Apr 26, 2008

ข้าชื่อ “จูล่ง”แห่งเสียงสัน




จะว่าไปแล้วฮ่องกงพัฒนาอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไปได้ไกลไม่น้อยนะครับ ประกอบกับความรุ่งเรืองของจีนแผ่นดินใหญ่ในศตวรรษที่ 21 นั้น ก็มีส่วนทำให้หนังฮ่องกงสามารถหยิบวัตถุดิบทางประวัติศาสตร์ชนชาติจีนมาเล่นได้มากมาย

เฉพาะปีนี้วรรณกรรม “สามก๊ก” ได้รับการถ่ายทอดเรื่องราวบนแผ่นฟิล์มอย่างน้อยสองเรื่อง คือ Three Kingdoms: Resurrection of the Dragon และ Red Cliff (2008) หรือ The battle of red cliff ของ “จอห์น วู” (John Woo) ที่หยิบเอายุทธการผาแดงในตอนที่โจโฉนำทัพเรือจำนวนมหาศาลมาตีกังตั๋งก่อนจะปราชัยไปอย่างหมดรูป

สำหรับภาพยนตร์เรื่อง “Three Kingdoms: Resurrection of the Dragon” (2008) นั้น เป็นผลงานการกำกับของ “แดเนียล ลี” (Daniel Lee) ผู้กำกับชาวฮ่องกงโดย ภาพยนตร์เรื่องนี้ได้กล่าวถึงวีรบุรุษในยุคสมัยสามก๊กท่านหนึ่งนามว่า “เตียวจูล่ง” ครับ

ผมมีโอกาสได้ชมภาพยนตร์เรื่องนี้ตั้งแต่วันแรกที่ลงโรงฉาย ยอมรับว่าตั้งความหวังไว้สูงครับ โดยเฉพาะการที่จะได้เห็นบทบาทของ “หลิวเต๋อหัว” (Andy Lau) ในบทของ “จูล่ง”ขุนพลพยัคฆ์เดชของ “เล่าปี่”แห่งจ๊กก๊ก

อย่างไรก็ตามภาพยนตร์เรื่องนี้ได้ทำให้ “สามก๊ก” ที่ผมเคยคุ้นเคยนั้นผิดแผกไปจากอรรถรสที่เคยได้อ่านหรือได้ดูมา โดยเฉพาะการเพิ่มตัวละครใหม่ๆเข้ามาอย่าง “หลอผิงอัน”ในฐานะที่เป็นพี่ร่วมสาบานของจูล่งที่มาจากเมืองเสียงสันด้วยกัน หรือเพิ่มชื่อของแม่นาง “โจอิม”จอมทัพหญิงแห่งแคว้นวุยแถมยังเป็นหลานสาวของโจโฉอีกด้วย

ผมเองตั้งตารอคอยหนังทั้งสองเรื่องนับตั้งแต่ได้ข่าวการสร้างเมื่อปีที่แล้ว อย่างไรก็ตามแม้ว่า Three Kingdoms: Resurrection of the Dragon ของแดเนียล ลี จะไม่ได้ทำให้ผมรู้สึกประทับใจสักเท่าไรนัก แต่สิ่งหนึ่งที่ได้รับจากการดูหนังเรื่องนี้ คือ “มนุษย์เราจะรบกันไปเพื่ออะไร” ครับ

“จูล่ง” นับเป็นตัวละครในประวัติศาสตร์ที่น่าเคารพบูชาอย่างยิ่งครับโดยเฉพาะเรื่องของคุณธรรมความซื่อสัตย์และจงรักภักดี

ตามประวัติแล้วขุนพลเตียวท่านนี้เป็นชาวเมืองเสียงสัน มีชีวิตอยู่ในช่วงปี พ.ศ. 700 ถึง พ.ศ.772 นับได้ว่าเป็นแม่ทัพที่มีอายุยืนท่านหนึ่งเลยทีเดียวแถมตอนตายยังได้ตายอย่างสงบบนเตียง ผิดกับขุนศึกหลายคนที่ตายกลางสนามรบบ้าง หรือ ถูกประหารชีวิตบ้าง

จูล่งเข้าสู่สมรภูมิรบด้วยการเป็นทหารชั้นผู้น้อย(ภาษาหนังสือสามก๊กเรียก “ทหารเลว”) ของกองทัพ “อ้วนเสี้ยว” ก่อนจะเลือกมาอยู่กับนายพล “กองซุนจ้าน” หลังจากที่กองซุนจ้านฆ่าตัวตายแล้ว จูล่งระหกระเหินไปเป็นหัวหน้าโจรป่าอยู่ที่ “เขาโงจิวสัน”พักหนึ่งก่อนจะมาเข้าร่วมเป็นกับกองทัพของเล่าปี่

วีรกรรมที่ทำให้จูล่งแจ้งเกิดในประวัติศาสตร์สมัยสามก๊ก คือ การฝ่ากองทัพนับหมื่นของโจโฉเพื่อไปช่วยทารกน้อย “อาเต๊า” รัชทายาทคนเดียวของพระเจ้าเล่าปี่

กล่าวกันว่าวีรกรรมที่ “ทุ่งเตียงปันโบ๋”ครั้งนั้นได้ทำให้ชื่อเสียงของจูล่งนั้นขจรไกลไปทั่วแผ่นดินจีน หลังจากนั้นจูล่งก็ได้รับตำแหน่งเป็นองครักษ์พิทักษ์เล่าปี่และครอบครัวตลอดมาโดยทำหน้าที่อารักขานายใหญ่ไปทุกหนแห่งตั้งแต่เล่าปี่เดินทางไปเข้าถ้ำเสือกังตั๋งในฐานะเขยแคว้นง่อของก๊กซุนกวน หรือ แม้แต่บุกช่วยอาเต๊าอีกครั้งตอนที่ซุนฮูหยินถูกลวงให้กลับไปยังกังตั๋ง

เกียรติประวัติสูงสุดของจูล่ง คือ ได้รับแต่งตั้งให้เป็นหนึ่งในห้าขุนพลพยัคฆ์ของพระเจ้าเล่าปี่ ร่วมกับขุนศึกแห่งยุคอย่าง กวนอู เตียวหุย ม้าเฉียว และฮองตง

สำหรับ “จูล่ง”ในสามก๊กฉบับของแดเนียล ลี นั้น มีบุคลิกของตัวละครไม่ต่างจากที่หนังสือบรรยายไว้ แม้ว่าบางฉากจะไม่เคยปรากฏในวรรณกรรมสามก๊กของหลอกว้านจง (Luo Guanzhong) เลยก็ตาม แต่สิ่งที่เพิ่มเข้ามาในตัว “จูล่ง” เวอร์ชั่นนี้คือเรื่องความคิดในเรื่องการ “ต่อต้านสงคราม” ครับ

ผมตั้งข้อสังเกตว่า “ศิลปะทุกแขนง” สามารถถ่ายทอดอารมณ์ความรู้สึกเกี่ยวกับความน่าหดหู่ของสงครามได้ดีไม่น้อย ไม่ว่าจะเป็นหนังสืออย่าง All Quiet on the Western Front (1929) ของ “อิริค มาเรีย เลอมาร์ค” (Erich Maria Remarque) ที่ว่าด้วยความรันทดของทหารแนวหน้าในสงครามโลกครั้งที่ 1

เช่นเดียวกับ “ภาพยนตร์สงคราม” แม้ว่าหนังส่วนใหญ่จะพยายามเสนอมิติทางประวัติศาสตร์ที่เกี่ยวกับการรบราฆ่าฟันของมนุษย์ หรือยกย่องเกีรติภูมิของชนชาติตน แต่ก็มีบางแง่ที่หนังได้สะท้อนให้เห็นความรุนแรงและความไร้สาระของสงครามตั้งแต่ ความตาย ความพิกลพิการ การข่มขืนผู้หญิงและเด็กหรือแม้กระทั่งความอดอยาก

ผมชอบคำพูดช่วงท้ายที่ “จูล่ง”พูดกับ “หลอผิงอัน”ว่า “ข้าอยู่กองทัพนี้มาสามสิบสองปีแล้ว ก่อนเข้ากองทัพข้าคิดว่าอีกไม่กี่ปีแผ่นดินนี้ก็คงสงบสุข แล้วข้าก็จะได้กลับไปยังบ้านเล็กๆที่เสียงสันได้อยู่กับคนที่ข้ารัก แต่ทุกวันนี้ความทรงจำเหล่านั้นมันหายไปหมดแล้ว ทุกวันนี้เรารบกันไปเพื่ออะไรล่ะท่าน”

น่าสนใจที่หลอผิงอันบอกกับจูล่งว่า “เราทุกคนล้วนรบกันเพื่อตัวเองทั้งนั้น”

แม้ว่าตลอดทั้งเรื่องผมจะรู้สึกไม่ค่อยดีกับหนังเรื่องนี้เท่าไรนัก แต่บทสนทนาตอนท้ายเรื่องกลับทำให้ผมเปลี่ยนความคิดนี้ไป

บางทีมันอาจจะเป็นความพยายามของ “แดเนียล ลี” ที่ต้องการตั้งคำถามถึงชนชั้นปกครองในทุกยุคทุกสมัยว่า “พวกคุณจะแสวงหาอำนาจไปเพื่ออะไร? พวกคุณทำสงครามกันไปทำไม? ใช่เพราะความต้องการจะเห็นราษฎรร่มเย็นแผ่นดินสงบสุขหรือเปล่า? หรือเป็นเพียงแค่ความกระสันในอำนาจของพวกคุณเพียงไม่กี่คนเท่านั้นเอง”

Hesse004

Apr 23, 2008

“ราคาอาหารเฟ้อ” กับ “Agflation”



คุณหมี Apooh ผู้น่ารัก, กัลยาณมิตรผู้แสนดีแห่งบล็อกโอเคเนชั่นส่งจดหมายไฟฟ้าฉบับน้อยมาถามว่า “ทำไมทุกวันนี้ราคาอาหารของบ้านเราแพงจังเลย”โดยเฉพาะราคาข้าวที่พุ่งสูงสุดในรอบหลายปีที่ผ่านมา

โดยส่วนตัวแล้วผมก็สงสัยคล้ายๆกับคุณหมีนะครับ ด้วยเหตุนี้เองผมจึงลองไปค้นข้อมูลในสมุดจดความรู้เล่มใหญ่อย่าง Wikipedia.org

ในสารานุกรมเสรีวิกิพีเดียนั้น, เขาตั้งชื่อหัวข้อของเรื่องนี้ไว้น่าสนใจว่า “2007-2008 World Food rises crisis” ครับ นั่นเริ่มสะท้อนให้เห็นถึงระดับความรุนแรงของปัญหาราคาอาหารที่แพงขึ้นในช่วงปีสองปีที่ผ่านมา นอกจากนี้ ผมยังแวะไปเยือนเว็บของสำนักข่าวบีบีซีหรือ BBC News online ซึ่งได้เกาะติดสถานการณ์นี้มาซักระยะหนึ่งแล้วเช่นกัน

นักเศรษฐศาสตร์เกษตรหลายคนมองว่าวิกฤตการณ์ราคาอาหารแพงตั้งแต่ปีที่แล้วนั้นเกิดจากสาเหตุหลายประการที่ผูกโยงกันอย่างไม่น่าเชื่อครับ และวิกฤตครั้งนี้กำลังเผยให้เห็นด้านลบของทุนนิยมเสรีในยุคสมัยโลกาภิวัฒน์ (Capitalism in Globalization)

ผมเองประหลาดใจไม่น้อยที่เหล่านักวิเคราะห์ส่วนใหญ่เห็นคล้ายกันว่าราคาสินค้าเกษตรที่แพงขึ้นนั้นมาจากความพยายามของมนุษย์ที่กำลังแสวงหาพลังงานทดแทนจากผลผลิตทางการเกษตรหรือที่เรารู้จักกันในชื่อ “Biofuel” นั่นเองครับ

อย่างที่รู้กันนะครับว่าทุกวันนี้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกนั้นพุ่งเพิ่มเกินร้อยดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่งผลให้ประเทศต่างๆต้องกล้ำกลืนใช้น้ำมันราคาแพงมาระยะหนึ่งแล้ว ด้วยเหตุนี้เองหลายประเทศจึงเริ่มหันมาวิจัยและพัฒนาเพื่อหาพลังงานทดแทนมารองรับน้ำมันที่กำลังแพงอยู่ขณะนี้

แล้วน้ำมันแพงมันส่งผลต่อราคาสินค้าเกษตรแพงยังไงเหรอครับ? คำตอบคือ เมื่อปีสองปีที่ผ่านมานี้เกษตรกรในหลายๆประเทศได้เริ่มปลูกพืชเพื่อสนองต่อนโยบายการพัฒนาพลังงานทดแทนของรัฐบาล นอกจากนี้รัฐบาลของหลายๆประเทศต่างมีนโยบายอุดหนุนราคาสินค้าเกษตรเหล่านี้ด้วย (Subsidy)

ด้วยเหตุนี้เองเกษตรกรในประเทศเหล่านี้เลยเริ่มหันมาปลูกพืชเพื่อพัฒนาพลังงานทดแทนกันมากขั้นแทนที่จะปลูกพืชเพื่อการบริโภคดังเช่นอดีตที่ผ่านมา ปรากฏการณ์นี้เขาเรียกว่า “Food for Fuel” ครับ ดังนั้นพื้นที่ทางเกษตรส่วนใหญ่จึงถูกแบ่งไปปลูกพืชที่จะนำมาใช้เป็นพลังงานทดแทนนั่นเอง

อย่าลืมนะครับว่าที่ดินบนโลกใบนี้จัดเป็นทรัพยากรที่มีจำกัด การที่เกษตรกรเลือกปลูกพืชชนิดหนึ่งย่อมมีค่าเสียโอกาสที่จะไม่ได้ปลูกพืชอีกชนิดหนึ่ง กรณีนี้ก็เช่นกันหากต้องการปลูกพืชไว้สำหรับทำพลังงานทดแทนก็ต้องเสียพื้นที่ปลูกพืชไว้สำหรับบริโภค

นอกเหนือจากพื้นที่เพาะปลูกสำหรับการบริโภคจะลดลงแล้ว เรื่องของหายนะ “โลกร้อน” ก็ทำให้ฤดูกาลเพาะปลูกนั้นผิดเพี้ยนไปครับ แม้ว่าเทคโนโลยีการเกษตรสมัยใหม่จะช่วยแบ่งเบาปัญหานี้ได้แต่ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติตั้งแต่ “ลานินย่า” หรือ “เอลนินโย่” ก็ย่อมส่งผลต่อปริมาณพืชผลทางการเกษตรที่ลดลงอย่างน่าใจหาย

นอกจากนี้ การที่เศรษฐกิจของจีนและอินเดียจำเริญเติบโตอย่างรวดเร็วในช่วงสิบปีที่ผ่านมานั้นก็ยิ่งเป็นตัวเร่งให้เกิดความต้องการบริโภคอาหารมากขึ้นกว่าแต่ก่อน นั่นหมายถึงเมื่อคนเกือบสองพันล้านคนมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น เขาก็ยิ่งต้องการบริโภคมากขึ้น นอกจากจะบริโภคอาหารมากขึ้นแล้วการบริโภคพลังงานก็ต้องเพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน

น่าสนใจไม่น้อยนะครับ! ที่เมื่อประเทศต่างๆในโลกเลือกเดินตามรอยทุนนิยมเสรีแบบเต็มสูบแล้ว ปัญหาการ “แย่งกันกิน แย่งกันใช้” กำลังเป็นปัญหาที่มนุษยชาติกำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อซัพพลายของสินค้าใดมีอยู่อย่างจำกัดแล้ว ขณะที่ดีมานด์มีมากขึ้นเรื่อยๆ แน่นอนสิครับว่าราคาสินค้านั้นย่อมแพงขึ้นไม่หยุด กรณีที่เห็นได้ชัด คือ “น้ำมัน” ไงครับ

ขณะที่อาหารการกินที่เราเคยเชื่อกันว่าไม่น่าจะอดอยากนั้น การณ์กลับเป็นว่าธรรมชาติที่เคยสนับสนุนให้เราได้กินได้ใช้ตามความต้องการนั้น ทุกวันนี้ธรรมชาติไม่ได้เอื้ออำนวยประโยชน์ให้กับมนุษย์อีกต่อไปแล้วครับ ด้วยเหตุที่เรามัวแต่มุ่งทำลายสิ่งแวดล้อม ตักตวง
ทุกอย่างจากธรรมชาติ ถลุงใช้ทรัพยากรกันอย่างไม่ถนอมรักษา

ถึงวันนี้สภาพแวดล้อมทางธรรมชาติที่แย่ลงได้ลงโทษต่อการกระทำที่ผ่านมาของมนุษย์จนทำให้ อุณหภูมิบนโลกร้อนขึ้น ฝนฟ้าไม่ตกต้องตามฤดูกาล เกิดภัยธรรมชาติแทบทุกปี สิ่งต่างๆเหล่านี้ยิ่งทำให้เกิดภาวะชะงักงันในการผลิตอาหารเข้าไปอีก

เมื่อต้นปี ค.ศ.2007 นักวิเคราะห์จาก “เมอร์ลิน ลินช์” (Merrill Lynch) ได้ประดิษฐ์ศัพท์เศรษฐศาสตร์คำใหม่ว่า “Agflation” ขึ้นมาครับ โดย Agflation เป็นเงินเฟ้อในสกุลเดียวกับ “Inflation” แต่ Agflation นั้นเกิดขึ้นจาก “ราคาพืชผลทางการเกษตร”ที่แพงขึ้นจนส่งผลต่อราคาสินค้าต่างๆที่ใช้ผลผลิตทางการเกษตรเป็นวัตถุดิบแพงขึ้นตามไปด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “อาหาร” นี่แหละครับคือต้นเหตุที่ว่าทำไมทุกวันนี้ราคาอาหารบ้านเรามันถึง “เฟ้อ” จังเลยครับ

Hesse004

Apr 15, 2008

ฟุตบอลละเมียดของ “อาร์แซน เวงเกอร์”




แม้ว่าผมจะไม่ได้เป็นสาวกเดอะกันเนอร์ (The Gunner) ที่ชื่นชอบทีมอาร์เซนอล (Arsenal) เป็นชีวิตจิตใจ แต่ผมเองกลับรู้สึกชอบฟุตบอลสไตล์เวงเกอร์ (Wengerian Style) ที่ทำให้ขุนพลหนุ่มอาร์เซนอลชุดนี้เล่นฟุตบอลได้เพลินตาจริงๆครับ

“อาร์แซน เวงเกอร์” (Arsène Wenger) หรือที่สื่อบางสำนักอ่านว่า “วองแจร์” นั้น นับเป็นยอดผู้จัดการทีมในพรีเมียร์ชิพนับตั้งแต่ปลายทศวรรษที่ 90 เรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน ในบ้านเรานั้น “เวงเกอร์” ได้รับฉายาหลายอย่างครับโดยเฉพาะ “คุณป้า” “น้าแหวง” หรือแม้กระทั่ง “เหี่ยวฟ้า”ก็ยังเคยโดนเรียก… เอาเข้าไป…นั่น

ผมว่าสื่อกีฬาไทยเข้าใจตั้งฉายาผู้จัดการทีมดีนะครับ ผู้จัดการทีมอย่าง “ท่านเซอร์ อเล็ก เฟอร์กูสัน” (Sir Alex Ferguson) นั้นนิคเนมที่อังกฤษเรียกแกว่า “เฟอร์กี้” ส่วนสื่อไทยเรียกแกว่า “ป๋า” บางทีก็แอบเติม “แพนด้า” เข้าไปด้วย

ส่วนกุนซือที่ดู “อาภัพ” มากที่สุดในการถูกตั้งชื่อเล่นดูเหมือนจะเป็น “สเวน โกรัน อิริคสัน” (Sven Goran Ericson) และ “เชราร์ อุลลิเยร์” (Gérard Houllier) ครับ ในรายแรกนั้นชื่อเล่นถูกเรียกตามความบางของเส้นผมบนกระหม่อมจึงมีชื่อเล่นเก๋ๆว่า “เถิก” ส่วนรายหลังนั้นนิคเนมถูกเรียกตามลักษณะของดวงตาว่า “โปน”ไงครับ

สำหรับเวงเกอร์แล้ว ฉายาคุณป้า หรือ หม่อมป้า นั้นน่าจะมาจากบุคลิกบางอย่างที่อาจถูกสื่อตีความว่าป้าแหวงของเรานั้นอาจจะเป็น “เกย์” จะว่าไปแล้วเรื่องรสนิยมทางเพศนั้นเป็นเรื่องส่วนบุคคลยังไงขออนุญาตไม่ออกความเห็นแล้วกันนะครับ

ว่ากันว่า วันที่บอร์ดบริหารอาร์เซนอลภายใต้การนำของเดวิด ดีน (David Dein) ประกาศชื่อ “อาร์แซน แวงเกอร์” ในฐานะผู้จัดการทีมคนใหม่ต่อจาก “บรูซ ริอ๊อค” (Bruce Rioch)กุนซือคนเก่าที่ไขก๊อกลาไปตั้งแต่ต้นฤดูกาล 1996 – 1997 นั้น แฟนบอลปืนโตหลายคนถึงกับอุทานเป็นภาษาปะกิตว่า “Who’s the hell Arsène Wenger” หรือประมาณว่า ไอ้หมอนี้มันเป็นใครกันวะ?

ใช่แล้วครับ “เวงเกอร์” เป็นใครมาจากไหน? มีเรื่องเล่ากันว่าฟุตบอลพรีเมียร์ชิพเมื่อสิบกว่าปีก่อนนั้นนิยมพ่อค้าแข้งพันธุ์ฝรั่งเศสครับ เหล่าเฟรนช์แมนดังๆที่เข้ามาหากินบนเกาะอังกฤษช่วงนั้นก็เช่น “ดาวิด จิโนล่า” (David Ginola) พ่อรูปหล่อแห่งทีมสาลิกาดง แต่ที่เห็นจะเป็นที่กล่าวขานมากที่สุดคงนี้ไม่พ้น “อิริค เดอะเกรท คันโตน่า” (Eric Cantona) แห่งแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดไงครับ

“คันโตน่า” ทำให้แมนยูยิ่งใหญ่คับเกาะอังกฤษในช่วงกลางทศวรรษที่เก้าสิบก่อนจะประกาศแขวนเกือกไปอย่างดื้อๆตามสไตล์ความเป็นศิลปินลูกหนัง โดยส่วนตัวแล้วผมชอบ “คันโตน่า” นะครับ แม้จะไม่ได้เชียร์ทีมผีแดงก็ตาม ผมว่าคันโตน่ามีความเป็น “ฟุตบอลเอนเตอร์เทนเนอร์”อยู่ในตัวนั่นทำให้เวลาที่บอลอยู่กับเท้าเขาทีไร คันโตน่ามักสร้างสรรค์ความงามให้กับเกมลูกหนังได้เสมอ

กลับมาที่เวงเกอร์ต่อครับ , อาร์แซน เวงเกอร์ นั้นข้ามน้ำข้ามทะเลมาจากญี่ปุ่นเพื่อมารับงานต่อจาก “ริอ๊อค” ทั้งนี้เวงเกอร์ได้สร้างให้ “นาโกย่า แกรมปัส เอ๊ค” (Nagoya Grampus Eight) ทีมในเจลีกนั้นครองแชมป์เจลีก 1 ครั้ง แถมเบิ้ลด้วยถ้วย The Emperor Cup ในฤดูกาล 1995-1996 ซึ่งทำให้เวงเกอร์ได้รับตำแหน่งผู้จัดการทีมยอดเยี่ยมของเจลีกไปครอง

อย่างไรก็ตาม “เวงเกอร์”นั้นสร้างชื่อตัวเองมาตั้งแต่คุมทีม “เอเอส โมนาโก” (AS Monaco) แล้วครับ เขาจัดเป็นผู้จัดการทีมชาวฝรั่งเศสรุ่นใหม่ที่เติบโตมาพร้อมกับ “เชราร์ อุลลิเยร์” โดยเวงเกอร์นั้นเคยได้รับตำแหน่งผู้จัดการทีมยอดเยี่ยมแห่งปีของฝรั่งเศสเมื่อปี ค.ศ.1988 สมัยที่คุมโมนาโกอยู่

ความยอดเยี่ยมของฟุตบอลแบบเวงเกอร์ นั้นอยู่ที่การต่อบอลสั้นๆโดยอาศัยการชิ่งบอลกันน้อยจังหวะ ทำให้เกมมีความลื่นไหลเพลินตานอกจากนี้ยังผสมกลิ่นอายของโททั่ลฟุตบอล (Total Football) แบบดัตช์ปนอยู่ด้วย

ทั้งนี้เวงเกอร์พยายามพัฒนารูปแบบการเล่นฟุตบอลตามสไตล์ของเขาเองและดูเหมือนว่าสิ่งที่เขาคิดค้นมาตลอดชีวิตการเป็นผู้จัดการทีมนั้นจะมาประสบความสำเร็จมากที่สุดกับทีมปืนใหญ่อาร์เซนอลครับ

“เวงเกอร์” นับเป็นผู้จัดการทีมสโมสรฟุตบอลในพรีเมียร์ชิพคนแรกที่ไม่ได้อยู่ในสหราชอาณาจักร ครับทั้งนี้ฟุตบอลเมืองผู้ดีนั้นขึ้นชื่อในเรื่องอนุรักษ์นิยมอยู่แล้วด้วยเหตุที่พวกเขาเชื่อว่าฟุตบอลของชาวอังกฤษนั้นดีที่สุดในโลก แต่หารู้ไม่ว่าฟุตบอลที่เขาเล่นกันนอกเกาะอังกฤษนั้นได้พัฒนาศาสตร์ลูกหนังกันไปไหนต่อไหนแล้ว

กล่าวกันว่า “ฝรั่งเศส” กลายมาเป็นชาติมหาอำนาจฟุตบอลช่วงปลายทศวรรษที่เก้าสิบต่อต้นศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ดนั้นก็ด้วยผลงานการพัฒนาทีมเยาวชนของสโมสรฟุตบอลในลีกเอิง พร้อมๆกับการพัฒนาเทคนิคฟุตบอลสมัยใหม่

ทั้งนี้ทั้งนั้นคงต้องยกความดีนี้ให้กับ “เชราร์ อุลลิเยร์” ซึ่งเป็นหัวเรือใหญ่ในการสร้างทีมเยาวชนฝรั่งเศสให้แข็งแกร่ง นอกจากป๋าโปนแล้วยังมี “เอมเม่ ฌักเก่ต์” ผู้จัดการทีมคนแรกที่ทำให้ฝรั่งเศสกลายเป็นแชมป์ฟุตบอลโลกเมื่อปี ค.ศ.1998

ในฤดูกาลแรกบนเกาะอังกฤษนั้น เวงเกอร์ได้เซ็นสัญญาคว้าตัวหนุ่มน้อยนามว่า “พาทริก วิเอร่า” (Patrick Viera) หรือ “เดอะปั๊ต” ของสาวกปืนโต “วิเอร่า”นับเป็นตัวอย่างของการ “ปั้นเด็ก” ที่อาร์แซน เวงเกอร์ ทำได้ดีไม่แพ้เฟอร์กี้

ในฤดูกาลที่สองของเขา (1997-1998) เวงเกอร์ทำในสิ่งที่อาร์เซนอลไม่ได้ทำมานานแล้วนั่นคือคว้าดับเบิ้ลแชมป์มาครองทั้งพรีเมียร์ชิพและเอฟเอคัพ การคว้าดับเบิ้ลแชมป์ในปีนั้นนับเป็นครั้งที่สองในประวัติศาสตร์สโมสร (ครั้งแรกทำได้ในสมัยปรมาจารย์ลูกหนังเฮอร์เบิร์ต แชปแมน) โดยทีมปืนใหญ่ได้ถีบ “แมนยู” กระเด็นจากการผูกขาดบัลลังก์แชมป์พรีเมียร์ชิพมายาวนาน

กล่าวกันว่าหัวใจแห่งความสำเร็จของอาร์เซนอลชุด 1997-1998 นั้นอยู่ที่แบ๊คโฟร์ซึ่งมีอายุรวมกันมากที่สุดเมื่อเทียบกับบรรดากองหลังของทีมในพรีเมียร์ชิพด้วยกัน โดยปราการหลังทั้งสี่ของเวงเกอร์ประกอบไปด้วย “โทนี่ อดัมส์ (Tony Adam), สตีฟ โบว์ (Steve Bould), ไนเจล วินเทอร์เบิร์น (Nigel Winterburn)และ ลี ดิกซัน (Lee Dixon) ครับ และเมื่อภายหลังสตีฟ โบว์ปลดระวางไป เวงเกอร์ก็ได้ มาร์ติน คีโอว์น (Martin Keown) มายืนเซนเตอร์คู่กับอดัมส์

ความแกร่งของกองหลังอาร์เซนอลชุดนั้นเมื่อบวกกับความสดของกองกลางที่เวงเกอร์สร้างขึ้นมาโดยมี “เอ็มมานูเอล เปอตีต์” (Emmanuel Petit) ไอ้หนุ่มผมยาวเป็นมิดฟิลด์เกมรับที่ครองบอลได้เหนียวแน่นแถมได้ลูกหาบอย่าง “วิเอร่า” มาช่วยอีกยิ่งทำให้แดนกลางของทีมปืนโตนั้นมั่นคงไม่น้อย

ขณะที่เกมรุกเวงเกอร์ใช้ปีกตัวจิ๊ดอย่าง “มาร์ค โอเวอร์มาร์” (Marc Overmars) ประสานงานกับคู่หน้าอย่าง “ดิ ไอซ์เบิร์ก” เดนนิส เบิร์กแคมป์ (Dennis Bergkamp) และหัวหอกดาวรุ่งอย่าง “นิโคล่า อเนลกา” (Nicolas Anelka) เรียกได้ว่าอาร์เซนอลชุดนั้นได้สร้างปรากฎการณ์ความ “ละเมียด” ขึ้นในวงการฟุตบอลอังกฤษที่แต่เดิมมุ่งเน้นที่พละกำลัง หากแต่เด็กๆของเวงเกอร์ได้ทำให้ “บอริ่งอาร์เซนอล” ที่จอร์จ เกรแฮม (George Graham) เคยสร้างไว้เปลี่ยนไปชนิดหน้ามือเป็นหลังเท้าเลยทีเดียวครับ

แม้ว่าฤดูกาลที่สามของเวงเกอร์ (1998-1999) จะถูกกลบด้วยรัศมีความยิ่งใหญ่ของ “ผีแดง” ที่กระชากทริปเปิ้ลแชมป์แรกได้ แต่สิ่งที่เวงเกอร์ได้มานั้นกลับเป็นอนาคต “ตำนานเดอะกันเนอร์”นามว่า “เธียรี่ เดอะห้อย อองรี” (Thierry Henry) ครับ นอกจากอองรีแล้วอาร์เซนอลยังเสริมทัพด้วยผู้เล่นอย่าง “บิ๊กโซล” โซล แคมป์เบล (Sol Campbell) รวมไปถึงปีกจรวดตัวใหม่อย่าง “เฟรดริก ลุงเบิร์ก” (Fredrik Ljungberg) และ มิดฟิลด์หน้าหยกนามว่า “โรแบร์ ปิแรส” (Robert Pirès)

เวงเกอร์ค่อยๆสร้างทีมของเขาอย่างปราณีต โดยมองที่ระบบการเล่นเป็นสำคัญทั้งนี้การสร้างทีมของเขาไม่ได้เน้นที่การดึง “บิ๊กเนม”มาอย่างที่หลายทีมทำกัน เวงเกอร์ได้เปิดโอกาสให้นักเตะโนเนมอย่าง “เปอตีต์ , พาร์เลอร์, ลุงเบิร์ก, ปิแรส, จิลเบอร์โต, อเดบายอร์, ตูเร่, เอบูเอ้, ฟามินี่, ฟาเบรกัส” และอีกหลายต่อหลายคนได้แจ้งเกิดมารุ่นแล้วรุ่นเล่า

หากเราดูพัฒนาการฟุตบอลของอาร์เซนอลให้ดีจะพบว่า อาร์เซนอลนั้นสร้างทีมด้วยการเปิดโอกาสให้เด็กหนุ่มๆที่เติบโตมาจากสถาบันอคาดามี (ที่ไม่ใช่แฟนตาเชีย) ฟุตบอลของพวกเขาทั่วทุกมุมโลกได้ลงเวทีใหญ่ในพรีเมียร์ชิพ ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจว่าทำไมเวงเกอร์จึงมีนักเตะพลังหนุ่มที่กระหายในความสำเร็จมาช่วยทีมอยู่เสมอ

กล่าวกันว่าความยิ่งใหญ่ของฟุตบอลสไตล์เวงเกอร์ (Wengerian Style) นั้นอยู่ในฤดูกาล 2003-2004 ครับ เมื่ออาร์เซนอลชุดนั้นกลายเป็นทีม “ไร้พ่าย” ตลอดสามสิบแปดนัดในพรีเมียร์ชิพจนทำให้พวกเขาเถลิงบัลลังก์แชมป์ได้อีกสมัย

อาร์เซนอลชุดนั้นได้บันทึกความสุดยอดของ “มหัศจรรย์อองรี” และลูกเก๋าของน้าเบิร์กแคมป์ ขณะเดียวกัน “เดอะปั๊ต” ก็กลายเป็นมิดฟิลด์เกมรับที่เล่นบอลได้แน่นที่สุดคนหนึ่งไม่แพ้ “รอย คีน”เลยทีเดียว

ทุกวันนี้ “เวงเกอร์” ทำให้อาร์เซนอลกลายเป็นหนึ่งในบิ๊กโฟร์ของฟุตบอลพรีเมียร์ชิพ เขาทำให้อาร์เซนอลกลายเป็นคู่ตุนาหงันท้าชิงบัลลังก์จ่าฝูงพรีเมียร์กับแมนยูมานานหลายปี นอกจากนี้ในเวทียุโรปทีมของเวงเกอร์ก็ทะลุไปไกลถึงรอบชิงฟุตบอลยูฟ่าแชมป์เปี้ยนส์ลีกเมื่อฤดูกาล 2005-2006 ก่อนจะพ่ายความเคี่ยวของ “บาร์เซโลน่า” ไปอย่างน่าเสียดาย

ผมชอบฟุตบอลและปรัชญาการทำทีมฟุตบอลของ “เวงเกอร์” ครับ ผมว่าเขาเป็นผู้จัดการทีมที่มีวิสัยทัศน์ไกลในการพัฒนากีฬาฟุตบอลทั้งรูปแบบและแทคติคการเล่น รวมไปถึงการพัฒนาอาชีพนักฟุตบอลโดยเปิดโอกาสให้กับนักเตะเยาวชนใหม่ๆอยู่เสมอ

แต่น่าเสียดายที่ฤดูกาลนี้ของอาร์เซนอลน่าจะไม่มีความสำเร็จอะไรติดไม้ติดมือแต่สิ่งหนึ่งที่เวงเกอร์ได้สร้างไว้ให้กับอาร์เซนอลชุดนี้ คือ “อนาคต” ของทีมที่ยิ่งใหญ่ต่อไปไงล่ะครับ

Hesse004

Apr 7, 2008

สำรวจแนวคิดนักเศรษฐศาสตร์จีน




ในฐานะนักเรียนเศรษฐศาสตร์, ผมเองไม่ค่อยคุ้นเคยกับชื่อเสียงของนักเศรษฐศาสตร์จากโลกตะวันออกเท่าไรนัก ด้วยเหตุที่ทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่นั้นล้วนมาจากนักเศรษฐศาสตร์จากโลกตะวันตกแทบทั้งสิ้นครับ

ยิ่งหากเปิดเข้าไปดูหอเกียรติยศนักเศรษฐศาสตร์ผู้ได้รับรางวัลโนเบลแล้ว ปรากฏว่ามีชาวเอเชียเพียงคนเดียว คือ “อมาตยา เซน” (Amartya Sen ) นักเศรษฐศาสตร์ชาวอินเดียที่ได้รับรางวัลอันทรงเกียรตินี้จากธนาคารกลางสวีเดน

ว่ากันว่าความยิ่งใหญ่ในโลกโนเบลไพรซ์ทางเศรษฐศาสตร์นั้นถูกผูกขาดอยู่กับนักเศรษฐศาสตร์ชาวอเมริกัน (เชื้อสายยิว) โดยเฉพาะจาก “สำนักชิคาโก” (Chicago school) ที่แทบจะครองความยิ่งใหญ่ในบรรณพิภพทางเศรษฐศาสตร์เลยก็ว่าได้

อย่างไรก็ดีท่านผู้อ่านทราบมั๊ยครับว่าปัจจุบันนี้นักเศรษฐศาสตร์จากจีนนั้นกำลังได้รับการจับตามองอยู่ไม่น้อย ด้วยเหตุที่จีนคือประเทศที่มีอัตราการจำเริญเติบโตทางเศรษฐกิจสูงที่สุดในโลก ดังนั้นการเข้าใจแนวความคิดของนักเศรษฐศาสตร์จีนจึงเป็นสิ่งที่นักเศรษฐศาสตร์จากโลกตะวันตกสนใจอย่างยิ่งครับ

เมื่อปี ค.ศ.2002 มีบทความชิ้นหนึ่งของนาย “ฉี หัง กวาน” (Chi Hung Kwan) ได้เขียนถึงแนวคิดของนักเศรษฐศาสตร์จีนร่วมสมัยในช่วงที่จีนกำลังเปิดประเทศเต็มตัว โดยบทความดังกล่าวมีชื่อว่า “Taxonomy of Chinese Economists Beyond the dichotomy between reformists and conservative” ซึ่งอาฉีได้จำแนกประเภทนักเศรษฐศาสตร์จีนจากแนวคิดทางเศรษฐกิจและแนวคิดทางการเมืองครับ

แนวคิดทางเศรษฐกิจที่ว่านี้ อาฉี แกยึดจากความเชื่อของนักเศรษฐศาสตร์ที่ว่าเป้าหมายทางเศรษฐกิจนั้นควรจะยึดที่เป้าหมายใดระหว่างประสิทธิภาพในการจัดสรรทรัพยกร (Efficiency) หรือความเป็นธรรมในการจัดสรรทรัพยากร (Fairness)

แหม่! พูดแบบนักเศรษฐศาสตร์เนี่ยมันวิชาการเกินเหตุนะครับ เพราะไอ้คำว่า Efficiency นั้นนักเศรษฐศาสตร์กระแสหลักส่วนใหญ่เชื่อว่า “กลไกตลาด”หรือ “มือที่มองไม่เห็น” นั้นเป็นตัวจัดสรรทรัพยากรได้มีประสิทธิภาพมากที่สุด ด้วยเหตุนี้เองนักเศรษฐศาสตร์กระแสหลักจึงไม่ค่อยชอบให้รัฐเข้ามามีบทบาทในการจัดสรรทรัพยากรเท่าใดนัก

อย่างไรก็ตามนักเศรษฐศาสตร์อีกสายหนึ่งโดยเฉพาะฝ่ายซ้ายที่บูชาลัทธิมาร์กซ (Marxism) กลับเชื่อว่ารัฐต่างหากที่ควรมีบทบาทในการจัดสรรทรัพยกรเพื่อเน้นความเป็นธรรมให้กับทุกคนในสังคม

จะว่าไปแล้วแนวคิดทางเศรษฐกิจที่ต่างกันสุดขั้วนี้เองที่ทำให้เมื่อห้าสิบกว่าปีก่อนเกิดการแบ่งขั้วแยกค่ายกันชัดเจนระหว่าง “โลกทุนนิยม”และ “โลกสังคมนิยม”

ในส่วนของแนวคิดทางการเมืองนั้น อาฉี ได้จำแนกนักเศรษฐศาสตร์เหล่านี้ออกเป็น 4 พวก ครับ คือ พวกที่ยังอนุรักษ์เชื่อในระบอบสังคมนิยมไม่เสื่อมคลาย (Conservative), พวกที่สนับสนุนให้มีการปฏิรูปเศรษฐกิจก่อนจากนั้นก็ค่อยๆทำการปฏิรูปการเมืองต่อไปหรือ Pro Establishment พวกนี้เชื่อว่าหากปฏิรูปการเมืองเป็นประชาธิปไตยเร็วเกินไปจะมีปัญหาแน่นอน, พวกที่ต่อต้านปฏิรูปการเมืองหรือ Anti Establishment เพราะเชื่อว่าปฏิรูปไปยังไงก็มีปัญหาเหมือนเดิม เพราะพวกนี้ก็ไม่เชื่อน้ำยารัฐบาลคอมมิวนิสต์เท่าใดนักเนื่องจากการบริหารงานที่ผ่านมาเต็มไปด้วยปัญหาโดยเฉพาะการคอร์รัปชั่นของคนในพรรคเอง สำหรับพวกสุดท้าย คือ พวกที่เชื่อว่าจีนต้องปฏิรูปการเมืองเป็นประชาธิปไตยทันทีหรือพวก Reformist ครับ

คราวนี้ลองมาไล่ดูว่านักเศรษฐศาสตร์จีนดังๆนั้นถูกจัดอยู่ในประเภทใดบ้าง เริ่มจากกลุ่มที่มีอิทธิพลทางความคิดต่อผู้นำในพรรคคอมมิวนิสต์จีนเวลานี้ นั่นคือ กลุ่ม Pro-Establishment ครับ ซึ่งนักเศรษฐศาสตร์สำคัญในกลุ่มนี้ได้แก่ หวู จิงเหลียน (Wu Jing Lian) , หลิน อี้ฟู่ (Lin Yifu) และฟานกัง (Fan Gang) ครับ นักเศรษฐศาสตร์ทั้งสามท่านนี้ล้วนติดอันดับท๊อปเทนของนักเศรษฐศาสตร์จีนในปัจจุบัน


“หวู จิงเหลียน” นับเป็นนักเศรษฐศาสตร์รุ่นเก๋าที่มีแนวคิดเอนไปทางทุนนิยมตลาดแต่ไม่ถึงกับสุดโต่ง ทั้งนี้ แนวคิดของหวูมีส่วนสำคัญในการกำหนดนโยบายเศรษฐกิจจีนช่วงที่จีนกำลังเริ่มต้นเปิดประเทศเต็มตัวโดยเฉพาะการนำกลไกตลาดมาจัดสรรทรัพยากรในระบอบการปกครองแบบสังคมนิยมจนสื่อของจีนเรียกระบบแบบนี้ว่า Wu Shichang หรือระบบตลาดแบบหวู (Market Wu) นั่นเองครับ

นอกจาก “หวู” แล้ว ว่ากันว่านักเศรษฐศาสตร์จีนที่ทรงอิทธิพลที่สุดในเวลานี้ คือ “หลิน อี้ฟู่” ครับ ด้วยเหตุที่เมื่อต้นปีที่ผ่านมาหลินได้รับการแต่งตั้งให้เป็น Chief Economist ของธนาคารโลกนับเป็นคนเอเชียคนแรกที่ได้เป็นหัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ประจำธนาคารโลก หลิน อี้ฟู่นั้นจบปริญญาเอกทางเศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยชิคาโก ครับ หลินนั้นเคยเป็นศาสตราจารย์ทางเศรษฐศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยปักกิ่งและได้รับการทาบทามจากรัฐบาลคอมมิวนิสต์จีนให้เข้ามามีส่วนในการวางแผนพัฒนาเศรษฐกิจจีนช่วงสมัยรัฐบาลของนายจู หรงจี

สำหรับกลุ่มนักเศรษฐศาสตร์ที่เชื่อในการปฏิรูปเศรษฐกิจพร้อมๆกับการปฏิรูปการเมืองนั้น ได้แก่ สตีเวน เจียง (Steven Cheung) และ หยาง เสี่ยวไข (Yang Xiaokai) ซึ่งแนวคิดของพวก ปฏิรูปหรือ Reformist นี้ต้องการเห็นจีนเป็นประเทศทุนนิยมที่มีการปกครองแบบประชาธิปไตยเต็มตัวครับ อย่างไรก็ตามดูเหมือนว่าแนวคิดของพวกปฏิรูปนี้จะเป็นไปได้แค่แนวคิดปฏิรูปด้านเศรษฐกิจเท่านั้น แต่ในส่วนของการปฏิรูปเป็นประชาธิปไตยนั้นเห็นจะยากเต็มทีครับตราบใดที่รัฐบาลจีนคอมมิวนิสต์ยังครองอำนาจในจีนอยู่

ทั้งนี้ลองดูภูมิหลังของนักเศรษฐศาสตร์จีนกลุ่มนี้ก็ไม่น่าแปลกนักที่ทำไมพวกเขาจึงเชื่อในการปฏิรูป เพราะ สตีเวน เจียง เป็นอาจารย์เศรษฐศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยฮ่องกงซึ่งเป็นพวกเสรีนิยมเต็มตัว ส่วนโปรเฟสเซอร์หยางนั้นสอนเศรษฐศาสตร์อยู่ที่มหาวิทยาลัยโมแนชในออสเตรเลีย ครับ

คราวนี้ลองมาดูพวกสุดโต่งอีกด้านหนึ่ง ครับ กลุ่มอนุรักษ์นิยมทั้งเศรษฐกิจและการเมืองนั้น ทุกวันนี้ดูเหมือนจะมีเพียง “หู อันกัง” (Hu Angang) อาจารย์เศรษฐศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยชิงหัว (Tsinghua University) เป็นหัวขบวน พวกนี้เชื่อว่ายังไงซะรัฐยังคงต้องมีบทบาทสำคัญในการจัดสรรทรัพยากรเพื่อให้บรรลุเป้าหมายความเป็นธรรมของคนในสังคมอยู่ดี อย่างไรก็ตามโปรเฟสเซอร์หูนั้นถูกจัดว่าเป็น “พวกซ้ายใหม่” (New left) ครับ ซึ่งมีมุมมองคล้ายกับพวกสังคมนิยมประชาธิปไตยในยุโรป (Social Democracy) พวกนี้ไม่ได้เคร่งตำรา Marx และ Lenin อีกต่อไปแล้ว หากแต่พยายามหาหนทางประนีประนอมกับโลกความจริงมากขึ้น

สำหรับพวกสุดท้ายที่ถูกเรียกว่า Anti- Establishment นั้น นักคิดคนสำคัญในกลุ่มนี้เป็นนักหนังสือพิมพ์หญิงนามว่า “เห ฉิ่งเหลียน” (He Quinglian) ถ้าอ่านผิดต้องขออภัยด้วยครับ นักเศรษฐศาสตร์กลุ่มนี้ไม่เชื่อน้ำยาการบริหารงานของรัฐบาลคอมมิวนิสต์ที่ผ่านมา แม้ว่าจะค่อยๆปฏิรูปการเมืองเป็นประชาธิปไตยก็ตาม แต่ปัญหาที่รัฐบาลคอมมิวนิสต์ฝากไว้อย่าง การคอร์รัปชั่น การละเมิดสิทธิมนุษยชน การปล่อยให้มีสินค้าผิดกฎหมายเกลื่อนเมือง ก็ไม่ได้รับการแก้ไขอยู่ดี นอกจากนี้แนวคิดของพวกนี้เชื่อว่ารัฐบาลที่ดีควรมีบทบาทในการแก้ปัญหาความไม่เท่าเทียมกันของคนในสังคมจีนก่อนเพราะนับวันปัญหาดังกล่าวดูจะก่อตัวมากขึ้นเรื่อยๆ

อย่างไรก็ตามครับหนังสือของ “เห ฉิ่งเหลียน” นั้นถูกแบนในจีนแผ่นดินใหญ่ถึงขนาดทำให้เจ้าตัวต้องอพยพลี้ภัยไปอยู่ในอเมริกาเลยทีเดียว

ข้อสังเกตของผมจากการอ่านบทความนี้อยู่ที่เรื่องความพยายามที่จะหาจุดลงตัวของระบบทุนนิยมแบบจีนๆกับระบอบการปกครองสังคมนิยมภายใต้การนำของพรรคคอมมิวนิสต์

หากเรามองว่ารัฐบาลคอมมิวนิสต์จีนพยายามบริโภคสินค้าสองชนิด คือ “สินค้าทุนนิยม” และ “สินค้าประชาธิปไตย” นั้นน่าคิดเหมือนกันนะครับว่าสินค้าทั้งสองประเภทนี้มันเป็นสินค้าประกอบกัน (Complementary goods) ตามหลักเศรษฐศาสตร์หรือเปล่า? เพราะเมื่อตั้งใจจะเสพระบอบทุนนิยมแล้ว มันแทบจะเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องบริโภคประชาธิปไตยเคียงเข้าไปด้วย

หรือจะเป็นเพราะว่ารัฐบาลคอมมิวนิสต์จีนนั้นมองว่า “ประชาธิปไตย” ยังคงเป็นสินค้าฟุ่มเฟือย (Luxurious good) สำหรับประชาชนอยู่ เพราะหากรายได้ต่อหัวของชาวจีนยังไม่สูงพอก็อย่าเพิ่งคิดบริโภคสินค้าประชาธิปไตยจะดีกว่า

ท้ายที่สุด ผมยังเชื่อในภูมิปัญญาและสติปัญญาของนักเศรษฐศาสตร์จีนอยู่ครับและเชื่อว่าพวกเขาคงพยายามหาจุดสมดุลระหว่างทุนนิยมแบบจีนๆกับประชาธิปไตยแบบจีนๆได้ในไม่ช้านี้ครับ

Hesse004

Apr 5, 2008

“Yi yi”นั่งสังเกตการณ์ชีวิต




ในกระบวนหนังจีนด้วยกันแล้ว หนังจาก “ไต้หวัน” ดูจะได้รับความนิยมน้อยที่สุดนะครับ สาเหตุสำคัญน่าจะมาจากการแผ่อิทธิพลของหนังฮ่องกงนับตั้งแต่ทศวรรษที่ 60 เป็นต้นมาโดยเฉพาะหนังกำลังภายในจากสตูดิโอดังอย่าง “ชอว์บราเธอร์”

อย่างไรก็ตามชื่อของผู้กำกับอย่าง อั้งลี่ (Ang Lee), ไฉ้ หมิง เหลียง(Ming-liang Tsai) และ เอ็ดเวิร์ด หยาง (Edward Yang) ได้ปลุกกระแสหนังพันธุ์ไต้หวันให้ได้รับความนิยมในหมู่คอหนังอาร์ต โดยเฉพาะในรายของของ “อั้งลี่” แล้ว การบุกเบิกฮอลลีวู้ดด้วย Crouching Tiger hidden Dragon (2000) เมื่อแปดปีก่อนได้ทำให้เขากลายเป็นหนึ่งในผู้กำกับที่ทรงอิทธิพลที่สุดของฮอลลีวู้ดในเวลานี้เลยก็ว่าได้

สำหรับ “ไฉ้ หมิง เหลียง” นั้นโด่งดังมาจาก What time is it there? (2001) ครับ หนังเรื่องนี้เข้าชิงรางวัลปาล์มทองคำ
ในเทศกาลหนังเมืองคานส์ (Cannes Film Festival) เมื่อปี ค.ศ.2001 กล่าวกันว่าหนังของอาไฉ้นั้นเป็นหนังที่ดูยากมาก มัธยัสถ์บทพูด แต่เต็มไปด้วยประเด็นและสัญลักษณ์ที่ผู้ชมต้องไปตีความกันเอาเอง

ส่วน “เอ็ดเวิร์ด หยาง” นั้น สร้างชื่อมาจากเทศกาลหนังเมืองคานส์เช่นกันครับ ซึ่งงานของ เขา เรื่อง Yiyi(2000) นั้นเข้าชิงรางวัลปาล์มทองคำและ “หยาง” เองก็ได้รางวัลผู้กำกับยอดเยี่ยมไปเมื่อปี ค.ศ.2000

Yiyi หรือในชื่อภาษาอังกฤษว่า A One and A Two ได้กล่าวถึงครอบครัวชาวจีนไต้หวันครอบครัวหนึ่งซึ่งอาศัยอยู่ใน “ไทเป” ครอบครัวนี้ประกอบไปด้วย อาม่า (ยาย) , อาเจี้ยน (พ่อ) , อาหมิง (แม่) , ผิง ผิง (ลูกสาวคนโต) และ หยาง หยาง (ลูกชายคนเล็ก)

หนังเปิดฉากด้วย “งานแต่งงาน” ของน้องชายอาหมิงซึ่งจะว่าไปแล้วเสมือนเป็นสัญลักษณ์อย่างหนึ่งที่กำลังบอกถึง“ชีวิตครอบครัว” จริงๆ ได้เริ่มขึ้นแล้ว

หลังจากนั้น เอ็ดเวิร์ด หยาง ได้ค่อยๆฉายภาพชีวิตของแต่ละคนในครอบครัวนี้โดยสลับฉากชีวิตของแต่ละคนที่ใช้ชีวิตธรรมดาทั่วไปคล้ายกับเรากำลังนั่งสังเกตการณ์หลายชีวิตในครอบครัวนี้อยู่

จะว่าไปแล้วหนังแนวครอบครัวทำนองเดียวกับ Yiyi ที่ทำออกมาได้น่าชมเท่าที่นึกออกน่าจะเป็น Little Miss Sunshine (2006)ของ โจนาธาน เดย์ตัน (Jonathan Dayton)และ วาเลรี่ ฟารีส (Valerie Faris) หนังฟอร์มเล็กเรื่องนี้นับว่าไม่ธรรมดาเลยนะครับเพราะเข้าชิงรางวัลอคาดามี (ออสการ์)เมื่อปี ค.ศ.2006 ด้วย

“เอ็ดเวิร์ด หยาง” พยายามกล่าวถึงปัญหาของมนุษย์ในแต่ละช่วงวัยครับ ซึ่งจะว่าไปแล้วเราทุกคนล้วนมีปัญหาให้ขบกันอยู่ตลอดเวลาเริ่มจาก “หยาง หยาง” ลูกชายคนเล็กขี้สงสัยที่กำลังอยู่ในวัยตั้งคำถามและเรียนรู้โลกของผู้ใหญ่

ผมแอบติดใจคำพูดของเจ้าหนูน้อยตอนที่พูดกับ “อาเจี้ยน” ผู้พ่อว่า “สิ่งที่ผมเห็น พ่อจะไม่เห็น สิ่งที่ผมไม่เห็น พ่อจะเห็น” น่าแปลกมั๊ยครับ คำพูดของเด็กเจ็ดแปดขวบดูมีปรัชญาอะไรแฝงอยู่ และยิ่งเราดูบทบาทของเจ้าหนูคนนี้ไปเรื่อยๆ จะเห็นว่าเด็กคนนี้ช่างคิดอยู่ไม่น้อย อย่างเช่นเอากล้องที่พ่อซื้อให้มาถ่ายรูป “ยุง” เพียงเพื่อพิสูจน์ให้คนเห็นว่ามันมียุงอยู่ในคอนโดจริง

นอกจากนี้ความแปลกของเจ้าหนูในเรื่องหัดถ่ายรูปยังอยู่ที่การถ่ายรูปคนจากข้างหลัง ทั้งนี้เจ้าหนูหยาง หยาง ให้เหตุผลว่าคนส่วนใหญ่ถ่ายรูปข้างหน้ากันอยู่อย่างเดียวทำให้เรามองเห็นแต่ข้างหน้าจนเรามองไม่เห็นข้างหลัง ดังนั้น ผม (เจ้าหนู) ขอเป็นคนถ่ายรูปข้างหลังดีกว่าจะได้มองเห็นคนอีกด้านหนึ่ง

ผมแอบตั้งข้อสังเกตในใจไว้ว่าสงสัยเรื่องนี้ “เอ็ดเวิร์ด หยาง” คงต้องการสื่อสารความเป็นตัวเองผ่านเจ้าหนูน้อย “หยาง หยาง” เป็นแน่แท้ เพราะดูจากชื่อเจ้าหนูก็พ้องกับสกุลของผู้กำกับแล้ว

นอกจากความช่างคิดของหยาง หยาง แล้ว ประเด็น “วัยรุ่น” ในหนังเรื่องนี้ก็สื่อได้ดีเช่นเดียวกันครับ ซึ่ง “ผิง ผิง” ลูกสาวคนโตของบ้านกำลังอยู่ในช่วงวัยรุ่น

ในเรื่องนั้น, ผิง ผิง ดูจะเป็นเด็กดีเรียบร้อย ขยันเรียน และละเอียดอ่อน อย่างไรก็ตามปัญหาในวัยรุ่นก็ไม่พ้นเรื่อง “ความรัก” แหละครับ ซึ่งรักแรกของผิงผิงกลับกลายเป็นโศกนาฎกรรมที่ไม่น่าจดจำนัก

สำหรับชีวิตของ “อาเจี้ยนและอาหมิง” นั้นก็อยู่ในวัยที่กำลังก่อร่างสร้างตัวให้มั่นคงเลี้ยงลูกสองคนอีกทั้งดูแลแม่ที่นอนป่วยไม่รู้สึกตัว เราได้เห็นภาพชีวิตมนุษย์เงินเดือนของผัวเมียคู่นี้ที่ทำงานกันหามรุ่งหามค่ำ จนวันหนึ่ง “อาหมิง” มานั่งร้องไห้อย่างไม่รู้สาเหตุว่า
“เฮ้ ! ฉันตื่นแต่เช้าไปทำงาน อยู่ที่ทำงานจนดึกดื่น กลับมาบ้านนอน แล้วก็ตื่นแต่เช้าไปทำงาน ทำไมชีวิตฉันมันหมุนเวียนจำเจเป็นวงจรอย่างนี้”

บางทีคำถามของ “อาหมิง” ก็ไม่ต่างกับคำถามของพวกเราในฐานะมนุษย์เงินเดือน ที่จู่ๆวันหนึ่งเรามานั่งตั้งคำถามกับตัวเองว่า “กูกำลังทำอะไรอยู่วะ” โชคดีที่อาหมิงได้อาเจี้ยน ซึ่งเป็นสามีที่เข้าใจความรู้สึกของภรรยาดีจึงค่อยๆปลอบใจและให้กำลังใจกันไป

ตัวละครอย่าง“อาเจี้ยน” แสดงออกซึ่งความเข้มแข็งและความเข้าใจในการดำเนินชีวิตเป็นอย่างดีครับ ตัวอาเจี้ยนเองก็มีปัญหาเรื่องงานแถมยังเจอเรื่อง “คนรักเก่า” อีกก็ทำให้อาเจี้ยนเขวไปเหมือนกัน แต่อาเจี้ยนก็ค่อยๆใช้สติในการแก้ปมปัญหาต่างๆไปได้ด้วยดี ผมว่าอาเจี้ยนเป็นตัวอย่างที่ดีในการเป็น “สามีและพ่อ” ที่ค่อยๆประคับประคองครอบครัวและแก้ปัญหาชีวิตไปอย่างมีสติ

ผมนั่งดูหนังเรื่องนี้พลางนึกถึง “ชีวิตและความเป็นมนุษย์” ตลอดเวลาที่ผ่านมาผมเชื่อว่าเราทุกคนล้วนมีประสบการณ์แบบในหนังเรื่อง Yiyi ไม่ว่าจะเป็นความสงสัยอยากรู้ในวัยเด็ก การปรับตัวในวัยรุ่น การตั้งคำถามถึงสิ่งที่ตัวเองกำลังทำอยู่ในวัยทำงาน แม้กระทั่งความพยายามประคับประคองชีวิตครอบครัวให้รื่นรอดในวันที่เผชิญมรสุมชีวิต

หนังเรื่องนี้ปิดท้ายด้วย “งานศพ”ของอาม่า ครับ ในบทหนังนั้น “อาม่า”ดูจะเป็นศูนย์กลางของครอบครัวเพราะตั้งแต่อาม่าป่วยนอนไม่รู้เรื่อง “อาเจี้ยนและอาหมิง” พยายามให้คนในครอบครัวมาพูดคุยกับอาม่าเล่าเรื่องโน้นเรื่องนี้ให้แกฟังทั้งๆที่แกไม่รู้เรื่องอะไรแล้ว ด้วยเหตุนี้เองเราจึงได้เห็นภาพอาม่าในฐานะผู้ที่รับฟังเรื่องราวทุกอย่างของลูกหลานแต่ไม่สามารถรับรู้อะไรได้อีกแล้ว

ฉากสุดท้ายของหนังเรื่องนี้ “เอ็ดเวิร์ด หยาง” ได้สื่อให้เห็นสัญลักษณ์ของการสิ้นสุดชีวิตจากพิธีกรรมในงานศพซึ่งดูเหมือนว่าชีวิตบนโลกใบนี้ไม่มีอะไรเลย สุดท้ายแล้วก็ว่างเปล่าใช่มั๊ยครับ

Hesse004

Mar 22, 2008

“สามก๊ก” สินค้าจีนในทุนวัฒนธรรม




ซีรี่ส์ภาพยนตร์จีนชุด “สามก๊ก” ที่กำลังฉายอยู่ช่องไทยพีบีเอสนั้น นับได้ว่าเป็นการเร่งให้เกิดกระแส “จีนนิยม” เพิ่มยิ่งขึ้นนะครับ

ภาพยนตร์ชุดดังกล่าวเป็นผลงานการสร้างของ CCTV ด้วยวัตถุประสงค์ของรัฐบาลจีนแผ่นดินใหญ่ที่ต้องการเล่าเรื่องราวประวัติศาสตร์จีนเมื่อ 1,800 กว่าปีมาแล้ว โดย “สามก๊ก” ฉบับ ซีรีส์นี้มีทั้งหมด 84 ตอนครับ ทั้งนี้กล่าวกันว่าสามก๊กของนาย “หลอกว้านจง” (Luo Guanzhong)นั้นเป็นหนึ่งในสี่สุดยอดของวรรณกรรมจีนเลยทีเดียว

ท่ามกลางกระแส “จีนาภิวัฒน์” และ “ภารตะนิยม” หรือ Chindia นั้นได้ทำให้โลกตะวันออกเริ่มกลับมามีบทบาทอีกครั้งหนึ่งครับ หลังจากที่ “สหรัฐอเมริกา” ได้สถาปนาตัวเองเป็นเจ้าโลกมาช้านานนับแต่สงครามโลกครั้งที่สองสงบลง

อย่างที่เกริ่นไว้ในหัวเรื่องแล้วครับว่าภาพยนต์จีนชุดสามก๊กนั้นดูจะเป็น “สินค้าวัฒนธรรมจีน” ชิ้นแรกๆที่ถูกปล่อยออกมาในช่วงที่โลกทุนนิยมเริ่มหันมาสะสมทุนวัฒนธรรม (Cultural Capital) กันมากขึ้น

ในหนังสือเรื่อง “ทุนวัฒนธรรม”ของท่านอาจารย์รังสรรค์ ธนะพรพันธุ์ นั้นได้กล่าวถึงการเติบโตของทุนวัฒนธรรมผ่านสินค้าประเภทกีฬาโดยเฉพาะฟุตบอลพรีเมียร์ชิพของอังกฤษ

เช่นเดียวกับในแง่ของความบันเทิงนั้น “วัฒนธรรมป๊อบ” (Pop Culture) ได้ถูกถ่ายทอดผ่านทางหนังดังฮอลลีวู้ด รวมไปถึงมิวสิควีดีโอที่ช่อง MTV จะเห็นได้ว่าทั้งกีฬาและความบันเทิงนั้นดูจะเป็นทุนชนิดใหม่ที่ก้าวมาตอบสนองผู้คนในศตวรรษที่ 21

ด้วยเหตุนี้เองประเด็นน่าสนใจที่ตามมาเกี่ยวกับพัฒนาการของทุนนิยม คือ รูปแบบของการสะสมทุน ครับ เพราะประวัติศาสตร์ของทุนนิยมนั้นเริ่มต้นจาก “ทุนนิยมอุตสาหกรรม”ที่สะสมเครื่องจักร เครื่องมือ ก่อนจะก้าวมาสู่ “ทุนนิยมการเงิน” ที่มุ่งเน้นการสะสมทุนทางการเงินเป็นสำคัญ และ ท้ายที่สุดทุนดังกล่าวได้รุกไปสู่ “ทุนวัฒนธรรม”

ในช่วงสิบปีที่ผ่านมาดูเหมือนว่าประเทศอย่าง “เกาหลีใต้” น่าจะเป็นตัวอย่างที่ดีในการพัฒนาทุนวัฒนธรรมนะครับ โดยทั้งภาครัฐและเอกชนของเกาหลีใต้นั้นพยายามใช้ “ประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม”ของชนชาติตัวเองเป็น “สินค้าวัฒนธรรม” ที่มุ่งขยายส่งออกไปต่างประเทศนอกเหนือจากอุตสาหกรรมอิเลคทรอนิคส์หรือรถยนต์ที่โด่งดัง

จึงไม่น่าแปลกใจเลยว่าทำไมทุกวันนี้ ซีรีส์เกาหลีอย่าง “แด จัง กึม” “จูมง” มาจนกระทั่ง “อิมซังอ๊ก” จึงกลายเป็นสินค้าวัฒนธรรมเกาหลีที่คนไทยรู้จักดีไม่แพ้เครื่องใช้ไฟฟ้าอย่าง “ซัมซุง”

สำหรับ “สามก๊ก” ฉบับ CCTV นั้นเริ่มต้นออกอากาศครั้งแรกเมื่อปี 1995 ครับ ทั้งนี้ CCTV ได้คัดเลือกนักแสดงที่มีฝีมือทั่วทั้งแดนมังกรมาสวมบทบาทตัวละครเด่นๆในสมัยสามก๊ก เช่น ผู้ที่รับบทเป็น “ขงเบ้ง” คือ Tang Guoqiang ซึ่งนับเป็นดาราดังของจีนแผ่นดินใหญ่เลยทีเดียว

หลังจากรัฐบาลคอมมิวนิสต์จีนภายใต้การนำของ “เติ้งเสี่ยวผิง” ได้เปิดประเทศด้วยนโยบายสี่ทันสมัยแล้ว ประเทศจีนได้รับความสนใจจากประเทศต่างๆทั่วโลกในฐานะที่เป็น “ตลาดสินค้า”ที่ใหญ่ที่สุดในโลกโดยวัดจากจำนวนประชากรพันกว่าล้านคน

ขณะที่จีนเปิดรับนักลงทุนจากต่างชาติ รัฐบาลคอมมิวนิสต์จีนก็ไม่ลืมที่จะส่งเสริมให้ธุรกิจเอกชนออกไปลงทุนต่างประเทศด้วย พร้อมกันนี้บทบาทของจีนในช่วงยี่สิบปีหลังมานี้นับว่าโดดเด่นไม่น้อย

ในฐานะที่เป็นพี่ใหญ่แห่งเอเชีย จีนเองก็พยายามสร้างอิทธิพลทางการค้าการลงทุนผ่านทางประเทศกำลังพัฒนาทั้งหลายโดยเฉพาะในแอฟริกาหรือที่รู้จักกันในชื่อ Sino-African ครับ ทั้งนี้ตามหลักฐานทางประวัติศาสตร์นั้นจีนเริ่มติดต่อกับชาวแอฟริกันมาตั้งแต่สมัยราชวงศ์หมิงจากการเดินทางสำรวจโลกของกองเรือนายพลเจิ้งเหอ หรือ เจ้าพ่อซำปอกงที่คนไทยคุ้นเคยนั่นเอง

ปัจจุบันรัฐบาลจีนคอมมิวนิสต์พยายามสร้างสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นกับประเทศอย่าง เคนยา กานา ซูดาน หรือไนจีเรีย เป็นต้น ผมเชื่อว่าเหตุที่จีนเลือกคบแอฟริกาส่วนหนึ่งน่าจะมาจากความพยายามที่จะสร้างสมดุลทางอำนาจกับโลกตะวันตก

การสร้างภาพยนตร์ประวัติศาสตร์ “สามก๊ก” ของจีนในช่วงทศวรรษที่ 90 นั้นจึงดูมีนัยยะที่ต้องการสื่อให้ชาวโลกที่จะมาคบกับจีนนับต่อจากนี้ไป พึงรู้ไว้ว่า “จีนยุคใหม่” นั้นไม่เหมือนยุคสมัยที่เคยโดนชาติมหาอำนาจข่มเหงรังแกดังเช่นที่เคยทำได้ในปลายราชวงศ์ชิง

นอกจากนี้นัยยะที่แฝงมากับภาพยนตร์เรื่องนี้นั้นเหมือนจะบอกให้รู้ว่า “พวกกูก็คิดกลยุทธ์ที่ล้ำลึกเป็นตั้งแต่เมื่อพันแปดร้อยปีมาแล้ว” ดังนั้น การบุ่มบ่ามทำอะไรกับจีนนั้นดูจะต้องรอบคอบและลึกซึ้งอย่างยิ่ง

ฝรั่งรู้จักสามก๊กในฐานะ Romance of the Three Kingdoms ครับ กล่าวกันว่านักปกครองของโลกตะวันตกจะต้องอ่านหนังสืออย่าง The Prince ของ นิโคโล แมคเคียวเวลลี่ (Niccolò Machiavelli) แต่สำหรับนักปกครองของโลกตะวันออกแล้วสมควรที่จะอ่าน “สามก๊ก” จนมีคนกล่าวไว้ว่าถ้าจะทำสงครามต้องอ่าน “ตำราพิชัยสงครามซุนวู” และถ้าคิดจะทำการใหญ่ต้องอ่าน “สามก๊ก”

ด้วยเหตุนี้เอง “สามก๊ก” ของหลอกว้านจง จึงถูกหยิบนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์โทรทัศน์ให้เห็นเป็นรูปธรรมพร้อมทั้งเติมอรรถรสทางปัญญาและสอดแทรกคุณธรรมให้กับคนดู ซึ่งสิ่งเหล่านี้ดูจะเป็นลักษณะพิเศษที่เรามักพบเห็นเสมอในสินค้าวัฒนธรรมจีนอย่างไซอิ๋ว หรือ เปาบุ้นจิ้น ไงล่ะครับ

Hesse004

Mar 1, 2008

"คอร์รัปชั่น" กับ การแก้ปัญหาแบบ "ปากว่าตาขยิบ"




ผมสนใจเรื่อง “คอร์รัปชั่น” ครับ แต่ไม่เคยคิดจะคอร์รัปชั่น (ฮา) คอร์รัปชั่นคืออะไรหรือครับ ผมคิดว่าคงไม่ต้องสาธยายกันมากมายแต่ที่แน่ๆ การคอร์รัปชั่นได้ทำลายสังคมโดยรวม

“คอร์รัปชั่น” ก็คือ การจี้ ปล้น ลัก ขโมย ดีๆนี่เองแหละครับเพียงแต่การคอร์รัปชั่นนั้นกระทำบนฐานของการใช้อำนาจรัฐเพื่อประโยชน์ของตนเองและพวกพ้อง

สังคมไทยชาชินกับคอร์รัปชั่นมานานแสนนานจนเราแทบจะหมดหวังที่จะแก้ปัญหาการคอร์รัปชั่น ผมไม่แน่ใจว่าที่เราหมดหวังเพราะเราไม่พยายามที่จะแก้ไขกันหรือเราเลือกที่จะยอมรับกับประพฤติกรรมดังกล่าว

สังคมของเราเป็นสังคมที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของระบบอุปถัมภ์หรือ Patronage- Client ดังนั้นการสร้างสังคมประชาธิปไตยให้เป็นไปตามไอเดียของโลกตะวันตกจึงเป็นเรื่องที่ยากยิ่งนัก ผมเชื่อว่าประชาธิปไตยไม่ได้เป็นแค่ความพึงพอใจของเสียงส่วนใหญ่หากแต่เป็นการเอาใจใส่ต่อเสียงส่วนน้อยที่ไม่สามารถแสดงความเห็นและเสนอทางเลือกแบบที่เสียงส่วนใหญ่ทำได้

ด้วยเหตุนี้เองคำว่า “ประชาธิปไตย” จึงสมควรแยกออกจากคำว่า “การเมือง” ประชาธิปไตยไม่ได้เป็นเพียงแค่หย่อนบัตรลงคะแนนเสียงเพื่อใช้สิทธิอย่างที่ปราชญ์รัฐศาสตร์หลายท่านเคยว่าไว้ หากแต่ประชาธิปไตย คือ การมีส่วนร่วมของพลเมืองแห่งรัฐในการช่วยกันตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ คำๆนี้พูดให้โก้ๆได้นะครับ แต่เอาเข้าจริงเป็นเรื่องที่ยากอีกเหมือนกัน

อย่างที่เรียนท่านผู้อ่านในเบื้องต้นครับว่า ผมสนใจเรื่องคอร์รัปชั่น ความสนใจของผมอยู่ในมิติของวิชาเศรษฐศาสตร์ซึ่งถ้าจะพูดให้เก๋ๆหน่อยก็คือ “เศรษฐศาสตร์ว่าด้วยการคอร์รัปชั่น” หรือ Economic of Corruption ครับ

นักเศรษฐศาสตร์มอง “คอร์รัปชั่น” เป็นแรงจูงใจอย่างหนึ่งของมนุษย์ในระบบเศรษฐกิจแรงจูงใจดังกล่าวคล้ายกับ “กำไร” ที่ผู้ประกอบการต้องการ อย่างไรก็ตามคอร์รัปชั่นเป็นแรงจูงใจที่ไม่ก่อให้เกิดผลดีกับระบบเศรษฐกิจครับ

นักเศรษฐศาสตร์หญิงนามว่า Ann O. Krueger เป็นคนแรกที่ออกมาอธิบายว่าการคอร์รัปชั่นนั้นเปรียบเสมือน “การแสวงหาค่าเช่าทางเศรษฐกิจ”หรือ Economic Rent Seeking ท่านผู้อ่านคิดดูนะครับว่า “ค่าเช่า” (Rent) นั้น คือ ผลตอบแทนที่เจ้าของที่ดิน เจ้าของเครื่องจักร เจ้าของสินทรัพย์ ได้ประโยชน์โดยที่ตัวเองไม่ต้องลงทุนลงแรงอะไร

เช่นเดียวกับผลประโยชน์ที่ได้จากการคอร์รัปชั่นครับ เพราะ ผลประโยชน์ดังกล่าวอยู่ในรูปของ “ค่าเช่าประจำตำแหน่ง” หากเรามองตำแหน่งเป็นสินทรัพย์ที่มีไว้ให้เช่า คนที่อยู่ในตำแหน่งนั้นก็สามารถแสวงหาค่าเช่าประจำตำแหน่งได้นอกเหนือจาก “ค่าจ้าง” ที่ตัวเองได้รับ ด้วยเหตุนี้เองยิ่งตำแหน่งสูงๆ ค่าเช่าประจำตำแหน่งย่อมสูงตาม

ปัญหาการคอร์รัปชั่นได้กลายเป็น “วาระแห่งโลก” ไปแล้วครับ เพราะองค์กรระหว่างประเทศหลายองค์กรอย่าง World Bank, IMF, OECD รวมถึง ADB เริ่มหันมาศึกษาผลกระทบทางเศรษฐกิจที่ได้รับจากการคอร์รัปชั่น

นักเศรษฐศาสตร์ที่ปรากฏนามกันอยู่เป็นประจำทุกครั้งที่มีการทบทวนวรรณกรรมเรื่องนี้ได้แก่ O.E. Johnson, Susan Rose Ackerman, Paolo Mauro ,Pranab Bardhan, Daniel Kaufmann, Vito Tanzi, Hamid Davoodi และ Shang Jin Wei เป็นต้น นักเศรษฐศาสตร์เหล่านี้ส่วนใหญ่มาจากองค์กรโลกบาลสำคัญอย่าง World Bank และ IMF ครับ

สำหรับนักเศรษฐศาสตร์ไทยที่แทบจะอุทิศตัวให้กับการศึกษาเรื่องคอร์รัปชั่นในประเทศไทยนั้น ได้แก่ ท่านอาจารย์ผาสุก พงษ์ไพจิตร , ท่านอาจารย์สังศิต พิริยะรังสรรค์ และท่านอาจารย์นวลน้อย ตรีรัตน์ ซึ่งท่านทั้งสามนี้เป็นนักเศรษฐศาสตร์จากสำนักเศรษฐศาสตร์การเมือง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

นอกจากนี้ยังมีท่านอาจารย์เมธี ครองแก้ว อดีตอาจารย์เศรษฐศาสตร์ธรรมศาสตร์และ NIDA ปัจจุบันท่านเป็นคณะกรรมการ ป.ป.ช. ท่านสนใจที่จะนำเอาวิชาเศรษฐศาสตร์มาอธิบายพฤติกรรมการคอร์รัปชั่น

ปัจจุบันนี้องค์กรความโปร่งใสระหว่างประเทศหรือ Transparency International ได้จัดอันดับประเทศที่มีความโปร่งใสมากที่สุดไปยันน้อยที่สุด โดยใช้ดัชนีการรับรู้การคอร์รัปชั่น หรือ Corruption Perception Index เป็นตัวชี้วัด

เกณฑ์การวัดนั้นให้เป็นคะแนนจากศูนย์ถึงสิบครับ ประเทศไหนได้คะแนนใกล้ๆศูนย์แสดงว่าประเทศนั้นเต็มไปด้วยนักการเมืองและข้าราชการขี้ฉ้อ แต่หากประเทศไหนมีคะแนนใกล้สิบแสดงให้เห็นสังคมที่โปร่งใสสุจริต

องค์กรความโปร่งใสระหว่างประเทศเริ่มต้นเผยแพร่ดัชนีตัวนี้ตั้งแต่ปี 2538 ครับ ประเทศไทยของเราก็ถูกจัดอันดับไปกับเขาด้วย ท่านผู้อ่านทราบมั๊ยครับว่าประเทศเราอยู่อันดับที่เท่าไร?และได้คะแนนเท่าไร?

ขอเฉลยเลยครับว่าในปี 2538 นั้นประเทศเราได้รับการจัดอันดับความโปร่งใสในลำดับที่ 34 สูงไหมครับ แต่เอ๊ะ! อย่าเพิ่งดีใจไปครับเพราะมีประเทศเข้าร่วมจัดอันดับเพียง 41 ประเทศ เท่านั้นยังไม่พอคะแนนค่าความโปร่งใสของบ้านเราอยู่ที่ 2.79 สูงพอที่จะบอกได้หรือเปล่าครับว่ารัฐบาลของเราเป็นรัฐบาลที่ปลอดการทุจริต

ผมเฝ้าติดตามดัชนีตัวนี้โดยดูที่พัฒนาการความโปร่งใสของประเทศไทยเป็นหลัก และสิ่งที่ผมค้นพบคือ ตลอดระยะเวลา 12 ปี ตั้งแต่องค์กรแห่งนี้จัดทำดัชนีชี้วัดความโปร่งใสขึ้นมานั้น ประเทศไทยของเรามีคะแนนเฉลี่ยอยู่เพียง 3.27

แม้ว่าตัวเลขดังกล่าวจะเป็นสิ่งที่เหล่าฝรั่งอั้งม้อสรุปทึกทักเอาว่าประเทศไทยเต็มไปด้วยนักการเมืองและข้าราชการขี้ฉ้อ ตลอดจนขาดความโปร่งใสในการบริหารราชการแผ่นดิน แต่ช้าก่อนครับท่านฝรั่งหัวแดงเหล่านี้เคยมาดูหรือเปล่าว่าบ้านเรามีกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการป้องกันการคอร์รัปชั่นมากน้อยแค่ไหน

ผมขออนุญาตสาธายายอย่างนี้ครับว่า กฎหมายการป้องปรามการคอร์รัปชั่นของประเทศไทยนั้นมีอยู่หลายฉบับครับ ฉบับแรกเป็นกฎหมายที่เกี่ยวกับองค์กรปราบปรามการทุจริตโดยตรงคือ พระราชบัญญัติว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ พ.ศ. 2542 และตอนนี้ทาง ป.ป.ช. ได้แก้ไขเพิ่มเติมเมื่อปีที่แล้ว นอกจากนี้ ป.ป.ช. ยังต้องดูแลเรื่องพฤติกรรมการ “ฮั้ว” ระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐและผู้เสนอขายสินค้าและบริการให้รัฐ ซึ่ง ป.ป.ช. ได้ออกพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542

ยังไม่หมดนะครับ ประเทศไทยเรายังมีพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ. 2542 , พระราชบัญญัติการจัดการหุ้นส่วนและหุ้นของรัฐมนตรี พ.ศ. 2543 และล่าสุด ป.ป.ช. กำลังรอลุ้น “กฎหมายเจ็ดชั่วโคตร” หรือ พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนบุคคลและประโยชน์ส่วนรวม

นอกจากกฎหมายข้างต้นแล้ว ป.ป.ช. ยังต้องออกประกาศหยุบหยับเพื่อมาควบคุมประพฤติกรรมขี้ฉ้อของเหล่านักการเมืองและข้าราชการ

ขณะที่ ป.ป.ช. ดูแลเรื่องการป้องกันและปราบปราม มีองค์กรอิสระอีกหนึ่งองค์กรอย่าง สตง. ก็ดูแลเรื่องงานตรวจสอบเงินงบประมาณแผ่นดิน

กฎหมายสำคัญเกี่ยวกับการตรวจสอบ คือ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดิน พ.ศ. 2542 นอกจากนี้ สตง.ยังประกาศใช้ ระเบียบคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินว่าด้วยวินัยทางงบประมาณและการคลัง พ.ศ. 2544 เพื่อเอาผิดทางแพ่งกับข้าราชการที่ประมาทเลินเล่อไปจนกระทั่งจงใจทุจริตเงินของหลวง

กฎหมายที่มาส่งเสริมความโปร่งใสในการบริหารงานราชการแผ่นดินอย่างพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ.2540 นับเป็นกฎหมายอีกตัวที่ป้องปรามการทุจริตได้ทางหนึ่ง เช่นเดียวกับพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 ได้กลายเป็นกฎหมายที่เอาไว้ยึดและอายัดทรัพย์ข้าราชการและนักการเมืองขี้ฉ้อทั้งหลาย

สิ่งที่ผมสาธยายไปข้างต้นนั้น ผมไม่แน่ใจว่าองค์กร Transparency International เข้ามาพิจารณาจัดอันดับความโปร่งใสของประเทศไทยด้วยหรือเปล่าอีกทั้งรัฐบาลไทยทุกชุดที่เข้ามาบริหารประเทศก็ประกาศเป็นมั่นเหมาะว่าจะ “ขจัดคอร์รัปชั่นให้สิ้นแผ่นดินไทย”

อย่างไรก็ตามดูเหมือนว่าดัชนีความโปร่งใสของไทยเมื่อปีที่แล้วนั้นจะอยู่ที่ 3.3 นะครับ ถึงตรงนี้ผมก็เริ่มปักใจเชื่อแล้วครับว่าการแก้ปัญหาคอร์รัปชั่นของบ้านเรานั้นเป็นการแก้ปัญหาแบบ “ปากว่าตาขยิบ”จริงๆ

Hesse004

Feb 16, 2008

“ราฟาเอล เบนิเตซ”เหยื่อของทุนนิยมฟุตบอล




ในฐานะที่ผมเป็นแฟนของทีม “หงส์แดง” ลิเวอร์พูล ที่พักหลังมักถูกค่อยขอดว่าเป็น “เป็ดแดง” บ้างล่ะ เป็น “นกกระเด้าลมแดง” บ้างล่ะ ซึ่งจะว่าไปแล้วมันก็จริงอย่างที่ใครหลายคนพูดนะครับ

พลันที่ทีมรักพ่ายต่อทีมจากเดอะแชมป์เปี้ยนชิพ อย่าง “บาร์นสลี่ย์” ผมเชื่อว่าศรัทธาของแฟนบอลที่มีต่อลิเวอร์พูลดูจะค่อยๆจางจืดไป ด้วยเหตุผลที่ว่า “เชียร์ไม่ขึ้น” นั่นเอง

ผมตั้งคำถามเล่นๆกับน้องชายที่เป็นเหล่า The Kop ด้วยกันว่า “ปีนี้เป็นปีชงของ เบนิเตซ หรือเปล่าวะ?” น้องชายผมหัวเราะแล้วตอบกลับมาว่าดูเหมือนมันจะชงมาหลายปีแล้วนะเฮีย

เกียรติยศของลิเวอร์พูลดูจะเกรียงไกรจนน่าหมั่นไส้ ด้วยความที่ชื่อของสโมสรแห่งนี้กวาดแชมป์ลีกสูงสุดในเกาะบริเตนถึง 18 สมัย กวาดแชมป์เอฟเอคัพมา 7 รอบ ชูถ้วยบอลลีกคัพหรือมิคกัเมาส์คัพอีก 7 ครั้ง แถมด้วยการครองเจ้ายุโรปอีก 5 สมัย แหม! ทำไปได้

อย่างไรก็ตามเกียรติยศเหล่านี้ดูจะกลายเป็น “อดีต” ไปเสียแล้วครับ เป็นอดีตที่ทำให้ทั้งผู้จัดการทีม นักฟุตบอลและแฟนบอลต่างคาดหวังการกลับมายิ่งใหญ่อีกครั้งเหมือนที่พวกเขาเคยทำได้เมื่อ 30 กว่าปีที่แล้ว

ทุกวันนี้ดูเหมือนว่า “ฟุตบอล” จะกลายเป็นสินค้าตัวหนึ่งในระบบทุนวัฒนธรรมที่ทำให้องค์กรธุรกิจอย่าง “พรีเมียร์ชิพ” ซึ่งเปรียบเสมือนบรรษัทข้ามชาติที่มีสำนักงานใหญ่อยู่ในเกาะอังกฤษนั้นสามารถส่งออกสินค้าตัวนี้ไปยังประเทศต่างๆทั่วโลกโดยอาศัยการถ่ายทอดสดผ่านดาวเทียม และได้รายได้หลักจาก “การขายลิขสิทธิ์การถ่ายทอด”

ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจครับว่า ทุกวันนี้เราได้บริโภค “บริการฟุตบอลบันเทิง”กันทุกอาทิตย์แถมมีสินค้าให้เลือกหลากหลายทั้ง พรีเมียร์ชิพ ลาลีกา กัลโช่ซีรีส์อา ลีกเอิง เป็นต้น

ในฐานะผู้บริโภคเรามักจะต้องหาทีมเชียร์ให้กับตัวเอง เพื่อจะได้ดูบอลอย่างมีรสชาติไงครับ ในขณะเดียวกันการบริโภคฟุตบอลบันเทิงแบบ “ลงทุน” ก็อาจทำได้เพียงแค่ซื้อหนังสือพิมพ์กีฬา เปิดดูอัตราต่อรอง แล้วโทรไปแทงบอลกับ “โต๊ะ”

สำหรับประเทศที่มีชนชั้นปกครองประเภท “มือถือสากปากถือศีล” นั้น ผมยังเชื่อว่าธุรกิจการพนันฟุตบอลจะดำรงอยู่ได้ตราบเท่าที่มีเกมลูกหนังให้เราได้ดูกัน

นับตั้งแต่ทศวรรษที่ 90 เป็นต้นมา “พรีเมียร์ชิพ” คือ หัวขบวนในการนำพาให้ฟุตบอลลีกเมืองผู้ดีกลายเป็นที่รู้จักของคนทั่วโลก แม้ว่าก่อนหน้านี้ “เกมลูกหนัง” จากเกาะบริเตนจะเป็นวัฒนธรรมประจำชาติของอิงลิชชน ที่ทุกวันเสาร์จะต้องหอบลูกจูงหลานไปดูฟุตบอลจนเป็นที่มาของคำว่า “When the saturaday comes”

“พรีเมียร์ชิพ” ค่อยๆขายสินค้าฟุตบอลบันเทิง แบบค่อยเป็นค่อยไป เริ่มจากการสร้างกระแสโปรโมตทีมอย่างลิเวอร์พูล แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด และอาร์เซนอล ทำให้สามทีมนี้กลายเป็นทีมที่มีผู้ชมจากทั่วโลกติดตามผลงานมากที่สุด

อย่างไรก็ตามสินค้าฟุตบอลบันเทิงที่ “พรีเมียร์ชิพ” ผลิตขึ้นนี้ ไปเตะตาองค์กรโลกบาลทางฟุตบอลของยุโรปอย่าง “ยูฟ่า” จนทำให้ยูฟ่าตัดสินใจยกเลิกเกมยูโรเปี้ยนคัพเดิมและหันมาผลิตสินค้าฟุตบอลบันเทิงในชื่อ “ยูฟ่าแชมป์เปี้ยน ลีก” ด้วยวัตถุประสงค์ทางรายได้และผลกำไรของทั้งผู้จัดรายการและสโมสรฟุตบอล

ด้วยเหตุนี้เอง ชื่อเสียงเรียงนามของทีมนอกเกาะอังกฤษอย่าง รีล มาดริด , เอซี มิลาน , บาร์เซโลน่า , ยูเวนตุส , เอฟซีปอร์โต้ มาจนกระทั่งทีมอย่าง มัคคาบี้ ไฮฟา จึงกลายเป็นทีมที่คุ้นหูคุ้นตามากกว่าสโมสรฟุตบอลในประเทศเราอย่าง ทหารอากาศ , ท่าเรือ, ราชประชา อ้อ !แม้กระทั่ง ทีมกุยบุรี ครับ

ฟุตบอลในทศวรรษที่ 90 ได้ขยายพรมแดนการชมจากสนามฟุตบอลมาสู่จอโทรทัศน์ ระบบลิขสิทธิ์การถ่ายสดจึงถูกนำมาใช้ พร้อมๆกับการขายสินค้าและบริการประเภทอื่นๆพ่วงเข้าไป ดูเหมือนเราจะปฏิเสธไม่ได้ว่าฟุตบอลได้กลายเป็น “อุตสาหกรรมบริการ”ที่ทำให้ธุรกิจอื่นๆเจริญเติบโตไปด้วย ตั้งแต่สื่อสิ่งพิมพ์ รวมไปถึงโต๊ะแทงบอล

ขณะที่โลกของฟุตบอลได้ก้าวไปด้วยแรงส่งของระบบทุนนิยมนั้น นอกเหนือจากสโมสรฟุตบอลจะได้กำไรจากการขายบัตร ลิขสิทธิ์จากการถ่ายทอดสดแล้ว ตัวนักฟุตบอลเองก็มีรายได้เพิ่มสูงขึ้นเมื่อเทียบกับรายได้ของนักเตะในรุ่นคุณพ่อ หรือรุ่นคุณปู่

“นักฟุตบอล” กลายเป็น แรงงานที่มีทักษะ (Skill labor) ที่มีรายได้ไม่แพ้อาชีพอย่างหมอ วิศวกร หรือ ทนายความเลยก็ว่าได้ เช่นเดียวกับ “ผู้จัดการทีม” ที่กลายเป็นอาชีพที่ขาดไม่ได้สำหรับกีฬาลูกหนังในยุคโลกาภิวัฒน์

สำหรับ “ลิเวอร์พูล” แล้วชื่อของ “บิล แชงคลีย์ , บ๊อบ เพรสลีย์ , โจ เฟแกน และ เคนนี่ ดัลกลิช” ดูจะเป็นที่จดจำมากที่สุด เพราะทั้งสี่คนนี้ได้สร้างให้ลิเวอร์พูลเกรียงไกรจนมีแฟนบอลยอมตะโกนแหกปากร้อง “You will never walk alone” กันทุกนัด

อย่างไรก็ตามชื่อของผู้จัดการทีมอย่าง “แกรม ซูเนสส์ , รอย อีแวนส์ และ เชราร์ อุลลิเยร์” ดูจะเป็นชื่อที่แฟนบอลไม่อยากจดจำมากที่สุด สาเหตุเพราะ พวกเขาไม่สามารถนำพา “หงส์แดง” ตัวนี้ขยับปีกขึ้นสูงกว่าสี่คนที่กล่าวมาข้างต้น

จริงๆแล้ว “ลิเวอร์พูล” เป็นสโมสรที่ปรับตัวไม่ทันกับสภาพของทุนนิยมฟุตบอลต่างหาก ที่ผมเชื่อเช่นนี้เพราะลิเวอร์พูลดูจะขยับตัวช้ากว่าคู่แข่งสำคัญๆอย่าง แมนยูไนเต็ด อาร์เซนอลหรือแม้แต่เชลซีเสมอ การขยับตัวช้าส่วนหนึ่งมาจากการหลงระเริงกับความสำเร็จเมื่อครั้งโบราณ โดยเฉพาะความเชื่อที่ว่าตัวเอง คือ สโมสรฟุตบอลที่ดีที่สุดในเกาะอังกฤษ

ดูเหมือนความเชื่อเหล่านี้พลอยจะฝังหัวไปในกลุ่มแฟนบอลที่จงรักภักดีต่อสโมสรมาตลอดซึ่งรวมทั้งผมด้วยครับ
แต่แท้จริงการบริหารสโมสร “ลิเวอร์พูล” ดูจะผิดพลาดหลายเรื่อง นับตั้งแต่พรีเมียร์ชิพเริ่มเปิดฉากเมื่อปี 1992

ความผิดพลาดดังกล่าวเริ่มตั้งแต่การปล่อยให้ “ซูอี้” เข้ามาทำลายโครงสร้างทีมที่ดีที่สุดในยุคปลาย 80 ของลิเวอร์พูลที่”คิงเคนนี่” สร้างไว้ การผลักให้ “อีแวนส์” หนึ่งในสตาฟฟ์บูทรูมเข้ามารับผิดชอบภาระอันหนักหน่วงในช่วงกลางทศวรรษที่ 90 ทั้งๆที่เขาทำได้แค่เพียงสร้างทีมชุด “สไปซ์บอย” ขึ้นมา หรือ การปล่อยให้ “อุลลิเยร์” ใช้เงินซื้อนักเตะอย่างสุรุ่ยสุร่าย ประเภทชอบปั้นนักเตะ “นิว” ทั้งหลาย อย่าง บิสคาน (นิวโบบัน), เชรู (นิวซีดาน) หรือแม้แต่ ตราโอเล่ ยังเป็น (นิวตูราม) เลยครับ

ขณะที่การเข้ามาของ “ราฟาเอล เบนิเตซ” อดีตผู้จัดการทีมบาเลนเซีย ที่พกความมั่นใจอย่างเต็มเปี่ยมด้วยระบบการเล่นที่เรียกว่า “โรเตชั่น” ได้ทำให้พลพรรค The Kop มีความหวัง โดยเฉพาะปีแรกของเขาที่ทำให้หงส์แดงตะแคงฟ้าด้วยการคว้าถ้วย “ยูฟ่าแชมป์เปี้ยนส์ลีก” ไปครองชนิด “ปาฏิหาริย์”

“เอลราฟา”เป็นกุนซือที่เชื่อในระบบการเล่นมากกว่าตัวผู้เล่นครับ ด้วยเหตุนี้ “ระบบโรเตชั่น”จึงถูกนำมาใช้ทุกนัดราวกับต้องการพิสูจน์ให้เห็น “มันสมอง” ชั้นเลิศของผู้จัดการทีมคนนี้

การได้แชมป์เอฟเอ คัพ เมื่อปี 2005 ยิ่งทำให้ราฟามั่นใจในระบบโรเตชั่นของตัวเอง บวกกับการได้อันดับสี่ไปเล่นฟุตบอลถ้วยใหญ่ของยุโรป ยิ่งทำให้เขาเชื่อใน “กึ๋น” ของตัวเองมากกว่าเชื่อในตัวผู้เล่น
อย่างไรก็ตามนับตั้งแต่ปี 2004 เป็นต้นมา ลิเวอร์พูลของ “เอลราฟา” นั้น ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วครับว่าไม่ดีพอกับการเป็นแชมป์ลีกสูงสุดภายในประเทศ

“โรเตชั่น” ถ้ามองในทัศนะทางเศรษฐศาสตร์แล้ว คือ การแก้ปัญหาผลิตภาพที่ลดลงของแรงงานโดยใช้ระบบคล้ายๆกับการ “เข้ากะ ออกกะ” ทั้งนี้เพราะเกมลูกหนังยุโรปในหนึ่งซีซั่นนั้นนักเตะต้องบรรเลงเพลงแข้งกันอย่างน้อยๆ 50 นัด ด้วยเหตุนี้เองการใช้ระบบ “เข้ากะ” หรือ “โรเตชั่น” ของเอลราฟา จึงช่วยให้ผลิตภาพของแรงงานฟุตบอลไม่ลดลงในนัดถัดๆไป

ผมว่า “เอลราฟา” มองโลกในแง่ดี เพราะสิ่งที่เขาทำคือการแก้ปัญหาผลิตภาพของนักบอลที่อาทิตย์หนึ่งอาจจะต้องเตะบอลอย่างน้อย 2-3 แมตช์ การแก้ปัญหาดังกล่าวสะท้อนให้เห็นการจัดสรรทรัพยากรนักตะให้ลงตัวภายใต้จำนวนแมตช์ที่มากกว่า 50 นัด เพราะอย่าลืมว่านักบอลก็ “คน” ที่เหนื่อยเป็น เจ็บเป็นและ ที่สำคัญ คือ ฟอร์มตกเป็น

แต่ดูเหมือนว่า “โรเตชั่น” อาจจะไม่สำเร็จในฟุตบอลลีกอังกฤษ ด้วยเหตุที่พรีเมียร์ลีกต่างกับลาลีกา ทั้งจังหวะบอลที่ช้าเร็วต่างกันรวมไปถึงโปรแกรมการแข่งขันก็ต่างกันด้วย แต่อย่างไรก็ตามมีเรื่องน่าฉงนอยู่ว่าตลอด 4 ปีที่ ราฟา กุมบังเหียน “ลิเวอร์พูล” นั้น เขาไม่สามารถหาทีมที่ดีที่สุดของตัวเองทั้ง 11 คนได้เลยหรือ ?

ด้วยเหตุนี้เอง “ราฟาเอล เบนิเตซ” จีงเปรียบเสมือน “เหยื่อ”ในโลกทุนนิยมฟุตบอลสมัยใหม่ที่พยายาม “ทดลอง” การสร้างทีมด้วยจำนวนเงินมหาศาลพร้อมๆกับการแบกความหวังของเหล่าแฟนบอลรวมไปถึงการสร้างผลกำไรให้กับทีมผ่านผลงานที่ต้องประสบความสำเร็จอย่างน้อย 1 รายการ แต่น่าเสียดายที่ “เอลราฟา” ไม่สามารถเอาชนะระบบทุนนิยมฟุตบอลสมัยใหม่นี้ได้อีกทั้งยังปล่อยให้เหล่า The Kop ต้องฝันค้างไปกับ “ระบบเข้ากะ”ของ “เอลราฟา” อย่าง “โรเตชั่น”

Hesse004

Feb 6, 2008

ใครๆก็อยากเป็น “เสนาบดี” เศรษฐศาสตร์ว่าด้วยการซื้อขาย “สถานะ”





เสน่ห์อย่างหนึ่งของการเรียนวิชา “เศรษฐศาสตร์” คือ การอธิบายเหตุผลบางเรื่องที่คนปกติธรรมดาเขาไม่ค่อยนึกถึงกันครับ และบางครั้งเจ้าคำอธิบายเหล่านี้มักมาพร้อมกับสมการคณิตศาสตร์ตลอดจนเส้นกราฟที่ยุ่งเหยิงดูอิรุงตุงนัง

อย่างไรก็ตาม “ตรรกะ” หรือ Logic ดูจะเป็นสิ่งที่อาจารย์สอนวิชาเศรษฐศาสตร์พร่ำย้ำให้เหล่านักเรียนเศรษฐศาสตร์นั้นพึงมีเสมอเวลาจะวิเคราะห์หรืออธิบายเหตุการณ์ต่างๆทางเศรษฐกิจครับ

แรกเริ่มเดิมที ผมเคยเข้าใจว่าวิชาเศรษฐศาสตร์จะต้องกล่าวถึงอุปสงค์ (Demand) อุปทาน (Supply) ตลอดจนตลาดสินค้าและบริการ (Market) ซึ่งเนื้อหาที่กล่าวมานี้ปรากฏในวิชาเศรษฐศาสตร์จุลภาคหรือ Microeconomics นั่นเองครับ

นอกจากนี้ผมยังเคยเข้าใจว่าเศรษฐศาสตร์จะต้องพูดถึงเรื่องเงินๆทองๆ โดยเฉพาะการดำเนินนโยบายการเงินการคลังของรัฐบาล พูดถึง อัตราการจำเริญเติบโตทางเศรษฐกิจ อัตราแลกเปลี่ยน อัตราดอกเบี้ย เงินเฟ้อ การว่างงาน ซึ่งเนื้อหาส่วนใหญ่ก็อยู่ในวิชาเศรษฐศาสตร์มหภาคหรือ Macroeconomics

แต่แท้จริงแล้ววิชาเศรษฐศาสตร์ดูจะมีมากกว่าที่ผมกล่าวถึงครับ สิ่งที่เรียนท่านผู้อ่านไปข้างต้นปรากฏอยู่ในตำราหลักเศรษฐศาสตร์จุลภาคและมหภาค แต่สำหรับชีวิตจริงแล้วดูเหมือนเราจะสัมพันธ์กับวิธีคิดแบบเศรษฐศาสตร์อยู่ตลอดเวลา

หลายต่อหลายคนดูจะกระแนะกระแหนความเป็นวิชาการ (เสียเหลือเกิน)ของ นักเศรษฐศาสตร์จนหลายครั้งดูเหมือนจะพูดจากับชาวบ้านอย่างเราๆไม่ค่อยรู้เรื่อง ไม่รู้ว่านี่จะเป็นอีกเหตุหนึ่งของรัฐบาลใหม่หรือเปล่าที่ตัดสินใจเลือก “อดีตคุณหมอ” มาเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และเลือก“อดีตพยาบาล” มาเป็นรัฐมนตรีช่วยคลัง คงเพราะเห็นนักเศรษฐศาสตร์พูดไม่รู้เรื่องหรืออาจจะมองว่าทำงานไม่เป็นก็เลยเอาหมอกับพยาบาลมาดูแลเศรษฐกิจเลยดีกว่า เห็นมั๊ยครับว่า ใครๆก็ทำงานด้านเศรษฐกิจได้แต่อาจจะยกเว้นตัวนักเศรษฐศาสตร์เอง

ผมนอกเรื่องนอกราวไปไกลเสียแล้ว จริงๆแล้วเอนทรี่นี้อยากเล่าเรื่องงานวิจัยชิ้นหนึ่งที่ตีพิมพ์เมื่อปี ค.ศ. 1984 ครับ งานชิ้นนี้เป็นผลผลิตของนักเศรษฐศาสตร์นามว่า “โรเบิร์ต แฟรงค์” (Robert H. Frank) ครับ

“แฟรงค์” เป็นนักเศรษฐศาสตร์อเมริกัน ปัจจุบันเป็นศาสตราจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยคอร์แนล (Cornell) ชื่อชั้นของแฟรงค์จัดเป็น “ป๊อปอีโคโนมิสต์”คนหนึ่ง ซึ่งมีผลงานตีพิมพ์ในฐานะคอลัมนิสต์ของหนังสือพิมพ์ New York Times โดยคอลัมน์ที่อาจารย์แฟรงค์เขียนนั้นใช้ชื่อว่า “Economic Scene” ครับ

แฟรงค์เองพยายามอธิบายเรื่องราวใกล้ตัวในมุมมองเศรษฐศาสตร์โดยเฉพาะการหยิบเอาทฤษฎีเศรษฐศาสตร์จุลภาคมาย่อยสลายให้ผู้อ่านอย่างเราๆได้เข้าใจใน “ตรรกะ”และวิธีคิดของมนุษย์ในมุมมองเศรษฐศาสตร์

ผลงานทางวิชาการของแฟรงค์ที่ดูจะโด่งดังในโลกวิชาการ คือ การจับคู่กับนายเบน เบอนานกี้ (Ben Bernanke) เจ้าของเก้าอี้ประธาน FED คนปัจจุบัน โดยทั้งคู่ร่วมกันแต่งตำรา Principles of Economics (2001) ซึ่งตำราเล่มนี้มีการแปลเป็นภาษาจีนด้วยเมื่อปี ค.ศ. 2005 ครับ

สำหรับเปเปอร์ของแฟรงค์ที่ผมอยากเล่าถึงนี้มีชื่อว่า “Are Workers Paid Their Marginal Products?” งานชิ้นนี้ตีพิมพ์ใน American Economic Review วารสารวิชาการทางเศรษฐศาสตร์ที่ว่ากันว่าดีที่สุดในทัศนะของนักเศรษฐศาสตร์กระแสหลัก

งานชิ้นนี้เริ่มต้นด้วยการตั้งคำถามว่าจริงหรือเปล่าที่คนงานได้รับค่าแรงตามผลิตภาพที่ตัวเองมี ไอ้คำว่า “ผลิตภาพ” เนี่ยอธิบายเป็ยภาษาเราๆยากเหมือนกันนะครับ เอาเป็นว่าหากนาย ก. เป็นคนงานในโรงงานรองเท้า เฉพาะ ก. คนเดียวสามารถผลิตรองเท้าได้ 50 คู่ ใน 1 วัน เทียบกับ ข. ผลิตได้ 100 คู่ นั่นก็แสดงว่า ข. ต้องเก่งกว่า ก. แน่ เพราะพี่แกผลิตได้เยอะกว่าภายใต้ข้อสมมติที่นักเศรษฐศาสตร์ชอบใช้ว่ารองเท้าที่ผลิตเป็นรองเท้าชนิดเดียวกัน

ดังนั้นตามหลักแล้ว ข. ควรได้ค่าจ้างมากกว่า ก. ครับ การอธิบายแบบกำปั้นทุบดินเช่นนี้ทำให้ตลาดแรงงานเกิดขึ้น นายจ้างจะจ่ายค่าแรงให้ ข. มากกว่า ก. เพราะในสายตานายจ้าง ข. ทำงานได้ดีกว่า ก.

แต่อย่างไรก็ตาม “แฟรงค์” แกสังเกตว่าทำไมบางคนที่มีผลิตภาพสูงกว่าจึงทนยอมรับเงินค่าจ้างที่ต่ำกว่าผลิตภาพที่สะท้อนความสามารถของตัวเอง แฟรงก์แกอธิบายเรื่องนี้โดยใช้คำว่า Status หรือ “สถานะ” เป็นเครื่องอธิบายครับ

“แฟรงค์” บอกว่า สถานะหรือตำแหน่งหน้าที่การงานของ ข. นั้น คือ เหตุผลที่ทำให้ ข. เลือกทนรับค่าจ้างที่ต่ำกว่าผลิตภาพตัวเอง นี่เป็นเหตุผลที่อธิบายว่าทำไมยังมีคนยังอยากรับราชการอยู่ทั้งๆที่เงินเดือนก็ไม่มากมายนัก เท่านั้นยังไม่พอครับแฟรงค์ยังบอกว่าที่ ข. ทนอยู่ได้เพราะ ข. มีความต้องการที่จะซื้อสินค้าที่เรียกว่า “สถานะ” จาก ก. โดย ก. เป็นผู้ผลิตสินค้าสถานะให้กับ ข. ในสถานะที่ ก. ยอมรับว่า ข. อยู่ในสถานะที่เหนือกว่าสูงกว่า นั่นอาจหมายถึงนายจ้างอาจมอบหมายให้ ข. เป็นหัวหน้า ก. เพราะเห็นว่า ข. เก่งกว่า

แฟรงค์มองสถานะในลักษณะ “สินค้า” ประเภทหนึ่งที่มีดีมานด์และซัพพลายจนก่อให้เกิดตลาดในที่สุดครับ วิธีการอธิบายของแฟรงค์ทำให้เราสามารถหาเหตุผลได้ว่าทำไม “ผู้ว่ากรุงเทพมหานาคร”จึงยอมมารับเงินเดือนหกเจ็ดหมื่นทั้งๆที่ถ้าอยู่ภาคเอกชนเขาอาจได้เงินเดือนตามผลิตภาพที่สูงของเขาหรือทั้งๆที่ก่อนจะเข้ามาดำรงตำแหน่งนั้นอาจจะลงทุนหาเสียงไปเยอะแล้วทำไมจึงต้องมานั่งรับเงินไม่กี่หมื่น เหตุผลที่ว่าคือ เขายินดีที่จะบริโภคสินค้าสถานะในตำแหน่งผู้ว่า กทม.นั่นเอง

และนี่ก็เป็นเหตุผลที่แฟรงค์อธิบายว่าทำไมปัจจุบันองค์กรธุรกิจจึงเต็มไปด้วยตำแหน่ง Vice President เยอะเหลือเกิน ก็ด้วยเหตุผลที่ว่าคนเหล่านี้พึงพอใจที่จะบริโภคสินค้าสถานะ “Vice President” ที่ธุรกิจนั้นมอบให้

บางทีการซื้อตัวหรือชิงตัวคนเก่งๆนั้น อาจจะไม่ได้แค่เอาเงินเดือนสูงๆมาล่อหลอกกันอย่างเดียวแต่อาจมีการขายสินค้าสถานะเช่นให้ตำแหน่งที่สูงขึ้นกับองค์กรใหม่ที่จะไปสังกัด อย่างในอดีตที่ “สตีฟ แมคคลาเรน” ยอมจากเดอะโบโร่มาคุมทีมชาติอังกฤษก็เพราะสมาคมฟุตบอลอังกฤษขายสินค้าสถานะที่ชื่อว่า “ผู้จัดการฟุตบอลทีมชาติอังกฤษ” ให้แมคคลาเรน

ด้วยเหตุนี้เองพลันที่ผมเห็นรายชื่อคณะรัฐมนตรีเสนาบดีชุดใหม่ ผมจึงถึงบางอ้อว่าผู้จัดการรัฐบาลสยามได้ขายสินค้าสถานะ “ตำแหน่งเสนาบดีกระทรวง” ให้ท่านเหล่านั้นที่สู้อุตส่าห์เสียสละความสุขส่วนตัวมารับเงินเดือนแสนกว่าบาททั้งๆที่ท่านเหล่านั้นอาจจะหาเงินได้มากกว่าเงินเดือนตำแหน่งเสนาบดีเสียอีก

แต่ เอ! ผมไม่แน่ใจว่าผลิตภาพของท่านเสนาบดีชุดใหม่นี้จะสูงกว่าเงินเดือนที่ท่านจะมารับตำแหน่งหรือเปล่าครับ? สงสัยต้องถามท่านอาจารย์แฟรงค์เสียแล้ว

Hesse004

Feb 4, 2008

American Gangster หรือ “ตำรวจ” คือ หัวขบวนตัวจริง





ถ้าท่านผู้อ่านเป็นแฟนตัวยงของ The Godfather งานของ “ฟรานซิส ฟอร์ด คอปโปล่า” (Francis Ford Coppola) แล้ว ผมเชื่อว่าทุกท่านคงไม่พลาดหนังอย่าง American Gangster (2007) ของ “ริดลีย์ สก๊อตต์” (Ridley Scott) ที่เพิ่งจะลงโรงฉายไปไม่กี่วันมานี้

เหตุที่ผมอ้างอิงถึงภาพยนตร์มาเฟียโรแมนติคอย่าง The Godfather นั้น ก็ด้วยเพราะมีอยู่ฉากหนึ่งของ The Godfather (1972) ซึ่งน่าจะเป็นจุดเริ่มต้นของธุรกิจใหม่ในวงการ “มาเฟีย”

ฉากที่ว่าเป็นฉากที่ “โซรอสโซ” เจ้าเติร์กเจ้าเล่ห์เข้ามาคุยเรื่องธุรกิจกับ “ดอนวีโต้ คอร์ลิโอเน่” ถึงธุรกิจใหม่ที่ชื่อว่า “ยาเสพติด” (Drug) ครับ อย่างไรก็ตามดูเหมือนดอนของเราจะไม่เล่นด้วยเพราะดอนแกมีจุดยืนและคุณธรรมในการทำ “ธุรกิจผิดกฎหมาย” ที่เลือกจะไม่ค้ายานรก ด้วยมูลเหตุนี้เองจึงเป็นที่มาของเรื่องราว “มาเฟียโรแมนติค”ของตระกูลคอร์ลิโอเน่และเป็นการย่างก้าวเข้ามาในวงการมาเฟียของดอนคนใหม่นามว่า “ไมเคิล คอร์ลิโอเน่” นั่นเองครับ

แรกเริ่มเดิมทีธุรกิจผิดกฎหมายในสหรัฐอเมริกาอยู่ที่ “การค้าเหล้าเถื่อน” ทั้งนี้เพราะเหล้าเถื่อนในอเมริกาช่วงทศวรรษที่ 20-30 กลายเป็นสินค้า Demerit goods หรือสินค้าอคุณธรรม ที่รัฐบาลคุณพ่อรู้ดีสมัยนั้นไม่อยากให้ประชาชนดื่มเหล้า (Prohibition of Alcohol)

นอกจากเหล้าแล้ว การ “แทงหวย” ประเภทหวยใต้ดินก็เป็นอีกธุรกิจหนึ่งที่สร้างมาเฟียขึ้นมา กล่าวกันว่าเผ่าพันธุ์อิตาเลียนโดยเฉพาะที่มาจากเกาะซิซิลี คือ “ตำนานมาเฟีย”ของจริง ในนิวยอร์ค โดยเฉพาะอย่างยิ่งชื่อเสียของ “ชาร์ล ลัคกี้ ลูเซียโน่” (Lucky Luciano) คือ โคตรมาเฟียที่มาได้ดิบได้ดีในเมืองนิวยอร์ค

“ลูเซียโน่” สร้างองค์กรอาชญากรรมที่ทรงอิทธิพลขึ้นในอเมริกาถึงกับทำให้นิตยสารอย่าง TIME ยกให้เป็นหนึ่งในยี่สิบบุคคลที่มีอิทธิพล (ด้านลบ) แห่งศตวรรษที่ 20 เลยทีเดียวครับ

ชื่อของลูเซียโน่ดูเหมือนจะตีคู่มากับมาเฟียหนุ่มเลือดร้อนนามว่า “ดัตช์ ชูลซ์” (Dutch Schultz) ครับ ชูลซ์นับเป็นมาเฟียที่เติบใหญ่ในช่วงที่สหรัฐอเมริกากำลังรุ่งเรืองในช่วงทศวรรษที่ 20 (หลังสงครามโลกครั้งที่หนึ่งสงบลง) และมีชีวิตอยู่พอได้เห็น The Great Depression หรือวิกฤตเศรษฐกิจครั้งใหญ่ในทศวรรษที่ 30 อย่างไรก็ตาม “ชูลซ์” นับเป็นมาเฟียอายุสั้น ครับเนื่องจากพี่แกตายตั้งแต่อายุ 33 ปี

อย่างไรก็ตามว่ากันว่า “อเมริกันมาเฟีย” ตัวแสบที่สุด คือ “อัล คาโปน” (Al Capone) ครับ “อัล”หรือ “ไอ้หน้าบาก” (Scarface) กลายเป็นมาเฟียที่ทรงอิทธิพลที่สุดในช่วงระยะเวลาก่อนสงครามโลกครั้งที่สอง ถิ่นฐานทำมาหากินของอัล คาโปน อยู่ที่ “ชิคาโก้” ครับ ธุรกิจผิดกฎหมายตั้งแต่ค้าเหล้าเถื่อน ทำหวยใต้ดิน ไปจนกระทั่งเปิดซ่องนั้น พี่อัลของเราแกดูแลหมด อย่างไรก็ตามอัล คาโปนก็มาจนมุมติดคุกด้วยข้อหาง่ายๆอย่าง “หนีภาษี” ครับ

“อัล” ดูจะเป็นมาเฟียที่ได้รับความสนใจจากวงการบันเทิงเป็นพิเศษครับ ด้วยเหตุนี้เองเรื่องราวของพี่แกเลยปรากฏอยู่ทั้งในละครทีวี ภาพยนตร์ นิยายอาชญากรรม ไม่เว้นแม้กระทั่งการ์ตูน อย่างไรก็ดีดูเหมือน The Untouchables (1987) ของ “ไบรอัน เดอ พัลมา” (Brian De Palma) น่าจะกล่าวถึงยุคสมัยของอัลคาโปนได้ดีที่สุดครับ และคนที่มารับบทเป็น “อัล” ก็คือ ป๋าโรเบิร์ต เดอไนโร (Robert De Niro) นั่นเอง

ตำนานมาเฟียคนสุดท้ายที่ผมอยากกล่าวถึง คือ Ellworth Bumpy Johnson ครับ “บัมปี้”เป็น “เจ้าพ่อมาเฟียผิวดำ”ที่กล่าวกันว่าทรงอิทธิพลที่สุดในย่านฮาร์เล็ม(Harlem)ช่วงทศวรรษที่ 30จนถึงปลายทศวรรษที่ 60 และ “บัมปี้” ยังเป็นนายใหญ่ของ “แฟรงก์ ลูคัส” ถึง 15 ปี

ชีวิตของ “บัมปี้ จอหน์สัน” นั้นได้ถูกถ่ายทอดบนแผ่นฟิล์มในเรื่อง Hoodlum (1997) ผลงานการกำกับของบิล ดุค (Bill Duke) โดยได้ “ลอว์เรนซ์ ฟิชเบิร์น” (Laurence Fishburne) มารับบทเป็น “บัมปี้” ครับ

ท่านผู้อ่านสังเกตมั๊ยครับว่า “ยุคสมัย”ของมาเฟียมักอยู่ในช่วงเศรษฐกิจรุ่งเรืองเฉพาะสหรัฐอเมริกานั้น มาเฟียรุ่นเก๋าๆที่กล่าวมานั้นล้วนเป็น “กลุ่มอาชญากร”ที่เติบโตมาพร้อมๆกับความรุ่งเรืองของเมืองอย่างนิวยอร์คและชิคาโก้ และที่น่าสนใจไปกว่านั้น คือ คนเหล่านี้มีชีวิตอยู่ในช่วง The Great Depression หรือวิกฤตเศรษฐกิจครั้งร้ายแรงที่สุดในสหรัฐช่วงทศวรรษที่ 30

นอกจากนี้เหล่าร้ายทั้งหลายนี้หากินอยู่กับ “ข้อห้ามของกฎหมาย” โดยเฉพาะการค้าของผิดกฎหมาย (Smuggling or Trafficking)ซึ่งในมุมมองทางเศรษฐศาสตร์แล้วการค้าของผิดกฎหมายมี “แรงจูงใจ” ในเรื่อง “กำไร” มากกว่าการค้าของถูกกฎหมาย เข้าตามกฎที่ว่า High risk High Return นั่นเองครับ

ด้วยเหตุนี้เองการลักลอบนำเข้าเหล้าเถื่อน เดินโพยหวยใต้ดินแม้แต่ธุรกิจค้าน้ำกามนั้นจึงกลายเป็นแหล่งหาเงินสำคัญของเหล่ามาเฟียในสหรัฐอเมริกาส่วนหนึ่งเพราะไม่มีสุจริตชนคนไหนอยากทำ

ดังนั้นการเติบใหญ่ขององค์กรอาชญากรรมส่วนหนึ่งจึงมาจากแรงผลักของ “กฎหมายรัฐ” ที่ผลักให้ธุรกิจที่ขาย“สินค้าอคุณธรรม”(Demerit goods) เหล่านี้ถูกนิยามว่าเป็น “ธุรกิจผิดกฎหมาย” และเป็นภัยต่อสังคม

สำหรับ American Gangster (2007) ของริดลีย์ สก๊อตต์ นั้น ได้เล่าถึง “มาเฟียผิวดำ” อย่าง “แฟรงก์ ลูคัส” (Frank Lucas)อดีตคนสนิทของ “บัมปี้ จอห์นสัน” ตำนานมาเฟียผิวดำในย่านฮาร์เล็ม

อย่างที่เรียนไปตอนต้นแล้วครับว่า “ธุรกิจค้ายาเสพติด” ได้กลายเป็นธุรกิจใหม่ที่เหล่าทุรชนนั้นเริ่มสนใจไม่ว่าจะเป็นแก๊งค์ไอริช แก๊งค์ตุรกี หรือ แม้กระทั่งแก๊งค์อิตาเลียนเอง

โดยส่วนตัวผมแล้วผมคิดว่างานชิ้นนี้ของ “ริดลีย์ สก๊อตต์” นับว่า “ลงตัว” อยู่ไม่น้อยครับทั้งพล็อตเรื่องที่ได้มือเขียนบทอย่างSteve Zaillian (จาก All the King’s Men ฉบับล่าสุด) มาช่วยจัดการให้ นอกจากนี้ยังได้ดาราเจ้าบทบาทอย่าง “แดนเซล วอชิงตัน” (Danzel WAshigton) และ “รัสเซล โครว์” (Russel Crowe) มารับบทนำ

“ริดลีย์ สก๊อตต์” จงใจจะฉายภาพของมาเฟียผิวสีในย่าน “ฮาร์เล็ม” อย่าง แฟรงก์ ลูคัส ที่ใหญ่ขึ้นมาได้ไม่ใช่แค่โหดเหี้ยมเพียงอย่างเดียวหากแต่เป็นโจรที่มีคุณธรรมสูงคนหนึ่ง โดยเฉพาะความชื่อสัตย์แล้ว ลูคัสไม่ได้เป็นรองใคร

“ลูคัส” ยังเป็นตัวแทนของ “นักเลง” จริงที่ทำการค้าด้วยความจริงใจแม้ว่าสินค้าที่เขาจะขายนั้นมันจะเป็น “เฮโรอีนบริสุทธิ์” (Blue Magic) ก็ตาม ความเป็นนักเลงของลูคัสสะท้อนออกมาจากความเป็นสุภาพบุรุษที่รักครอบครัวและพี่น้อง จนกล่าวกันว่าเขาเป็นพ่อค้ายาเสพติดที่ต่างจากคนอื่นๆ จะเห็นได้ว่าในหนังเรื่องนี้ไม่มีฉากไหนเลยที่ฉายให้เห็นภาพพี้ยาของลูคัสทั้งที่เขาเป็นเจ้าของธุรกิจค้ายารายใหญ่ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ลูคัสได้เรียนรู้มาจาก “บัมปี้” นายเก่าของเขาซึ่งก็เป็น “นักเลงจริง” อีกคนหนึ่ง

ขณะเดียวกัน American Gangster ก็ดูเหมือนจงใจจะตบหน้าเหล่าโจรที่มักแฝงตัวมา “ตบทรัพย์” มิจฉาชีพอีกต่อในรูปของ “เจ้าหน้าที่รัฐ” โดยเฉพาะ “ตำรวจ”

น่าสนใจนะครับว่าทำไมอาชีพ “ตำรวจ” จึงกลายเป็นอาชีพที่ชาวบ้านร้อง “ยี้” อาชีพหนึ่งไม่แพ้อาชีพ “นักการเมือง” หนังหลายต่อหลายเรื่องอย่าง L.A. Confidential (1997) ของ “เคอร์ติส แฮนสัน” (Curtis Hanson) ก็ปอกเปลือก “ตำรวจแอลเอ”เสียไม่มีชิ้นดี ประมาณว่าถ้าริจะเป็นตำรวจได้ก็ต้องหัด “ยิงคนทางข้างหลัง” เป็น

เช่นเดียวกับ American Gangster ครับที่เราได้เห็นการจับกุมราชายาเสพติดอย่าง “ลูคัส” พร้อมๆกับการลากเอาเหล่าพลพรรคตำรวจนอกรีตแตกแถวทั้งหลายออกมาในตอนท้ายของเรื่อง

ดังนั้นก็ไม่น่าแปลกใจนักที่หลายวันมานี้ข่าวเรื่อง “แกงค์ ต.ช.ด.ตบทรัพย์” จะโด่งดังบนหน้าหนังสือพิมพ์เพราะดูเหมือนว่า American Gangster จะบอกเราเป็นนัยๆแล้วว่าไอ้หัวขบวนตัวจริงก็คือ “ไอ้คนที่รักษากฎหมาย” เนี่ยแหละครับ

Hesse004