Jan 31, 2008

“All the King’s Men” อำนาจทำให้คนเปลี่ยน





กระบวนหนังการเมืองที่ผมดูแล้วรู้สึกประทับใจมีอย่างน้อย 3 เรื่อง ครับ เรื่องแรก คือ Wag the Dog (1997) ผลงานการกำกับของ แบรี่ เลวินสัน (Barry Levinson) หนังเล่าถึงการทำการตลาดทางการเมืองโดยอาศัยโปรดิวเซอร์กำกับหนังจาก Hollywood มาช่วยทำให้อดีตประธานาธิบดีผู้มีมลทินเรื่องเพศสามารถรักษาเก้าอี้ไว้ได้อีกสมัยหนึ่ง

หนังของนายเลวินสันนับเป็นหนังเสียดล้อนักการเมืองอเมริกันที่พยายามทำทุกอย่างเพื่อรักษาอำนาจของตัวเองไว้

สำหรับเรื่องที่สองนั้น Man of the Year (2006) ของนายเลวินสันคนเดิมครับ หนังเรื่องนี้สื่อให้เห็นความผิดพลาดของระบบคอมพิวเตอร์ในการนับคะแนนเลือกตั้งประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกา

จะเห็นได้ว่างานของเลวินสันทั้งสองชิ้นล้วนสะท้อนให้เห็นทัศนวิจารณ์ทางการเมืองของเขาได้อย่างดี

และดูเหมือนเลวินสันจะไม่เชื่อมั่นในกระบวนการเลือกตั้งเท่าไรนักดูจาก Wag the Dog ที่เขาพยายามชี้ให้เห็นการสร้างภาพของเหล่านักการเมืองทั้งหลายที่พยายาม “หลอกแดก” ผู้ลงคะแนนเสียงด้วยผลงานในช่วงสองอาทิตย์สุดท้ายก่อนหย่อนบัตรลงคะแนน

ขณะที่ Man of the Year ที่เลวินสันให้นายทอม ดอบบ์ (Tom Dobbs) เป็นตัวแทนของความเบื่อหน่ายต่อระบบการเมืองแบบเก่าๆประเภท “นักการเมืองโดยอาชีพ” ที่พยายามสร้างภาพพจน์ให้ดูดีในสายตาประชาชน โดยเลวินสันจงใจให้ดอบบ์ที่นำแสดงโดย “โรบิน วิลเลียม” นักแสดงตลกปัญญาชนอเมริกัน คือ ตัวแทนเสียดสีรูปแบบการเล่นการเมืองแบบ Democrat หรือ Republican

ทัศนวิจารณ์ของเลวินสันทั้งสองเรื่องนั้นยิ่งตอกย้ำถึง “การเมือง”กับ “ทุน”ในระบอบประชาธิปไตยว่ามีความซับซ้อนสัมพันธ์เกี่ยวข้องกันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ด้วยเหตุนี้เอง Political Marketing หรือ “การตลาดการเมือง” จึงมีความสำคัญอย่างมากในระบอบประชาธิปไตยที่อาศัยกระบวนการเลือกตั้งเป็นกลไกในการตัดสินใจเลือกผู้แทนและรัฐบาล

ผมไม่แน่ใจว่าเลวินสันได้รับอิทธิพลทางความคิดจากเหล่านักคิดของสำนักเศรษฐศาสตร์ที่ชื่อ Public Choice หรือไม่ แต่ที่แน่ๆหนังของเขาได้สะท้อนให้เห็นความเป็น “สัตว์เศรษฐกิจ”ของเหล่านักการเมืองในแง่ที่ต้องพยายามแสวงหาความพึงพอใจสูงสุดให้แก่ตนเองและประสานประโยชน์ให้กับพวกพ้องสูงสุด (Utility Maximiztion for me and Profit Maximization for party)

เจ้าสำนัก Public Choice อย่างเจมส์ บูคาแนน (James Buchanan) คนละคนกับอดีตประธานาธิบดีอเมริกานะครับ และ กอร์ดอน ทอลลอค (Gordon Tullock) ได้ช่วยกันพัฒนาแนวคิดของ Public Chioce จนกลายเป็นที่ยอมรับในปัจจุบันว่านักการเมืองก็จัดอยู่ในจำพวก “สัตว์เศรษฐกิจ” จำพวกหนึ่งที่มุ่งแสวงหาประโยชน์สูงสุดให้กับตัวเองและกลุ่มผลประโยชน์หรือ Interested Group

นอกจากนี้งานของทอลลอคยังเป็นจุดเริ่มต้นของการอธิบายเรื่องของ Economic Rent Seeking หรือ การแสวงหาค่าเช่าทางเศรษฐกิจ นั่นเองครับ

งานของทอลลอคได้รับการต่อยอดจากนักเศรษฐศาสตร์หญิงชื่อดังนามว่า “แอน ครูเกอร์” (Ann O. Kruger) ครูเกอร์อธิบายการแสวงหาค่าเช่าทางเศรษฐกิจโดยยกตัวอย่างการจำกัดโควต้าสินค้านำเข้าในตุรกีเมื่อ 40 กว่าปีมาแล้ว โดยเปเปอร์ของครูเกอร์นั้นได้ขยายพรมแดนความรู้เรื่องการแสวงหาค่าเช่าทางเศรษฐกิจของนักการเมือง ข้าราชการ หรือผู้มีส่วนในอำนาจรัฐ จนองค์ความรู้ดังกล่าวพัฒนามาสู่เรื่องของ “เศรษฐศาสตร์ว่าด้วยการคอร์รัปชั่น” (Economics of Corruption) ในที่สุด

จะเห็นได้ว่าทัศนวิจารณ์ของนักเศรษฐศาสตร์สาย Public Choice ที่มีต่อ “นักการเมือง” และรัฐนั้นดูจะไม่ค่อยไว้เนื้อเชื่อใจสักเท่าไรนะครับ ซึ่งก็ดูเหมือนจะสอดคล้องกับคำพูดของท่านอาจารย์รังสรรค์ ธนะพรพันธุ์ ที่เคยสรุปไว้ว่า

“สังคมไทยมีความคาดหวังจากอาชีพนักการเมืองสูงเกินกว่าระดับปุถุชน คนเป็นอันมากคาดหวังว่านักการเมืองจักต้องเสียสละประโยชน์สุขส่วนตัวเพื่อประโยชน์สุขส่วนรวม ความคาดหวังในลักษณะดังกล่าวนี้บางครั้งมีมากจนถึงขั้นที่มีแต่พระอรหันต์เท่านั้นที่จะเป็นนักการเมืองได้” (อ้างจากนพฤทธิ์ อนันอภิบุตร ,เจ้าบอมบ์เพื่อนผม, ใน การวิเคราะห์กระบวนการงบประมาณแผ่นดินในสภาผู้แทนราษฎรของไทย )

โอ้...ผมเตลิดไปไกลเชียว สำหรับหนังการเมืองเรื่องสุดท้ายที่ประทับใจนั้นเป็น หนังที่ได้รับรางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยมในเวทีออสการ์เมื่อปี ค.ศ.1949 ครับ หนังเรื่องนี้มีชื่อว่า “All the King’s Men” ผลงานการกำกับของนายโรเบิร์ต รอสเซ่น (Robert Rossen)

All the King’s Men เล่าเรื่องราวของชายผู้มีอุดมการณ์ทางการเมืองคนหนึ่งนามว่า “นายวิลลี่ สตาร์ก” (Willie Stark) แม้ว่า “วิล” จะเป็นคนที่มุ่งมั่นตั้งใจทำแต่สิ่งที่ดีแต่เขาก็ยังไม่ได้รับเลือกให้เป็นผู้แทนในเมืองชนบทเล็กๆได้

หนังดำเนินเรื่องโดยใช้บทบรรยายของ “แจ๊ค เบอร์เดน” (Jack Burden) นักข่าวหนุ่มที่เข้ามาทำข่าวเรื่อง “วิล” ตั้งแต่เป็นนักการเมืองกระจอกที่ไม่มีใครรู้จัก จนกระทั่งเขาได้เห็นการเปลี่ยนแปลงของ “วิล” เมื่อเขาก้าวขึ้นสู่อำนาจสูงสุดในฐานะ “ผู้ว่าการรัฐ”

หนังเรื่องนี้ดัดแปลงมาจากนิยายชิ้นเยี่ยมที่การันตีด้วยรางวัลพูลิตเซอร์ของ นายโรเบิร์ต เพนน์ วอร์เรน (Robert Penn Warren) ครับ

สารที่ทั้งผู้เขียนและผู้กำกับต้องการจะสื่ออยู่ที่ “อำนาจทำให้คนเปลี่ยน” ใช่แล้วครับ อำนาจก็เหมือนแหวนในเรื่อง Lord of the Ring ซึ่งมนุษย์อย่างเราๆยังคงเฝ้าแสวงหาและอยากครอบครองมันให้นานที่สุด

ผมเชื่อว่านักการเมืองหลายคนเริ่มต้นเข้าสู่การเมืองแบบ “วิลลี่ สตาร์ก” ด้วยความตั้งใจดี ปรารถนาอันแรงกล้าด้วยอุดมคติ ด้วยอุดมการณ์ แต่อย่างไรก็ตามเมื่อไม่มีอำนาจ เราก็พูดได้ครับว่าเราอยากจะทำอย่างโน้นทำอย่างนี้ แต่พอมีอำนาจแล้วดูเหมือนมันจะมีทั้ง “มือและตีนที่มองไม่ค่อยเห็น” คอยมาดึงให้เราไม่สามารถทำอะไรได้ดั่งใจ แต่ไอ้มือหรือตีนที่ว่ามันอาจจะไม่สำคัญเท่ากับ “ใจ” ที่เปลี่ยนไปของเราหรือเปล่า?

ผมเชื่อว่าคนบางคนเปลี่ยนแปลงรูปแบบการดำเนินชีวิตได้แต่อย่าเปลี่ยนแปลง “สาระ” ของชีวิตที่ตัวเองเป็นเลยครับ เพราะสาระของชีวิตมันย่อมสะท้อนให้เห็นถึง “จุดยืน”ที่เราเคยคิดเคยเชื่อว่าสิ่งที่เรากำลังทำอยู่นั้นมันคือสิ่งที่เราคิดว่าดีที่สุดแล้วและที่สำคัญคือไม่เบียดเบียนส่วนรวม

All the King’s Men ยังสะท้อนให้เห็น “ราคาที่นักการเมือง” ต้องจ่ายหากคิดจะขึ้นเป็นใหญ่และราคาที่ว่านั้นดูเหมือนจะแพงเสียด้วยเพราะมันแลกมาด้วยการแตกสลายของครอบครัว

บางทีนักการเมืองอาจทำให้คนพันคน หมื่นคน หรือแม้แต่คนสิบล้านคนรักตัวเองได้แต่อาจจะไม่สามารถทำให้ภรรยาและลูกที่รักหันกลับมารักเราได้

บทสุดท้ายของ All the King’s Men ทำให้ผมคิดถึงฉากตอนหนึ่งในประวัติศาสตร์การเมืองไทยเมื่อวันที่ 3 สิงหาคม ปี พ.ศ.2544 ท่านผู้อ่านอยากรู้มั๊ยครับว่าฉากตอนนั้นคืออะไร? ลองกลับไปหาดูหนังเรื่องนี้สิครับ.... All the King’s Men

Hesse004

Jan 27, 2008

“ละครการเมืองไทยกับประชาธิปไตยของหัวคะแนน”




หลังวันที่ 23 ธันวาคม ปีที่แล้ว ผมเริ่มกลับมาติดตามซีรีส์ละครไทยเรื่องหนึ่งที่ว่ากันว่าสนุกไม่แพ้ซีรีส์ละครหนังเกาหลีเลยทีเดียวครับ

หลังจากที่ซีรีส์ละครเรื่องนี้ถูกเซนเซอร์มาปีกว่าๆ ด้วยทางกองเซนเซอร์หรือ “กองแบน”มองว่าละครเรื่องนี้กำลังจะนำเสนอภาพการฉ้อฉลของเหล่าตัวละครดารานำทั้งหลายและอาจทำให้ตีม (Theme) ของเรื่องผิดเพี้ยนไป

“กองแบน”ของเราจึงต้องออกมาเซนเซอร์ละครเรื่องนี้พร้อมทั้งเรียกหลายฝ่ายมาช่วยกันปรับปรุงบทละครกันใหม่แถมยังโละดาราหน้าเก่าๆออกจากเวทีแห่งนี้ไปสักพักหนึ่ง

อย่างไรก็ตามพอละครเรื่องนี้เริ่มออกอากาศใหม่อีกครั้ง ผมกลับพบว่าซีรีส์ชุดนี้ยังคงความ “น้ำเน่า” อยู่เช่นเดิมครับ แม้ดาราเจ้าบทบาทหลายคนจะหายหน้าหายตาไปแล้วก็ตามแต่ก็มีบางคนแอบบอกบทให้ดาราใหม่ๆอยู่ ซึ่งคนชอบดูหนังดูละครอย่างผมก็จับได้ว่าดาราหน้าใหม่เหล่านั้นยังทำได้ไม่ “เนียน” พอ

ละครเรื่องที่ผมกล่าวมาข้างต้นนั้น น่าจะเป็นละครซีรีส์ที่มีอายุยาวนานมากที่สุดก็ว่าได้นะครับ ยาวกว่า “สามหนุ่มสามมุม” ของคณะละครเอ็กแซกท์ เสียอีก

อย่างไรก็ตามบทที่วางไว้นั้นถูกปรับปรุงหรือถูก “ฉีก” อยู่นับสิบครั้งและล่าสุด “กองแบน”ก็ได้ให้มือเขียนบทละครเรื่องนี้ปรับปรุงบทกันใหม่แถมยังใจดีเอาบทมาให้คนดูช่วยกัน “โหวต” ว่าชอบหรือไม่ชอบอีกด้วย

ซีรีส์ที่ผมกล่าวถึงนี้เริ่มต้นเมื่อปี พ.ศ. 2475 ครับ นานโขเลยทีเดียว คณะละครชุดแรกที่ได้ริเริ่มสร้างและเขียนบทละครเรื่องนี้ขึ้นมามีชื่อว่า “คณะราษฎร” ครับ

จุดมุ่งหมายของผู้สร้างละครชุดนี้ คือ ต้องการเห็นชนชาวสยามของเรามีประชาธิปไตยเป็นของตัวเอง แต่ไอ้คำว่า “เดโมเครซี่” (Democracy) ที่คณะละครชุดนี้ต้องการเผยแพร่นั้นมีความซับซ้อนมากกว่า “การหย่อนบัตรลงคะแนน”

ถ้าผมจำไม่ผิดซีรีส์ละครตอนแรกนี่น่าจะมีชื่อว่า “กำเนิดประชาธิปไตยในสยาม” ฟังดูเข้าท่าดีนะครับ แต่อย่างไรก็ตามดูเหมือนตีมของละครที่ต้องการสื่อนั้นดูจะไม่สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงเอาเสียเลย เพราะผู้ชมชาวสยามสมัยนั้นไม่สนใจละครเรื่องนี้ ก็เลยเป็นเหล่านักแสดงละครเล่นกันเองดูกันเอง บ่อยครั้งที่พบว่าแย่งบทบาทกันเองเสียด้วย

ท้ายที่สุดละครตอนที่หนึ่งจบลงอย่างไม่เป็นท่าครับ เพราะมีการฉีกบทและเริ่มเล่นกันใหม่โดยตอนที่สองที่นั้นมีชื่อเก๋ๆว่า “เชื่อผู้นำ ชาติพ้นภัย” ละครตอนนี้ออกอากาศอยู่นานหลายปีครับจนในที่สุดคนดูก็พบว่า “เชื่อผู้นำ เรามีภัย” ก็เพราะภัยจากสงครามโลกครั้งที่สองไงครับที่ทำให้ผู้ชมบางกลุ่มชักเริ่มสงสัยในตีมของซีรีส์เรื่องนี้เสียแล้ว

หลังจาก ปี พ.ศ. 2500 เป็นต้นมาดูเหมือนว่าดาราเจ้าบทบาทจะไปตกอยู่กับบุคคลในเครื่องแบบ การแย่งชิงบทดารานำของเหล่า “ขุนทหาร” ทำให้ตีมของซีรีส์ละครชุดนี้ดูผิดเพี้ยนไปทุกวันครับ

คนดูเริ่มรู้สึกเบื่อหน่ายกับละครชุดนี้เพราะถูก “บังคับ” ให้ดูแถมถูก “บังคับ”ให้ต้องสนุกด้วย ว่ากันว่าบทที่ขุนทหารเขียนขึ้นนั้นจืดชืดไร้รสชาติสิ้นดี จนคนดูรุ่นคุณปู่ของผมท่านเรียกซีรีส์ละครตอนนี้ว่า “เผด็จการ” ครับ

แต่ในที่สุดเมื่อเหล่าคนดูกลุ่มหนึ่งเริ่มทนไม่ไหวกับทละครที่จืดชืดอืดอาด เหล่าคนดูเลยลุกขึ้นมาปฏิวัติบทละครกันเสียใหม่เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2516 ครับ

กล่าวกันว่าในวันนั้นผู้ชมละครเรือนแสนได้ออกมาต่อต้านคณะผู้จัดละคร ผู้กำกับ เหล่าดารานักแสดง จนทำให้คนเหล่านี้ต้องม้วนเสื่อกลับบ้านบางคนต้องหลีกลี้หนีหน้าไปต่างประเทศเลยทีเดียว

ดูเหมือนผู้ชมที่คิดก่อการในช่วงนั้นจะเรียกตัวเองว่า “คณะละครเดือนตุลา” นะครับ เพราะทุกวันนี้คณะละครชุดนี้ยังมีบทบาทอยู่ในฐานะมือเขียนบท มือกำกับหรือแม้แต่ดาราเจ้าบทบาท

แม้ว่าซีรีส์ตอนใหม่ที่ชื่อ “ประชาธิปไตยเบ่งบาน” จะถูกสร้างขึ้นมาด้วยความหวังอันเรืองรองของคณะละครเดือนตุลา แต่แล้วในที่สุดละครชุดนี้ก็ต้องม้วนเสื่อกลับบ้านไปครับ ด้วยเหตุผลมีการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์กันในโรงละครเวทีแถวๆท่าพระจันทร์ สนามหลวงเมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2519

หลังจากนั้นผู้จัดละครได้ปล่อยซีรีส์ละครตอนที่ห้าซึ่งเริ่มต้นออกอากาศหลังเหตุการณ์นองเลือดครั้งนั้น และว่ากันว่าเป็นซีรีส์ที่สุดแสนจะน่าเบื่อเพราะตัวละครส่วนใหญ่มีทักษะการแสดงที่ค่อนข้างแข็งทื่อแถมยังไม่จัดเจนในการแสดงละครชุดนี้ นักวิชาการการละครเรียกซีรีส์ชุดนี้ว่า “อำมาตยาธิปไตย”ครับ

อย่างไรก็ตามซีรีส์ละครที่ผมดูอยู่นั้นมักถูกเซนเซอร์บ่อยครั้งโดยเฉพาะนักเซนเซอร์บทละครประชาธิปไตยชั้นดีที่มีรถถังอยู่ในมือ จะด้วยเจตนาอะไรก็แล้วแต่นักเซนเซอร์เหล่านี้มักถูกตราหน้าว่ามีความคิดล้าหลัง คับแคบ และไม่เป็นมืออาชีพ

หลังปี พ.ศ. 2530 เป็นต้นมา ผมเริ่มรู้สึกถึงความสนุกของซีรีส์ละครชุดนี้อย่างไรก็ตามซีรีส์ตอน “บุฟเฟต์คาบิเนต” ทำให้ผมรู้ซึ้งถึง “สันดาน” นักแสดงละครที่มักตะกละตะกราม ฉ้อฉลและลุแก่อำนาจ จนเป็นข้ออ้างให้นักเซนเซอร์เข้ามาเซนเซอร์บทละครอีกครั้งเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2534

แต่แล้วนักเซนเซอร์กลับอยากจะลองมาเป็นดาราเสียเองจนทำให้เหล่าคนดูโห่ไล่โดยเฉพาะคนดูที่ชอบเรียกตัวเองว่า “ชนชั้นกลาง” ท้ายที่สุดละครตอนนี้ก็จบด้วยการนองเลือด (อีกแล้ว) เมื่อเดือนพฤษภาคม ปี พ.ศ.2535

เหล่าผู้สร้าง นักจัดละคร ผู้กำกับและนักแสดงเริ่มเข้าใจในตีมของเรื่องที่คณะราษฎรต้องการสื่อมากขึ้น พวกเขาเริ่มมาวางรากฐานเขียนบทกันใหม่และประกาศก้องกับชนชาวสยามหัวดำๆว่าซีรีส์ตอนใหม่ที่จะสร้างต่อไปนี้จะมอบสาระประโยชน์ต่อชาวสยามทุกคน

เหล่าคนดูเบิกบานแต่ท้ายที่สุดการณ์กลับเป็นว่าตัวละครกลุ่มใหม่ที่ชื่อว่า “นักธุรกิจการเมือง” และ “นักการเมืองโดยอาชีพ” ได้ทำให้บทละครบทนี้ดู “น้ำเน่า” ไปในที่สุดครับ

หลังวิกฤตการณ์เศรษฐกิจครั้งใหญ่เมื่อปี พ.ศ. 2540 คณะละครกลุ่มใหม่นามว่า “คณะไทยฮักไทย” (ออกเสียงแบบจาวเหนือครับ) ได้ทำให้ซีรีส์ละครเรื่องนี้เปลี่ยนโฉมหน้าไปอย่างสิ้นเชิง การผสมพันธุ์ระหว่างนักธุรกิจการเมืองและนักการเมืองโดยอาชีพทำให้คณะละครชุดนี้สามารถครองใจผู้ชมได้มากมายถล่มทลายหลังเปิดการแสดงเมื่อปี พ.ศ. 2544

อย่างไรก็ตามมีคนแอบกระซิบข้างหูผมว่าละครตอนนี้มีชื่อสั้นๆว่า “ประชาธิปไตยของนายทุน” ดูเหมือนชื่อไม่ค่อยน่ายินดีเท่าไรเพราะตีมของละครตั้งแต่ปี พ.ศ. 2475 นั้นจงใจจะให้ชื่อละครชุดนี้ว่า “ประชาธิปไตยของปวงชนชาวสยาม”

ในละครตอนนี้มีองก์หรือตอนย่อยๆของละครอยู่หลายตอน อาทิ องก์ “ประชานิยม” ที่เล่าเรื่องคณะละครไทยฮักไทยสามารถครองใจผู้ชมกลุ่มใหญ่ได้จากการเอาทรัพยากรรัฐมากระจายให้เหล่าคนดูอย่างทั่วถึง เหมือนเข้าโรงละครแล้วแจกน้ำอัดลม ยาดม ยาหม่อง “ฟรี”

จริงๆแล้วซีรีส์ตอน “ประชาธิปไตยของนายทุน” นั้นดูจะคล้ายคลึงกันกับละครฝรั่ง ละครญี่ปุ่น ละครเกาหลี เพราะ “นายทุน” คือ ผู้ที่พยายามเข้าไปเกาะกุมอำนาจทางเศรษฐกิจผ่านอำนาจทางการเมืองโดยใช้กระบวนการเลือกตั้งเป็นกลไกการแสวงหาอำนาจ

ขึ้นชื่อว่า “นายทุน”หรือ “ผู้ประกอบการ” (Entrepreneur) แล้ว ในทางเศรษฐศาสตร์หมายถึงผู้ที่รวบรวมปัจจัยการผลิตอย่างที่ดิน แรงงาน เครื่องจักร ตลอดจนทุนทางการเงินเพื่อผลิตสินค้าและบริการให้เกิดผลกำไรก่อนนำกำไรที่ได้มาลงทุนต่อ

แต่สำหรับ “นายทุนหรือผู้ประกอบการทางการเมือง” คือ กลุ่มทุนที่แสวงหาอำนาจรัฐผ่านกระบวนการเลือกตั้งโดยใช้ทักษะพิเศษรวบรวมเสียงหรือมุ้งต่างๆของเหล่านักเลือกตั้ง เพื่อสถาปนาอำนาจให้กับตนเองโดยมุ่งแสวงหากำไรให้พรรคและพวกพ้อง

อย่างไรก็ตามดูเหมือนคณะละครไทยฮักไทยจะไปไม่ได้ไกลนัก เพราะถูกนักเซนเซอร์เข้ามาตัดบทอีกรอบโทษฐานกำลังสร้างตัวอย่างที่ไม่ดีกับเด็กและเยาวชนชาวสยามโดยเฉพาะเรื่องการทุจริตคอร์รัปชั่นของเหล่าดารานักแสดงนำ

คณะละครไทยฮักไทยปิดตัวลงอย่างไม่ค่อยเต็มใจนัก เหล่าดาราเจ้าบทบาทต่างระหกระเหินกระจัดกระจาย อย่างไรก็ตามอิทธิฤทธิ์ของเงินตราย่อมทำให้คณะละครชุดนี้กลับเข้ามาใหม่ในนาม “คณะละครพลังของประชาชน”

หลังวันที่ 23 ธันวาคม ปีที่แล้ว ผมเริ่มกลับมาติดตามละครชุดนี้อีกครั้งด้วยใจหวังอยากเห็นบทบาทใหม่ที่สร้างสรรค์และพัฒนาไปกว่าเดิม

แต่แล้วความหวังและความสนุกของผมก็ต้องมลายหายมอดไป เพราะ ดูเหมือนผู้ชมส่วนใหญ่ยังอยากเห็น “น้ำเน่า” ของซีรีส์ชุดนี้อยู่ น้ำเน่าที่ว่านั้นเต็มไปด้วยการปลิ้นปล้อน มดเท็จตอแหลของตัวละครตั้งแต่ระดับผู้เฒ่าลงไปกระทั่งตัวละครหน้าใหม่

หลังวันที่ 23 ธันวาคม ปีที่แล้ว เพื่อนผมบางคนแอบมากระซิบข้างหูว่าซีรีส์ละครที่มึงกับกูดูชุดนี้ดูเหมือนจะเป็นตอน “ประชาธิปไตยของหัวคะแนน”ว่ะ

ผมสวนกลับไปว่าหรือจะเป็น “ประชาธิปไตยของนอมินี” วะ

แต่ถึงที่สุดแล้วเราต่างต้องดูซีรีส์ละครเรื่องนี้ไปอย่างจำใจ แถมจะย้ายช่องเปลี่ยนไปดูเรื่องใหม่ก็ไม่ได้เพราะดูเหมือนทุกช่องจะพร้อมใจกันฉายละครเรื่องนี้ให้เราได้ชมอยู่ทุกวันใช่มั๊ยครับ

Hesse004

Jan 10, 2008

"The Golden Door" เปิดประตูดูโลกใบใหม่




ผมเชื่อว่าการตัดสินใจที่จะ “อพยพ” (Immigration) น่าจะเป็นหนทางสุดท้ายที่มนุษย์เราจะเลือก ทั้งนี้คงเนื่องมาจากมนุษย์เราส่วนใหญ่นั้นคุ้นชินกับสิ่งแวดล้อมเดิมๆ จนไม่อยากที่จะเปลี่ยนแปลงอะไร แม้จะเบื่อหน่ายบ้างเป็นบางทีแต่ความรักที่มีต่อถิ่นฐานบ้านเกิดนั้นน่าจะเป็นอีกความรู้สึกหนึ่งที่มนุษย์เรายังผูกพันกับถิ่นกำเนิด

The Golden Door (2006) เป็นหนังอิตาลีครับ หนังเรื่องนี้มีชื่ออิตาเลียนว่า Nuovomondo บนหน้าปกดีวีดีนั้นเขียนไว้ว่า “Martin Scorsese Presents” ครับ ความน่าสนใจของหนังเรื่องนี้ไม่ได้อยู่เฉพาะที่ชื่อของยอดผู้กำกับอย่างสกอร์เซซี่เพียงอย่างเดียว เพราะจริงๆแล้วหนังเรื่องนี้กำกับโดย “เอ็มมานูเอล เครียเรซี่” (Emmanuele Crialese) ผู้กำกับหนุ่มชาวอิตาเลียน

กล่าวกันว่าหนังเรื่องนี้ได้รับการการันตีจากสกอร์เซซี่ส่วนหนึ่งน่าจะมาจาก The Italian Connection หรือสายสัมพันธ์ของชาวเมืองมักกะโรนี นั่นเอง

สกอร์เซซี่นั้นชอบอยู่แล้วกับการทำหนังพันธุ์อิตาเลียนโดยเฉพาะหนังอย่าง Mean Street (1973) Italianamerican (1974) Good Fellas (1990) และ Casino (1995) ทั้งนี้เนื้อหาส่วนใหญ่อิงอยู่กับชุมชนอิตาเลียนบนแผ่นดินอเมริกา ด้วยเหตุนี้เอง The Golden Door น่าจะโดนใจคุณป๋ามาร์ตี้เราอยู่ไม่น้อย

The Golden Door เล่าเรื่องการอพยพของครอบครัว “แมนคูโซ” (Mancuso)ซึ่งเป็นครอบครัวชาวนาจนๆบนเกาะซิซิลี่ ครับ ว่ากันว่าเกาะๆนี้คือแหล่งกำเนิดของเหล่ามาเฟียตัวเอ้ของอเมริกาเลยก็ว่าได้

หนังเรื่องนี้มีตัวละครนำเรื่องอย่าง “ซัลวาทอเร่ แมนคูโซ่” (Sanvatore Mancuso) ซึ่งเป็นชาวนาจนๆแถมยังเป็นพ่อหม้ายเรือพ่วงมีลูกติดอีก 2 คน ซัลวาทอเร่ตัดสินใจที่จะอพยพไปสู่ “โลกใหม่” ที่อเมริกา หลังจากที่เกิดความอัตคัดขัดสนบนแผ่นดินซิซิลี่ ดังนั้นภาพถ่ายหัวหอมอันใหญ่มหึมา ภาพแม่ไก่ตัวโต หรือ ภาพต้นไม้ที่เต็มไปด้วยเงินทองจึงเป็นแรงปรารถนาให้เขาตัดสินใจที่จะอพยพไปยัง “โลกใหม่” ที่มีอนาคตมากกว่า

อย่างที่ผมเรียนไปตอนต้นแล้วครับว่า “การอพยพ”ย้ายถิ่นฐานน่าจะเป็นทางเลือกสุดท้ายของมนุษย์ ซึ่งในหนังก็ได้สื่อให้เห็นความอาวรณ์ที่มีต่อแผ่นดินเกิดทั้งตัวลูกชายคนเล็กของซัลวาทอเร่เองหรือแม้กระทั่ง “แม่เฒ่า” ของเขา

วิชาเศรษฐศาสตร์ ได้กล่าวถึงการอพยพย้ายถิ่นของแรงงานไว้อย่างนี้ครับว่า การที่แรงงานจะตัดสินใจย้ายถิ่นฐาน เช่นจากพม่ามายังประเทศไทยนั้น ตัวแรงงานเองจะต้องคำนึงถึงค่าจ้างที่ตัวเองจะได้รับจากที่ทำกินใหม่ว่าอย่างน้อยมันจะต้องมากกว่าค่าจ้างเดิมรวมกับค่าอพยพเคลื่อนย้าย

จริงๆแล้วตรรกะนี้ดูจะเป็นสามัญสำนึกของมนุษย์เลยก็ว่าได้นะครับ เพราะหากที่เดิมอยู่แล้วอดอยากปากแห้ง สู้ไปหาที่ใหม่ที่มีอนาคตรออยู่ดีกว่า

แต่การอพยพนั้นไม่ใช่เรื่องที่จะกระทำกันได้ง่ายๆ เพราะประเทศเจ้าของบ้าน (Host Country) มักตั้งข้อรังเกียจผู้อพยพเนื่องจากแรงงานต่างด้าวชอบเข้ามาแย่งงานแรงงานท้องถิ่น

แต่ในทางเศรษฐศาสตร์กลับมองว่าเป็นผลดีสำหรับผู้ประกอบการในประเทศนั้นครับเนื่องจากมีอุปทานแรงงานเพิ่มขึ้นมาโดยไม่ต้องรอการเพิ่มประชากร ผลก็คือทำให้ผู้ประกอบการมีทางเลือกในการจ้างแรงงานมากขึ้น

อย่างไรก็ตามมันอาจจะไม่ใช่เรื่องง่ายเหมือนอย่างที่ทฤษฎีพูดไว้ เพราะในความเป็นจริงแล้วการเข้าสู่ตลาดแรงงานของแรงงานต่างชาตินั้นค่อนข้างลำบากโดยเฉพาะหากประเทศเจ้าบ้านเขาสงวนอาชีพบางอย่างไว้ให้กับคนท้องถิ่นแล้ว

กลับมาที่หนังต่อดีกว่าครับ , เครียเรซี่ ได้ทำให้เราเห็นบรรยากาศการนั่งเรืออพยพข้ามมหาสมุทรแอตแลนติค จากแผ่นดินยุโรปสู่แผ่นดินอเมริกา

“อเมริกา” ได้กลายเป็นโลกใบใหม่ของใครหลายคน เป็นดินแดนแห่งโอกาสอย่างแท้จริง หนังอย่าง Far and Away(1992) ของ รอน โฮเวิร์ด (Ron Howard) แสดงภาพชาวไอริชที่อพยพไปยังอเมริกาเพื่อแสวงหาที่ดินทำกินในช่วงปลายศตวรรษที่ 19

สำหรับ The Golden Door นั้น หนังดำเนินเรื่องอยู่บนเรือลำใหญ่ที่บรรทุกชาวยุโรปพลัดถิ่นทั้งผู้ดีไปจนกระทั่งคนยากไร้ที่กำลังเดินทางไปยังโลกใบใหม่ อย่างไรก็ตามการเดินทางใช่ว่าจะราบรื่นเสมอไปเพราะต้องเผชิญกับสภาพฟ้าฝนกลางทะเลที่เอาแน่เอานอนไม่ได้แต่ท้ายที่สุดครอบครัวแมนคูโซ่ ก็มาเหยียบแผ่นดินใหม่จนได้

การอพยพไปอเมริกาในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 ต่อต้นศตวรรษที่ 20 นั้น ผู้อพยพต้องเดินทางไปพักที่เกาะเอลลิส ( Ellis island) เป็นด่านแรกก่อนครับ ตามภูมิศาสตร์นั้นเกาะๆนี้อยู่บริเวณปากทางของ New York Harbor

เกาะๆนี้เปรียบเสมือนจุดเริ่มต้นที่ผู้อพยพจะต้องมาทำการตรวจตราเอกสาร ตรวจร่างกาย ไปจนกระทั่งวัดเชาว์ปัญญาก่อนเข้าเมืองอเมริกา ผมเองก็เพิ่งทราบจากในหนังเหมือนกันครับว่า มีการวัดเชาว์ปัญญาของผู้อพยพด้วย

กล่าวกันว่าในช่วงต้นศตวรรษ 20 นั้นมีชาวยุโรปอพยพหลายคนที่เข้ามาได้ดิบได้ดีในอเมริกา หนึ่งในนั้นก็คือ "ชาลี แชปลิน" (Charles Chaplin) ถ้าผมจำไม่ผิดรู้สึกจะมีหนังของแชปลินที่เกี่ยวกับการอพยพด้วยรู้สึกจะเป็นเรื่อง The Immigrant (1917) นะครับ

หนังเรื่องนี้ เครียเรซี่ ได้แฝงความเป็นแฟนตาซีเข้าไปบ้างคล้ายๆกับ The Big Lebowski (1998) ของพี่น้องโคเอน (Brothers Coen ) อย่างไรก็ดีเสน่ห์ของ The Golden Door น่าจะอยู่ที่บรรยากาศการอพยพทั้งที่ปรากฏบนเรือและบนเกาะเอลลิส ครับ

หลังจากดูหนังเรื่องนี้จบ, ผมนึกถึงบรรพบุรุษของตัวเองที่โล้สำเภามาจากเมืองจีน อาม่าผมท่านเคยบอกว่าครอบครัวของเรามาจากเมือง “เหนกโอ๋ยเซี๊ย” ผมไม่แน่ใจว่าสะกดถูกหรือเปล่าแต่ที่แน่ๆคือพวกเราเป็น “แต้จิ๋วชน” แน่นอนครับ

การอพยพครั้งใหญ่ของคนจีนโพ้นทะเล (Oversea Chinese) เกิดขึ้นราวๆปลายศตวรรษที่ 19 ช่วงที่ราชวงศ์ชิงใกล้ล่มสลาย สำหรับเมืองไทยนั้นคนจีนเริ่มหลั่งไหลเข้ามามากในสมัยรัชกาลที่ 3 และมาลงหลักปักฐานกันในกรุงเทพแถบสำเพ็ง และ เยาวราช

นอกจากนี้กลุ่มชาว “จีนแคะ”ซึ่งส่วนใหญ่เป็นสมาชิกของกลุ่ม “กบฏไต้เผง” ที่ถูกปราบปรามก็ถอยร่นอพยพหนีลงมายังบริเวณแถบอุษาคเนย์หรือเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในปัจจุบัน

ท้ายที่สุดผมคิดว่าเรื่องราวประวัติศาสตร์ของมนุษย์เรานั้นส่วนหนึ่งมาจากการทำสงครามแก่งแย่งดินแดนกัน ส่วนหนึ่งมาจากการพัฒนาแสวงหาสิ่งใหม่ๆที่ดีกว่าและอีกส่วนหนึ่งก็น่าจะมาจากการอพยพย้ายถิ่นฐานซึ่งดูเหมือนมันจะเป็นสิ่งสุดท้ายที่คนเราจะตัดสินใจ...ใช่หรือเปล่าครับ?

Hesse004

Jan 6, 2008

“เขื่อนปากมูล” บางเรื่องที่ชนชั้นกลางไทยไม่เคยได้รู้




นิตยสารศิลปวัฒนธรรมฉบับเดือนมกราคม ปี 2551 ได้ตีพิมพ์คำปาฐกถาพิเศษของท่านอาจารย์นิธิ เอี่ยวศรีวงศ์ เรื่อง “วัฒนธรรมการเมืองไทย”โดยมุ่งประเด็นไปที่ “คนชั้นกลางกับวัฒนธรรมการเมืองไทย” หลังจากที่ผมอ่านบทความชิ้นนี้จบทำให้ผมนึกไปถึงเรื่อง “เขื่อนปากมูล” ที่เมื่อปีกลายมีโอกาสได้ค้นคว้าข้อมูลเพื่อเตรียมเขียนโครงร่างงานวิจัยครับ

ผมตั้งข้อสังเกตว่างานในระยะหลังๆของท่านอาจารย์นิธิ มักเน้นไปที่เรื่องการจัดสรรทรัพยากรภายในชุมชนมากขึ้น บางทีเมื่อท้องถิ่นสามารถจัดการดูแลทรัพยากรของพวกเขาได้ดีพอแล้วอำนาจรัฐที่ต้องมาจากเหล่านักเลือกตั้งหรือรัฐราชการอาจจะด้อยความสำคัญลงไป

“เขื่อนปากมูล” นับเป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจในหลายประเด็นครับ ประเด็นแรกนั้นเขื่อนปากมูลสะท้อนให้เห็นการพัฒนาเศรษฐกิจไทยที่มีการพัฒนาแบบ “ทวิลักษณ์”หรือ Dualism

ก่อนจะกล่าวถึงคำว่า Dualism นั้น ท่านผู้อ่านเคยสงสัยมั๊ยครับว่าทำไมช่วงหยุดปีใหม่ สงกรานต์ หรือวันหยุดยาวๆ จึงเกิด “ปรากฏการณ์รถโล่งในเมืองกรุง” นอกเหนือจากเหตุผลที่คนกรุงออกไปเที่ยวต่างจังหวัดแล้ว อีกเหตุผลหนึ่ง คือ คนชนบทกลุ่มใหญ่เดินทางกลับบ้านด้วยครับ

ดังนั้นภาพชินตาพวกเราทุกๆปีในทุกๆเทศกาล คือ ภาพคนแย่งกันขึ้นรถทัวร์ รถไฟ เครื่องบินรวมไปถึงท้องถนนที่เต็มไปด้วยรถราในช่วงเวลาใกล้สิ้นปี ทั้งหมดที่กล่าวมานั้นมีสาเหตุจากการพัฒนาแบบ “ทวิลักษณ์” ครับ

การพัฒนาแบบ “ทวิลักษณ์” มีฉันทคติอยู่ตรงที่ภาคเศรษฐกิจหนึ่งจำที่จะต้องเป็น “เบี้ยล่าง” ให้กับอีกภาคเศรษฐกิจหนึ่ง อย่าง “ภาคเกษตร”จำเป็นต้องเป็นเบี้ยล่างของ “ภาคอุตสาหกรรม” หรือ “ภาคชนบท” จำต้องเป็นเบี้ยล่างให้กับ “ภาคเมือง”

ความหมายของเบี้ยล่างนั้นกินความตั้งแต่เป็นแหล่งแรงงานและวัตถุดิบราคาถูกที่พร้อมจะถูกป้อนเข้าสู่กระบวนการผลิตของ ภาคอุตสาหกรรมหรือภาคเมือง และท้ายที่สุดเบี้ยล่างอีกนัยยะหนึ่งก็กลายเป็นแหล่งระบายสินค้าออกของภาคเมืองอีกทีหนึ่ง

ฉันทคติดังกล่าวเป็นแนวคิดของนักเศรษฐศาสตร์ (อีกแล้วครับท่าน) โดยเฉพาะนักเศรษฐศาสตร์จากธนาคารโลกช่วงทศวรรษที่ 60 ซึ่งกรณีของบ้านเรานั้น “พ.ศ.2504 ผู้ใหญ่ลีตีกลองประชุม” คือ จุดเริ่มต้นของการพัฒนาแบบทวิลักษณ์ระหว่างภาคเมืองกับภาคชนบท ภาคอุตสาหกรรมกับภาคเกษตรกรรม

ผลพวงของการพัฒนาแบบทวิลักษณ์นั้นแม้จะทำให้อัตราการจำเริญเติบโตทางเศรษฐกิจดูสูงจนน่าปลื้มใจแต่กลับกลายเป็นว่าการกระจายรายได้หรือความเท่าเทียมกันของคนในสังคมกลับแย่ลง ตรงนี้มันก็มาจากฉันทคติของนักเศรษฐศาสตร์ตะวันตกอีกเหมือนกันครับที่มองว่าหากผลผลิตมวลรวมมันเพิ่มขึ้นแล้วเดี๋ยวมันก็จะกระจายไปยังผู้คนต่างๆในประเทศนั้นเองเหมือนเวลาเราใช้สปริงเกิ้ลรดน้ำต้นไม้ น้ำจะกระจายไปยังต้นไม้ต่างๆ แนวคิดเช่นนี้เรียกว่า Trickle down effect ครับ

อย่างไรก็ตามแนวคิดดังกล่าวดูจะใช้การไม่ได้กับ"ประเทศกำลังพัฒนา"ที่ธนาคารโลกเป็นคนแบ่งอีกเช่นกัน ทั้งนี้เพราะมีปัจจัยเชิงสถาบันบางอย่างที่ทำให้แนวคิดดังกล่าวใช้ไม่ได้ผล ปัจจัยเชิงสถาบันที่ว่านี้มีตั้งแต่โครงสร้างทางการเมืองการปกครอง ตลอดจนวัฒนธรรมชุมชนของท้องถิ่นนั้นๆ

กรณีของเขื่อนปากมูลก็เป็นอีกกรณีศึกษาหนึ่งที่สะท้อนให้เห็นความเข้าใจผิดของนักเศรษฐศาสตร์ผู้ไร้เดียงสาที่ “ลืม” นึกไปถึงต้นทุนที่สูญเสียนอกเหนือจาก ค่าก่อสร้างเขื่อน หรือต้นทุนจากการผลิตพลังงานไฟฟ้าจากน้ำ ต้นทุนที่ว่าเป็นต้นทุนของชุมชนที่ต้องพลัดพรากแตกแยกเมื่อมีเขื่อนมาลง ต้นทุนทางวัฒนธรรมอย่างชุมชนหาปลาริมแม่น้ำมูนที่โดนผลกระทบกันเต็มๆ ต้นทุนที่ว่ายังรวมไปถึงความสูญเสียความสมดุลของทรัพยากรประมงน้ำจืดบริเวณแม่น้ำมูน

เมื่อ 8 ปี ที่แล้วมีงานวิจัยของ World Commission on Dams ที่ออกมาตบหน้าผู้เกี่ยวข้องกับเขื่อนปากมูลทั้ง EGAT และ World Bank โดยงานดังกล่าวตั้งข้อสงสัยถึงความคุ้มค่าของโครงการเขื่อนปากมูนซึ่งดูเหมือนกระแสไฟฟ้าที่ผลิตได้ดูจะไม่คุ้มกับต้นทุนหลายต่อหลายอย่างที่เสียไปท้ายที่สุดดูเหมือนว่า “เขื่อน” ได้กลายเป็นสัญลักษณ์ของรัฐที่เข้ามาปล้นชิงทรัพยากรท้องถิ่นไปแล้ว ไม่เฉพาะเมืองไทยประเทศเดียว เหตุการณ์ลักษณะนี้ยังเกิดขึ้นในประเทศกำลังพัฒนาอย่าง บราซิลกรณีเขื่อน Sobradinho

ในฐานะที่เป็นคนเมือง, ผมก็เพิ่งรู้เหมือนกันว่าการเปิดปิดประตูเขื่อนนั้นมีความสำคัญมากเพราะส่งผลต่อวิถีการทำประมงของชาวบ้านริมมูนเนื่องจากเกี่ยวกับการเข้ามาหากินของปลาจากลุ่มน้ำโขง

แม้ว่าเมื่อปี 2545 จะมีงานวิจัยของมหาวิทยาลัยอุบลราชธานีที่เสนอให้ EGAT ควรเปิดประตูเขื่อนตลอดทั้งปีเป็นเวลา 5 ปีนั้น แต่รัฐบาลยุคนั้นเลือกที่จะให้เปิดเพียงแค่ 4 เดือนปิด 8 เดือน และล่าสุดรัฐบาลชุดปัจจุบันก็มีมติให้ปิดประตูเขื่อนถาวรตั้งแต่กลางปีที่แล้ว

พลันที่รัฐบาลมีมติออกมาเช่นนี้ทัพของชาวบ้านแม่มูนก็เคลื่อนมายังเมืองกรุงเพื่อเรียกร้องให้รัฐทบทวนมติดังกล่าว
ในฐานะคนเมือง (อีกครั้ง), ผมก็เพิ่งรู้อีกเช่นกันว่า “สมัชชาคนจน” ก็มีจุดเริ่มต้นจากชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจากเขื่อนปากมูล

เขื่อนปากมูนยังเป็นกรณีศึกษาการต่อสู้ของชาวบ้านกับอำนาจรัฐ ถ้าเป็นสมัยโบราณคนที่ขัดขืนอำนาจรัฐมักจะถูกตราหน้าว่าเป็น “กบฏ” และการปราบปรามผู้ขัดขืนในอดีตมีตั้งแต่”ถีบลงเขาเผาถังแดง” มาจนกระทั่งอุ้มฆ่า

แต่ปัจจุบันนี้ชาวบ้านรวมตัวกันต่อสู้บนท้องถนนหน้าทำเนียบเพื่อร้องคืน “ทรัพยากรท้องถิ่น”ที่พวกเขาเคยมีแต่กลับถูก “อำนาจรัฐ” ปล้นชิงไป โดยอาจจะต้องเผชิญกับการปราบปรามรูปแบบใหม่ อาทิ ใช้เทศกิจเมืองกรุงเข้าขับไล่ หรือแม้กระทั่งปล่อยหมาตำรวจไปกัดชาวบ้าน โทษฐานที่สร้างความเดือดร้อนรำคาญให้ชาวเมืองหลวง

ท้ายที่สุดผมขอทิ้งคำถามให้ท่านผู้อ่านลองกลับไปคิดเล่นๆดูครับว่า“การพัฒนาเศรษฐกิจที่ดีนั้นมันควรจะเป็นอย่างไร?” มันใช่เรื่องของการปั่นอัตราการจำเริญเติบโตให้สูงๆไว้เพื่ออวดชาวบ้านหรือเปล่า? หรือ มันคือการส่งเสริมให้ตลาดหุ้นไทยมีโวลุ่มซื้อขายในแต่ละวันสูงๆ หรือ มันคือการพูดถึงค่าเงินบาทที่ต้องอ่อนแข็งให้ได้ตามระดับที่ผู้ส่งออกไทยพึงพอใจ หรือ มันจะเป็นแค่ให้คนไทยทั้งในเมืองและนอกเมืองหลวงมีโอกาสในการเข้าถึงและใช้ทรัพยากรท้องถิ่นอย่างเท่าเทียมกัน

แต่ก็อย่างที่เรียนไว้ตอนต้นแหละครับว่ารัฐไทยเรามีการพัฒนาเศรษฐกิจแบบ “ทวิลักษณ์” มาเกือบ 50 ปีแล้ว ผมไม่แน่ใจว่าไอ้การพัฒนาที่เรานิยามกันตามคุณค่าของฝรั่งนั้นมันจะใช้ได้จริงหรือเปล่าโดยเฉพาะกับชาวบ้านแถวๆเขื่อนปากมูล...สวัสดีปีใหม่ครับ

Hesse004

ปล.ผมขอไว้อาลัยให้กับการจากไปของ “คุณวนิดา ตันติวิทยาพิทักษ์” ผู้หญิงคนหนึ่งที่ใช้เวลากว่าครึ่งชีวิตต่อสู้ให้กับชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจาก “เขื่อนปากมูล” ครับ

Dec 24, 2007

“Warlords”เบื้องหลังชัยชนะมักมีซากศพกองทับถมอยู่




นับตั้งแต่ปี ค.ศ.2000 เป็นต้นมากระแส “จีนนิยม” ได้ทำให้ภาพยนตร์จีนตื่นตัวอีกครั้งหนึ่ง การไปปรากฏโฉมของ Crouching Tiger , Hidden Dragon (2000) ของ อั้ง ลี่ (Ang Lee) ในเวทีออสการ์นั้น ได้กรุยทางให้หนังจีนกำลังภายในเรื่องต่อๆมาอย่าง Hero (2002)และCurse of the Golden flower (2006) ซึ่งเป็นผลผลิตของภาพยนตร์จีนแผ่นดินใหญ่นั้นสามารถออกไปโกยเงินต่างประเทศตลอดจนแสดงให้เห็นถึงศักยภาพของหนังดังจากแดนมังกรผ่านผลงานการกำกับของนักทำหนังชาวจีนอย่าง อั้ง ลี่ และจางอี้โหม่ว (Yimou Zhang)เป็นต้น

ผมตั้งข้อสังเกตว่าหนังจีนที่ส่งออกขายต่างประเทศส่วนใหญ่นั้นมีเนื้อเรื่องหนักไปทางหนังย้อนยุค (Period film) ครับ ตัวอย่างเช่น Hero (2002) ของจางอี้โหม่ว ที่เล่าเรื่องการลอบสังหารจักรพรรดิจิ๋นซี ขณะที่ Curse of the Golden flower (2006)ของจางอี้โหม่วอีกเช่นกัน พี่ท่านก็ย้อนอดีตไปในสมัยราชวงศ์ถังที่ว่าด้วยเรื่องราวของการฆ่าฟันกันในราชสำนัก

อย่างไรก็ดีมิใช่ อั้งลี่ หรือจางอี้โหมว่ เท่านั้นที่จะเหมาสัมปทานทำหนังจีนย้อนยุคนะครับ เพราะช่วงปีนี้มีภาพยนตร์จีนพีเรียดอย่างน้อย 3 เรื่องที่กำกับโดยฝีมือผู้กำกับชาวจีน เริ่มจากงานของ แดเนียล ลี (Daniel Lee) กับ Three Kingdoms: Resurrection of the Dragon (2008) หนังว่าด้วยเรื่องราวของ “จูล่ง”ขุนพลเอกแห่งแคว้น “จ๊กก๊ก” ในยุคตอนปลายของสามก๊ก ขณะที่ จอหน์ วู (John Woo) ก็หยิบ “ยุทธการผาแดง” (The battle of red cliff) ในสามก๊กอีกเช่นกันมาสร้างใหม่ให้อลังการเพื่ออวดโฉมหน้าของหนังจีนในปี ค.ศ.2008 ที่ปักกิ่งจะเป็นเจ้าภาพกีฬาโอลิมปิกฤดูร้อน

สำหรับเรื่องที่สามซึ่งเป็นเรื่องที่ผมอยากหยิบมาเล่านั้น คือ เรื่อง Warlords (2007) ของ ปีเตอร์ ชาน (Peter Chan) ครับ ว่ากันว่าหนังเรื่องนี้มีพลังดึงดูดอย่างน้อย 2 อย่าง คือ เนื้อหาอันเข้มข้นที่กล่าวถึงการเข่นฆ่ากันของสามพี่น้องร่วมสาบาน นอกจากนี้พลังดึงดูดจากดาราใหญ่ของเอเชียอย่าง เจ๊ท ลี หรือ หลี่ เหลียน เจี๋ย(Li Lian Jie) , หลิว เต๋อ หัว (Andy Lau) และ ทาเคชิ คาเนชิโร่ (Takeshi Kaneshiro)เพียงเท่านี้ Warlords ก็กลายเป็นหนังที่น่าดูไปในทันใดครับ

ตามธรรมเนียมครับ, ผมขออนุญาตไม่เล่าเรื่องเหมือนเดิมเพราะเกรงจะเสียอรรถรสในการชม โดยส่วนตัวแล้วผมชอบหนังเรื่องนี้มากครับและตั้งใจจะกลับไปดูซ้ำอีกรอบ

Warlords ของ ชาน นั้น กล่าวถึงประวัติศาสตร์จีนช่วงราชวงศ์ชิง (แมนจู) ขณะที่พระนางซูสีไทเฮากำลังเรืองอำนาจอยู่ ซึ่งกล่าวกันว่าเป็นช่วงเวลาที่ราชวงศ์นี้ใกล้สิ้นบุญแล้ว ทั้งนี้ความล้มเหลวในการบริหารราชการแผ่นดินทำให้ราษฎรจีนเดือดร้อนกันทุกข์หย่อมหญ้าจนเป็นที่มาของ “กบฎไต้ผิง” (Taiping Rebellion) นั่นเองครับ

กบฎไต้ผิง กินระยะเวลานานถึง 21 ปี (1850 - 1871) กล่าวคือ กลุ่มผู้ก่อกบฏเริ่มขัดขืนอำนาจของราชสำนักตั้งแต่ปี ค.ศ.1851 กบฎได้ลุกลามบานปลายกลายเป็นการต่อสู้ของมวลชนชาวจีนที่ต้องอดอยากปากแห้งจนทำให้เกิดการปล้นสะดมไปทุกหย่อมหญ้า มีการตั้งชุมนุม “โจร” เพื่อปล้นสะดมอาหารจากคนรวยหรือแม้กระทั่งจากกองทัพรัฐบาลเอง

กลุ่มกบฏสามารถยึดดินแดนทางตอนใต้ของจีนได้จนสามารถใช้เมือง “นานกิง” ซึ่งเป็นเมืองหลวงเก่าเป็นฐานบัญชาการ ด้วยเหตุนี้เองกองทัพรัฐบาลต้องหาทางปราบกลุ่มกบฏเหล่านี้ให้ได้เพราะมิเช่นนั้นแล้วแผ่นดินจีนอาจถูกแบ่งด้วยน้ำมือของกบฏ

หนังเปิดมาด้วยภาพคนตายเป็น “เบือ” ครับ คำว่า “เบือ” เนี่ยน่าจะเห็นภาพว่าตายกันมากขนาดไหน ปีเตอร์ ชาน พยายามสื่อให้เห็นความรุนแรงและความไร้สาระของสงคราม การที่เราต้องเห็นภาพสยดสยองในฉากหนังนั้นทำให้เราเริ่มรู้สึกว่าสงครามเป็นประดิษฐ์กรรมที่เลวร้ายที่สุดที่มนุษย์สร้างขึ้นมา

ประเด็นหลักที่ดูจะขับเน้นในหนังเรื่องนี้น่าจะอยู่ที่มิตรภาพของคนแปลกหน้าอย่าง “ผางชิงหยุน”ที่แสดงโดย หลี่ เหลียน เจี๋ย และชาวโจรคุณธรรมอย่าง “เฉาอี้หู” ซึ่งแสดงโดยพี่หลิวนั่นเองและ “จางเหวินเฉียง” ที่รับบทโดยทาเคชิ คาเนชิโร่ แม้ว่ามิตรภาพดังกล่าวได้พัฒนาจนถึงขั้นสาบานเป็นพี่น้องกันที่พร้อมจะตายและล้างแค้นให้กันแต่เรื่องราวทั้งหมดกลับไม่ได้เป็นไปอย่างที่ทั้งสามคาดคิดไว้ครับ

“ผาง ชิง หยุน” เป็นตัวละครที่สะท้อนให้เห็นภาพของมนุษย์คนหนึ่งที่ทะเยอทะยานและพร้อมจะทำทุกอย่างเพื่อให้ตัวเองไปถึงเป้าหมายนั้นได้โดยไม่สนใจวิธีการว่ามันจะถูกหรือผิด ตัวละครอย่างนายพลหม่านั้นเป็นตัวละครที่เต็มไปด้วยความขัดแย้งระหว่างอุดมคติกับการกระทำซึ่ง หลี่ เหลียน เจี๋ย เล่นบทนี้ได้สุดยอดครับ ทั้งสีหน้าแววตาและอารมณ์ที่แสดงออกมา

“เฉา อี้ หู” คือ ตัวแทนของชาวบ้านซื่อๆธรรมดาที่ต้องการรบเพื่อความอยู่รอดเท่านั้นเพราะเขาโดนอำนาจรัฐรังแกมาโดยตลอดจนต้องแปลงสภาพไปเป็นขุนโจร แม้ว่าการเข้าสู่กองทัพปราบกบฏไต้ผิงของอาเฉานั้นจะไม่ได้แสดงให้เห็นถึงอุดมการณ์อะไรมากมายแต่กลับกลายเป็นเรื่องของปากท้องและความอยู่รอดของครอบครัวเป็นสำคัญ อย่างไรก็ดีตัวละครตัวนี้กลับมีพัฒนาการในเรื่องอุดมคติและมนุษยธรรมเพิ่มขึ้นหลังจากที่เขาต้องตรากตรำในสมรภูมิรบเป็นเวลานาน

“จางเหวินเฉียง” แสดงให้เห็นถึงคุณธรรมเรื่องความซื่อสัตย์ต่อคำสาบานของ “พี่น้อง”แม้ว่าท้ายที่สุดเขาจะได้เรียนรู้ “ราคาของความไร้เดียงสา”จากผลพวงของคำว่า “อำนาจ” และสัจธรรมที่ว่า “เวลาเปลี่ยนคนเปลี่ยน”

เหตุการณ์ใน Warlords เกิดขึ้นเมื่อประมาณ 150 ปีที่แล้วครับ การแก้ปัญหาของมนุษย์ยังคงเน้นไปที่สงครามการและการต่อสู้อยู่ ผู้แข็งแรงกว่า เก่งกว่า ฉลาดกว่า มีกลยุทธ์มากกว่า คนเหล่านี้มักได้รับชัยชนะครับ อย่างไรก็ตามชัยชนะแต่ละครั้งนั้นมักมีกองซากศพของเพื่อนฝูงเรา พี่น้องเราแม้กระทั่งคนที่เรารักนั้นกองทับถมอยู่ ขณะที่ “ตีน”ของเรากำลังเหยียบคนเหล่านั้นขึ้นไปเสวยสุขจากลาภยศ สรรเสริญหรือแม้แต่มีชื่อแปะไว้ในบรรทัดประวัติศาสตร์

มาถึงวันนี้สงครามการแย่งชิงอำนาจได้เปลี่ยนรูปแบบไปแล้วครับจาก “สนามรบ”สู่ “สนามเลือกตั้ง” ซึ่งก็ดูเหมือนว่าประชาชนคนธรรมดาอย่างเราๆจะเป็นเพียง “เบี้ยหมาก”ตัวหนึ่งในกระดานของขุนศึกนักเลือกตั้งทั้งหลายที่พอสงครามเลือกตั้งจบลงไปเมื่อไหร่ ประชาชนเช่นเราๆก็ไม่ต่างอะไรกับกองศพที่นักเลือกตั้งเหล่านั้นเหยียบขึ้นไปเถลิงอำนาจได้ในที่สุดและก็ดูเหมือนว่าเราเองก็ไม่ได้อะไรเลยกับชัยชนะเหล่านั้น...ใช่มั๊ยครับ

Hesse004

Dec 17, 2007

The Good Shepherd “เด็กเลี้ยงแกะของเจ้าโลก”




ความหมายของคำว่า “เด็กเลี้ยงแกะ”นั้นดูจะมีความหมายไปในทางลบมากกว่าทางบวกนะครับ ด้วยความที่เราคุ้นเคยกับนิทานโบราณเรื่อง “เด็กเลี้ยงแกะ”ซึ่งให้คติสอนใจในเรื่องการพูดโกหกหรือพูดให้เป็นธรรมะหน่อยก็คือศีลข้อ “มุสา” นั่นเอง

สำหรับหัวเรื่องที่จั่วไว้นี้, เป็นชื่อหนังครับ “The Good Shepherd” โดยส่วนตัวแล้วผมคิดว่าหนังเรื่องนี้เป็นหนังดีเรื่องหนึ่งที่ผมมีโอกาสได้ดูในปีนี้ครับ

หนังเรื่องนี้กำกับโดยยอดนักแสดงขวัญใจใครหลายคนอย่าง “โรเบิร์ต เดอ ไนโร” (Robert De Niro) แถมด้วยพลังดาราฮอลลีวู้ดอย่าง “แมตต์ เดมอน” (Matt Damon) แองเจลีน่า โจลี่ (Angelina Jolie) รวมถึงเดอไนโรเอง ยิ่งทำให้หนังเรื่องนี้เต็มไปด้วยแรงดึงดูดอยู่ไม่น้อยครับ

อย่างไรก็ตามผมคิดว่า “เนื้อหา”ที่สื่อสารผ่านหนังเรื่องนี้ต่างหากที่ทำให้เราได้ฉุกคิดอะไรบางอย่างกับสิ่งที่เรียกว่า “ประวัติศาสตร์สากลร่วมสมัย”

ผมไม่แน่ใจนะครับว่า “ประวัติศาสตร์โลกร่วมสมัย”นั้นเริ่มต้นจากช่วงเวลาใด แต่โดยส่วนตัวแล้วมองว่าน่าจะเริ่มต้นหลังสงครามโลกครั้งที่สองสงบลงเมื่อปี ค.ศ.1945

อย่างที่รู้กันอยู่นะครับว่าหลังสงครามโลกครั้งที่สอง “สหรัฐอเมริกา” ได้กลายเป็นมหาอำนาจใหม่ในศตวรรษที่ 20 ผมตั้งข้อสังเกตว่าการธำรงอยู่ได้ของมหาอำนาจชาตินี้ขึ้นอยู่กับคาถาสามคำ คือ ประชาธิปไตย ทุนนิยม และ สงคราม ครับ

The Good Shepherd (2006) ของป๋าเดอไนโรนั้นได้พาให้เราไปรู้จักต้นกำเนิดขององค์กรหนึ่งที่โด่งดังที่สุดในโลกนั่นคือ CIA (The Central Intelligence Agency) ครับ ว่ากันว่าองค์นี้คือองค์กรที่ถูกตั้งขึ้นมาเพื่อสอดแนมและเป็นหูเป็นตาให้กับรัฐบาลสหรัฐอเมริกาซึ่งรู้จักกันในนามงานการข่าวหรือข่าวกรอง

เดอไนโร ได้สะท้อนให้เห็นภาพของความไม่มีเสถียรภาพในระดับการเมืองระหว่างประเทศนับแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลง กล่าวกันว่าสงครามที่สหรัฐอเมริกาพยายามสร้างขึ้นมานั้นเป็นสงครามอุดมการณ์ทางการเมือง หรือ “สงครามเย็น” กับค่ายคอมมิวนิสต์ของสหภาพโซเวียต อย่างไรก็ตามทางฝั่งโซเวียตก็ไม่น้อยหน้าเพราะพวกเขาก็มีองค์กรลับอย่าง “เคจีบี”ที่เป็นคอยหาข่าวกรองของโลกสังคมนิยมเช่นกัน

หนังเรื่องนี้เต็มไปด้วยการชิงไหวชิงพริบในแง่ของการแสวงหางานข่าวกรองและยังทำให้เราได้รู้จักหลักและทริคในการเป็น “เจ้าหน้าที่ข่าวกรอง” ซึ่งมีส่วนคล้ายคลึงกับงาน “สายลับ” จะว่าไปแล้วงานข่าวกรองสมัยใหม่นั้นน่าจะมีต้นกำเนิดมาจากฝั่งยุโรปก่อนนะครับ อาทิในเยอรมันนั้นมีหน่วยงานตำรวจลับอย่าง “เก็ตตาโป” ส่วนพวกบริติชเนี่ยนับว่าเก่งกาจในเรื่อง “สายลับ” เลยทีเดียวสังเกตจากวรรณกรรมนักสืบอย่าง เชอร์ล๊อคโฮล์ม หรือ ตำรวจสก๊อตแลนด์ยาร์ด

สงครามโลกครั้งที่สองนับเป็นตัวอย่างอันดีที่เราได้เรียนรู้การ “จารกรรม” ข้อมูลในรูปแบบต่างๆ บางครั้งเหล่าจารชนสตรีอย่าง “มาตาฮารี” (Mata Hari) ก็สามารถทำงานข่าวกรองได้ดีไม่แพ้บุรุษเลยทีเดียว

อย่างไรก็ตามการได้มาซึ่งข้อมูลและความลับนั้นมันมี “ราคาที่ต้องจ่าย” ครับรวมไปถึงมีต้นทุนที่ต้องเสียซึ่งบางทีถึงกับต้องเอาชีวิตเป็นเดิมพันกันเลย

โลกร่วมสมัยหลังสงครามนั้น “สหรัฐอเมริกา” พยายามสร้างอุดมการณ์ประชาธิปไตยและ ใส่ความคิดระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมพร้อมกับขยายแนวรบสงครามไปในดินแดนต่างๆ

หากมองในมิติเศรษฐศาสตร์นั้นสหรัฐอเมริกาได้สถาปนาตนเองเป็นผู้ผลิต “บริการการพิทักษ์โลก”หรือ Save the world service จากภัยคุกคามต่างๆนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่สองสงบลง อาทิ ภัยคอมมิวนิสต์ในช่วงทศวรรษที่ 50 ถึง 90 หรือ ภัยก่อการร้ายในศตวรรษที่ 21

“บริการการพิทักษ์โลก”ของสหรัฐนั้นเปรียบประดุจดั่งสินค้าสาธารณะของโลกหรือ Global public goods ทั้งนี้คุณสมบัติสำคัญประการหนึ่งของสินค้าสาธารณะที่ทำให้ไม่มีใครอยากผลิต คือ คุณสมบัติเรื่อง Free riders หรือ พวกชอบตีตั๋วฟรีแต่ไม่ชอบออกสตางค์

คุณสมบัติดังกล่าวนั้นได้กลายเป็นเหตุผลว่าทำไมรัฐบาลทำเนียบขาวนับตั้งแต่ยุคของ “แฮรี่ เอส ทรูแมน , ดไวท์ ไอเซนฮาว์, จอห์น เอฟ เคเนดี้ , ลินดอน บี จอหน์สัน, ริชาร์ด นิกสัน ,เจอร์รัลด์ ฟอร์ด , จิมมี่ คาร์เตอร์ , โรนัลด์ เรแกน ,จอร์จ บุชผู้พ่อ , บิล คลินตัน และจอร์จ บุชผู้ลูก” นั้นนิยมส่งกองทัพไปก่อสงครามยังดินแดนต่างๆพร้อมกับส่งจารชนการข่าวกรองไปประจำยังประเทศต่างๆที่อเมริกาเชื่อว่าเป็นยุทธศาสตร์สำคัญ

รัฐบาลทำเนียบขาวที่กล่าวมาข้างต้นนั้นมองว่าประเทศต่างๆในโลกนี้ (ยกเว้นอเมริกาประเทศเดียว) ต้องการความสงบแต่ไม่มีใครคิดจะจ่ายเงินเพื่อพิทักษ์โลกกัน อย่างไรก็ดีแม้ว่าสินค้าสาธารณะชนิดนี้จะก่อให้เกิดผลกระทบภายนอกทางบวก (Positive Externality) ที่เรียกว่า “ความปลอดภัย” นั้นแต่ในมุมกลับกันมันได้สะท้อนให้เห็นภาพการ “ครอบงำ” ของรัฐบาลทำเนียบขาวที่เที่ยวเข้าไปจุ้นจ้าน ณ ดินแดนต่างๆโดยอาศัยพลังอำนาจทางการทหารและการเงิน

องค์กรอย่าง CIA จึงได้ถูกสถาปนาขึ้นมาเพื่อสืบสอดการข่าวจากประเทศต่างๆทั่วโลก ทุกวันนี้ข่าวกรองและความลับจึงกลายเป็นสินค้าที่มีราคาสูงลิ่วและยังเป็นเครื่องมือเอาไว้ต่อรองทางการเมืองอีกด้วย

The Good Shepherd ได้ทำให้เราเห็นถึงความแห้งแล้งของโลกร่วมสมัยที่เต็มไปด้วยความไม่ไว้วางใจกันของผู้คนดั่งคำพูดหนึ่งของฟิลิป อัลเลน ผู้อำนวยการซีไอเอคนแรก (ในเรื่อง)ที่บอกว่า “Friends can be enemies and enemies, friends” หรือ “จากมิตรกลายเป็นศัตรูและจากศัตรูกลับกลายเป็นมิตร”

The Good Shepherd ยังทำให้เราได้เห็น “ราคา”ของคนที่รักจะทำงานนี้ที่ต้องจ่ายทั้งในแง่ความรักที่ไม่สมหวัง มิตรภาพที่ต้องสูญหายและครอบครัวที่ล้มเหลว สิ่งต่างๆเหล่านี้ คือ "โลกของสายลับ" (ที่ยังไม่ไปจับบ้านเล็ก)ครับ

ผมชอบประโยคที่อดีตสายลับเคจีบีนามว่า “วาเลนติน มิโรนอฟ” (Valentin Mironov) พูดกับพวกซีไอเอในระหว่างโดนสอบสวนว่า
“Soviet power is a myth. Great show. There are no spare parts. Nothing is working, nothing, it's nothing but painted rust. But you, you need to keep the Russian myth alive to maintain your military industrial complex. Your system depends on Russian being perceived as a mortal threat. It's not a threat. It was never a threat. It will never be a threat. It's a rotted, bloated cow.”

ขออนุญาตแปลเป็นไทยแบบใส่อารมณ์นิดนึงนะครับว่า “โซเวียตของกูมันก็เป็นแค่ตำนาน เป็นแค่ปาหี่เท่านั้นเอง มันไม่มีห่าอะไรหรอก แต่พวกมึงก็พยายามเก็บไอ้ตำนานนี้ไว้เพื่อให้กองทัพของพวกมึงจะได้มีเหตุผลเอาไว้รบไงล่ะ เพื่อให้อุตสาหกรรมอาวุธของพวกมึงจะได้ขายด้วยใช่มั๊ยล่ะ มึงสร้างภาพว่าพวกกูจะคุกคามมึง มันไม่ใช่อย่างที่มึงคิดหรอก เพราะโซเวียตมันก็แค่โครงผุๆเน่าๆโครงหนึ่งเท่านั้นเอง”

ท้ายที่สุดผมชักไม่แน่ใจแล้วว่าที่ผ่านมารัฐบาลทำเนียบขาวผู้ผลิตบริการการพิทักษ์โลกนั้นได้ถูกเด็กเลี้ยงแกะที่ชื่อ CIA หลอกไปแล้วกี่ครั้ง หรือ ยินยอมพร้อมใจที่จะเป็นหัวหน้าเด็กเลี้ยงแกะเสียเอง เพราะดูเหมือนทั้งอิรักและอัฟกานิสถานน่าจะเป็นคำตอบที่ดีสำหรับเรื่องนี้ใช่มั๊ยครับ?

Hesse004

Dec 14, 2007

Mr.Bean ’s Holiday “สุขกันเถอะเรา!”




นับตั้งแต่ซีรีส์ตลกชุด “มิสเตอร์บีน” (Mr. Bean) เริ่มเป็นที่รู้จักและได้รับความนิยมแพร่หลายไปทั่วโลกนั้น ชื่อ “บีน”ได้กลายเป็นชื่อเรียกของ “นายโรแวน แอตกินสัน” (Rowan Atkinson) ยอดดาวตลกแห่งเกาะอังกฤษไปโดยปริยาย

ปัจจุบันนี้มิสเตอร์บีนของเรามีอายุ 52 ปีแล้ว ทั้งนี้พื้นเพของแกนั้นเป็นชาวเมืองนิวคาสเซิลครับ สำหรับประวัติการศึกษานั้นมิสเตอร์บีนเรียนจบปริญญาตรีวิศวกรรมไฟฟ้าจากมหาวิทยาลัยนิวคาสเซิล (Newcastle University )และจบปริญญาโทที่มหาวิทยาลัยออกฟอร์ด (Oxford University) นับว่าประวัติการศึกษาของพี่ท่านไม่ธรรมดาเลยนะครับ

“บีน” ก้าวเข้าสู่วงการแสดงโดยเริ่มต้นจากละครเวทีสมัยที่เรียนอ๊อกฟอร์ดและพัฒนาตัวเองกลายเป็นมือเขียนบทละครตลก

ที่อ๊อกฟอร์ดเขาได้พบกับคู่หูคอเดียวกันอย่าง “ริชาร์ด เคอร์ติส”(Richard Curtis)เจ้าพ่อมือเขียนบทหนังรักโรแมนติคคอมมาดี้ที่ดีที่สุดคนหนึ่งในปัจจุบันซึ่งทั้งบีนและเคอร์ติส ต่างเคยร่วมงานกันในภาพยนตร์จอใหญ่อย่างเรื่อง Four Weddings and a Funeral (1994) และ Love Actually (2003)

สำหรับ “บีน” แล้ว เขามีพรสวรรค์ทางการแสดงตลกเป็นอย่างยิ่งโดยเฉพาะเมื่อถูกนำไปเปรียบเทียบกับยอดดาวตลกแห่งเกาะอังกฤษในอดีตอย่าง “เซอร์ชาร์ล แชปลิน” (Sir Chalres Chaplin)

ผมตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับ “หนังตลก” จากเมืองผู้ดีหลายเรื่องว่างานส่วนใหญ่นั้นดูจะมีความเรียบง่ายไม่ซับซ้อน เรื่องราวมักเล่าถึงวิถีชีวิตทั่วไปของอิงลิชชน อย่าง The Full Monty (1997) ที่มีฉากพ่อพาลูกไปดูฟุตบอลในวันหยุดสุดสัปดาห์

กลับมาที่ “บีน” กันต่อครับ , ซีรีส์ชุด Mr. Bean นั้นเริ่มออกอากาศครั้งแรกทางโทรทัศน์ไอทีวีของอังกฤษเมื่อวันที่ 1 มกราคม ปี1990 โดยซีรีส์ชุดดังกล่าวออกอากาศติดต่อกันจนกระทั่งสิ้นเดือนตุลาคม ปี1995 โดยจำนวนองก์ (Episode) ที่ออกอากาศนั้นมีทั้งสิ้น 14 องก์ ดูเหมือนลักษณะการนับนั้นจะคล้ายกับละครเวทีเลยนะครับ

ในซีรีส์ชุดบีนนั้นมีมือเขียนบท 3 คน ครับ คือ โรแวน แอตกินสัน , ริชาร์ด เคอร์ติส และ เบน เอลตัน ซึ่งแอตกินสันรับบทเป็น “มิสเตอร์บีน” เอง

มิสเตอร์บีนได้กลายเป็นสัญลักษณ์ของซีรีส์คอมเมดี้ในยุค 90 และส่งผลให้ชื่อของ “โรแวน แอตกินสัน” โดดเด่นขึ้นมาในฐานะยอดดาวตลกของโลกปัจจุบัน แอตกินสันนั้นจัดเป็นนักแสดงคุณภาพที่เล่นได้หลายบทบาทจริงๆ แต่ด้วยหน้าตาท่าทางของพี่แกแล้วดูยังไงก็ “ขำ” ครับ พูดง่ายๆ คือแกเป็น “ตลกโดยธรรมชาติ”

“บีน” ขยับขึ้นมาเป็นหนังใหญ่ครั้งแรกเมื่อปี 1997 ครับโดยใช้ชื่อตรงตัวว่า Bean ซึ่งภาพของแอตกินสันก็ยังคงความเป็นเอกลักษณ์ของตัวละคร “มิสเตอร์บีน” สมัยที่อยู่ในจอโทรทัศน์

ต่อมาเมื่อแอตกินสันมารับเล่นเป็น Johny English ในภาพยนตร์ชื่อเดียวกันเมื่อปี 2003 พี่แกได้สลัดภาพ “นายบีน” ให้หลุดไปจากภาพยนตร์เรื่องนี้โดยเฉพาะบทพูดหรือการแสดงที่ดูจะยียวนน่าหมั่นไส้แต่ก็ให้อารมณ์ขันไม่แพ้นายบีนเลยทีเดียว

และเมื่อแอตกินสันมารับบทเป็นพระนักเทศน์ใน Keeping Mom (2005) แกก็เล่นได้ดีตีบทแตกเสียกระจายซึ่งจะว่าไปแล้วมันน่าจะมาจากพื้นฐานการแสดงละครเวทีของเขาตั้งแต่สมัยเป็นนักศึกษาด้วย

สำหรับ Mr. Bean Holiday (2007) นั้นเป็นผลงานกำกับของนายสตีฟ เบนเดแลค ครับ (Steve Bendelack) หนังว่าด้วยเรื่องการผจญภัยของนายบีนในดินแดนฝรั่งเศส ซึ่งเกี่ยวพันกับเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ด้วย

ดูเหมือนหนังเรื่องนี้ผู้กำกับเองเหมือนจะแฝงฉากประชดประชันถึงรสนิยมการดูหนังอาร์ตของเหล่าชาวคานส์อยู่เหมือนกัน เพราะทุกวันนี้หนังที่ฉายเทศกาลนี้ส่วนใหญ่เป็นหนังอาร์ตที่ดูยากจนแทบจะต้องปีนกระไดดูกัน

ทุกวันนี้ผมเริ่มรู้สึกแล้วว่า “ความสุข”เป็นอารมณ์ที่เราควรพึงสงวนไว้ให้ดีที่สุดครับ ท่านพุทธทาสเคยเขียนไว้ว่า “ความสุขกับความเพลิน” มันเป็นอารมณ์ที่ต่างกัน ซึ่งแต่ละคนก็ดูเหมือนจะมีระดับของความสุขที่แตกต่างกันไปและตรงนี้เองที่วิชาเศรษฐศาสตร์จุลภาคขอมีเอี่ยวอธิบายเรื่องนี้กับเขาด้วยในเรื่อง “อรรถประโยชน์” หรือ Utility

หลายปีมาแล้วที่ผมรู้สึกเครียดจนอยากหาหนังตลกของโจว ชิง สือ หรือเช่าวีดีโอตลกมาดูแต่อารมณ์ที่ได้รับกลับไม่มีความสุขอย่างที่คิดครับ ซึ่งมันเหมือนเราตั้งใจเกินไปหรือเปล่าที่อยากจะให้มีความสุขหรือสนุก และเมื่อไอ้ความตั้งใจนั้นมันไม่บรรลุผล อรรถประโยชน์จากการดูหนังตลกของผมก็เลยไม่ได้รับความพึงพอใจสูงสุด

ในทางกลับกันมีบางสถานการณ์ที่ดูเหมือนไม่น่าจะมีความสุขอะไรเอาซะเลยแต่ก็กลับเกิดอารมณ์สุขสนุกขึ้นมากะทันหันได้ อย่างเช่นครั้งหนึ่งผมใส่เสื้อเชิ้ตสีฟ้าขึ้นรถเมล์ ทันใดนั้นก็มีคนยื่นเงินค่าโดยสารให้ผมกันยกใหญ่เลย เพราะคิดว่าผมเป็นกระเป๋ารถเมล์ ผมเองอดอมยิ้มกับอารมณ์“เหวอ”ครั้งนั้นไม่ได้

หนังเรื่อง Mr. Bean Holiday หรือหนังสกุล “บีน” หลายๆเรื่องนั้นดูแล้วอาจไม่มีปรัชญาสาระอะไรมากนัก แต่สิ่งหนึ่งที่เราได้เสมอ คือ “รอยยิ้มและเสียงหัวเราะ” ครับ ท้ายที่สุดผมเชื่อว่าความสุขนอกจากจะอยู่ที่การมองเห็นแล้วยังอยู่ที่ใจคิดด้วยใช่มั๊ยล่ะครับ

Hesse004

Dec 2, 2007

“โรบินสัน ครูโซ” คำสารภาพของจักรวรรดินิยม





“โรบินสัน ครูโซ” (Robinson Crusoe)เป็นบทประพันธ์ชิ้นเอกของ “ดาเนียล เดโฟ” (Daniel Defoe) นักเขียนชื่อดังชาวอังกฤษ ครับ กล่าวกันว่าหนังสือเล่มนี้ถูกตีความได้หลายมิติทั้งในแง่ของความบันเทิง จิตวิทยา ตลอดจนปรัชญาการเมือง

ดาเนียล เดโฟ นั้นเป็นนักเขียนที่อยู่ในช่วงต้นศตวรรษที่ 18 ซึ่งอังกฤษกำลังก้าวขึ้นเป็นมหาอำนาจหมายเลขหนึ่งของโลก ด้วยแรงของการปฏิวัติอุตสาหกรรม (Industrial Revolution) นอกจากนี้ลัทธิการล่าอาณานิคมได้แผ่ขยายไปทั่วทั้งทวีปยุโรปไม่ว่าจะเป็นอังกฤษ ฝรั่งเศส โปรตุเกส ฮอลแลนด์ ที่ล้วนมุ่งขยายดินแดนโดยเที่ยวไปยึดแผ่นดินชาวบ้านเขา ซึ่งว่าไปแล้วนี่ก็คือคลื่น “โลกาภิวัตน์” ลูกแรกที่เชื่อมโลกหลายดินแดนเข้าด้วยกันผ่านการล่าอาณานิคม

ผมตั้งข้อสังเกตต่องานเขียนของนักประพันธ์สายสกุลบริติช ไว้ว่านักเขียนชื่อดังส่วนใหญ่พยายามสะท้อนสภาพสังคมที่เปลี่ยนไปซึ่งมีผลพวงสืบเนื่องมาจากลัทธิจักรวรรดินิยม (Imperialism) และการปฏิวัติอุตสาหกรรมนั่นเองครับ

งานอย่าง “กัลลิเวอร์ ทราเวล” (Gulliver’s Travels) ของโจนาธาน สวีฟ (Jonathan Swift) ก็เป็นนิยายอีกเรื่องที่แสดงให้เห็นการขยายตัวของลัทธิจักรวรรดินิยมในอีกรูปแบบหนึ่งหรือแม้แต่ “โอลิเวอร์ ทวิสต์” (Oliver Twist) ของคุณปู่ชาร์ล ดิคเก้น (Charles Dicken) ที่นำเสนอสภาพถูกเอารัดเอาเปรียบของ “เด็ก” ในโลกของทุนนิยมเมืองอย่างลอนดอน

งานเขียนเหล่านี้เต็มไปด้วยเรื่องราวของการผจญภัยที่น่าตื่นเต้นในดินแดนต่างๆซึ่งท้ายที่สุดดูเหมือนว่าตัวเอกของเรื่องไม่ว่าจะเป็น “โรบินสัน ครูโซ” คุณหมอกัลลิเวอร์ หรือหนูน้อยโอลิเวอร์ ต่างต้องพยายามเอาตัวให้รอดในสิ่งแวดล้อมที่แปลกใหม่นั้น
สำหรับ Robinson Crusoe (1954)ในภาคของภาพยนตร์นั้น “หลุยส์ บูเยล” Luis Buñuel) ผู้กำกับชั้นครูชาวสเปนได้ทำให้นิยาย โรบินสัน ครูโซ ดูมีเสน่ห์ไม่น้อยเลยครับไม่ว่าจะเป็นฉากหรือ เนื้อหาที่นำเสนอ และด้วยความที่บูเยลนั้นเป็นผู้กำกับที่ขึ้นชื่อในเรื่องของ “Surrealism” หรือแนวเหนือจริงอยู่แล้ว ทำให้สารที่ถ่ายทอดออกมานั้นมี “มิติ” ที่มากกว่าภาพยนตร์ผจญภัยทั่วๆไป

อย่างที่ผมกล่าวไปตอนต้นแล้วว่า โรบินสัน ครูโซ นั้นสามารถตีความได้หลายเชิงซึ่งในแง่ของความบันเทิงนั้นแน่นอนว่าเราได้เห็นสภาพของนายโรบินสันต้องอยู่คนเดียวโดยไม่ได้พูดจากับใครกว่า 20 ปี สภาพติดเกาะคนเดียวและต้องเอาตัวรอดด้วยหนึ่งสมองสองมือจึงเป็นความทุกข์ทรมานอยู่ไม่น้อย เหมือนที่แกพูดกับตัวเองว่าเกาะๆนี้มันก็ “คุก” ดีๆนี่เอง

ในเชิงจิตวิทยาแล้ว โรบินสัน ครูโซ ได้ทำให้เราเห็นการปรับตัวของมนุษย์เมื่ออยู่คนเดียวในโลกของเขา

วันที่โรบินสันไม่มีโทรศัพท์มือถือสัญญาณแรง เขาไม่สามารถติดต่อกับใครได้นอกจากติดต่อกับจิตวิญญาณภายในของตัวเอง ด้วยเหตุนี้เขาจึงเข้าใจความหมายของมิตรภาพระหว่างสิ่งมีชีวิตทั้งหมา แมว ที่รอดจากเรือล่มด้วยกัน รวมไปถึงความเข้าใจต่อสัตว์เล็กสัตว์น้อยอย่างมดแมลง เพราะทั้งหมดดูเหมือนจะเป็นสิ่งมีชีวิตที่พอจะมีปฏิสัมพันธ์กับเขาได้บ้าง

ประเด็นนี้ดูจะต่างกับ Cast Away (2000) ของโรเบิร์ต เซเมคคิส (Robert Zemeckis) ที่ได้ดาราเจ้าบทบาทอย่าง ทอม แฮงก์ (Tom Hank) มาเล่นเป็นคนติดเกาะ ตัวละครอย่างChuck Noland นั้นต้องไปติดเกาะที่ไม่มีแม้กระทั่งสิ่งมีชีวิตจะพูดคุยด้วย นอกจากลูกวอลเลย์ที่ตะแกสมมติให้ชื่อวิลสัน (Wilson)

แม้ว่า Cast Away จะมีเนื้อหาคล้ายคลึงกับ Robinson Crusoe แต่ประเด็นที่สื่อสารนั้นกลับแตกต่างกัน Cast Away ดูเหมือนจะนำเสนอภาพความเป็น “ปัจเจก”ของมนุษย์มากกว่า Robinson Crusoe อย่างไรก็ดีทั้งสองเรื่องมีจุดร่วมกัน คือ ความเงียบเหงาในโลกที่ไม่สามารถหลุดรอดออกไปได้ และสิ่งที่น่าแปลก คือ ทั้ง Noland และ Crusoe ไม่เคยคิดที่จะฆ่าตัวตายเลยครับ

ประเด็นของ Robinson Crusoe มาถูกขยายไปในบริบททางการเมืองมากขึ้นเมื่อเดโฟเพิ่มตัวละครอย่าง “ฟรายเดย์” (Friday) ซึ่งเป็นคนป่าที่โรบินสันช่วยชีวิตไว้จากการถูกคนป่าอีกเผ่าหนึ่งตามฆ่า

ด้วยเหตุนี้เองฟรายเดย์จึงเปรียบเสมือน “ทาส” ของโรบินสัน ครูโซ ไปกลายๆ เพราะบนเกาะแห่งนี้นอกจากเขาแล้วยังมีสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่า “คน” เพิ่มขึ้นมาอีก โชคดีที่ฟรายเดย์มิใช่ผู้หญิง มิฉะนั้นผมว่าเรื่องของเดโฟ คงมีลักษณะคล้ายกับ “บลู ลากูน” (Blue Lagoon) ไป

เมื่อครูโซได้ฟรายเดย์มาเป็นมนุษย์ที่อยู่ร่วมเกาะ เขาได้สอนให้ฟรายเดย์พูดภาษาอังกฤษ สอนให้ฟรายเดย์ยิงปืน สอนให้ฟรายเดย์ได้คิดจนกระทั่งมานั่งถกเถียงปรัชญากัน พูดง่ายๆคือ ครูโซทำตัวเป็นครูหรือ Master ของฟรายเดย์

การที่ทั้งเดโฟและบูเยลได้เสนอภาพความสัมพันธ์ของมนุษย์สองคนบนเกาะร้างแห่งหนึ่งในฐานะศิษย์กับอาจารย์นั้น เมื่อเรามองกว้างออกไปเราจะเห็นความสัมพันธ์ในรูปแบบตัวแทนของ “ประเทศจักรวรรดินิยม”ที่สื่อผ่านทางโรบินสัน ครูโซ ซึ่งเป็นชาวตะวันตก กับ “ประเทศอาณานิคม” ซึ่งแสดงโดยชาวป่าอย่าง “ฟรายเดย์”

ยิ่งไปกว่านั้นเจตนาที่ผู้ประพันธ์ต้องการถ่ายทอดยังชี้ให้เห็น “การครอบงำ”ของโลกจักรวรรดินิยมในด้านต่างๆตั้งแต่ สอนให้พูด สอนให้ทำ สอนให้คิด เหมือนกับที่ครูโซสอนฟรายเดย์ให้เป็นอย่างที่ชาวตะวันตกเป็น

ในสายตาของชาวตะวันตกแล้วพวกเขามองว่าตัวเองนั้นศิวิไลซ์กว่าผู้อื่นเสมอ ซึ่งผมตั้งข้อสังเกตว่าภาพยนตร์ตั้งแต่ทศวรรษที่ 90 เป็นต้นมา ดูเหมือนจะฉีกแนวความคิดนี้ออกไป เช่น Dances with Wolves (1990) , Instinct (1999)และ The last samurai (2003) ที่แสดงภาพของคนตะวันตกที่หลุดเข้าไปอยู่ในดินแดนที่ดูจะด้อยศิวิไลซ์กว่าไม่ว่าจะเป็นเผ่าอินเดียแดง ญี่ปุ่นสมัยเมจิ หรือแม้กระทั่งในฝูงลิง ตัวละครเหล่านั้นกลับเลือกที่จะปรับตัวและเรียนรู้อารยธรรมใหม่มากกว่าที่จะไปครอบกลืนสังคมดั้งเดิมนั้น

ผมขอยกตัวอย่างโมเดลการพัฒนาเศรษฐกิจสมัยใหม่โมเดลหนึ่งที่ได้กล่าวถึง “ความด้อยพัฒนา” ไว้ว่า สาเหตุสำคัญของการไม่พัฒนานั้นมาจากการพึ่งพาโลกที่ศิวิไลซ์กว่าตัวเองโดยเฉพาะพึ่งพาทางการค้าการลงทุน จนถูกประเทศเหล่านี้ “กระทำชำเรา” ด้วยการขูดรีดทรัพยากรไปใช้ในราคาถูกๆและกลายเป็นแหล่งระบายสินค้าออกราคาแพง เปรียบเสมือนเป็นเมืองขี้ข้าบริวารของประเทศมหาอำนาจทั้งหลาย

โมเดลนี้รู้จักกันในชื่อ The Neocolonial Dependence Model ครับ ซึ่งนักเศรษฐศาสตร์เด่นๆของสำนักนี้ คือ “ธีโอโทนิโอ ดอส ซานโตส” (Theotonio Dos Santos) นักเศรษฐศาสตร์ชาวบราซิล สาย Neo-Marxist สำนัก International Dependence

ดอส ซานโตส แกเชื่อว่าวิธีเดียวที่จะหลุดพ้นจากความด้อยพัฒนานี้ไปได้ คือ ตัดความสัมพันธ์กับไอ้ประเทศที่ศิวิไลซ์เหล่านี้ซะ มันจะได้ไม่มาเอาเปรียบเราอีกต่อไป

ดูเหมือนแนวคิดนี้จะขัดกับน้ำมนต์ของ “เดวิด ริคาร์โด้” (David Ricardo) ที่อ้างเรื่อง “การค้าเสรี”เลยนะครับ เพราะริคาร์โด้แกเชื่อว่าการค้าเสรีทำให้โลกได้ประโยชน์มากกว่าเสียประโยชน์

แม้ว่าโรบินสัน ครูโซ จะมีมุมมองในหลากหลายมิติโดยเฉพาะมิติการล่าอาณานิคมของมหาอำนาจในช่วงศตวรรษที่ 18 แต่ก็ดูเหมือนว่าภาพยนตร์ของบูเยลจะปิดท้ายเรื่องได้ดีว่าโรบิสัน ครูโซมอง “ฟรายเดย์” เป็นเหมือนเพื่อนเหมือนมิตรมากกว่าทาสรับใช้คนหนึ่ง ซึ่งผมก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่ามันจะเป็นเพียงคำสารภาพหรือข้ออ้างของลัทธิจักรวรรดินิยมที่มีต่อโลกอาณานิคมกันแน่ครับ

Hesse004

Nov 28, 2007

“Political Economy”การเมืองเรื่องของเศรษฐศาสตร์




ช่วงเวลาสองสามอาทิตย์ที่ผ่านมา ผมนั่งอ่านบทความวิชาการเกี่ยวกับ Political Economy หลายเรื่องครับ โดยทั่วไปแล้วสำนึกของนักเรียนเศรษฐศาสตร์มองเรื่อง Political Economy เป็นเรื่องไกลตัว เพราะไม่ค่อยมีโมเดลประหลาดหรือกราฟพิสดารสักเท่าไร

อย่างไรก็ตามวิชาเศรษฐศาสตร์ในช่วงที่ภูมิปัญญายุโรปเบ่งบานนั้นก็ถือกำเนิดมาจาก Political Economy เนี่ยล่ะครับ ด้วยความที่เศรษฐกิจกับการเมืองมันมีความใกล้ชิดกันอย่างมาก จะเห็นได้จากหนังสือคลาสสิคทางเศรษฐศาสตร์อย่าง The Wealth of Nation (1776) ที่เนื้อหาส่วนหนึ่งได้พูดถึงเรื่องบทบาทของภาครัฐในระบบเศรษฐกิจด้วย

ช่วงปลายศตวรรษที่ 19 นั้น Political Economy นั้นถูกบดบังด้วยอิทธิพลของเหล่านักเศรษฐศาสตร์สาย Neoclassical หรือ สำนัก Cambridge school ภายใต้การนำของซือแป๋ อัลเฟรด มาร์แชล (Alfred Marshall) ที่เริ่มนำเอากราฟและสมการคณิตศาสตร์มาใช้อธิบายทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ จนทำให้ภาพของ Political Economy นั้นดูจางหายไป

อย่างไรก็ดีการศึกษา Political Economy ก็ยังคงมีอยู่ครับแม้ว่านักเรียนเศรษฐศาสตร์ด้านนี้จะถูกมองเป็นพวก “กระแสรอง” หรือ “นอกคอก”ก็ตามที

ผมเองมิได้สันทัดเรื่อง Political Economy เท่าใดนัก แต่สิ่งที่พอจะจับประเด็นได้ คือ Political Economy ได้กล่าวถึงบทบาทของรัฐบาลที่ควรจะเป็น (The proper role of government ) เรื่องนี้เป็นเรื่องที่เหล่านักคิดล้วนถกเถียงกันตั้งแต่สมัยกรีกโบราณแล้ว

อย่างไรก็ตามดูเหมือนเราเองคงจะไม่สามารถปฏิเสธการดำรงอยู่ของรัฐและรัฐบาลได้ เพียงแต่ว่าเราจะให้คนที่มาเป็นตัวแทนเรานั้นใช้อำนาจอย่างไรให้ถูกที่ถูกทาง อย่างที่ผมเคยเล่าไปในเรื่อง “บัญญัติสิบประการ”ของ “ซีซิล บี เดอมิล” ( Cecil B. Demille)แล้วว่า มนุษย์เราเป็นเพียงสมบัติของรัฐ (Property of state) หรือ เป็นมนุษย์ที่ได้รับเสรีภาพจากพระเจ้า

ผมว่าแค่เรื่องถกกันถึงบทบาทของรัฐที่ควรจะเป็นนั้นก็เรียกว่าเขียนตำราออกมาชนกันได้หลายเล่มเลย สำหรับนักเศรษฐศาสตร์ในคอกแล้วมองว่ารัฐจำเป็นต้องเข้ามามีบทบาทในระบบเศรษฐกิจเนื่องจากกลไกตลาดมันล้มเหลว (Market Failure) ซึ่งสะท้อนให้เห็น “มือที่มองไม่เห็น”ของอดัมส์ สมิธ (Adam Smith) นั้นไม่สามารถช่วยจัดสรรทรัพยากรได้มีประสิทธิภาพเหมือนที่เคย

อย่างไรก็ตามนักเศรษฐศาสตร์นอกคอกหลายสำนักกลับไม่เชื่อมั่นในการแทรกแซงของรัฐครับ พวกนอกคอกเหล่านั้นนำโดย สำนัก Public Choice ของ James M. Buchanan ซึ่งมองว่ารัฐบาล นักการเมืองก็เป็นสัตว์เศรษฐกิจชนิดหนึ่งที่คำนึงถึงผลประโยชน์ของตนเองเป็นหลัก ด้วยเหตุนี้เองการผลิตนโยบายอะไรขึ้นมาแต่ละอย่างมักถูกกำหนดโดยกลุ่มผลประโยชน์ (Interest group)

นอกจากนี้นักเศรษฐศาสตร์สาย Neoclassical Poitical Economy ซึ่งหยิบเอาบทบาทของรัฐมาเป็นตัวแปรภายในร่วมวิเคราะห์ในระบบเศรษฐกิจ จนเป็นที่มาของคำว่า “Invisible foot” หรือ “เท้าที่มองไม่เห็น” คำๆนี้เป็นประดิษฐกรรมทางภาษาของ นายสตีเฟน มากี (Stephen Magee) ที่เชื่อว่าแทนที่รัฐจะเข้ามาช่วยให้สวัสดิการสังคมดีขึ้นกลับกลายเป็นว่าเข้ามาสร้างปัญหาและแสวงหาประโยชน์เข้าตัวเอง ซึ่งนักเศรษฐศาสตร์เหล่านี้อยู่ในกลุ่มที่เชื่อใน “ความล้มเหลวของรัฐ”หรือ Government failure ด้วยเหตุนี้พวกเขาจึงไม่ค่อยชอบเห็นรัฐเข้ามายุ่มย่ามกับเศรษฐกิจมากนัก

ผมคิดว่าข้อเขียนของอาจารย์ป๋วยเรื่อง “จากครรภ์มารดาสู่เชิงตะกอน”(2516) นั้นนับเป็นบทสรุปที่กระชับและชัดเจนอย่างยิ่ง ที่ท่านอาจารย์ป๋วยต้องการจะสื่อสารว่า “รัฐบาลนั้นควรจะมีบทบาทเช่นไรในการพัฒนาประเทศ” ซึ่งดูเหมือนเรียบง่ายไม่มีอะไรมากนัก แต่กลับกลายเป็นว่ารัฐบาลไทยทุกยุคทุกสมัยนั้นไม่มีใครสามารถทำได้

ผมไม่แน่ใจว่าความเรียบง่ายมันเป็นเรื่องที่ยากเกินไปหรือเปล่าสำหรับนักการเมืองไทย เพราะทุกวันนี้ผมนั่งฟังนักการเมืองต่างเร่ขายฝันกันเต็มไปหมด แต่สิ่งหนึ่งที่ไม่ค่อยพบในฝันเหล่านั้น คือ “ความเรียบง่าย”อย่างที่ปรากฏในข้อเขียนของอาจารย์ป๋วยเลย

ท้ายที่สุดผมมีงานวิจัยที่น่าสนใจมาเล่าสู่กันฟังครับ งานวิจัยชิ้นนี้ทำโดย “สมตุ้ย” เด็กนวดบ่าในห้องน้ำชายของร้านเหล้าแห่งหนึ่ง ด้วยความที่แกสนใจพฤติกรรมการฉี่กับบุคลิกภาพลูกค้า แกเลยแอบสังเกตลูกค้าชาย 100 คนที่เข้ามายืนฉี่ที่โถ ผลการศึกษาบอกอย่างนี้ครับว่า

1.หนุ่มชอบสังคม เข้าห้องสุขาพร้อมกันหลายคน คนที่ไม่ปวดก็เข้าช่องยืนฉี่เป็นเพื่อนกันด้วย มักส่งเสียงคุยกันเสียงดังเหมือนตลาดสด ไม่ค่อยปกปิดสิ่งสงวน
2.หนุ่มขี้อาย ถ้ามีใครเดินเข้ามาฉี่ข้าง ๆ จะกดน้ำและเก็บช้างน้อยทันที เดินออกจากห้องสุขา แล้วค่อยกลับเข้าไปใหม่เมื่อปลอดคน
3.หนุ่มขี้ตกใจ ฉี่เป็นจังหวะสั้น ๆ พร้อมกลั้นหายใจ เหลียวมองคนรอบข้าง
4.หนุ่มสอดรู้สอดเห็น มองช้างน้อยของคนข้าง ๆ เปรียบเทียบกับตัวเอง ทำหน้าเศร้า
5.หนุ่มเปิดเผย ยืนห่างจากโถฉี่สองศอก ไม่ใช้มือบังช้างน้อย คุยเสียงดัง
6.หนุ่มซื่อตรง ไม่ใช้มือประคองช้างน้อย ฉี่ประทบจุดศูนย์กลางของโถอย่างต่อเนื่อง ความคลาดเคลื่อนต่ำกว่า ร้อยละ 0.5
7.หนุ่มมักง่าย หากโถฉี่ไม่ว่าง จะฉี่ใส่อ่างล้างหน้าแทน
8.หนุ่มขี้เล่น ฉี่โค้ง ฉี่สูงต่ำ ทดลองฉี่ข้ามไปโถข้าง ๆ
9.หนุ่มไม่รู้จักโต ฉี่แรง ๆ ไปที่ตะแกรงก้นโถพยายามทำให้เกิดฟองมาก ๆ
10.หนุ่มใจลอย ยืนชิดโถ ปลดเข็มขัด รูดซิปแล้วฉี่ราดชั้นใน
11.ทหารม้า ฟาดงวง ฟาดงา ใส่โถฉี่ หลังฉี่เสร็จ
12.หนุ่มประณีต ใช้กระดาษทิชชูซับเมื่อฉี่เสร็จ หรือเดินไปล้างที่อ้างหน้ามือ
13.คนไข้ ยืนฉี่นานกว่าปกติ เพราะรอให้แผ่นวัดน้ำตาลในเลือดแห้ง ยกเทียบกับชาร์ตสีข้างขวด
14.คนเมา ใช้มือขวาจับนิ้วโป้งด้านซ้าย เล็งตรงไปที่โถแล้วฉี่ราดกางเกง
15.คนขี้แพ้ ยืนนิ่งพักหนึ่ง รูดซิบลง ยืนนิ่งพักหนึ่งรูดซิปขึ้น สะอื้นไห้ แล้วเดินจากไปโดยไม่ได้ฉี่
16.คนเจ้าเล่ห์ ผายลมเงียบเชียบขณะฉี่ ทำหน้าไร้เดียงสา
17.แพทย์ ล้างมือ 1 ครั้ง เดินไปที่โถกดน้ำ 1 ครั้งฉี่กดน้ำ 2 ครั้ง ล้างมือด้วยสบู่ถึงข้อศอกนาน 2 นาที เช็ดช้างน้อยด้วยแอลกอฮอล์
18.จิตรกร จิตรกรรมฝาผนัง
19.สถาปนิก ฉี่สะพานโค้งกลมก้นหอยเกลียว
20.กวี เงียบเหงาเปล่าเปลี่ยวจนเยี่ยวหด บรรจงตดเบา ๆ อย่างเศร้าหมอง
21.ชายรักสนุก ทุกข์ถนัด ยืนถ่างขา หน้าผากชนฝาผนัง ฉี่แรกสะดุ้งโหยง น้ำตาร่วงหลังพวงมาลัย
22.นักการเมือง ประชาธิปไตยอยู่ในมือท่านแล้ว ลองก้มดูสิ

ปล. งานวิจัยชิ้นนี้อ้างอิงมาจากForward mail ครับ อ้อ! แล้วก็อย่าลืมนะครับว่าวันที่ 23 ธ.ค. นี้ “ประชาธิปไตยอยู่ในมือท่าน” แล้วครับ

Hesse004

Nov 22, 2007

“ราโชมอน” เรื่องลวงๆในโลกกลมๆ





ผมมีโอกาสได้อ่าน “ราโชมอน” ฉบับละครเวทีที่หม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ท่านได้เรียบเรียงขึ้นเมื่อปี 2508 โดย “ราโชมอน” เป็นนิยายเก่าแก่ของญี่ปุ่นที่ ริวโนสุเกะ อากิตางาวะ นำมาเรียบเรียงขึ้นใหม่เมื่อต้นศตวรรษที่ 20 โดยส่วนตัวแล้วผมคิดว่า ราโชมอนจัดเป็นวรรณกรรมคลาสสิคเรื่องหนึ่งของโลกตะวันออกเลยก็ว่าได้ครับ

สำหรับ “Rashomon” (1950)ในภาคภาพยนตร์นั้นก็ขึ้นชั้นเป็นหนังคลาสสิคเช่นเดียวกัน ด้วยฝีมือการกำกับของจักรพรรดิแห่งโลกภาพยนตร์ญี่ปุ่นอย่าง “อากิระ คูโรซาว่า” (Akira Kurosawa) คูโรซาว่าทำให้ภาพยนตร์เรื่องนี้มีความลุ่มลึกมากขึ้นเพราะแม้เรื่องราวจะเรียบง่ายแต่กลับเต็มไปด้วยมิติด้านมืดของมนุษย์

ราโชมอนของคูโรซวานั้นมี Tagline เป็นภาษาอังกฤษที่กระชับว่า The husband, the wife...or the bandit? ซึ่งถ้าท่านผู้อ่านที่เคยอ่านหนังสือหรือเคยดูภาพยนตร์เรื่องนี้มาแล้วย่อมเข้าใจความหมายคำโปรยของหนังเรื่องนี้ดีครับ

หนังเรื่องนี้มีท้องเรื่องอยู่ที่ญี่ปุ่นในศตวรรษที่ 12 โดยคูโรซาวาเลือกที่จะเปิดบทหนังด้วยบทสนทนาระหว่างพระกับคนตัดฟืน ซึ่งทั้งคู่กำลังติดฝนอยู่ในวัดร้างแห่งหนึ่ง ใกล้ประตูราโชมอนหรือแปลเป็นไทยได้ว่า “ประตูผี” นั่นเอง

จากนั้นก็มีชาวบ้านคนหนึ่งซึ่งในหนังสือของหม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ใช้ว่า “คนทำช้อง” เข้ามาร่วมแจมด้วย โดยระหว่างรอฝนหยุดตกนั้นทั้งสามได้พูดถึงเรื่อง การตายของซามูไรคนหนึ่ง และการจับมหาโจรอย่าง “โทโจมารุ”ได้ รวมไปถึงเรื่องของเมียซามูไรผู้ตายนั้น

จริงๆแล้วหนังเรื่องนี้ใช้ตัวละครไม่มากเลยครับ แต่จุดเด่นกลับอยู่ที่บทสนทนาของตัวละครซึ่งจะว่าไปแล้วมันสะท้อนให้เห็นความคิดของมนุษย์เราได้ดี

ตามธรรมเนียมเดิมครับ, ผมขออนุญาตไม่เล่ารายละเอียดมากไปกว่านี้เนื่องจากเกรงจะเสียอรรถรสในการชมหรือการอ่าน อย่างไรก็ตามผมว่าประเด็นที่น่าสนใจใน “ราโชมอน” นั้นอยู่ที่ความอ่อนแอของมนุษย์เราที่จะพูด “ความจริง” หากความจริงนั้นไม่เป็นประโยชน์กับเรา หากความจริงนั้นอาจทำให้เราต้องเดือดร้อน หรือ หากความจริงนั้นจะกลับมาทำร้ายเราภายหลัง ด้วยเหตุนี้เองที่คูโรซาว่าได้ชำแหละถึงด้านมืดของความเป็นมนุษย์ออกมาให้เห็นผ่านบทสนทนาของตัวละครทั้งหมด

คูโรซาวาใช้เทคนิคที่ชาญฉลาดในการถ่ายทำโดยให้ตัวละครแต่ละคนเล่าเรื่องของตัวเองเหมือนกำลังจะสารภาพอะไรบางอย่างกับคนดูตัดสิน โดยใช้กล้องจับไปที่ใบหน้าของตัวละคร ทำให้รู้สึกได้ว่าเขากำลังพูดอยู่กับเราสองต่อสอง

ผมเชื่อว่าตัวละครทุกคนในเรื่องมีเหตุผลของการเล่าเรื่องลวงซึ่งแตกต่างกันไป หรือ บางทีเรื่องนั้นอาจจะเป็นเรื่องจริงก็ได้ซึ่งคูโรซาวาแกก็ไม่ได้เฉลยหมดว่าความจริงมันคืออะไร

มหาโจรอย่างโทโจมารุก็ย่อมมีเหตุผลในการเล่าเรื่องของตัวเองให้ดูยิ่งใหญ่ เก่งกาจ น่าเกรงขาม ซามูไรผู้ตายก็ยังอุตส่าห์เข้าร่างทรงมาเล่าเรื่องของการตายของตัวเองให้ดูมีเกียรติ มีศักดิ์ศรี เมียซามูไรก็ต้องพยายามชี้ให้เห็นถึงเหตุผลว่าทำไมตนเองถึงตกอยู่ในสภาพ “หนึ่งหญิงสองชาย” ขณะที่คนนอกอย่างคนตัดฟืนซึ่งคูโรซาว่าต้องการจะให้เป็นคนเฉลยเรื่องนี้นั้นก็ยังเล่าความจริงที่ตนเองเห็นแบบกั๊กๆ ซึ่งจนแล้วจนรอดก็ดูเหมือนพี่แกจะพูดความจริงออกมาไม่หมดโดยเล่าแต่เรื่องที่จะไม่ทำให้ตัวเองเดือดร้อนภายหลัง

จะว่าไปแล้วการไม่พูดความจริงเนี่ยมันมีหลายระดับดีนะครับตั้งแต่ “อำ” “โกหก” “ขี้ตู่” ขี้ตั๊ว” “ขี้ฮก” “โป้ปดมดเท็จ” ไปจนกระทั่ง ตอ...อะไรทั้งหลายนั้นล้วนแล้วแต่เป็นด้านมืดของมนุษย์เราทุกคนเลยก็ว่าได้ซึ่งไม่จำกัดเพศ ชนชั้น หรือ ชาติพันธุ์

เพียงแต่เราจะกล่าวสิ่งเหล่านั้นได้อย่างแนบเนียนหรือถูกที่ถูกเวลาหรือเปล่า ยกตัวอย่างเช่น คำว่า “อำ” กับ “โป้ปดมดเท็จ” นั้น ถูกนำมาใช้คนละบริบทกันเลย อำนั้นให้อารมณ์ขำๆสนุกๆ แต่โป้ปดมดเท็จนั้นแสดงให้เห็นถึงความชั่วช้าสามานย์ทั้งที่มันก็อยู่ในตระกูล “โกหก”เหมือนกัน

ในทฤษฎีเกม (Game theory)ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของวิชาเศรษฐศาสตร์จุลภาคนั้น มีเกมหนึ่งที่ชื่อว่า Prisoner Dilemma หรือเกมที่คิดขึ้นเพื่อป้องกันการฮั้วของคนสองคน ซึ่งเกมนี้ได้กลายเป็นเครื่องมือของตำรวจในการแยกสอบปากคำคนร้ายเพื่อเค้นความจริงออกมาโดยใช้ “ขนาดของการลงโทษและความไม่เชื่อใจกันของคนร้ายเวลาแยกสอบปากคำ”เป็นกลไกในการสอบสวน

คนบางคนโกหกจนลืมไปแล้วว่าตัวเองเคยโกหกอะไรไว้บ้าง คนบางคนพยายามปกปิดเรื่องที่ตัวเองโกหกคนอื่นและพยายามหาเหตุผลมากลบเกลื่อนหักล้างแต่จนแล้วจนรอด “ความจริงก็คือความจริง” ความจริงไม่สามารถเปลี่ยนแปลงเป็นความเท็จได้

พูดถึงเรื่องนี้ ทำให้ผมนึกถึงหนังอีกเรื่องหนึ่งที่กล่าวถึงประเด็นการโกหกได้ดีมากๆ นั่นคือ Infernal Affairs (2002) ของ แอนดรูว์ เลา (Andrew Lau ) และ อลัน มัก (Alan Mak) ครับ หนังกล่าวถึง โจรปลอมตัวมาเป็นตำรวจ และ ตำรวจก็ปลอมตัวไปเป็นโจร ผมชอบหนังเรื่องนี้ครับเนื่องจากเป็นหนังมาเฟียที่ว่ากันว่าดีที่สุดเรื่องหนึ่งไม่แพ้ The God Father เลยทีเดียว

ยิ่งดูหนังเรื่องนี้มากครั้งเท่าไร ผมยิ่งเห็นใจ “อาหมิง”ที่แสดงโดยพี่หลิวเต๋อหัว ซึ่งโกหกทุกคนมาตลอดตั้งแต่ภาคแรกยันภาคสุดท้าย พูดง่ายๆ คือ “โกหกมาทั้งชีวิต” จนท้ายที่สุดแล้วแกก็ไม่สามารถโกหกตัวเองได้อีกต่อไป ดูเหมือนว่ายิ่งโกหกมากขึ้นเท่าไร ยิ่งกลายเป็นนิสัยและสันดานไปในที่สุด และวันหนึ่งเราอาจจะมองเห็นตนเองในสายตาที่แปลกไปเพราะเราจะไม่มีวันรู้ว่าตัวตนที่แท้ของเรานั้นเป็นใครกันแน่

กลับมาที่ “ราโชมอน” ต่อครับ, ทุกวันนี้เหตุการณ์แบบราโชมอนมีอยู่ให้เห็นเต็มไปหมดตั้งแต่บนโรงพัก ในชั้นศาล งานการเมือง แม้กระทั่งวงการบันเทิงก็ยังเล่นราโชมอนกันเลย

อย่างที่ผมเรียนไปตอนต้นแล้วว่าจุดเด่นของหนังเรื่องนี้อยู่ที่บทพูด ด้วยเหตุนี้เองบทพูดหลายตอนนั้นมีความน่าประทับใจมาก แม้จะเป็นบทง่ายๆแต่มันกลับมีความลึกซึ้งอยู่ภายในตัวเองอย่างที่คนทำช้องพูดไว้ว่า “มนุษย์ชอบโกหก ผู้คนเขาไม่พูดความจริงกันหรอก” ซึ่งบทภาษาอังกฤษบอกไว้อย่างนี้ครับว่า “No one tells a lie after he's said he's going to tell one”หรือลองอีกประโยคมั๊ยครับ “It's human to lie. Most of the time we can't even be honest with ourselves.” จะเห็นได้ว่าทัศนะการมองโลกของตาคนทำช้องนั้นดูจะขวางกับความคิดเชิงอุดมคติซึ่งต่างจากตัวละครอย่างพระโดยสิ้นเชิง แต่ก็ดูเหมือนสิ่งที่ตาคนนี้พูดมันก็มีส่วนถูกบ้างไม่ใช่หรือครับ เพราะไม่งั้นแกจะไม่พูดประโยคอย่าง “Maybe goodness is just make-believe.” ท่านผู้อ่านเห็นว่ายังไงครับที่ “บางทีความดีก็เป็นสิ่งที่มนุษย์สร้างกันขึ้นมาเองทั้งนั้น”

Hesse004