถือโฉนดที่ดินมากๆนั้นมีโอกาสสร้างความมั่งคั่งให้กับตัวเองได้ไม่น้อย ครับ ด้วยเหตุนี้เองกฎข้อแรกของการเล่นเกมโมโนโปลี คือ การกว้านซื้อที่ดินมาอยู่ในมือให้มากที่สุดนั่นเองครับ

แม้ว่าเกมของคุณป้าลิซซี่ต้องการที่จะอธิบายทฤษฎีภาษีของนักเศรษฐศาสตร์แต่กลับกลายเป็นว่าเกมดังกล่าวถูก “พี่น้องตระกูลปาร์คเกอร์” (Parker Brothers) ได้พัฒนาเกมนี้จนมีชื่อเสียงโด่งดังและเปลี่ยนชื่อจาก Landlord game มาเป็น Monopoly game ครับ

ประวัติศาสตร์ของเกมเศรษฐีนั้นนับว่าน่าสนใจไม่น้อยนะครับ ทั้งนี้นับแต่คุณป้าลิซซี่คิดค้นเกมนี้ขึ้นมาด้วยเหตุผลทางวิชาการแล้ว พี่น้องสกุลปาร์คเกอร์ได้ทำให้เกมนี้ได้รับความนิยมแพร่หลายก่อนจะต้องมาแก่งแย่งเรื่องลิขสิทธิ์กันและท้ายที่สุดลิขสิทธิ์ของเกมนี้ก็ตกอยู่ในมือของ บริษัท Hasbro ซึ่งเป็นบริษัทเกมรายใหญ่ในอเมริกา

สำหรับเกมเศรษฐีแบบไทยๆนั้น ผมไม่แน่ใจว่ามีพัฒนาการเป็นมาอย่างไร โดยส่วนตัวผมเองนั้น ผมจำลางๆว่าเล่นเกมนี้ครั้งแรกเมื่ออายุเก้าขวบครับ ซึ่งถ้าจำไม่ผิดเกมที่เล่นน่าจะชื่อ “ซุปเปอร์เศรษฐี” ซึ่งคุณอาของผมท่านซื้อมาให้เล่น

คราวนี้ลองหวนรำลึกดูมั๊ยครับว่า เรายังจำกติกาการเล่นเกมเศรษฐีนี้กันได้บ้างหรือเปล่า? แรกสุดเลยต้องมีคนเล่นเป็น “ธนาคาร” ก่อนครับ จากนั้นธนาคารจะแจกโฉนดที่ดิน แจกแบงก์ตามกติกาที่กำหนดไว้ เสร็จแล้วเราก็เลือกตัวเดินว่าจะเป็นสีอะไร พอเริ่มเดินๆไปแล้วดันไปตกที่ดินใครก็ต้องจ่ายตังค์เขาตามค่าเช่าในโฉนด ซึ่งสมัยผมเล่นค่าเช่าที่ดินที่แพงที่สุดรู้สึกจะเป็น “สะพานหัน”หรือไม่ก็ “ถนนสุขุมวิท” นะครับ

หากโชคดีหน่อยอาจจะเดินไปเจอ “ช่องขุมทรัพย์มหาสมบัติ” ซึ่งส่วนใหญ่ก็มักมีแต่เรื่องดีๆ อย่างถูกลอตเตอรี่รางวัลที่หนึ่ง หรือ มีลาภลอย ได้รับมรดก อะไรทำนองนั้น แต่หากบางทีซวยหน่อยดันไปตกช่องติดคุก ก็ต้องหยุดเดินไปหนึ่งตา เป็นต้น

นอกจากนี้ยังมีการลงทุนซื้อบ้านสีเหลืองตามราคาโฉนด และหากอยากขยับขยายเราก็สามารถปลูกโรงแรมสีแดงได้กรณีที่เราปลูกบ้านครบสี่หลังแล้ว

เล่นไปเล่นมาสักพักก็จะเริ่มมีคน “ล้มละลาย”แล้วครับ แหม่! นี่มันสะท้อนให้เห็นถึงระบบทุนนิยมแบบเจ้าที่ดินจริงๆเลย ท้ายที่สุดผู้ชนะ คือ ผู้ครอบครองที่ดินได้เกือบทั้งกระดานหรืออาจจะมีเงินสดมากกว่าเพื่อนร่วมวง

จะว่าไปแล้วเกมเศรษฐีโมโนโปลีแบบกระดานนั้น มันได้ซ่อนวิธีคิดบางอย่างของระบบทุนนิยมเสรีโดยเฉพาะการสะสมทุนที่มาจากที่ดิน

ตามหลักเศรษฐศาสตร์แล้วที่ดินนับเป็นปัจจัยการผลิตชนิดหนึ่งครับ ซึ่งการสะสมที่ดินนั้นมีต้นทุนที่เรียกว่า “ค่าเสียโอกาส”หรือ Opportunity Cost ครับ แต่มีผลตอบแทนที่เรียกว่า “ค่าเช่า”หรือ Rent อย่างไรก็ตามเจ้าของที่ดินเลือกที่จะยอมมีค่าเสียโอกาสน้อยที่สุดโดยเขาจะปล่อยให้ผู้อื่นเช่าที่ดินของเขาในราคาที่เขาคิดว่าดีที่สุด วิธีคิดแบบนี้เป็นหลักคิดของนักเศรษฐศาสตร์กระแสหลักครับ

อย่างไรก็ดีนักเศรษฐศาสตร์การเมืองส่วนใหญ่กลับไม่ค่อยชอบระบบเจ้าที่ดินมากนัก เพราะพวกเขามองว่าเจ้าของที่ดินนั้นสามารถแสวงหาส่วนเกินทางเศรษฐกิจจากผู้เช่าได้โดยที่ตัวเองลงทุนไม่ต้องมากนัก

ในมุมมองของนักเศรษฐศาสตร์ที่ยึดมั่นในเป้าหมายการจัดสรรทรัพยากรที่มีประสิทธิภาพแล้ว, นักเศรษฐศาสตร์กลุ่มนี้เชื่อว่าการเก็บ “ภาษีที่ดิน” (Land Tax) จะสามารถทำให้เหล่าแลนด์ลอร์ดทั้งหลายคายที่ดินออกมาให้คนส่วนใหญ่ทำประโยชน์ได้

ผมเข้าใจว่าประเทศไทยเราพูดถึงเรื่องภาษีที่ดินรวมไปถึงภาษีมรดกมานานหลายทศวรรษแล้วนะครับ แต่ก็ยังไม่มีรัฐบาลไหนกล้าหาญชาญชัยพอที่จะผลักดันเรื่องดังกล่าวออกมา

หรือจะเป็นเพราะว่าท่านผู้ทรงเกียรติทั้งหลายที่นั่งอยู่ในสภากำลังเล่นเกมเศรษฐีโมโนโปลีกันอย่างเมามันส์ เพราะดูเหมือนว่าที่ผ่านมาแต่ละท่านกำลังทอยเต๋าเดินหมากแสวงหาที่ดินบนกระดานประเทศไทยกันอย่างสนุกสนาน แต่เสียอย่างเดียวนะครับ ผมยังไม่เคยเห็นใครเดินไปตกช่องติดตารางสักรายเลยสิ พับผ่าเถอะ!

Hesse004