Apr 5, 2008

“Yi yi”นั่งสังเกตการณ์ชีวิต




ในกระบวนหนังจีนด้วยกันแล้ว หนังจาก “ไต้หวัน” ดูจะได้รับความนิยมน้อยที่สุดนะครับ สาเหตุสำคัญน่าจะมาจากการแผ่อิทธิพลของหนังฮ่องกงนับตั้งแต่ทศวรรษที่ 60 เป็นต้นมาโดยเฉพาะหนังกำลังภายในจากสตูดิโอดังอย่าง “ชอว์บราเธอร์”

อย่างไรก็ตามชื่อของผู้กำกับอย่าง อั้งลี่ (Ang Lee), ไฉ้ หมิง เหลียง(Ming-liang Tsai) และ เอ็ดเวิร์ด หยาง (Edward Yang) ได้ปลุกกระแสหนังพันธุ์ไต้หวันให้ได้รับความนิยมในหมู่คอหนังอาร์ต โดยเฉพาะในรายของของ “อั้งลี่” แล้ว การบุกเบิกฮอลลีวู้ดด้วย Crouching Tiger hidden Dragon (2000) เมื่อแปดปีก่อนได้ทำให้เขากลายเป็นหนึ่งในผู้กำกับที่ทรงอิทธิพลที่สุดของฮอลลีวู้ดในเวลานี้เลยก็ว่าได้

สำหรับ “ไฉ้ หมิง เหลียง” นั้นโด่งดังมาจาก What time is it there? (2001) ครับ หนังเรื่องนี้เข้าชิงรางวัลปาล์มทองคำ
ในเทศกาลหนังเมืองคานส์ (Cannes Film Festival) เมื่อปี ค.ศ.2001 กล่าวกันว่าหนังของอาไฉ้นั้นเป็นหนังที่ดูยากมาก มัธยัสถ์บทพูด แต่เต็มไปด้วยประเด็นและสัญลักษณ์ที่ผู้ชมต้องไปตีความกันเอาเอง

ส่วน “เอ็ดเวิร์ด หยาง” นั้น สร้างชื่อมาจากเทศกาลหนังเมืองคานส์เช่นกันครับ ซึ่งงานของ เขา เรื่อง Yiyi(2000) นั้นเข้าชิงรางวัลปาล์มทองคำและ “หยาง” เองก็ได้รางวัลผู้กำกับยอดเยี่ยมไปเมื่อปี ค.ศ.2000

Yiyi หรือในชื่อภาษาอังกฤษว่า A One and A Two ได้กล่าวถึงครอบครัวชาวจีนไต้หวันครอบครัวหนึ่งซึ่งอาศัยอยู่ใน “ไทเป” ครอบครัวนี้ประกอบไปด้วย อาม่า (ยาย) , อาเจี้ยน (พ่อ) , อาหมิง (แม่) , ผิง ผิง (ลูกสาวคนโต) และ หยาง หยาง (ลูกชายคนเล็ก)

หนังเปิดฉากด้วย “งานแต่งงาน” ของน้องชายอาหมิงซึ่งจะว่าไปแล้วเสมือนเป็นสัญลักษณ์อย่างหนึ่งที่กำลังบอกถึง“ชีวิตครอบครัว” จริงๆ ได้เริ่มขึ้นแล้ว

หลังจากนั้น เอ็ดเวิร์ด หยาง ได้ค่อยๆฉายภาพชีวิตของแต่ละคนในครอบครัวนี้โดยสลับฉากชีวิตของแต่ละคนที่ใช้ชีวิตธรรมดาทั่วไปคล้ายกับเรากำลังนั่งสังเกตการณ์หลายชีวิตในครอบครัวนี้อยู่

จะว่าไปแล้วหนังแนวครอบครัวทำนองเดียวกับ Yiyi ที่ทำออกมาได้น่าชมเท่าที่นึกออกน่าจะเป็น Little Miss Sunshine (2006)ของ โจนาธาน เดย์ตัน (Jonathan Dayton)และ วาเลรี่ ฟารีส (Valerie Faris) หนังฟอร์มเล็กเรื่องนี้นับว่าไม่ธรรมดาเลยนะครับเพราะเข้าชิงรางวัลอคาดามี (ออสการ์)เมื่อปี ค.ศ.2006 ด้วย

“เอ็ดเวิร์ด หยาง” พยายามกล่าวถึงปัญหาของมนุษย์ในแต่ละช่วงวัยครับ ซึ่งจะว่าไปแล้วเราทุกคนล้วนมีปัญหาให้ขบกันอยู่ตลอดเวลาเริ่มจาก “หยาง หยาง” ลูกชายคนเล็กขี้สงสัยที่กำลังอยู่ในวัยตั้งคำถามและเรียนรู้โลกของผู้ใหญ่

ผมแอบติดใจคำพูดของเจ้าหนูน้อยตอนที่พูดกับ “อาเจี้ยน” ผู้พ่อว่า “สิ่งที่ผมเห็น พ่อจะไม่เห็น สิ่งที่ผมไม่เห็น พ่อจะเห็น” น่าแปลกมั๊ยครับ คำพูดของเด็กเจ็ดแปดขวบดูมีปรัชญาอะไรแฝงอยู่ และยิ่งเราดูบทบาทของเจ้าหนูคนนี้ไปเรื่อยๆ จะเห็นว่าเด็กคนนี้ช่างคิดอยู่ไม่น้อย อย่างเช่นเอากล้องที่พ่อซื้อให้มาถ่ายรูป “ยุง” เพียงเพื่อพิสูจน์ให้คนเห็นว่ามันมียุงอยู่ในคอนโดจริง

นอกจากนี้ความแปลกของเจ้าหนูในเรื่องหัดถ่ายรูปยังอยู่ที่การถ่ายรูปคนจากข้างหลัง ทั้งนี้เจ้าหนูหยาง หยาง ให้เหตุผลว่าคนส่วนใหญ่ถ่ายรูปข้างหน้ากันอยู่อย่างเดียวทำให้เรามองเห็นแต่ข้างหน้าจนเรามองไม่เห็นข้างหลัง ดังนั้น ผม (เจ้าหนู) ขอเป็นคนถ่ายรูปข้างหลังดีกว่าจะได้มองเห็นคนอีกด้านหนึ่ง

ผมแอบตั้งข้อสังเกตในใจไว้ว่าสงสัยเรื่องนี้ “เอ็ดเวิร์ด หยาง” คงต้องการสื่อสารความเป็นตัวเองผ่านเจ้าหนูน้อย “หยาง หยาง” เป็นแน่แท้ เพราะดูจากชื่อเจ้าหนูก็พ้องกับสกุลของผู้กำกับแล้ว

นอกจากความช่างคิดของหยาง หยาง แล้ว ประเด็น “วัยรุ่น” ในหนังเรื่องนี้ก็สื่อได้ดีเช่นเดียวกันครับ ซึ่ง “ผิง ผิง” ลูกสาวคนโตของบ้านกำลังอยู่ในช่วงวัยรุ่น

ในเรื่องนั้น, ผิง ผิง ดูจะเป็นเด็กดีเรียบร้อย ขยันเรียน และละเอียดอ่อน อย่างไรก็ตามปัญหาในวัยรุ่นก็ไม่พ้นเรื่อง “ความรัก” แหละครับ ซึ่งรักแรกของผิงผิงกลับกลายเป็นโศกนาฎกรรมที่ไม่น่าจดจำนัก

สำหรับชีวิตของ “อาเจี้ยนและอาหมิง” นั้นก็อยู่ในวัยที่กำลังก่อร่างสร้างตัวให้มั่นคงเลี้ยงลูกสองคนอีกทั้งดูแลแม่ที่นอนป่วยไม่รู้สึกตัว เราได้เห็นภาพชีวิตมนุษย์เงินเดือนของผัวเมียคู่นี้ที่ทำงานกันหามรุ่งหามค่ำ จนวันหนึ่ง “อาหมิง” มานั่งร้องไห้อย่างไม่รู้สาเหตุว่า
“เฮ้ ! ฉันตื่นแต่เช้าไปทำงาน อยู่ที่ทำงานจนดึกดื่น กลับมาบ้านนอน แล้วก็ตื่นแต่เช้าไปทำงาน ทำไมชีวิตฉันมันหมุนเวียนจำเจเป็นวงจรอย่างนี้”

บางทีคำถามของ “อาหมิง” ก็ไม่ต่างกับคำถามของพวกเราในฐานะมนุษย์เงินเดือน ที่จู่ๆวันหนึ่งเรามานั่งตั้งคำถามกับตัวเองว่า “กูกำลังทำอะไรอยู่วะ” โชคดีที่อาหมิงได้อาเจี้ยน ซึ่งเป็นสามีที่เข้าใจความรู้สึกของภรรยาดีจึงค่อยๆปลอบใจและให้กำลังใจกันไป

ตัวละครอย่าง“อาเจี้ยน” แสดงออกซึ่งความเข้มแข็งและความเข้าใจในการดำเนินชีวิตเป็นอย่างดีครับ ตัวอาเจี้ยนเองก็มีปัญหาเรื่องงานแถมยังเจอเรื่อง “คนรักเก่า” อีกก็ทำให้อาเจี้ยนเขวไปเหมือนกัน แต่อาเจี้ยนก็ค่อยๆใช้สติในการแก้ปมปัญหาต่างๆไปได้ด้วยดี ผมว่าอาเจี้ยนเป็นตัวอย่างที่ดีในการเป็น “สามีและพ่อ” ที่ค่อยๆประคับประคองครอบครัวและแก้ปัญหาชีวิตไปอย่างมีสติ

ผมนั่งดูหนังเรื่องนี้พลางนึกถึง “ชีวิตและความเป็นมนุษย์” ตลอดเวลาที่ผ่านมาผมเชื่อว่าเราทุกคนล้วนมีประสบการณ์แบบในหนังเรื่อง Yiyi ไม่ว่าจะเป็นความสงสัยอยากรู้ในวัยเด็ก การปรับตัวในวัยรุ่น การตั้งคำถามถึงสิ่งที่ตัวเองกำลังทำอยู่ในวัยทำงาน แม้กระทั่งความพยายามประคับประคองชีวิตครอบครัวให้รื่นรอดในวันที่เผชิญมรสุมชีวิต

หนังเรื่องนี้ปิดท้ายด้วย “งานศพ”ของอาม่า ครับ ในบทหนังนั้น “อาม่า”ดูจะเป็นศูนย์กลางของครอบครัวเพราะตั้งแต่อาม่าป่วยนอนไม่รู้เรื่อง “อาเจี้ยนและอาหมิง” พยายามให้คนในครอบครัวมาพูดคุยกับอาม่าเล่าเรื่องโน้นเรื่องนี้ให้แกฟังทั้งๆที่แกไม่รู้เรื่องอะไรแล้ว ด้วยเหตุนี้เองเราจึงได้เห็นภาพอาม่าในฐานะผู้ที่รับฟังเรื่องราวทุกอย่างของลูกหลานแต่ไม่สามารถรับรู้อะไรได้อีกแล้ว

ฉากสุดท้ายของหนังเรื่องนี้ “เอ็ดเวิร์ด หยาง” ได้สื่อให้เห็นสัญลักษณ์ของการสิ้นสุดชีวิตจากพิธีกรรมในงานศพซึ่งดูเหมือนว่าชีวิตบนโลกใบนี้ไม่มีอะไรเลย สุดท้ายแล้วก็ว่างเปล่าใช่มั๊ยครับ

Hesse004

Mar 22, 2008

“สามก๊ก” สินค้าจีนในทุนวัฒนธรรม




ซีรี่ส์ภาพยนตร์จีนชุด “สามก๊ก” ที่กำลังฉายอยู่ช่องไทยพีบีเอสนั้น นับได้ว่าเป็นการเร่งให้เกิดกระแส “จีนนิยม” เพิ่มยิ่งขึ้นนะครับ

ภาพยนตร์ชุดดังกล่าวเป็นผลงานการสร้างของ CCTV ด้วยวัตถุประสงค์ของรัฐบาลจีนแผ่นดินใหญ่ที่ต้องการเล่าเรื่องราวประวัติศาสตร์จีนเมื่อ 1,800 กว่าปีมาแล้ว โดย “สามก๊ก” ฉบับ ซีรีส์นี้มีทั้งหมด 84 ตอนครับ ทั้งนี้กล่าวกันว่าสามก๊กของนาย “หลอกว้านจง” (Luo Guanzhong)นั้นเป็นหนึ่งในสี่สุดยอดของวรรณกรรมจีนเลยทีเดียว

ท่ามกลางกระแส “จีนาภิวัฒน์” และ “ภารตะนิยม” หรือ Chindia นั้นได้ทำให้โลกตะวันออกเริ่มกลับมามีบทบาทอีกครั้งหนึ่งครับ หลังจากที่ “สหรัฐอเมริกา” ได้สถาปนาตัวเองเป็นเจ้าโลกมาช้านานนับแต่สงครามโลกครั้งที่สองสงบลง

อย่างที่เกริ่นไว้ในหัวเรื่องแล้วครับว่าภาพยนต์จีนชุดสามก๊กนั้นดูจะเป็น “สินค้าวัฒนธรรมจีน” ชิ้นแรกๆที่ถูกปล่อยออกมาในช่วงที่โลกทุนนิยมเริ่มหันมาสะสมทุนวัฒนธรรม (Cultural Capital) กันมากขึ้น

ในหนังสือเรื่อง “ทุนวัฒนธรรม”ของท่านอาจารย์รังสรรค์ ธนะพรพันธุ์ นั้นได้กล่าวถึงการเติบโตของทุนวัฒนธรรมผ่านสินค้าประเภทกีฬาโดยเฉพาะฟุตบอลพรีเมียร์ชิพของอังกฤษ

เช่นเดียวกับในแง่ของความบันเทิงนั้น “วัฒนธรรมป๊อบ” (Pop Culture) ได้ถูกถ่ายทอดผ่านทางหนังดังฮอลลีวู้ด รวมไปถึงมิวสิควีดีโอที่ช่อง MTV จะเห็นได้ว่าทั้งกีฬาและความบันเทิงนั้นดูจะเป็นทุนชนิดใหม่ที่ก้าวมาตอบสนองผู้คนในศตวรรษที่ 21

ด้วยเหตุนี้เองประเด็นน่าสนใจที่ตามมาเกี่ยวกับพัฒนาการของทุนนิยม คือ รูปแบบของการสะสมทุน ครับ เพราะประวัติศาสตร์ของทุนนิยมนั้นเริ่มต้นจาก “ทุนนิยมอุตสาหกรรม”ที่สะสมเครื่องจักร เครื่องมือ ก่อนจะก้าวมาสู่ “ทุนนิยมการเงิน” ที่มุ่งเน้นการสะสมทุนทางการเงินเป็นสำคัญ และ ท้ายที่สุดทุนดังกล่าวได้รุกไปสู่ “ทุนวัฒนธรรม”

ในช่วงสิบปีที่ผ่านมาดูเหมือนว่าประเทศอย่าง “เกาหลีใต้” น่าจะเป็นตัวอย่างที่ดีในการพัฒนาทุนวัฒนธรรมนะครับ โดยทั้งภาครัฐและเอกชนของเกาหลีใต้นั้นพยายามใช้ “ประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม”ของชนชาติตัวเองเป็น “สินค้าวัฒนธรรม” ที่มุ่งขยายส่งออกไปต่างประเทศนอกเหนือจากอุตสาหกรรมอิเลคทรอนิคส์หรือรถยนต์ที่โด่งดัง

จึงไม่น่าแปลกใจเลยว่าทำไมทุกวันนี้ ซีรีส์เกาหลีอย่าง “แด จัง กึม” “จูมง” มาจนกระทั่ง “อิมซังอ๊ก” จึงกลายเป็นสินค้าวัฒนธรรมเกาหลีที่คนไทยรู้จักดีไม่แพ้เครื่องใช้ไฟฟ้าอย่าง “ซัมซุง”

สำหรับ “สามก๊ก” ฉบับ CCTV นั้นเริ่มต้นออกอากาศครั้งแรกเมื่อปี 1995 ครับ ทั้งนี้ CCTV ได้คัดเลือกนักแสดงที่มีฝีมือทั่วทั้งแดนมังกรมาสวมบทบาทตัวละครเด่นๆในสมัยสามก๊ก เช่น ผู้ที่รับบทเป็น “ขงเบ้ง” คือ Tang Guoqiang ซึ่งนับเป็นดาราดังของจีนแผ่นดินใหญ่เลยทีเดียว

หลังจากรัฐบาลคอมมิวนิสต์จีนภายใต้การนำของ “เติ้งเสี่ยวผิง” ได้เปิดประเทศด้วยนโยบายสี่ทันสมัยแล้ว ประเทศจีนได้รับความสนใจจากประเทศต่างๆทั่วโลกในฐานะที่เป็น “ตลาดสินค้า”ที่ใหญ่ที่สุดในโลกโดยวัดจากจำนวนประชากรพันกว่าล้านคน

ขณะที่จีนเปิดรับนักลงทุนจากต่างชาติ รัฐบาลคอมมิวนิสต์จีนก็ไม่ลืมที่จะส่งเสริมให้ธุรกิจเอกชนออกไปลงทุนต่างประเทศด้วย พร้อมกันนี้บทบาทของจีนในช่วงยี่สิบปีหลังมานี้นับว่าโดดเด่นไม่น้อย

ในฐานะที่เป็นพี่ใหญ่แห่งเอเชีย จีนเองก็พยายามสร้างอิทธิพลทางการค้าการลงทุนผ่านทางประเทศกำลังพัฒนาทั้งหลายโดยเฉพาะในแอฟริกาหรือที่รู้จักกันในชื่อ Sino-African ครับ ทั้งนี้ตามหลักฐานทางประวัติศาสตร์นั้นจีนเริ่มติดต่อกับชาวแอฟริกันมาตั้งแต่สมัยราชวงศ์หมิงจากการเดินทางสำรวจโลกของกองเรือนายพลเจิ้งเหอ หรือ เจ้าพ่อซำปอกงที่คนไทยคุ้นเคยนั่นเอง

ปัจจุบันรัฐบาลจีนคอมมิวนิสต์พยายามสร้างสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นกับประเทศอย่าง เคนยา กานา ซูดาน หรือไนจีเรีย เป็นต้น ผมเชื่อว่าเหตุที่จีนเลือกคบแอฟริกาส่วนหนึ่งน่าจะมาจากความพยายามที่จะสร้างสมดุลทางอำนาจกับโลกตะวันตก

การสร้างภาพยนตร์ประวัติศาสตร์ “สามก๊ก” ของจีนในช่วงทศวรรษที่ 90 นั้นจึงดูมีนัยยะที่ต้องการสื่อให้ชาวโลกที่จะมาคบกับจีนนับต่อจากนี้ไป พึงรู้ไว้ว่า “จีนยุคใหม่” นั้นไม่เหมือนยุคสมัยที่เคยโดนชาติมหาอำนาจข่มเหงรังแกดังเช่นที่เคยทำได้ในปลายราชวงศ์ชิง

นอกจากนี้นัยยะที่แฝงมากับภาพยนตร์เรื่องนี้นั้นเหมือนจะบอกให้รู้ว่า “พวกกูก็คิดกลยุทธ์ที่ล้ำลึกเป็นตั้งแต่เมื่อพันแปดร้อยปีมาแล้ว” ดังนั้น การบุ่มบ่ามทำอะไรกับจีนนั้นดูจะต้องรอบคอบและลึกซึ้งอย่างยิ่ง

ฝรั่งรู้จักสามก๊กในฐานะ Romance of the Three Kingdoms ครับ กล่าวกันว่านักปกครองของโลกตะวันตกจะต้องอ่านหนังสืออย่าง The Prince ของ นิโคโล แมคเคียวเวลลี่ (Niccolò Machiavelli) แต่สำหรับนักปกครองของโลกตะวันออกแล้วสมควรที่จะอ่าน “สามก๊ก” จนมีคนกล่าวไว้ว่าถ้าจะทำสงครามต้องอ่าน “ตำราพิชัยสงครามซุนวู” และถ้าคิดจะทำการใหญ่ต้องอ่าน “สามก๊ก”

ด้วยเหตุนี้เอง “สามก๊ก” ของหลอกว้านจง จึงถูกหยิบนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์โทรทัศน์ให้เห็นเป็นรูปธรรมพร้อมทั้งเติมอรรถรสทางปัญญาและสอดแทรกคุณธรรมให้กับคนดู ซึ่งสิ่งเหล่านี้ดูจะเป็นลักษณะพิเศษที่เรามักพบเห็นเสมอในสินค้าวัฒนธรรมจีนอย่างไซอิ๋ว หรือ เปาบุ้นจิ้น ไงล่ะครับ

Hesse004

Mar 1, 2008

"คอร์รัปชั่น" กับ การแก้ปัญหาแบบ "ปากว่าตาขยิบ"




ผมสนใจเรื่อง “คอร์รัปชั่น” ครับ แต่ไม่เคยคิดจะคอร์รัปชั่น (ฮา) คอร์รัปชั่นคืออะไรหรือครับ ผมคิดว่าคงไม่ต้องสาธยายกันมากมายแต่ที่แน่ๆ การคอร์รัปชั่นได้ทำลายสังคมโดยรวม

“คอร์รัปชั่น” ก็คือ การจี้ ปล้น ลัก ขโมย ดีๆนี่เองแหละครับเพียงแต่การคอร์รัปชั่นนั้นกระทำบนฐานของการใช้อำนาจรัฐเพื่อประโยชน์ของตนเองและพวกพ้อง

สังคมไทยชาชินกับคอร์รัปชั่นมานานแสนนานจนเราแทบจะหมดหวังที่จะแก้ปัญหาการคอร์รัปชั่น ผมไม่แน่ใจว่าที่เราหมดหวังเพราะเราไม่พยายามที่จะแก้ไขกันหรือเราเลือกที่จะยอมรับกับประพฤติกรรมดังกล่าว

สังคมของเราเป็นสังคมที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของระบบอุปถัมภ์หรือ Patronage- Client ดังนั้นการสร้างสังคมประชาธิปไตยให้เป็นไปตามไอเดียของโลกตะวันตกจึงเป็นเรื่องที่ยากยิ่งนัก ผมเชื่อว่าประชาธิปไตยไม่ได้เป็นแค่ความพึงพอใจของเสียงส่วนใหญ่หากแต่เป็นการเอาใจใส่ต่อเสียงส่วนน้อยที่ไม่สามารถแสดงความเห็นและเสนอทางเลือกแบบที่เสียงส่วนใหญ่ทำได้

ด้วยเหตุนี้เองคำว่า “ประชาธิปไตย” จึงสมควรแยกออกจากคำว่า “การเมือง” ประชาธิปไตยไม่ได้เป็นเพียงแค่หย่อนบัตรลงคะแนนเสียงเพื่อใช้สิทธิอย่างที่ปราชญ์รัฐศาสตร์หลายท่านเคยว่าไว้ หากแต่ประชาธิปไตย คือ การมีส่วนร่วมของพลเมืองแห่งรัฐในการช่วยกันตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ คำๆนี้พูดให้โก้ๆได้นะครับ แต่เอาเข้าจริงเป็นเรื่องที่ยากอีกเหมือนกัน

อย่างที่เรียนท่านผู้อ่านในเบื้องต้นครับว่า ผมสนใจเรื่องคอร์รัปชั่น ความสนใจของผมอยู่ในมิติของวิชาเศรษฐศาสตร์ซึ่งถ้าจะพูดให้เก๋ๆหน่อยก็คือ “เศรษฐศาสตร์ว่าด้วยการคอร์รัปชั่น” หรือ Economic of Corruption ครับ

นักเศรษฐศาสตร์มอง “คอร์รัปชั่น” เป็นแรงจูงใจอย่างหนึ่งของมนุษย์ในระบบเศรษฐกิจแรงจูงใจดังกล่าวคล้ายกับ “กำไร” ที่ผู้ประกอบการต้องการ อย่างไรก็ตามคอร์รัปชั่นเป็นแรงจูงใจที่ไม่ก่อให้เกิดผลดีกับระบบเศรษฐกิจครับ

นักเศรษฐศาสตร์หญิงนามว่า Ann O. Krueger เป็นคนแรกที่ออกมาอธิบายว่าการคอร์รัปชั่นนั้นเปรียบเสมือน “การแสวงหาค่าเช่าทางเศรษฐกิจ”หรือ Economic Rent Seeking ท่านผู้อ่านคิดดูนะครับว่า “ค่าเช่า” (Rent) นั้น คือ ผลตอบแทนที่เจ้าของที่ดิน เจ้าของเครื่องจักร เจ้าของสินทรัพย์ ได้ประโยชน์โดยที่ตัวเองไม่ต้องลงทุนลงแรงอะไร

เช่นเดียวกับผลประโยชน์ที่ได้จากการคอร์รัปชั่นครับ เพราะ ผลประโยชน์ดังกล่าวอยู่ในรูปของ “ค่าเช่าประจำตำแหน่ง” หากเรามองตำแหน่งเป็นสินทรัพย์ที่มีไว้ให้เช่า คนที่อยู่ในตำแหน่งนั้นก็สามารถแสวงหาค่าเช่าประจำตำแหน่งได้นอกเหนือจาก “ค่าจ้าง” ที่ตัวเองได้รับ ด้วยเหตุนี้เองยิ่งตำแหน่งสูงๆ ค่าเช่าประจำตำแหน่งย่อมสูงตาม

ปัญหาการคอร์รัปชั่นได้กลายเป็น “วาระแห่งโลก” ไปแล้วครับ เพราะองค์กรระหว่างประเทศหลายองค์กรอย่าง World Bank, IMF, OECD รวมถึง ADB เริ่มหันมาศึกษาผลกระทบทางเศรษฐกิจที่ได้รับจากการคอร์รัปชั่น

นักเศรษฐศาสตร์ที่ปรากฏนามกันอยู่เป็นประจำทุกครั้งที่มีการทบทวนวรรณกรรมเรื่องนี้ได้แก่ O.E. Johnson, Susan Rose Ackerman, Paolo Mauro ,Pranab Bardhan, Daniel Kaufmann, Vito Tanzi, Hamid Davoodi และ Shang Jin Wei เป็นต้น นักเศรษฐศาสตร์เหล่านี้ส่วนใหญ่มาจากองค์กรโลกบาลสำคัญอย่าง World Bank และ IMF ครับ

สำหรับนักเศรษฐศาสตร์ไทยที่แทบจะอุทิศตัวให้กับการศึกษาเรื่องคอร์รัปชั่นในประเทศไทยนั้น ได้แก่ ท่านอาจารย์ผาสุก พงษ์ไพจิตร , ท่านอาจารย์สังศิต พิริยะรังสรรค์ และท่านอาจารย์นวลน้อย ตรีรัตน์ ซึ่งท่านทั้งสามนี้เป็นนักเศรษฐศาสตร์จากสำนักเศรษฐศาสตร์การเมือง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

นอกจากนี้ยังมีท่านอาจารย์เมธี ครองแก้ว อดีตอาจารย์เศรษฐศาสตร์ธรรมศาสตร์และ NIDA ปัจจุบันท่านเป็นคณะกรรมการ ป.ป.ช. ท่านสนใจที่จะนำเอาวิชาเศรษฐศาสตร์มาอธิบายพฤติกรรมการคอร์รัปชั่น

ปัจจุบันนี้องค์กรความโปร่งใสระหว่างประเทศหรือ Transparency International ได้จัดอันดับประเทศที่มีความโปร่งใสมากที่สุดไปยันน้อยที่สุด โดยใช้ดัชนีการรับรู้การคอร์รัปชั่น หรือ Corruption Perception Index เป็นตัวชี้วัด

เกณฑ์การวัดนั้นให้เป็นคะแนนจากศูนย์ถึงสิบครับ ประเทศไหนได้คะแนนใกล้ๆศูนย์แสดงว่าประเทศนั้นเต็มไปด้วยนักการเมืองและข้าราชการขี้ฉ้อ แต่หากประเทศไหนมีคะแนนใกล้สิบแสดงให้เห็นสังคมที่โปร่งใสสุจริต

องค์กรความโปร่งใสระหว่างประเทศเริ่มต้นเผยแพร่ดัชนีตัวนี้ตั้งแต่ปี 2538 ครับ ประเทศไทยของเราก็ถูกจัดอันดับไปกับเขาด้วย ท่านผู้อ่านทราบมั๊ยครับว่าประเทศเราอยู่อันดับที่เท่าไร?และได้คะแนนเท่าไร?

ขอเฉลยเลยครับว่าในปี 2538 นั้นประเทศเราได้รับการจัดอันดับความโปร่งใสในลำดับที่ 34 สูงไหมครับ แต่เอ๊ะ! อย่าเพิ่งดีใจไปครับเพราะมีประเทศเข้าร่วมจัดอันดับเพียง 41 ประเทศ เท่านั้นยังไม่พอคะแนนค่าความโปร่งใสของบ้านเราอยู่ที่ 2.79 สูงพอที่จะบอกได้หรือเปล่าครับว่ารัฐบาลของเราเป็นรัฐบาลที่ปลอดการทุจริต

ผมเฝ้าติดตามดัชนีตัวนี้โดยดูที่พัฒนาการความโปร่งใสของประเทศไทยเป็นหลัก และสิ่งที่ผมค้นพบคือ ตลอดระยะเวลา 12 ปี ตั้งแต่องค์กรแห่งนี้จัดทำดัชนีชี้วัดความโปร่งใสขึ้นมานั้น ประเทศไทยของเรามีคะแนนเฉลี่ยอยู่เพียง 3.27

แม้ว่าตัวเลขดังกล่าวจะเป็นสิ่งที่เหล่าฝรั่งอั้งม้อสรุปทึกทักเอาว่าประเทศไทยเต็มไปด้วยนักการเมืองและข้าราชการขี้ฉ้อ ตลอดจนขาดความโปร่งใสในการบริหารราชการแผ่นดิน แต่ช้าก่อนครับท่านฝรั่งหัวแดงเหล่านี้เคยมาดูหรือเปล่าว่าบ้านเรามีกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการป้องกันการคอร์รัปชั่นมากน้อยแค่ไหน

ผมขออนุญาตสาธายายอย่างนี้ครับว่า กฎหมายการป้องปรามการคอร์รัปชั่นของประเทศไทยนั้นมีอยู่หลายฉบับครับ ฉบับแรกเป็นกฎหมายที่เกี่ยวกับองค์กรปราบปรามการทุจริตโดยตรงคือ พระราชบัญญัติว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ พ.ศ. 2542 และตอนนี้ทาง ป.ป.ช. ได้แก้ไขเพิ่มเติมเมื่อปีที่แล้ว นอกจากนี้ ป.ป.ช. ยังต้องดูแลเรื่องพฤติกรรมการ “ฮั้ว” ระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐและผู้เสนอขายสินค้าและบริการให้รัฐ ซึ่ง ป.ป.ช. ได้ออกพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542

ยังไม่หมดนะครับ ประเทศไทยเรายังมีพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ. 2542 , พระราชบัญญัติการจัดการหุ้นส่วนและหุ้นของรัฐมนตรี พ.ศ. 2543 และล่าสุด ป.ป.ช. กำลังรอลุ้น “กฎหมายเจ็ดชั่วโคตร” หรือ พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนบุคคลและประโยชน์ส่วนรวม

นอกจากกฎหมายข้างต้นแล้ว ป.ป.ช. ยังต้องออกประกาศหยุบหยับเพื่อมาควบคุมประพฤติกรรมขี้ฉ้อของเหล่านักการเมืองและข้าราชการ

ขณะที่ ป.ป.ช. ดูแลเรื่องการป้องกันและปราบปราม มีองค์กรอิสระอีกหนึ่งองค์กรอย่าง สตง. ก็ดูแลเรื่องงานตรวจสอบเงินงบประมาณแผ่นดิน

กฎหมายสำคัญเกี่ยวกับการตรวจสอบ คือ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดิน พ.ศ. 2542 นอกจากนี้ สตง.ยังประกาศใช้ ระเบียบคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินว่าด้วยวินัยทางงบประมาณและการคลัง พ.ศ. 2544 เพื่อเอาผิดทางแพ่งกับข้าราชการที่ประมาทเลินเล่อไปจนกระทั่งจงใจทุจริตเงินของหลวง

กฎหมายที่มาส่งเสริมความโปร่งใสในการบริหารงานราชการแผ่นดินอย่างพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ.2540 นับเป็นกฎหมายอีกตัวที่ป้องปรามการทุจริตได้ทางหนึ่ง เช่นเดียวกับพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 ได้กลายเป็นกฎหมายที่เอาไว้ยึดและอายัดทรัพย์ข้าราชการและนักการเมืองขี้ฉ้อทั้งหลาย

สิ่งที่ผมสาธยายไปข้างต้นนั้น ผมไม่แน่ใจว่าองค์กร Transparency International เข้ามาพิจารณาจัดอันดับความโปร่งใสของประเทศไทยด้วยหรือเปล่าอีกทั้งรัฐบาลไทยทุกชุดที่เข้ามาบริหารประเทศก็ประกาศเป็นมั่นเหมาะว่าจะ “ขจัดคอร์รัปชั่นให้สิ้นแผ่นดินไทย”

อย่างไรก็ตามดูเหมือนว่าดัชนีความโปร่งใสของไทยเมื่อปีที่แล้วนั้นจะอยู่ที่ 3.3 นะครับ ถึงตรงนี้ผมก็เริ่มปักใจเชื่อแล้วครับว่าการแก้ปัญหาคอร์รัปชั่นของบ้านเรานั้นเป็นการแก้ปัญหาแบบ “ปากว่าตาขยิบ”จริงๆ

Hesse004

Feb 16, 2008

“ราฟาเอล เบนิเตซ”เหยื่อของทุนนิยมฟุตบอล




ในฐานะที่ผมเป็นแฟนของทีม “หงส์แดง” ลิเวอร์พูล ที่พักหลังมักถูกค่อยขอดว่าเป็น “เป็ดแดง” บ้างล่ะ เป็น “นกกระเด้าลมแดง” บ้างล่ะ ซึ่งจะว่าไปแล้วมันก็จริงอย่างที่ใครหลายคนพูดนะครับ

พลันที่ทีมรักพ่ายต่อทีมจากเดอะแชมป์เปี้ยนชิพ อย่าง “บาร์นสลี่ย์” ผมเชื่อว่าศรัทธาของแฟนบอลที่มีต่อลิเวอร์พูลดูจะค่อยๆจางจืดไป ด้วยเหตุผลที่ว่า “เชียร์ไม่ขึ้น” นั่นเอง

ผมตั้งคำถามเล่นๆกับน้องชายที่เป็นเหล่า The Kop ด้วยกันว่า “ปีนี้เป็นปีชงของ เบนิเตซ หรือเปล่าวะ?” น้องชายผมหัวเราะแล้วตอบกลับมาว่าดูเหมือนมันจะชงมาหลายปีแล้วนะเฮีย

เกียรติยศของลิเวอร์พูลดูจะเกรียงไกรจนน่าหมั่นไส้ ด้วยความที่ชื่อของสโมสรแห่งนี้กวาดแชมป์ลีกสูงสุดในเกาะบริเตนถึง 18 สมัย กวาดแชมป์เอฟเอคัพมา 7 รอบ ชูถ้วยบอลลีกคัพหรือมิคกัเมาส์คัพอีก 7 ครั้ง แถมด้วยการครองเจ้ายุโรปอีก 5 สมัย แหม! ทำไปได้

อย่างไรก็ตามเกียรติยศเหล่านี้ดูจะกลายเป็น “อดีต” ไปเสียแล้วครับ เป็นอดีตที่ทำให้ทั้งผู้จัดการทีม นักฟุตบอลและแฟนบอลต่างคาดหวังการกลับมายิ่งใหญ่อีกครั้งเหมือนที่พวกเขาเคยทำได้เมื่อ 30 กว่าปีที่แล้ว

ทุกวันนี้ดูเหมือนว่า “ฟุตบอล” จะกลายเป็นสินค้าตัวหนึ่งในระบบทุนวัฒนธรรมที่ทำให้องค์กรธุรกิจอย่าง “พรีเมียร์ชิพ” ซึ่งเปรียบเสมือนบรรษัทข้ามชาติที่มีสำนักงานใหญ่อยู่ในเกาะอังกฤษนั้นสามารถส่งออกสินค้าตัวนี้ไปยังประเทศต่างๆทั่วโลกโดยอาศัยการถ่ายทอดสดผ่านดาวเทียม และได้รายได้หลักจาก “การขายลิขสิทธิ์การถ่ายทอด”

ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจครับว่า ทุกวันนี้เราได้บริโภค “บริการฟุตบอลบันเทิง”กันทุกอาทิตย์แถมมีสินค้าให้เลือกหลากหลายทั้ง พรีเมียร์ชิพ ลาลีกา กัลโช่ซีรีส์อา ลีกเอิง เป็นต้น

ในฐานะผู้บริโภคเรามักจะต้องหาทีมเชียร์ให้กับตัวเอง เพื่อจะได้ดูบอลอย่างมีรสชาติไงครับ ในขณะเดียวกันการบริโภคฟุตบอลบันเทิงแบบ “ลงทุน” ก็อาจทำได้เพียงแค่ซื้อหนังสือพิมพ์กีฬา เปิดดูอัตราต่อรอง แล้วโทรไปแทงบอลกับ “โต๊ะ”

สำหรับประเทศที่มีชนชั้นปกครองประเภท “มือถือสากปากถือศีล” นั้น ผมยังเชื่อว่าธุรกิจการพนันฟุตบอลจะดำรงอยู่ได้ตราบเท่าที่มีเกมลูกหนังให้เราได้ดูกัน

นับตั้งแต่ทศวรรษที่ 90 เป็นต้นมา “พรีเมียร์ชิพ” คือ หัวขบวนในการนำพาให้ฟุตบอลลีกเมืองผู้ดีกลายเป็นที่รู้จักของคนทั่วโลก แม้ว่าก่อนหน้านี้ “เกมลูกหนัง” จากเกาะบริเตนจะเป็นวัฒนธรรมประจำชาติของอิงลิชชน ที่ทุกวันเสาร์จะต้องหอบลูกจูงหลานไปดูฟุตบอลจนเป็นที่มาของคำว่า “When the saturaday comes”

“พรีเมียร์ชิพ” ค่อยๆขายสินค้าฟุตบอลบันเทิง แบบค่อยเป็นค่อยไป เริ่มจากการสร้างกระแสโปรโมตทีมอย่างลิเวอร์พูล แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด และอาร์เซนอล ทำให้สามทีมนี้กลายเป็นทีมที่มีผู้ชมจากทั่วโลกติดตามผลงานมากที่สุด

อย่างไรก็ตามสินค้าฟุตบอลบันเทิงที่ “พรีเมียร์ชิพ” ผลิตขึ้นนี้ ไปเตะตาองค์กรโลกบาลทางฟุตบอลของยุโรปอย่าง “ยูฟ่า” จนทำให้ยูฟ่าตัดสินใจยกเลิกเกมยูโรเปี้ยนคัพเดิมและหันมาผลิตสินค้าฟุตบอลบันเทิงในชื่อ “ยูฟ่าแชมป์เปี้ยน ลีก” ด้วยวัตถุประสงค์ทางรายได้และผลกำไรของทั้งผู้จัดรายการและสโมสรฟุตบอล

ด้วยเหตุนี้เอง ชื่อเสียงเรียงนามของทีมนอกเกาะอังกฤษอย่าง รีล มาดริด , เอซี มิลาน , บาร์เซโลน่า , ยูเวนตุส , เอฟซีปอร์โต้ มาจนกระทั่งทีมอย่าง มัคคาบี้ ไฮฟา จึงกลายเป็นทีมที่คุ้นหูคุ้นตามากกว่าสโมสรฟุตบอลในประเทศเราอย่าง ทหารอากาศ , ท่าเรือ, ราชประชา อ้อ !แม้กระทั่ง ทีมกุยบุรี ครับ

ฟุตบอลในทศวรรษที่ 90 ได้ขยายพรมแดนการชมจากสนามฟุตบอลมาสู่จอโทรทัศน์ ระบบลิขสิทธิ์การถ่ายสดจึงถูกนำมาใช้ พร้อมๆกับการขายสินค้าและบริการประเภทอื่นๆพ่วงเข้าไป ดูเหมือนเราจะปฏิเสธไม่ได้ว่าฟุตบอลได้กลายเป็น “อุตสาหกรรมบริการ”ที่ทำให้ธุรกิจอื่นๆเจริญเติบโตไปด้วย ตั้งแต่สื่อสิ่งพิมพ์ รวมไปถึงโต๊ะแทงบอล

ขณะที่โลกของฟุตบอลได้ก้าวไปด้วยแรงส่งของระบบทุนนิยมนั้น นอกเหนือจากสโมสรฟุตบอลจะได้กำไรจากการขายบัตร ลิขสิทธิ์จากการถ่ายทอดสดแล้ว ตัวนักฟุตบอลเองก็มีรายได้เพิ่มสูงขึ้นเมื่อเทียบกับรายได้ของนักเตะในรุ่นคุณพ่อ หรือรุ่นคุณปู่

“นักฟุตบอล” กลายเป็น แรงงานที่มีทักษะ (Skill labor) ที่มีรายได้ไม่แพ้อาชีพอย่างหมอ วิศวกร หรือ ทนายความเลยก็ว่าได้ เช่นเดียวกับ “ผู้จัดการทีม” ที่กลายเป็นอาชีพที่ขาดไม่ได้สำหรับกีฬาลูกหนังในยุคโลกาภิวัฒน์

สำหรับ “ลิเวอร์พูล” แล้วชื่อของ “บิล แชงคลีย์ , บ๊อบ เพรสลีย์ , โจ เฟแกน และ เคนนี่ ดัลกลิช” ดูจะเป็นที่จดจำมากที่สุด เพราะทั้งสี่คนนี้ได้สร้างให้ลิเวอร์พูลเกรียงไกรจนมีแฟนบอลยอมตะโกนแหกปากร้อง “You will never walk alone” กันทุกนัด

อย่างไรก็ตามชื่อของผู้จัดการทีมอย่าง “แกรม ซูเนสส์ , รอย อีแวนส์ และ เชราร์ อุลลิเยร์” ดูจะเป็นชื่อที่แฟนบอลไม่อยากจดจำมากที่สุด สาเหตุเพราะ พวกเขาไม่สามารถนำพา “หงส์แดง” ตัวนี้ขยับปีกขึ้นสูงกว่าสี่คนที่กล่าวมาข้างต้น

จริงๆแล้ว “ลิเวอร์พูล” เป็นสโมสรที่ปรับตัวไม่ทันกับสภาพของทุนนิยมฟุตบอลต่างหาก ที่ผมเชื่อเช่นนี้เพราะลิเวอร์พูลดูจะขยับตัวช้ากว่าคู่แข่งสำคัญๆอย่าง แมนยูไนเต็ด อาร์เซนอลหรือแม้แต่เชลซีเสมอ การขยับตัวช้าส่วนหนึ่งมาจากการหลงระเริงกับความสำเร็จเมื่อครั้งโบราณ โดยเฉพาะความเชื่อที่ว่าตัวเอง คือ สโมสรฟุตบอลที่ดีที่สุดในเกาะอังกฤษ

ดูเหมือนความเชื่อเหล่านี้พลอยจะฝังหัวไปในกลุ่มแฟนบอลที่จงรักภักดีต่อสโมสรมาตลอดซึ่งรวมทั้งผมด้วยครับ
แต่แท้จริงการบริหารสโมสร “ลิเวอร์พูล” ดูจะผิดพลาดหลายเรื่อง นับตั้งแต่พรีเมียร์ชิพเริ่มเปิดฉากเมื่อปี 1992

ความผิดพลาดดังกล่าวเริ่มตั้งแต่การปล่อยให้ “ซูอี้” เข้ามาทำลายโครงสร้างทีมที่ดีที่สุดในยุคปลาย 80 ของลิเวอร์พูลที่”คิงเคนนี่” สร้างไว้ การผลักให้ “อีแวนส์” หนึ่งในสตาฟฟ์บูทรูมเข้ามารับผิดชอบภาระอันหนักหน่วงในช่วงกลางทศวรรษที่ 90 ทั้งๆที่เขาทำได้แค่เพียงสร้างทีมชุด “สไปซ์บอย” ขึ้นมา หรือ การปล่อยให้ “อุลลิเยร์” ใช้เงินซื้อนักเตะอย่างสุรุ่ยสุร่าย ประเภทชอบปั้นนักเตะ “นิว” ทั้งหลาย อย่าง บิสคาน (นิวโบบัน), เชรู (นิวซีดาน) หรือแม้แต่ ตราโอเล่ ยังเป็น (นิวตูราม) เลยครับ

ขณะที่การเข้ามาของ “ราฟาเอล เบนิเตซ” อดีตผู้จัดการทีมบาเลนเซีย ที่พกความมั่นใจอย่างเต็มเปี่ยมด้วยระบบการเล่นที่เรียกว่า “โรเตชั่น” ได้ทำให้พลพรรค The Kop มีความหวัง โดยเฉพาะปีแรกของเขาที่ทำให้หงส์แดงตะแคงฟ้าด้วยการคว้าถ้วย “ยูฟ่าแชมป์เปี้ยนส์ลีก” ไปครองชนิด “ปาฏิหาริย์”

“เอลราฟา”เป็นกุนซือที่เชื่อในระบบการเล่นมากกว่าตัวผู้เล่นครับ ด้วยเหตุนี้ “ระบบโรเตชั่น”จึงถูกนำมาใช้ทุกนัดราวกับต้องการพิสูจน์ให้เห็น “มันสมอง” ชั้นเลิศของผู้จัดการทีมคนนี้

การได้แชมป์เอฟเอ คัพ เมื่อปี 2005 ยิ่งทำให้ราฟามั่นใจในระบบโรเตชั่นของตัวเอง บวกกับการได้อันดับสี่ไปเล่นฟุตบอลถ้วยใหญ่ของยุโรป ยิ่งทำให้เขาเชื่อใน “กึ๋น” ของตัวเองมากกว่าเชื่อในตัวผู้เล่น
อย่างไรก็ตามนับตั้งแต่ปี 2004 เป็นต้นมา ลิเวอร์พูลของ “เอลราฟา” นั้น ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วครับว่าไม่ดีพอกับการเป็นแชมป์ลีกสูงสุดภายในประเทศ

“โรเตชั่น” ถ้ามองในทัศนะทางเศรษฐศาสตร์แล้ว คือ การแก้ปัญหาผลิตภาพที่ลดลงของแรงงานโดยใช้ระบบคล้ายๆกับการ “เข้ากะ ออกกะ” ทั้งนี้เพราะเกมลูกหนังยุโรปในหนึ่งซีซั่นนั้นนักเตะต้องบรรเลงเพลงแข้งกันอย่างน้อยๆ 50 นัด ด้วยเหตุนี้เองการใช้ระบบ “เข้ากะ” หรือ “โรเตชั่น” ของเอลราฟา จึงช่วยให้ผลิตภาพของแรงงานฟุตบอลไม่ลดลงในนัดถัดๆไป

ผมว่า “เอลราฟา” มองโลกในแง่ดี เพราะสิ่งที่เขาทำคือการแก้ปัญหาผลิตภาพของนักบอลที่อาทิตย์หนึ่งอาจจะต้องเตะบอลอย่างน้อย 2-3 แมตช์ การแก้ปัญหาดังกล่าวสะท้อนให้เห็นการจัดสรรทรัพยากรนักตะให้ลงตัวภายใต้จำนวนแมตช์ที่มากกว่า 50 นัด เพราะอย่าลืมว่านักบอลก็ “คน” ที่เหนื่อยเป็น เจ็บเป็นและ ที่สำคัญ คือ ฟอร์มตกเป็น

แต่ดูเหมือนว่า “โรเตชั่น” อาจจะไม่สำเร็จในฟุตบอลลีกอังกฤษ ด้วยเหตุที่พรีเมียร์ลีกต่างกับลาลีกา ทั้งจังหวะบอลที่ช้าเร็วต่างกันรวมไปถึงโปรแกรมการแข่งขันก็ต่างกันด้วย แต่อย่างไรก็ตามมีเรื่องน่าฉงนอยู่ว่าตลอด 4 ปีที่ ราฟา กุมบังเหียน “ลิเวอร์พูล” นั้น เขาไม่สามารถหาทีมที่ดีที่สุดของตัวเองทั้ง 11 คนได้เลยหรือ ?

ด้วยเหตุนี้เอง “ราฟาเอล เบนิเตซ” จีงเปรียบเสมือน “เหยื่อ”ในโลกทุนนิยมฟุตบอลสมัยใหม่ที่พยายาม “ทดลอง” การสร้างทีมด้วยจำนวนเงินมหาศาลพร้อมๆกับการแบกความหวังของเหล่าแฟนบอลรวมไปถึงการสร้างผลกำไรให้กับทีมผ่านผลงานที่ต้องประสบความสำเร็จอย่างน้อย 1 รายการ แต่น่าเสียดายที่ “เอลราฟา” ไม่สามารถเอาชนะระบบทุนนิยมฟุตบอลสมัยใหม่นี้ได้อีกทั้งยังปล่อยให้เหล่า The Kop ต้องฝันค้างไปกับ “ระบบเข้ากะ”ของ “เอลราฟา” อย่าง “โรเตชั่น”

Hesse004

Feb 6, 2008

ใครๆก็อยากเป็น “เสนาบดี” เศรษฐศาสตร์ว่าด้วยการซื้อขาย “สถานะ”





เสน่ห์อย่างหนึ่งของการเรียนวิชา “เศรษฐศาสตร์” คือ การอธิบายเหตุผลบางเรื่องที่คนปกติธรรมดาเขาไม่ค่อยนึกถึงกันครับ และบางครั้งเจ้าคำอธิบายเหล่านี้มักมาพร้อมกับสมการคณิตศาสตร์ตลอดจนเส้นกราฟที่ยุ่งเหยิงดูอิรุงตุงนัง

อย่างไรก็ตาม “ตรรกะ” หรือ Logic ดูจะเป็นสิ่งที่อาจารย์สอนวิชาเศรษฐศาสตร์พร่ำย้ำให้เหล่านักเรียนเศรษฐศาสตร์นั้นพึงมีเสมอเวลาจะวิเคราะห์หรืออธิบายเหตุการณ์ต่างๆทางเศรษฐกิจครับ

แรกเริ่มเดิมที ผมเคยเข้าใจว่าวิชาเศรษฐศาสตร์จะต้องกล่าวถึงอุปสงค์ (Demand) อุปทาน (Supply) ตลอดจนตลาดสินค้าและบริการ (Market) ซึ่งเนื้อหาที่กล่าวมานี้ปรากฏในวิชาเศรษฐศาสตร์จุลภาคหรือ Microeconomics นั่นเองครับ

นอกจากนี้ผมยังเคยเข้าใจว่าเศรษฐศาสตร์จะต้องพูดถึงเรื่องเงินๆทองๆ โดยเฉพาะการดำเนินนโยบายการเงินการคลังของรัฐบาล พูดถึง อัตราการจำเริญเติบโตทางเศรษฐกิจ อัตราแลกเปลี่ยน อัตราดอกเบี้ย เงินเฟ้อ การว่างงาน ซึ่งเนื้อหาส่วนใหญ่ก็อยู่ในวิชาเศรษฐศาสตร์มหภาคหรือ Macroeconomics

แต่แท้จริงแล้ววิชาเศรษฐศาสตร์ดูจะมีมากกว่าที่ผมกล่าวถึงครับ สิ่งที่เรียนท่านผู้อ่านไปข้างต้นปรากฏอยู่ในตำราหลักเศรษฐศาสตร์จุลภาคและมหภาค แต่สำหรับชีวิตจริงแล้วดูเหมือนเราจะสัมพันธ์กับวิธีคิดแบบเศรษฐศาสตร์อยู่ตลอดเวลา

หลายต่อหลายคนดูจะกระแนะกระแหนความเป็นวิชาการ (เสียเหลือเกิน)ของ นักเศรษฐศาสตร์จนหลายครั้งดูเหมือนจะพูดจากับชาวบ้านอย่างเราๆไม่ค่อยรู้เรื่อง ไม่รู้ว่านี่จะเป็นอีกเหตุหนึ่งของรัฐบาลใหม่หรือเปล่าที่ตัดสินใจเลือก “อดีตคุณหมอ” มาเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และเลือก“อดีตพยาบาล” มาเป็นรัฐมนตรีช่วยคลัง คงเพราะเห็นนักเศรษฐศาสตร์พูดไม่รู้เรื่องหรืออาจจะมองว่าทำงานไม่เป็นก็เลยเอาหมอกับพยาบาลมาดูแลเศรษฐกิจเลยดีกว่า เห็นมั๊ยครับว่า ใครๆก็ทำงานด้านเศรษฐกิจได้แต่อาจจะยกเว้นตัวนักเศรษฐศาสตร์เอง

ผมนอกเรื่องนอกราวไปไกลเสียแล้ว จริงๆแล้วเอนทรี่นี้อยากเล่าเรื่องงานวิจัยชิ้นหนึ่งที่ตีพิมพ์เมื่อปี ค.ศ. 1984 ครับ งานชิ้นนี้เป็นผลผลิตของนักเศรษฐศาสตร์นามว่า “โรเบิร์ต แฟรงค์” (Robert H. Frank) ครับ

“แฟรงค์” เป็นนักเศรษฐศาสตร์อเมริกัน ปัจจุบันเป็นศาสตราจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยคอร์แนล (Cornell) ชื่อชั้นของแฟรงค์จัดเป็น “ป๊อปอีโคโนมิสต์”คนหนึ่ง ซึ่งมีผลงานตีพิมพ์ในฐานะคอลัมนิสต์ของหนังสือพิมพ์ New York Times โดยคอลัมน์ที่อาจารย์แฟรงค์เขียนนั้นใช้ชื่อว่า “Economic Scene” ครับ

แฟรงค์เองพยายามอธิบายเรื่องราวใกล้ตัวในมุมมองเศรษฐศาสตร์โดยเฉพาะการหยิบเอาทฤษฎีเศรษฐศาสตร์จุลภาคมาย่อยสลายให้ผู้อ่านอย่างเราๆได้เข้าใจใน “ตรรกะ”และวิธีคิดของมนุษย์ในมุมมองเศรษฐศาสตร์

ผลงานทางวิชาการของแฟรงค์ที่ดูจะโด่งดังในโลกวิชาการ คือ การจับคู่กับนายเบน เบอนานกี้ (Ben Bernanke) เจ้าของเก้าอี้ประธาน FED คนปัจจุบัน โดยทั้งคู่ร่วมกันแต่งตำรา Principles of Economics (2001) ซึ่งตำราเล่มนี้มีการแปลเป็นภาษาจีนด้วยเมื่อปี ค.ศ. 2005 ครับ

สำหรับเปเปอร์ของแฟรงค์ที่ผมอยากเล่าถึงนี้มีชื่อว่า “Are Workers Paid Their Marginal Products?” งานชิ้นนี้ตีพิมพ์ใน American Economic Review วารสารวิชาการทางเศรษฐศาสตร์ที่ว่ากันว่าดีที่สุดในทัศนะของนักเศรษฐศาสตร์กระแสหลัก

งานชิ้นนี้เริ่มต้นด้วยการตั้งคำถามว่าจริงหรือเปล่าที่คนงานได้รับค่าแรงตามผลิตภาพที่ตัวเองมี ไอ้คำว่า “ผลิตภาพ” เนี่ยอธิบายเป็ยภาษาเราๆยากเหมือนกันนะครับ เอาเป็นว่าหากนาย ก. เป็นคนงานในโรงงานรองเท้า เฉพาะ ก. คนเดียวสามารถผลิตรองเท้าได้ 50 คู่ ใน 1 วัน เทียบกับ ข. ผลิตได้ 100 คู่ นั่นก็แสดงว่า ข. ต้องเก่งกว่า ก. แน่ เพราะพี่แกผลิตได้เยอะกว่าภายใต้ข้อสมมติที่นักเศรษฐศาสตร์ชอบใช้ว่ารองเท้าที่ผลิตเป็นรองเท้าชนิดเดียวกัน

ดังนั้นตามหลักแล้ว ข. ควรได้ค่าจ้างมากกว่า ก. ครับ การอธิบายแบบกำปั้นทุบดินเช่นนี้ทำให้ตลาดแรงงานเกิดขึ้น นายจ้างจะจ่ายค่าแรงให้ ข. มากกว่า ก. เพราะในสายตานายจ้าง ข. ทำงานได้ดีกว่า ก.

แต่อย่างไรก็ตาม “แฟรงค์” แกสังเกตว่าทำไมบางคนที่มีผลิตภาพสูงกว่าจึงทนยอมรับเงินค่าจ้างที่ต่ำกว่าผลิตภาพที่สะท้อนความสามารถของตัวเอง แฟรงก์แกอธิบายเรื่องนี้โดยใช้คำว่า Status หรือ “สถานะ” เป็นเครื่องอธิบายครับ

“แฟรงค์” บอกว่า สถานะหรือตำแหน่งหน้าที่การงานของ ข. นั้น คือ เหตุผลที่ทำให้ ข. เลือกทนรับค่าจ้างที่ต่ำกว่าผลิตภาพตัวเอง นี่เป็นเหตุผลที่อธิบายว่าทำไมยังมีคนยังอยากรับราชการอยู่ทั้งๆที่เงินเดือนก็ไม่มากมายนัก เท่านั้นยังไม่พอครับแฟรงค์ยังบอกว่าที่ ข. ทนอยู่ได้เพราะ ข. มีความต้องการที่จะซื้อสินค้าที่เรียกว่า “สถานะ” จาก ก. โดย ก. เป็นผู้ผลิตสินค้าสถานะให้กับ ข. ในสถานะที่ ก. ยอมรับว่า ข. อยู่ในสถานะที่เหนือกว่าสูงกว่า นั่นอาจหมายถึงนายจ้างอาจมอบหมายให้ ข. เป็นหัวหน้า ก. เพราะเห็นว่า ข. เก่งกว่า

แฟรงค์มองสถานะในลักษณะ “สินค้า” ประเภทหนึ่งที่มีดีมานด์และซัพพลายจนก่อให้เกิดตลาดในที่สุดครับ วิธีการอธิบายของแฟรงค์ทำให้เราสามารถหาเหตุผลได้ว่าทำไม “ผู้ว่ากรุงเทพมหานาคร”จึงยอมมารับเงินเดือนหกเจ็ดหมื่นทั้งๆที่ถ้าอยู่ภาคเอกชนเขาอาจได้เงินเดือนตามผลิตภาพที่สูงของเขาหรือทั้งๆที่ก่อนจะเข้ามาดำรงตำแหน่งนั้นอาจจะลงทุนหาเสียงไปเยอะแล้วทำไมจึงต้องมานั่งรับเงินไม่กี่หมื่น เหตุผลที่ว่าคือ เขายินดีที่จะบริโภคสินค้าสถานะในตำแหน่งผู้ว่า กทม.นั่นเอง

และนี่ก็เป็นเหตุผลที่แฟรงค์อธิบายว่าทำไมปัจจุบันองค์กรธุรกิจจึงเต็มไปด้วยตำแหน่ง Vice President เยอะเหลือเกิน ก็ด้วยเหตุผลที่ว่าคนเหล่านี้พึงพอใจที่จะบริโภคสินค้าสถานะ “Vice President” ที่ธุรกิจนั้นมอบให้

บางทีการซื้อตัวหรือชิงตัวคนเก่งๆนั้น อาจจะไม่ได้แค่เอาเงินเดือนสูงๆมาล่อหลอกกันอย่างเดียวแต่อาจมีการขายสินค้าสถานะเช่นให้ตำแหน่งที่สูงขึ้นกับองค์กรใหม่ที่จะไปสังกัด อย่างในอดีตที่ “สตีฟ แมคคลาเรน” ยอมจากเดอะโบโร่มาคุมทีมชาติอังกฤษก็เพราะสมาคมฟุตบอลอังกฤษขายสินค้าสถานะที่ชื่อว่า “ผู้จัดการฟุตบอลทีมชาติอังกฤษ” ให้แมคคลาเรน

ด้วยเหตุนี้เองพลันที่ผมเห็นรายชื่อคณะรัฐมนตรีเสนาบดีชุดใหม่ ผมจึงถึงบางอ้อว่าผู้จัดการรัฐบาลสยามได้ขายสินค้าสถานะ “ตำแหน่งเสนาบดีกระทรวง” ให้ท่านเหล่านั้นที่สู้อุตส่าห์เสียสละความสุขส่วนตัวมารับเงินเดือนแสนกว่าบาททั้งๆที่ท่านเหล่านั้นอาจจะหาเงินได้มากกว่าเงินเดือนตำแหน่งเสนาบดีเสียอีก

แต่ เอ! ผมไม่แน่ใจว่าผลิตภาพของท่านเสนาบดีชุดใหม่นี้จะสูงกว่าเงินเดือนที่ท่านจะมารับตำแหน่งหรือเปล่าครับ? สงสัยต้องถามท่านอาจารย์แฟรงค์เสียแล้ว

Hesse004

Feb 4, 2008

American Gangster หรือ “ตำรวจ” คือ หัวขบวนตัวจริง





ถ้าท่านผู้อ่านเป็นแฟนตัวยงของ The Godfather งานของ “ฟรานซิส ฟอร์ด คอปโปล่า” (Francis Ford Coppola) แล้ว ผมเชื่อว่าทุกท่านคงไม่พลาดหนังอย่าง American Gangster (2007) ของ “ริดลีย์ สก๊อตต์” (Ridley Scott) ที่เพิ่งจะลงโรงฉายไปไม่กี่วันมานี้

เหตุที่ผมอ้างอิงถึงภาพยนตร์มาเฟียโรแมนติคอย่าง The Godfather นั้น ก็ด้วยเพราะมีอยู่ฉากหนึ่งของ The Godfather (1972) ซึ่งน่าจะเป็นจุดเริ่มต้นของธุรกิจใหม่ในวงการ “มาเฟีย”

ฉากที่ว่าเป็นฉากที่ “โซรอสโซ” เจ้าเติร์กเจ้าเล่ห์เข้ามาคุยเรื่องธุรกิจกับ “ดอนวีโต้ คอร์ลิโอเน่” ถึงธุรกิจใหม่ที่ชื่อว่า “ยาเสพติด” (Drug) ครับ อย่างไรก็ตามดูเหมือนดอนของเราจะไม่เล่นด้วยเพราะดอนแกมีจุดยืนและคุณธรรมในการทำ “ธุรกิจผิดกฎหมาย” ที่เลือกจะไม่ค้ายานรก ด้วยมูลเหตุนี้เองจึงเป็นที่มาของเรื่องราว “มาเฟียโรแมนติค”ของตระกูลคอร์ลิโอเน่และเป็นการย่างก้าวเข้ามาในวงการมาเฟียของดอนคนใหม่นามว่า “ไมเคิล คอร์ลิโอเน่” นั่นเองครับ

แรกเริ่มเดิมทีธุรกิจผิดกฎหมายในสหรัฐอเมริกาอยู่ที่ “การค้าเหล้าเถื่อน” ทั้งนี้เพราะเหล้าเถื่อนในอเมริกาช่วงทศวรรษที่ 20-30 กลายเป็นสินค้า Demerit goods หรือสินค้าอคุณธรรม ที่รัฐบาลคุณพ่อรู้ดีสมัยนั้นไม่อยากให้ประชาชนดื่มเหล้า (Prohibition of Alcohol)

นอกจากเหล้าแล้ว การ “แทงหวย” ประเภทหวยใต้ดินก็เป็นอีกธุรกิจหนึ่งที่สร้างมาเฟียขึ้นมา กล่าวกันว่าเผ่าพันธุ์อิตาเลียนโดยเฉพาะที่มาจากเกาะซิซิลี คือ “ตำนานมาเฟีย”ของจริง ในนิวยอร์ค โดยเฉพาะอย่างยิ่งชื่อเสียของ “ชาร์ล ลัคกี้ ลูเซียโน่” (Lucky Luciano) คือ โคตรมาเฟียที่มาได้ดิบได้ดีในเมืองนิวยอร์ค

“ลูเซียโน่” สร้างองค์กรอาชญากรรมที่ทรงอิทธิพลขึ้นในอเมริกาถึงกับทำให้นิตยสารอย่าง TIME ยกให้เป็นหนึ่งในยี่สิบบุคคลที่มีอิทธิพล (ด้านลบ) แห่งศตวรรษที่ 20 เลยทีเดียวครับ

ชื่อของลูเซียโน่ดูเหมือนจะตีคู่มากับมาเฟียหนุ่มเลือดร้อนนามว่า “ดัตช์ ชูลซ์” (Dutch Schultz) ครับ ชูลซ์นับเป็นมาเฟียที่เติบใหญ่ในช่วงที่สหรัฐอเมริกากำลังรุ่งเรืองในช่วงทศวรรษที่ 20 (หลังสงครามโลกครั้งที่หนึ่งสงบลง) และมีชีวิตอยู่พอได้เห็น The Great Depression หรือวิกฤตเศรษฐกิจครั้งใหญ่ในทศวรรษที่ 30 อย่างไรก็ตาม “ชูลซ์” นับเป็นมาเฟียอายุสั้น ครับเนื่องจากพี่แกตายตั้งแต่อายุ 33 ปี

อย่างไรก็ตามว่ากันว่า “อเมริกันมาเฟีย” ตัวแสบที่สุด คือ “อัล คาโปน” (Al Capone) ครับ “อัล”หรือ “ไอ้หน้าบาก” (Scarface) กลายเป็นมาเฟียที่ทรงอิทธิพลที่สุดในช่วงระยะเวลาก่อนสงครามโลกครั้งที่สอง ถิ่นฐานทำมาหากินของอัล คาโปน อยู่ที่ “ชิคาโก้” ครับ ธุรกิจผิดกฎหมายตั้งแต่ค้าเหล้าเถื่อน ทำหวยใต้ดิน ไปจนกระทั่งเปิดซ่องนั้น พี่อัลของเราแกดูแลหมด อย่างไรก็ตามอัล คาโปนก็มาจนมุมติดคุกด้วยข้อหาง่ายๆอย่าง “หนีภาษี” ครับ

“อัล” ดูจะเป็นมาเฟียที่ได้รับความสนใจจากวงการบันเทิงเป็นพิเศษครับ ด้วยเหตุนี้เองเรื่องราวของพี่แกเลยปรากฏอยู่ทั้งในละครทีวี ภาพยนตร์ นิยายอาชญากรรม ไม่เว้นแม้กระทั่งการ์ตูน อย่างไรก็ดีดูเหมือน The Untouchables (1987) ของ “ไบรอัน เดอ พัลมา” (Brian De Palma) น่าจะกล่าวถึงยุคสมัยของอัลคาโปนได้ดีที่สุดครับ และคนที่มารับบทเป็น “อัล” ก็คือ ป๋าโรเบิร์ต เดอไนโร (Robert De Niro) นั่นเอง

ตำนานมาเฟียคนสุดท้ายที่ผมอยากกล่าวถึง คือ Ellworth Bumpy Johnson ครับ “บัมปี้”เป็น “เจ้าพ่อมาเฟียผิวดำ”ที่กล่าวกันว่าทรงอิทธิพลที่สุดในย่านฮาร์เล็ม(Harlem)ช่วงทศวรรษที่ 30จนถึงปลายทศวรรษที่ 60 และ “บัมปี้” ยังเป็นนายใหญ่ของ “แฟรงก์ ลูคัส” ถึง 15 ปี

ชีวิตของ “บัมปี้ จอหน์สัน” นั้นได้ถูกถ่ายทอดบนแผ่นฟิล์มในเรื่อง Hoodlum (1997) ผลงานการกำกับของบิล ดุค (Bill Duke) โดยได้ “ลอว์เรนซ์ ฟิชเบิร์น” (Laurence Fishburne) มารับบทเป็น “บัมปี้” ครับ

ท่านผู้อ่านสังเกตมั๊ยครับว่า “ยุคสมัย”ของมาเฟียมักอยู่ในช่วงเศรษฐกิจรุ่งเรืองเฉพาะสหรัฐอเมริกานั้น มาเฟียรุ่นเก๋าๆที่กล่าวมานั้นล้วนเป็น “กลุ่มอาชญากร”ที่เติบโตมาพร้อมๆกับความรุ่งเรืองของเมืองอย่างนิวยอร์คและชิคาโก้ และที่น่าสนใจไปกว่านั้น คือ คนเหล่านี้มีชีวิตอยู่ในช่วง The Great Depression หรือวิกฤตเศรษฐกิจครั้งร้ายแรงที่สุดในสหรัฐช่วงทศวรรษที่ 30

นอกจากนี้เหล่าร้ายทั้งหลายนี้หากินอยู่กับ “ข้อห้ามของกฎหมาย” โดยเฉพาะการค้าของผิดกฎหมาย (Smuggling or Trafficking)ซึ่งในมุมมองทางเศรษฐศาสตร์แล้วการค้าของผิดกฎหมายมี “แรงจูงใจ” ในเรื่อง “กำไร” มากกว่าการค้าของถูกกฎหมาย เข้าตามกฎที่ว่า High risk High Return นั่นเองครับ

ด้วยเหตุนี้เองการลักลอบนำเข้าเหล้าเถื่อน เดินโพยหวยใต้ดินแม้แต่ธุรกิจค้าน้ำกามนั้นจึงกลายเป็นแหล่งหาเงินสำคัญของเหล่ามาเฟียในสหรัฐอเมริกาส่วนหนึ่งเพราะไม่มีสุจริตชนคนไหนอยากทำ

ดังนั้นการเติบใหญ่ขององค์กรอาชญากรรมส่วนหนึ่งจึงมาจากแรงผลักของ “กฎหมายรัฐ” ที่ผลักให้ธุรกิจที่ขาย“สินค้าอคุณธรรม”(Demerit goods) เหล่านี้ถูกนิยามว่าเป็น “ธุรกิจผิดกฎหมาย” และเป็นภัยต่อสังคม

สำหรับ American Gangster (2007) ของริดลีย์ สก๊อตต์ นั้น ได้เล่าถึง “มาเฟียผิวดำ” อย่าง “แฟรงก์ ลูคัส” (Frank Lucas)อดีตคนสนิทของ “บัมปี้ จอห์นสัน” ตำนานมาเฟียผิวดำในย่านฮาร์เล็ม

อย่างที่เรียนไปตอนต้นแล้วครับว่า “ธุรกิจค้ายาเสพติด” ได้กลายเป็นธุรกิจใหม่ที่เหล่าทุรชนนั้นเริ่มสนใจไม่ว่าจะเป็นแก๊งค์ไอริช แก๊งค์ตุรกี หรือ แม้กระทั่งแก๊งค์อิตาเลียนเอง

โดยส่วนตัวผมแล้วผมคิดว่างานชิ้นนี้ของ “ริดลีย์ สก๊อตต์” นับว่า “ลงตัว” อยู่ไม่น้อยครับทั้งพล็อตเรื่องที่ได้มือเขียนบทอย่างSteve Zaillian (จาก All the King’s Men ฉบับล่าสุด) มาช่วยจัดการให้ นอกจากนี้ยังได้ดาราเจ้าบทบาทอย่าง “แดนเซล วอชิงตัน” (Danzel WAshigton) และ “รัสเซล โครว์” (Russel Crowe) มารับบทนำ

“ริดลีย์ สก๊อตต์” จงใจจะฉายภาพของมาเฟียผิวสีในย่าน “ฮาร์เล็ม” อย่าง แฟรงก์ ลูคัส ที่ใหญ่ขึ้นมาได้ไม่ใช่แค่โหดเหี้ยมเพียงอย่างเดียวหากแต่เป็นโจรที่มีคุณธรรมสูงคนหนึ่ง โดยเฉพาะความชื่อสัตย์แล้ว ลูคัสไม่ได้เป็นรองใคร

“ลูคัส” ยังเป็นตัวแทนของ “นักเลง” จริงที่ทำการค้าด้วยความจริงใจแม้ว่าสินค้าที่เขาจะขายนั้นมันจะเป็น “เฮโรอีนบริสุทธิ์” (Blue Magic) ก็ตาม ความเป็นนักเลงของลูคัสสะท้อนออกมาจากความเป็นสุภาพบุรุษที่รักครอบครัวและพี่น้อง จนกล่าวกันว่าเขาเป็นพ่อค้ายาเสพติดที่ต่างจากคนอื่นๆ จะเห็นได้ว่าในหนังเรื่องนี้ไม่มีฉากไหนเลยที่ฉายให้เห็นภาพพี้ยาของลูคัสทั้งที่เขาเป็นเจ้าของธุรกิจค้ายารายใหญ่ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ลูคัสได้เรียนรู้มาจาก “บัมปี้” นายเก่าของเขาซึ่งก็เป็น “นักเลงจริง” อีกคนหนึ่ง

ขณะเดียวกัน American Gangster ก็ดูเหมือนจงใจจะตบหน้าเหล่าโจรที่มักแฝงตัวมา “ตบทรัพย์” มิจฉาชีพอีกต่อในรูปของ “เจ้าหน้าที่รัฐ” โดยเฉพาะ “ตำรวจ”

น่าสนใจนะครับว่าทำไมอาชีพ “ตำรวจ” จึงกลายเป็นอาชีพที่ชาวบ้านร้อง “ยี้” อาชีพหนึ่งไม่แพ้อาชีพ “นักการเมือง” หนังหลายต่อหลายเรื่องอย่าง L.A. Confidential (1997) ของ “เคอร์ติส แฮนสัน” (Curtis Hanson) ก็ปอกเปลือก “ตำรวจแอลเอ”เสียไม่มีชิ้นดี ประมาณว่าถ้าริจะเป็นตำรวจได้ก็ต้องหัด “ยิงคนทางข้างหลัง” เป็น

เช่นเดียวกับ American Gangster ครับที่เราได้เห็นการจับกุมราชายาเสพติดอย่าง “ลูคัส” พร้อมๆกับการลากเอาเหล่าพลพรรคตำรวจนอกรีตแตกแถวทั้งหลายออกมาในตอนท้ายของเรื่อง

ดังนั้นก็ไม่น่าแปลกใจนักที่หลายวันมานี้ข่าวเรื่อง “แกงค์ ต.ช.ด.ตบทรัพย์” จะโด่งดังบนหน้าหนังสือพิมพ์เพราะดูเหมือนว่า American Gangster จะบอกเราเป็นนัยๆแล้วว่าไอ้หัวขบวนตัวจริงก็คือ “ไอ้คนที่รักษากฎหมาย” เนี่ยแหละครับ

Hesse004

Jan 31, 2008

“All the King’s Men” อำนาจทำให้คนเปลี่ยน





กระบวนหนังการเมืองที่ผมดูแล้วรู้สึกประทับใจมีอย่างน้อย 3 เรื่อง ครับ เรื่องแรก คือ Wag the Dog (1997) ผลงานการกำกับของ แบรี่ เลวินสัน (Barry Levinson) หนังเล่าถึงการทำการตลาดทางการเมืองโดยอาศัยโปรดิวเซอร์กำกับหนังจาก Hollywood มาช่วยทำให้อดีตประธานาธิบดีผู้มีมลทินเรื่องเพศสามารถรักษาเก้าอี้ไว้ได้อีกสมัยหนึ่ง

หนังของนายเลวินสันนับเป็นหนังเสียดล้อนักการเมืองอเมริกันที่พยายามทำทุกอย่างเพื่อรักษาอำนาจของตัวเองไว้

สำหรับเรื่องที่สองนั้น Man of the Year (2006) ของนายเลวินสันคนเดิมครับ หนังเรื่องนี้สื่อให้เห็นความผิดพลาดของระบบคอมพิวเตอร์ในการนับคะแนนเลือกตั้งประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกา

จะเห็นได้ว่างานของเลวินสันทั้งสองชิ้นล้วนสะท้อนให้เห็นทัศนวิจารณ์ทางการเมืองของเขาได้อย่างดี

และดูเหมือนเลวินสันจะไม่เชื่อมั่นในกระบวนการเลือกตั้งเท่าไรนักดูจาก Wag the Dog ที่เขาพยายามชี้ให้เห็นการสร้างภาพของเหล่านักการเมืองทั้งหลายที่พยายาม “หลอกแดก” ผู้ลงคะแนนเสียงด้วยผลงานในช่วงสองอาทิตย์สุดท้ายก่อนหย่อนบัตรลงคะแนน

ขณะที่ Man of the Year ที่เลวินสันให้นายทอม ดอบบ์ (Tom Dobbs) เป็นตัวแทนของความเบื่อหน่ายต่อระบบการเมืองแบบเก่าๆประเภท “นักการเมืองโดยอาชีพ” ที่พยายามสร้างภาพพจน์ให้ดูดีในสายตาประชาชน โดยเลวินสันจงใจให้ดอบบ์ที่นำแสดงโดย “โรบิน วิลเลียม” นักแสดงตลกปัญญาชนอเมริกัน คือ ตัวแทนเสียดสีรูปแบบการเล่นการเมืองแบบ Democrat หรือ Republican

ทัศนวิจารณ์ของเลวินสันทั้งสองเรื่องนั้นยิ่งตอกย้ำถึง “การเมือง”กับ “ทุน”ในระบอบประชาธิปไตยว่ามีความซับซ้อนสัมพันธ์เกี่ยวข้องกันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ด้วยเหตุนี้เอง Political Marketing หรือ “การตลาดการเมือง” จึงมีความสำคัญอย่างมากในระบอบประชาธิปไตยที่อาศัยกระบวนการเลือกตั้งเป็นกลไกในการตัดสินใจเลือกผู้แทนและรัฐบาล

ผมไม่แน่ใจว่าเลวินสันได้รับอิทธิพลทางความคิดจากเหล่านักคิดของสำนักเศรษฐศาสตร์ที่ชื่อ Public Choice หรือไม่ แต่ที่แน่ๆหนังของเขาได้สะท้อนให้เห็นความเป็น “สัตว์เศรษฐกิจ”ของเหล่านักการเมืองในแง่ที่ต้องพยายามแสวงหาความพึงพอใจสูงสุดให้แก่ตนเองและประสานประโยชน์ให้กับพวกพ้องสูงสุด (Utility Maximiztion for me and Profit Maximization for party)

เจ้าสำนัก Public Choice อย่างเจมส์ บูคาแนน (James Buchanan) คนละคนกับอดีตประธานาธิบดีอเมริกานะครับ และ กอร์ดอน ทอลลอค (Gordon Tullock) ได้ช่วยกันพัฒนาแนวคิดของ Public Chioce จนกลายเป็นที่ยอมรับในปัจจุบันว่านักการเมืองก็จัดอยู่ในจำพวก “สัตว์เศรษฐกิจ” จำพวกหนึ่งที่มุ่งแสวงหาประโยชน์สูงสุดให้กับตัวเองและกลุ่มผลประโยชน์หรือ Interested Group

นอกจากนี้งานของทอลลอคยังเป็นจุดเริ่มต้นของการอธิบายเรื่องของ Economic Rent Seeking หรือ การแสวงหาค่าเช่าทางเศรษฐกิจ นั่นเองครับ

งานของทอลลอคได้รับการต่อยอดจากนักเศรษฐศาสตร์หญิงชื่อดังนามว่า “แอน ครูเกอร์” (Ann O. Kruger) ครูเกอร์อธิบายการแสวงหาค่าเช่าทางเศรษฐกิจโดยยกตัวอย่างการจำกัดโควต้าสินค้านำเข้าในตุรกีเมื่อ 40 กว่าปีมาแล้ว โดยเปเปอร์ของครูเกอร์นั้นได้ขยายพรมแดนความรู้เรื่องการแสวงหาค่าเช่าทางเศรษฐกิจของนักการเมือง ข้าราชการ หรือผู้มีส่วนในอำนาจรัฐ จนองค์ความรู้ดังกล่าวพัฒนามาสู่เรื่องของ “เศรษฐศาสตร์ว่าด้วยการคอร์รัปชั่น” (Economics of Corruption) ในที่สุด

จะเห็นได้ว่าทัศนวิจารณ์ของนักเศรษฐศาสตร์สาย Public Choice ที่มีต่อ “นักการเมือง” และรัฐนั้นดูจะไม่ค่อยไว้เนื้อเชื่อใจสักเท่าไรนะครับ ซึ่งก็ดูเหมือนจะสอดคล้องกับคำพูดของท่านอาจารย์รังสรรค์ ธนะพรพันธุ์ ที่เคยสรุปไว้ว่า

“สังคมไทยมีความคาดหวังจากอาชีพนักการเมืองสูงเกินกว่าระดับปุถุชน คนเป็นอันมากคาดหวังว่านักการเมืองจักต้องเสียสละประโยชน์สุขส่วนตัวเพื่อประโยชน์สุขส่วนรวม ความคาดหวังในลักษณะดังกล่าวนี้บางครั้งมีมากจนถึงขั้นที่มีแต่พระอรหันต์เท่านั้นที่จะเป็นนักการเมืองได้” (อ้างจากนพฤทธิ์ อนันอภิบุตร ,เจ้าบอมบ์เพื่อนผม, ใน การวิเคราะห์กระบวนการงบประมาณแผ่นดินในสภาผู้แทนราษฎรของไทย )

โอ้...ผมเตลิดไปไกลเชียว สำหรับหนังการเมืองเรื่องสุดท้ายที่ประทับใจนั้นเป็น หนังที่ได้รับรางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยมในเวทีออสการ์เมื่อปี ค.ศ.1949 ครับ หนังเรื่องนี้มีชื่อว่า “All the King’s Men” ผลงานการกำกับของนายโรเบิร์ต รอสเซ่น (Robert Rossen)

All the King’s Men เล่าเรื่องราวของชายผู้มีอุดมการณ์ทางการเมืองคนหนึ่งนามว่า “นายวิลลี่ สตาร์ก” (Willie Stark) แม้ว่า “วิล” จะเป็นคนที่มุ่งมั่นตั้งใจทำแต่สิ่งที่ดีแต่เขาก็ยังไม่ได้รับเลือกให้เป็นผู้แทนในเมืองชนบทเล็กๆได้

หนังดำเนินเรื่องโดยใช้บทบรรยายของ “แจ๊ค เบอร์เดน” (Jack Burden) นักข่าวหนุ่มที่เข้ามาทำข่าวเรื่อง “วิล” ตั้งแต่เป็นนักการเมืองกระจอกที่ไม่มีใครรู้จัก จนกระทั่งเขาได้เห็นการเปลี่ยนแปลงของ “วิล” เมื่อเขาก้าวขึ้นสู่อำนาจสูงสุดในฐานะ “ผู้ว่าการรัฐ”

หนังเรื่องนี้ดัดแปลงมาจากนิยายชิ้นเยี่ยมที่การันตีด้วยรางวัลพูลิตเซอร์ของ นายโรเบิร์ต เพนน์ วอร์เรน (Robert Penn Warren) ครับ

สารที่ทั้งผู้เขียนและผู้กำกับต้องการจะสื่ออยู่ที่ “อำนาจทำให้คนเปลี่ยน” ใช่แล้วครับ อำนาจก็เหมือนแหวนในเรื่อง Lord of the Ring ซึ่งมนุษย์อย่างเราๆยังคงเฝ้าแสวงหาและอยากครอบครองมันให้นานที่สุด

ผมเชื่อว่านักการเมืองหลายคนเริ่มต้นเข้าสู่การเมืองแบบ “วิลลี่ สตาร์ก” ด้วยความตั้งใจดี ปรารถนาอันแรงกล้าด้วยอุดมคติ ด้วยอุดมการณ์ แต่อย่างไรก็ตามเมื่อไม่มีอำนาจ เราก็พูดได้ครับว่าเราอยากจะทำอย่างโน้นทำอย่างนี้ แต่พอมีอำนาจแล้วดูเหมือนมันจะมีทั้ง “มือและตีนที่มองไม่ค่อยเห็น” คอยมาดึงให้เราไม่สามารถทำอะไรได้ดั่งใจ แต่ไอ้มือหรือตีนที่ว่ามันอาจจะไม่สำคัญเท่ากับ “ใจ” ที่เปลี่ยนไปของเราหรือเปล่า?

ผมเชื่อว่าคนบางคนเปลี่ยนแปลงรูปแบบการดำเนินชีวิตได้แต่อย่าเปลี่ยนแปลง “สาระ” ของชีวิตที่ตัวเองเป็นเลยครับ เพราะสาระของชีวิตมันย่อมสะท้อนให้เห็นถึง “จุดยืน”ที่เราเคยคิดเคยเชื่อว่าสิ่งที่เรากำลังทำอยู่นั้นมันคือสิ่งที่เราคิดว่าดีที่สุดแล้วและที่สำคัญคือไม่เบียดเบียนส่วนรวม

All the King’s Men ยังสะท้อนให้เห็น “ราคาที่นักการเมือง” ต้องจ่ายหากคิดจะขึ้นเป็นใหญ่และราคาที่ว่านั้นดูเหมือนจะแพงเสียด้วยเพราะมันแลกมาด้วยการแตกสลายของครอบครัว

บางทีนักการเมืองอาจทำให้คนพันคน หมื่นคน หรือแม้แต่คนสิบล้านคนรักตัวเองได้แต่อาจจะไม่สามารถทำให้ภรรยาและลูกที่รักหันกลับมารักเราได้

บทสุดท้ายของ All the King’s Men ทำให้ผมคิดถึงฉากตอนหนึ่งในประวัติศาสตร์การเมืองไทยเมื่อวันที่ 3 สิงหาคม ปี พ.ศ.2544 ท่านผู้อ่านอยากรู้มั๊ยครับว่าฉากตอนนั้นคืออะไร? ลองกลับไปหาดูหนังเรื่องนี้สิครับ.... All the King’s Men

Hesse004

Jan 27, 2008

“ละครการเมืองไทยกับประชาธิปไตยของหัวคะแนน”




หลังวันที่ 23 ธันวาคม ปีที่แล้ว ผมเริ่มกลับมาติดตามซีรีส์ละครไทยเรื่องหนึ่งที่ว่ากันว่าสนุกไม่แพ้ซีรีส์ละครหนังเกาหลีเลยทีเดียวครับ

หลังจากที่ซีรีส์ละครเรื่องนี้ถูกเซนเซอร์มาปีกว่าๆ ด้วยทางกองเซนเซอร์หรือ “กองแบน”มองว่าละครเรื่องนี้กำลังจะนำเสนอภาพการฉ้อฉลของเหล่าตัวละครดารานำทั้งหลายและอาจทำให้ตีม (Theme) ของเรื่องผิดเพี้ยนไป

“กองแบน”ของเราจึงต้องออกมาเซนเซอร์ละครเรื่องนี้พร้อมทั้งเรียกหลายฝ่ายมาช่วยกันปรับปรุงบทละครกันใหม่แถมยังโละดาราหน้าเก่าๆออกจากเวทีแห่งนี้ไปสักพักหนึ่ง

อย่างไรก็ตามพอละครเรื่องนี้เริ่มออกอากาศใหม่อีกครั้ง ผมกลับพบว่าซีรีส์ชุดนี้ยังคงความ “น้ำเน่า” อยู่เช่นเดิมครับ แม้ดาราเจ้าบทบาทหลายคนจะหายหน้าหายตาไปแล้วก็ตามแต่ก็มีบางคนแอบบอกบทให้ดาราใหม่ๆอยู่ ซึ่งคนชอบดูหนังดูละครอย่างผมก็จับได้ว่าดาราหน้าใหม่เหล่านั้นยังทำได้ไม่ “เนียน” พอ

ละครเรื่องที่ผมกล่าวมาข้างต้นนั้น น่าจะเป็นละครซีรีส์ที่มีอายุยาวนานมากที่สุดก็ว่าได้นะครับ ยาวกว่า “สามหนุ่มสามมุม” ของคณะละครเอ็กแซกท์ เสียอีก

อย่างไรก็ตามบทที่วางไว้นั้นถูกปรับปรุงหรือถูก “ฉีก” อยู่นับสิบครั้งและล่าสุด “กองแบน”ก็ได้ให้มือเขียนบทละครเรื่องนี้ปรับปรุงบทกันใหม่แถมยังใจดีเอาบทมาให้คนดูช่วยกัน “โหวต” ว่าชอบหรือไม่ชอบอีกด้วย

ซีรีส์ที่ผมกล่าวถึงนี้เริ่มต้นเมื่อปี พ.ศ. 2475 ครับ นานโขเลยทีเดียว คณะละครชุดแรกที่ได้ริเริ่มสร้างและเขียนบทละครเรื่องนี้ขึ้นมามีชื่อว่า “คณะราษฎร” ครับ

จุดมุ่งหมายของผู้สร้างละครชุดนี้ คือ ต้องการเห็นชนชาวสยามของเรามีประชาธิปไตยเป็นของตัวเอง แต่ไอ้คำว่า “เดโมเครซี่” (Democracy) ที่คณะละครชุดนี้ต้องการเผยแพร่นั้นมีความซับซ้อนมากกว่า “การหย่อนบัตรลงคะแนน”

ถ้าผมจำไม่ผิดซีรีส์ละครตอนแรกนี่น่าจะมีชื่อว่า “กำเนิดประชาธิปไตยในสยาม” ฟังดูเข้าท่าดีนะครับ แต่อย่างไรก็ตามดูเหมือนตีมของละครที่ต้องการสื่อนั้นดูจะไม่สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงเอาเสียเลย เพราะผู้ชมชาวสยามสมัยนั้นไม่สนใจละครเรื่องนี้ ก็เลยเป็นเหล่านักแสดงละครเล่นกันเองดูกันเอง บ่อยครั้งที่พบว่าแย่งบทบาทกันเองเสียด้วย

ท้ายที่สุดละครตอนที่หนึ่งจบลงอย่างไม่เป็นท่าครับ เพราะมีการฉีกบทและเริ่มเล่นกันใหม่โดยตอนที่สองที่นั้นมีชื่อเก๋ๆว่า “เชื่อผู้นำ ชาติพ้นภัย” ละครตอนนี้ออกอากาศอยู่นานหลายปีครับจนในที่สุดคนดูก็พบว่า “เชื่อผู้นำ เรามีภัย” ก็เพราะภัยจากสงครามโลกครั้งที่สองไงครับที่ทำให้ผู้ชมบางกลุ่มชักเริ่มสงสัยในตีมของซีรีส์เรื่องนี้เสียแล้ว

หลังจาก ปี พ.ศ. 2500 เป็นต้นมาดูเหมือนว่าดาราเจ้าบทบาทจะไปตกอยู่กับบุคคลในเครื่องแบบ การแย่งชิงบทดารานำของเหล่า “ขุนทหาร” ทำให้ตีมของซีรีส์ละครชุดนี้ดูผิดเพี้ยนไปทุกวันครับ

คนดูเริ่มรู้สึกเบื่อหน่ายกับละครชุดนี้เพราะถูก “บังคับ” ให้ดูแถมถูก “บังคับ”ให้ต้องสนุกด้วย ว่ากันว่าบทที่ขุนทหารเขียนขึ้นนั้นจืดชืดไร้รสชาติสิ้นดี จนคนดูรุ่นคุณปู่ของผมท่านเรียกซีรีส์ละครตอนนี้ว่า “เผด็จการ” ครับ

แต่ในที่สุดเมื่อเหล่าคนดูกลุ่มหนึ่งเริ่มทนไม่ไหวกับทละครที่จืดชืดอืดอาด เหล่าคนดูเลยลุกขึ้นมาปฏิวัติบทละครกันเสียใหม่เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2516 ครับ

กล่าวกันว่าในวันนั้นผู้ชมละครเรือนแสนได้ออกมาต่อต้านคณะผู้จัดละคร ผู้กำกับ เหล่าดารานักแสดง จนทำให้คนเหล่านี้ต้องม้วนเสื่อกลับบ้านบางคนต้องหลีกลี้หนีหน้าไปต่างประเทศเลยทีเดียว

ดูเหมือนผู้ชมที่คิดก่อการในช่วงนั้นจะเรียกตัวเองว่า “คณะละครเดือนตุลา” นะครับ เพราะทุกวันนี้คณะละครชุดนี้ยังมีบทบาทอยู่ในฐานะมือเขียนบท มือกำกับหรือแม้แต่ดาราเจ้าบทบาท

แม้ว่าซีรีส์ตอนใหม่ที่ชื่อ “ประชาธิปไตยเบ่งบาน” จะถูกสร้างขึ้นมาด้วยความหวังอันเรืองรองของคณะละครเดือนตุลา แต่แล้วในที่สุดละครชุดนี้ก็ต้องม้วนเสื่อกลับบ้านไปครับ ด้วยเหตุผลมีการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์กันในโรงละครเวทีแถวๆท่าพระจันทร์ สนามหลวงเมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2519

หลังจากนั้นผู้จัดละครได้ปล่อยซีรีส์ละครตอนที่ห้าซึ่งเริ่มต้นออกอากาศหลังเหตุการณ์นองเลือดครั้งนั้น และว่ากันว่าเป็นซีรีส์ที่สุดแสนจะน่าเบื่อเพราะตัวละครส่วนใหญ่มีทักษะการแสดงที่ค่อนข้างแข็งทื่อแถมยังไม่จัดเจนในการแสดงละครชุดนี้ นักวิชาการการละครเรียกซีรีส์ชุดนี้ว่า “อำมาตยาธิปไตย”ครับ

อย่างไรก็ตามซีรีส์ละครที่ผมดูอยู่นั้นมักถูกเซนเซอร์บ่อยครั้งโดยเฉพาะนักเซนเซอร์บทละครประชาธิปไตยชั้นดีที่มีรถถังอยู่ในมือ จะด้วยเจตนาอะไรก็แล้วแต่นักเซนเซอร์เหล่านี้มักถูกตราหน้าว่ามีความคิดล้าหลัง คับแคบ และไม่เป็นมืออาชีพ

หลังปี พ.ศ. 2530 เป็นต้นมา ผมเริ่มรู้สึกถึงความสนุกของซีรีส์ละครชุดนี้อย่างไรก็ตามซีรีส์ตอน “บุฟเฟต์คาบิเนต” ทำให้ผมรู้ซึ้งถึง “สันดาน” นักแสดงละครที่มักตะกละตะกราม ฉ้อฉลและลุแก่อำนาจ จนเป็นข้ออ้างให้นักเซนเซอร์เข้ามาเซนเซอร์บทละครอีกครั้งเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2534

แต่แล้วนักเซนเซอร์กลับอยากจะลองมาเป็นดาราเสียเองจนทำให้เหล่าคนดูโห่ไล่โดยเฉพาะคนดูที่ชอบเรียกตัวเองว่า “ชนชั้นกลาง” ท้ายที่สุดละครตอนนี้ก็จบด้วยการนองเลือด (อีกแล้ว) เมื่อเดือนพฤษภาคม ปี พ.ศ.2535

เหล่าผู้สร้าง นักจัดละคร ผู้กำกับและนักแสดงเริ่มเข้าใจในตีมของเรื่องที่คณะราษฎรต้องการสื่อมากขึ้น พวกเขาเริ่มมาวางรากฐานเขียนบทกันใหม่และประกาศก้องกับชนชาวสยามหัวดำๆว่าซีรีส์ตอนใหม่ที่จะสร้างต่อไปนี้จะมอบสาระประโยชน์ต่อชาวสยามทุกคน

เหล่าคนดูเบิกบานแต่ท้ายที่สุดการณ์กลับเป็นว่าตัวละครกลุ่มใหม่ที่ชื่อว่า “นักธุรกิจการเมือง” และ “นักการเมืองโดยอาชีพ” ได้ทำให้บทละครบทนี้ดู “น้ำเน่า” ไปในที่สุดครับ

หลังวิกฤตการณ์เศรษฐกิจครั้งใหญ่เมื่อปี พ.ศ. 2540 คณะละครกลุ่มใหม่นามว่า “คณะไทยฮักไทย” (ออกเสียงแบบจาวเหนือครับ) ได้ทำให้ซีรีส์ละครเรื่องนี้เปลี่ยนโฉมหน้าไปอย่างสิ้นเชิง การผสมพันธุ์ระหว่างนักธุรกิจการเมืองและนักการเมืองโดยอาชีพทำให้คณะละครชุดนี้สามารถครองใจผู้ชมได้มากมายถล่มทลายหลังเปิดการแสดงเมื่อปี พ.ศ. 2544

อย่างไรก็ตามมีคนแอบกระซิบข้างหูผมว่าละครตอนนี้มีชื่อสั้นๆว่า “ประชาธิปไตยของนายทุน” ดูเหมือนชื่อไม่ค่อยน่ายินดีเท่าไรเพราะตีมของละครตั้งแต่ปี พ.ศ. 2475 นั้นจงใจจะให้ชื่อละครชุดนี้ว่า “ประชาธิปไตยของปวงชนชาวสยาม”

ในละครตอนนี้มีองก์หรือตอนย่อยๆของละครอยู่หลายตอน อาทิ องก์ “ประชานิยม” ที่เล่าเรื่องคณะละครไทยฮักไทยสามารถครองใจผู้ชมกลุ่มใหญ่ได้จากการเอาทรัพยากรรัฐมากระจายให้เหล่าคนดูอย่างทั่วถึง เหมือนเข้าโรงละครแล้วแจกน้ำอัดลม ยาดม ยาหม่อง “ฟรี”

จริงๆแล้วซีรีส์ตอน “ประชาธิปไตยของนายทุน” นั้นดูจะคล้ายคลึงกันกับละครฝรั่ง ละครญี่ปุ่น ละครเกาหลี เพราะ “นายทุน” คือ ผู้ที่พยายามเข้าไปเกาะกุมอำนาจทางเศรษฐกิจผ่านอำนาจทางการเมืองโดยใช้กระบวนการเลือกตั้งเป็นกลไกการแสวงหาอำนาจ

ขึ้นชื่อว่า “นายทุน”หรือ “ผู้ประกอบการ” (Entrepreneur) แล้ว ในทางเศรษฐศาสตร์หมายถึงผู้ที่รวบรวมปัจจัยการผลิตอย่างที่ดิน แรงงาน เครื่องจักร ตลอดจนทุนทางการเงินเพื่อผลิตสินค้าและบริการให้เกิดผลกำไรก่อนนำกำไรที่ได้มาลงทุนต่อ

แต่สำหรับ “นายทุนหรือผู้ประกอบการทางการเมือง” คือ กลุ่มทุนที่แสวงหาอำนาจรัฐผ่านกระบวนการเลือกตั้งโดยใช้ทักษะพิเศษรวบรวมเสียงหรือมุ้งต่างๆของเหล่านักเลือกตั้ง เพื่อสถาปนาอำนาจให้กับตนเองโดยมุ่งแสวงหากำไรให้พรรคและพวกพ้อง

อย่างไรก็ตามดูเหมือนคณะละครไทยฮักไทยจะไปไม่ได้ไกลนัก เพราะถูกนักเซนเซอร์เข้ามาตัดบทอีกรอบโทษฐานกำลังสร้างตัวอย่างที่ไม่ดีกับเด็กและเยาวชนชาวสยามโดยเฉพาะเรื่องการทุจริตคอร์รัปชั่นของเหล่าดารานักแสดงนำ

คณะละครไทยฮักไทยปิดตัวลงอย่างไม่ค่อยเต็มใจนัก เหล่าดาราเจ้าบทบาทต่างระหกระเหินกระจัดกระจาย อย่างไรก็ตามอิทธิฤทธิ์ของเงินตราย่อมทำให้คณะละครชุดนี้กลับเข้ามาใหม่ในนาม “คณะละครพลังของประชาชน”

หลังวันที่ 23 ธันวาคม ปีที่แล้ว ผมเริ่มกลับมาติดตามละครชุดนี้อีกครั้งด้วยใจหวังอยากเห็นบทบาทใหม่ที่สร้างสรรค์และพัฒนาไปกว่าเดิม

แต่แล้วความหวังและความสนุกของผมก็ต้องมลายหายมอดไป เพราะ ดูเหมือนผู้ชมส่วนใหญ่ยังอยากเห็น “น้ำเน่า” ของซีรีส์ชุดนี้อยู่ น้ำเน่าที่ว่านั้นเต็มไปด้วยการปลิ้นปล้อน มดเท็จตอแหลของตัวละครตั้งแต่ระดับผู้เฒ่าลงไปกระทั่งตัวละครหน้าใหม่

หลังวันที่ 23 ธันวาคม ปีที่แล้ว เพื่อนผมบางคนแอบมากระซิบข้างหูว่าซีรีส์ละครที่มึงกับกูดูชุดนี้ดูเหมือนจะเป็นตอน “ประชาธิปไตยของหัวคะแนน”ว่ะ

ผมสวนกลับไปว่าหรือจะเป็น “ประชาธิปไตยของนอมินี” วะ

แต่ถึงที่สุดแล้วเราต่างต้องดูซีรีส์ละครเรื่องนี้ไปอย่างจำใจ แถมจะย้ายช่องเปลี่ยนไปดูเรื่องใหม่ก็ไม่ได้เพราะดูเหมือนทุกช่องจะพร้อมใจกันฉายละครเรื่องนี้ให้เราได้ชมอยู่ทุกวันใช่มั๊ยครับ

Hesse004

Jan 10, 2008

"The Golden Door" เปิดประตูดูโลกใบใหม่




ผมเชื่อว่าการตัดสินใจที่จะ “อพยพ” (Immigration) น่าจะเป็นหนทางสุดท้ายที่มนุษย์เราจะเลือก ทั้งนี้คงเนื่องมาจากมนุษย์เราส่วนใหญ่นั้นคุ้นชินกับสิ่งแวดล้อมเดิมๆ จนไม่อยากที่จะเปลี่ยนแปลงอะไร แม้จะเบื่อหน่ายบ้างเป็นบางทีแต่ความรักที่มีต่อถิ่นฐานบ้านเกิดนั้นน่าจะเป็นอีกความรู้สึกหนึ่งที่มนุษย์เรายังผูกพันกับถิ่นกำเนิด

The Golden Door (2006) เป็นหนังอิตาลีครับ หนังเรื่องนี้มีชื่ออิตาเลียนว่า Nuovomondo บนหน้าปกดีวีดีนั้นเขียนไว้ว่า “Martin Scorsese Presents” ครับ ความน่าสนใจของหนังเรื่องนี้ไม่ได้อยู่เฉพาะที่ชื่อของยอดผู้กำกับอย่างสกอร์เซซี่เพียงอย่างเดียว เพราะจริงๆแล้วหนังเรื่องนี้กำกับโดย “เอ็มมานูเอล เครียเรซี่” (Emmanuele Crialese) ผู้กำกับหนุ่มชาวอิตาเลียน

กล่าวกันว่าหนังเรื่องนี้ได้รับการการันตีจากสกอร์เซซี่ส่วนหนึ่งน่าจะมาจาก The Italian Connection หรือสายสัมพันธ์ของชาวเมืองมักกะโรนี นั่นเอง

สกอร์เซซี่นั้นชอบอยู่แล้วกับการทำหนังพันธุ์อิตาเลียนโดยเฉพาะหนังอย่าง Mean Street (1973) Italianamerican (1974) Good Fellas (1990) และ Casino (1995) ทั้งนี้เนื้อหาส่วนใหญ่อิงอยู่กับชุมชนอิตาเลียนบนแผ่นดินอเมริกา ด้วยเหตุนี้เอง The Golden Door น่าจะโดนใจคุณป๋ามาร์ตี้เราอยู่ไม่น้อย

The Golden Door เล่าเรื่องการอพยพของครอบครัว “แมนคูโซ” (Mancuso)ซึ่งเป็นครอบครัวชาวนาจนๆบนเกาะซิซิลี่ ครับ ว่ากันว่าเกาะๆนี้คือแหล่งกำเนิดของเหล่ามาเฟียตัวเอ้ของอเมริกาเลยก็ว่าได้

หนังเรื่องนี้มีตัวละครนำเรื่องอย่าง “ซัลวาทอเร่ แมนคูโซ่” (Sanvatore Mancuso) ซึ่งเป็นชาวนาจนๆแถมยังเป็นพ่อหม้ายเรือพ่วงมีลูกติดอีก 2 คน ซัลวาทอเร่ตัดสินใจที่จะอพยพไปสู่ “โลกใหม่” ที่อเมริกา หลังจากที่เกิดความอัตคัดขัดสนบนแผ่นดินซิซิลี่ ดังนั้นภาพถ่ายหัวหอมอันใหญ่มหึมา ภาพแม่ไก่ตัวโต หรือ ภาพต้นไม้ที่เต็มไปด้วยเงินทองจึงเป็นแรงปรารถนาให้เขาตัดสินใจที่จะอพยพไปยัง “โลกใหม่” ที่มีอนาคตมากกว่า

อย่างที่ผมเรียนไปตอนต้นแล้วครับว่า “การอพยพ”ย้ายถิ่นฐานน่าจะเป็นทางเลือกสุดท้ายของมนุษย์ ซึ่งในหนังก็ได้สื่อให้เห็นความอาวรณ์ที่มีต่อแผ่นดินเกิดทั้งตัวลูกชายคนเล็กของซัลวาทอเร่เองหรือแม้กระทั่ง “แม่เฒ่า” ของเขา

วิชาเศรษฐศาสตร์ ได้กล่าวถึงการอพยพย้ายถิ่นของแรงงานไว้อย่างนี้ครับว่า การที่แรงงานจะตัดสินใจย้ายถิ่นฐาน เช่นจากพม่ามายังประเทศไทยนั้น ตัวแรงงานเองจะต้องคำนึงถึงค่าจ้างที่ตัวเองจะได้รับจากที่ทำกินใหม่ว่าอย่างน้อยมันจะต้องมากกว่าค่าจ้างเดิมรวมกับค่าอพยพเคลื่อนย้าย

จริงๆแล้วตรรกะนี้ดูจะเป็นสามัญสำนึกของมนุษย์เลยก็ว่าได้นะครับ เพราะหากที่เดิมอยู่แล้วอดอยากปากแห้ง สู้ไปหาที่ใหม่ที่มีอนาคตรออยู่ดีกว่า

แต่การอพยพนั้นไม่ใช่เรื่องที่จะกระทำกันได้ง่ายๆ เพราะประเทศเจ้าของบ้าน (Host Country) มักตั้งข้อรังเกียจผู้อพยพเนื่องจากแรงงานต่างด้าวชอบเข้ามาแย่งงานแรงงานท้องถิ่น

แต่ในทางเศรษฐศาสตร์กลับมองว่าเป็นผลดีสำหรับผู้ประกอบการในประเทศนั้นครับเนื่องจากมีอุปทานแรงงานเพิ่มขึ้นมาโดยไม่ต้องรอการเพิ่มประชากร ผลก็คือทำให้ผู้ประกอบการมีทางเลือกในการจ้างแรงงานมากขึ้น

อย่างไรก็ตามมันอาจจะไม่ใช่เรื่องง่ายเหมือนอย่างที่ทฤษฎีพูดไว้ เพราะในความเป็นจริงแล้วการเข้าสู่ตลาดแรงงานของแรงงานต่างชาตินั้นค่อนข้างลำบากโดยเฉพาะหากประเทศเจ้าบ้านเขาสงวนอาชีพบางอย่างไว้ให้กับคนท้องถิ่นแล้ว

กลับมาที่หนังต่อดีกว่าครับ , เครียเรซี่ ได้ทำให้เราเห็นบรรยากาศการนั่งเรืออพยพข้ามมหาสมุทรแอตแลนติค จากแผ่นดินยุโรปสู่แผ่นดินอเมริกา

“อเมริกา” ได้กลายเป็นโลกใบใหม่ของใครหลายคน เป็นดินแดนแห่งโอกาสอย่างแท้จริง หนังอย่าง Far and Away(1992) ของ รอน โฮเวิร์ด (Ron Howard) แสดงภาพชาวไอริชที่อพยพไปยังอเมริกาเพื่อแสวงหาที่ดินทำกินในช่วงปลายศตวรรษที่ 19

สำหรับ The Golden Door นั้น หนังดำเนินเรื่องอยู่บนเรือลำใหญ่ที่บรรทุกชาวยุโรปพลัดถิ่นทั้งผู้ดีไปจนกระทั่งคนยากไร้ที่กำลังเดินทางไปยังโลกใบใหม่ อย่างไรก็ตามการเดินทางใช่ว่าจะราบรื่นเสมอไปเพราะต้องเผชิญกับสภาพฟ้าฝนกลางทะเลที่เอาแน่เอานอนไม่ได้แต่ท้ายที่สุดครอบครัวแมนคูโซ่ ก็มาเหยียบแผ่นดินใหม่จนได้

การอพยพไปอเมริกาในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 ต่อต้นศตวรรษที่ 20 นั้น ผู้อพยพต้องเดินทางไปพักที่เกาะเอลลิส ( Ellis island) เป็นด่านแรกก่อนครับ ตามภูมิศาสตร์นั้นเกาะๆนี้อยู่บริเวณปากทางของ New York Harbor

เกาะๆนี้เปรียบเสมือนจุดเริ่มต้นที่ผู้อพยพจะต้องมาทำการตรวจตราเอกสาร ตรวจร่างกาย ไปจนกระทั่งวัดเชาว์ปัญญาก่อนเข้าเมืองอเมริกา ผมเองก็เพิ่งทราบจากในหนังเหมือนกันครับว่า มีการวัดเชาว์ปัญญาของผู้อพยพด้วย

กล่าวกันว่าในช่วงต้นศตวรรษ 20 นั้นมีชาวยุโรปอพยพหลายคนที่เข้ามาได้ดิบได้ดีในอเมริกา หนึ่งในนั้นก็คือ "ชาลี แชปลิน" (Charles Chaplin) ถ้าผมจำไม่ผิดรู้สึกจะมีหนังของแชปลินที่เกี่ยวกับการอพยพด้วยรู้สึกจะเป็นเรื่อง The Immigrant (1917) นะครับ

หนังเรื่องนี้ เครียเรซี่ ได้แฝงความเป็นแฟนตาซีเข้าไปบ้างคล้ายๆกับ The Big Lebowski (1998) ของพี่น้องโคเอน (Brothers Coen ) อย่างไรก็ดีเสน่ห์ของ The Golden Door น่าจะอยู่ที่บรรยากาศการอพยพทั้งที่ปรากฏบนเรือและบนเกาะเอลลิส ครับ

หลังจากดูหนังเรื่องนี้จบ, ผมนึกถึงบรรพบุรุษของตัวเองที่โล้สำเภามาจากเมืองจีน อาม่าผมท่านเคยบอกว่าครอบครัวของเรามาจากเมือง “เหนกโอ๋ยเซี๊ย” ผมไม่แน่ใจว่าสะกดถูกหรือเปล่าแต่ที่แน่ๆคือพวกเราเป็น “แต้จิ๋วชน” แน่นอนครับ

การอพยพครั้งใหญ่ของคนจีนโพ้นทะเล (Oversea Chinese) เกิดขึ้นราวๆปลายศตวรรษที่ 19 ช่วงที่ราชวงศ์ชิงใกล้ล่มสลาย สำหรับเมืองไทยนั้นคนจีนเริ่มหลั่งไหลเข้ามามากในสมัยรัชกาลที่ 3 และมาลงหลักปักฐานกันในกรุงเทพแถบสำเพ็ง และ เยาวราช

นอกจากนี้กลุ่มชาว “จีนแคะ”ซึ่งส่วนใหญ่เป็นสมาชิกของกลุ่ม “กบฏไต้เผง” ที่ถูกปราบปรามก็ถอยร่นอพยพหนีลงมายังบริเวณแถบอุษาคเนย์หรือเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในปัจจุบัน

ท้ายที่สุดผมคิดว่าเรื่องราวประวัติศาสตร์ของมนุษย์เรานั้นส่วนหนึ่งมาจากการทำสงครามแก่งแย่งดินแดนกัน ส่วนหนึ่งมาจากการพัฒนาแสวงหาสิ่งใหม่ๆที่ดีกว่าและอีกส่วนหนึ่งก็น่าจะมาจากการอพยพย้ายถิ่นฐานซึ่งดูเหมือนมันจะเป็นสิ่งสุดท้ายที่คนเราจะตัดสินใจ...ใช่หรือเปล่าครับ?

Hesse004

Jan 6, 2008

“เขื่อนปากมูล” บางเรื่องที่ชนชั้นกลางไทยไม่เคยได้รู้




นิตยสารศิลปวัฒนธรรมฉบับเดือนมกราคม ปี 2551 ได้ตีพิมพ์คำปาฐกถาพิเศษของท่านอาจารย์นิธิ เอี่ยวศรีวงศ์ เรื่อง “วัฒนธรรมการเมืองไทย”โดยมุ่งประเด็นไปที่ “คนชั้นกลางกับวัฒนธรรมการเมืองไทย” หลังจากที่ผมอ่านบทความชิ้นนี้จบทำให้ผมนึกไปถึงเรื่อง “เขื่อนปากมูล” ที่เมื่อปีกลายมีโอกาสได้ค้นคว้าข้อมูลเพื่อเตรียมเขียนโครงร่างงานวิจัยครับ

ผมตั้งข้อสังเกตว่างานในระยะหลังๆของท่านอาจารย์นิธิ มักเน้นไปที่เรื่องการจัดสรรทรัพยากรภายในชุมชนมากขึ้น บางทีเมื่อท้องถิ่นสามารถจัดการดูแลทรัพยากรของพวกเขาได้ดีพอแล้วอำนาจรัฐที่ต้องมาจากเหล่านักเลือกตั้งหรือรัฐราชการอาจจะด้อยความสำคัญลงไป

“เขื่อนปากมูล” นับเป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจในหลายประเด็นครับ ประเด็นแรกนั้นเขื่อนปากมูลสะท้อนให้เห็นการพัฒนาเศรษฐกิจไทยที่มีการพัฒนาแบบ “ทวิลักษณ์”หรือ Dualism

ก่อนจะกล่าวถึงคำว่า Dualism นั้น ท่านผู้อ่านเคยสงสัยมั๊ยครับว่าทำไมช่วงหยุดปีใหม่ สงกรานต์ หรือวันหยุดยาวๆ จึงเกิด “ปรากฏการณ์รถโล่งในเมืองกรุง” นอกเหนือจากเหตุผลที่คนกรุงออกไปเที่ยวต่างจังหวัดแล้ว อีกเหตุผลหนึ่ง คือ คนชนบทกลุ่มใหญ่เดินทางกลับบ้านด้วยครับ

ดังนั้นภาพชินตาพวกเราทุกๆปีในทุกๆเทศกาล คือ ภาพคนแย่งกันขึ้นรถทัวร์ รถไฟ เครื่องบินรวมไปถึงท้องถนนที่เต็มไปด้วยรถราในช่วงเวลาใกล้สิ้นปี ทั้งหมดที่กล่าวมานั้นมีสาเหตุจากการพัฒนาแบบ “ทวิลักษณ์” ครับ

การพัฒนาแบบ “ทวิลักษณ์” มีฉันทคติอยู่ตรงที่ภาคเศรษฐกิจหนึ่งจำที่จะต้องเป็น “เบี้ยล่าง” ให้กับอีกภาคเศรษฐกิจหนึ่ง อย่าง “ภาคเกษตร”จำเป็นต้องเป็นเบี้ยล่างของ “ภาคอุตสาหกรรม” หรือ “ภาคชนบท” จำต้องเป็นเบี้ยล่างให้กับ “ภาคเมือง”

ความหมายของเบี้ยล่างนั้นกินความตั้งแต่เป็นแหล่งแรงงานและวัตถุดิบราคาถูกที่พร้อมจะถูกป้อนเข้าสู่กระบวนการผลิตของ ภาคอุตสาหกรรมหรือภาคเมือง และท้ายที่สุดเบี้ยล่างอีกนัยยะหนึ่งก็กลายเป็นแหล่งระบายสินค้าออกของภาคเมืองอีกทีหนึ่ง

ฉันทคติดังกล่าวเป็นแนวคิดของนักเศรษฐศาสตร์ (อีกแล้วครับท่าน) โดยเฉพาะนักเศรษฐศาสตร์จากธนาคารโลกช่วงทศวรรษที่ 60 ซึ่งกรณีของบ้านเรานั้น “พ.ศ.2504 ผู้ใหญ่ลีตีกลองประชุม” คือ จุดเริ่มต้นของการพัฒนาแบบทวิลักษณ์ระหว่างภาคเมืองกับภาคชนบท ภาคอุตสาหกรรมกับภาคเกษตรกรรม

ผลพวงของการพัฒนาแบบทวิลักษณ์นั้นแม้จะทำให้อัตราการจำเริญเติบโตทางเศรษฐกิจดูสูงจนน่าปลื้มใจแต่กลับกลายเป็นว่าการกระจายรายได้หรือความเท่าเทียมกันของคนในสังคมกลับแย่ลง ตรงนี้มันก็มาจากฉันทคติของนักเศรษฐศาสตร์ตะวันตกอีกเหมือนกันครับที่มองว่าหากผลผลิตมวลรวมมันเพิ่มขึ้นแล้วเดี๋ยวมันก็จะกระจายไปยังผู้คนต่างๆในประเทศนั้นเองเหมือนเวลาเราใช้สปริงเกิ้ลรดน้ำต้นไม้ น้ำจะกระจายไปยังต้นไม้ต่างๆ แนวคิดเช่นนี้เรียกว่า Trickle down effect ครับ

อย่างไรก็ตามแนวคิดดังกล่าวดูจะใช้การไม่ได้กับ"ประเทศกำลังพัฒนา"ที่ธนาคารโลกเป็นคนแบ่งอีกเช่นกัน ทั้งนี้เพราะมีปัจจัยเชิงสถาบันบางอย่างที่ทำให้แนวคิดดังกล่าวใช้ไม่ได้ผล ปัจจัยเชิงสถาบันที่ว่านี้มีตั้งแต่โครงสร้างทางการเมืองการปกครอง ตลอดจนวัฒนธรรมชุมชนของท้องถิ่นนั้นๆ

กรณีของเขื่อนปากมูลก็เป็นอีกกรณีศึกษาหนึ่งที่สะท้อนให้เห็นความเข้าใจผิดของนักเศรษฐศาสตร์ผู้ไร้เดียงสาที่ “ลืม” นึกไปถึงต้นทุนที่สูญเสียนอกเหนือจาก ค่าก่อสร้างเขื่อน หรือต้นทุนจากการผลิตพลังงานไฟฟ้าจากน้ำ ต้นทุนที่ว่าเป็นต้นทุนของชุมชนที่ต้องพลัดพรากแตกแยกเมื่อมีเขื่อนมาลง ต้นทุนทางวัฒนธรรมอย่างชุมชนหาปลาริมแม่น้ำมูนที่โดนผลกระทบกันเต็มๆ ต้นทุนที่ว่ายังรวมไปถึงความสูญเสียความสมดุลของทรัพยากรประมงน้ำจืดบริเวณแม่น้ำมูน

เมื่อ 8 ปี ที่แล้วมีงานวิจัยของ World Commission on Dams ที่ออกมาตบหน้าผู้เกี่ยวข้องกับเขื่อนปากมูลทั้ง EGAT และ World Bank โดยงานดังกล่าวตั้งข้อสงสัยถึงความคุ้มค่าของโครงการเขื่อนปากมูนซึ่งดูเหมือนกระแสไฟฟ้าที่ผลิตได้ดูจะไม่คุ้มกับต้นทุนหลายต่อหลายอย่างที่เสียไปท้ายที่สุดดูเหมือนว่า “เขื่อน” ได้กลายเป็นสัญลักษณ์ของรัฐที่เข้ามาปล้นชิงทรัพยากรท้องถิ่นไปแล้ว ไม่เฉพาะเมืองไทยประเทศเดียว เหตุการณ์ลักษณะนี้ยังเกิดขึ้นในประเทศกำลังพัฒนาอย่าง บราซิลกรณีเขื่อน Sobradinho

ในฐานะที่เป็นคนเมือง, ผมก็เพิ่งรู้เหมือนกันว่าการเปิดปิดประตูเขื่อนนั้นมีความสำคัญมากเพราะส่งผลต่อวิถีการทำประมงของชาวบ้านริมมูนเนื่องจากเกี่ยวกับการเข้ามาหากินของปลาจากลุ่มน้ำโขง

แม้ว่าเมื่อปี 2545 จะมีงานวิจัยของมหาวิทยาลัยอุบลราชธานีที่เสนอให้ EGAT ควรเปิดประตูเขื่อนตลอดทั้งปีเป็นเวลา 5 ปีนั้น แต่รัฐบาลยุคนั้นเลือกที่จะให้เปิดเพียงแค่ 4 เดือนปิด 8 เดือน และล่าสุดรัฐบาลชุดปัจจุบันก็มีมติให้ปิดประตูเขื่อนถาวรตั้งแต่กลางปีที่แล้ว

พลันที่รัฐบาลมีมติออกมาเช่นนี้ทัพของชาวบ้านแม่มูนก็เคลื่อนมายังเมืองกรุงเพื่อเรียกร้องให้รัฐทบทวนมติดังกล่าว
ในฐานะคนเมือง (อีกครั้ง), ผมก็เพิ่งรู้อีกเช่นกันว่า “สมัชชาคนจน” ก็มีจุดเริ่มต้นจากชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจากเขื่อนปากมูล

เขื่อนปากมูนยังเป็นกรณีศึกษาการต่อสู้ของชาวบ้านกับอำนาจรัฐ ถ้าเป็นสมัยโบราณคนที่ขัดขืนอำนาจรัฐมักจะถูกตราหน้าว่าเป็น “กบฏ” และการปราบปรามผู้ขัดขืนในอดีตมีตั้งแต่”ถีบลงเขาเผาถังแดง” มาจนกระทั่งอุ้มฆ่า

แต่ปัจจุบันนี้ชาวบ้านรวมตัวกันต่อสู้บนท้องถนนหน้าทำเนียบเพื่อร้องคืน “ทรัพยากรท้องถิ่น”ที่พวกเขาเคยมีแต่กลับถูก “อำนาจรัฐ” ปล้นชิงไป โดยอาจจะต้องเผชิญกับการปราบปรามรูปแบบใหม่ อาทิ ใช้เทศกิจเมืองกรุงเข้าขับไล่ หรือแม้กระทั่งปล่อยหมาตำรวจไปกัดชาวบ้าน โทษฐานที่สร้างความเดือดร้อนรำคาญให้ชาวเมืองหลวง

ท้ายที่สุดผมขอทิ้งคำถามให้ท่านผู้อ่านลองกลับไปคิดเล่นๆดูครับว่า“การพัฒนาเศรษฐกิจที่ดีนั้นมันควรจะเป็นอย่างไร?” มันใช่เรื่องของการปั่นอัตราการจำเริญเติบโตให้สูงๆไว้เพื่ออวดชาวบ้านหรือเปล่า? หรือ มันคือการส่งเสริมให้ตลาดหุ้นไทยมีโวลุ่มซื้อขายในแต่ละวันสูงๆ หรือ มันคือการพูดถึงค่าเงินบาทที่ต้องอ่อนแข็งให้ได้ตามระดับที่ผู้ส่งออกไทยพึงพอใจ หรือ มันจะเป็นแค่ให้คนไทยทั้งในเมืองและนอกเมืองหลวงมีโอกาสในการเข้าถึงและใช้ทรัพยากรท้องถิ่นอย่างเท่าเทียมกัน

แต่ก็อย่างที่เรียนไว้ตอนต้นแหละครับว่ารัฐไทยเรามีการพัฒนาเศรษฐกิจแบบ “ทวิลักษณ์” มาเกือบ 50 ปีแล้ว ผมไม่แน่ใจว่าไอ้การพัฒนาที่เรานิยามกันตามคุณค่าของฝรั่งนั้นมันจะใช้ได้จริงหรือเปล่าโดยเฉพาะกับชาวบ้านแถวๆเขื่อนปากมูล...สวัสดีปีใหม่ครับ

Hesse004

ปล.ผมขอไว้อาลัยให้กับการจากไปของ “คุณวนิดา ตันติวิทยาพิทักษ์” ผู้หญิงคนหนึ่งที่ใช้เวลากว่าครึ่งชีวิตต่อสู้ให้กับชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจาก “เขื่อนปากมูล” ครับ