Oct 24, 2007

“I wish I had a wife” โถ! ลูกผู้ชาย ...ทำไมเกิดมาต้องมีเมีย




เรื่องที่จั่วหัวไว้ข้างต้นออกจะดูขำๆหน่อยนะครับ เหตุที่ตั้งชื่อแบบนี้ก็เพราะหลังจากที่ผมดูหนังเกาหลีเรื่อง I wish I had a wife (2000) จบเป็นรอบที่สองนั้น อารมณ์บางอย่างทำให้ผมนึกถึงเนื้อร้องวรรคหนึ่งในเพลง “วิมานดิน” ของคาราบาว ที่ร้องว่า “โถ! ลูกผู้ชาย...ทำไมเกิดมาต้องมีเมีย”

I wish I had a wife (2000) เป็นผลงานการกำกับของปาร์ค ยัง ซิก (Park Heung Sik) ครับ หนังว่าด้วยเรื่องราวของ คิม บอง ซู หนุ่มโสดวัยสามสิบกว่าปีที่อยากใช้ชีวิตคู่ อยากแต่งงาน หรือ พูดให้ชาวบ้านหน่อย ก็คือ อยากมีเมียนั่นเองครับ แต่จนแล้วจนรอดนายคิมคนนี้ก็ยังไม่พบสาวเจ้าที่ถูกใจ ด้วยเหตุนี้เองเรื่องครื้นเครงจึงเกิดขึ้นให้เราได้เห็นในหนัง

ผมขออนุญาตไม่เล่ารายละเอียดมากไปกว่านี้แล้วกันนะครับ ทั้งนี้ข้อสังเกตประการหนึ่งที่ผมมีต่อหนังรักเกาหลี คือ หนังส่วนใหญ่มีความเรียบง่ายแต่มีความพิถีพิถันในการนำเสนอเรื่อง “รัก” ได้อย่างสวยงาม นับตั้งแต่ Christmas in August (1998) และ One fine spring day (2001) ของ เฮอ จิน โฮ หรือแม้แต่งานอย่าง My sassy girl (2001) และ Il Mare (2000) ก็ได้ซ่อนประเด็นบางอย่างเกี่ยวกับสารของความรักได้อย่างน่าดูชม

นอกจากนี้ยังมีเกร็ดที่น่าสนใจอีกประการหนึ่งเกี่ยวกับตัว ปาร์ค ยัง ซิก คือ เขาเคยเป็นผู้ช่วยของเฮอ จิน โฮ เมื่อครั้งที่กำกับเรื่อง Christmas in August ซึ่งโดยส่วนตัวผมแล้วหนังเรื่องนี้คือ หนังรักที่ผมประทับใจมากที่สุดครับ แม้ว่า Chirstmas in August จะจบลงด้วยความเศร้าแต่มันกลับเป็นความเศร้าที่อยู่บนฐานของความอิ่มเอมใจ

อย่างไรก็ตามหนังของปาร์คกลับทำให้ I wish I had a wife กลายเป็นเรื่องสุขและก็จบลงด้วยความ “อิ่ม” อีกเหมือนกัน

ท่านผู้อ่านที่เป็นชายโสดและมีวัยใกล้เคียงกับ คิม บอง ซู ตัวเอกในเรื่องนี้อาจจะรู้สึก “อิน” กับอารมณ์ของนายคิมได้ไม่ยาก ทั้งนี้วัฒนธรรมของชนเกาหลีกับของบ้านเรานั้นดูไม่แตกต่างกันมาก ยิ่งถ้าเป็นเรื่องราวของหนุ่มโสดในเมืองกรุงที่ชีวิตผูกโยงกับงานออฟฟิศด้วยแล้วยิ่งทำให้หลายคนอดอมยิ้มไม่ได้กับบางฉากที่ดูจะตรงกับชีวิตเราเสียเหลือเกิน

ผมคิดว่าทัศนคติในเรื่อง “การแต่งงานและการมีครอบครัว” ของหนุ่มสาวชาวกรุงสมัยใหม่นั้นมีความคล้ายคลึงกันไม่ว่าจะในกรุงเทพหรือในกรุงโซล

สังคมเมืองภายใต้ระบบทุนนิยมได้ทำให้วิธีคิดและพฤติกรรมของคนรุ่นใหม่เปลี่ยนไปซึ่งต่างจากสังคมโบราณรุ่นปู่ย่าตาทวด ทั้งนี้การแต่งงานและการมีครอบครัวของคนสมัยก่อนที่อิงอยู่กับภาคเกษตรกรรมนั้น มีเหตุผลสำคัญประการหนึ่ง คือ การเพิ่มจำนวนแรงงานภายในครอบครัวซึ่งมาจากการ “มีลูก” ไงครับ จะว่าไปแล้วเหตุผลนี้สามารถอธิบายปรากฏการณ์การมีลูกเยอะของคนโบราณได้ทั้งในสังคมตะวันตกและสังคมตะวันออก

อย่างไรก็ตามหลังการปฏิวัติอุตสาหกรรม ความจำเป็นเรื่องของการใช้แรงงานในภาคเกษตรค่อยๆลดน้อยถอยลงไป และยิ่งในสังคมทุนนิยมเมืองใหญ่ด้วยแล้วการมีลูกจำนวนมากอาจจะกลายเป็น “ภาระ” และก่อปัญหาเศรษฐกิจกับครอบครัวในที่สุด

นับแต่ทศวรรษ 70 เป็นต้นมานั้น ประเด็นเรื่องการแต่งงาน การใช้ชีวิตคู่และการสร้างครอบครัวจึงเป็น Topic ใหม่ให้นักเศรษฐศาสตร์ทำการศึกษากันอย่างกว้างขวางโดยเฉพาะอย่างยิ่งงานของสองนักเศรษฐศาสตร์อเมริกันอย่าง Gary Becker และ Jacob Mincer

สำหรับ Becker นั้น , ผลงานคลาสสิคอย่าง The Economic Approach to Family Behavior (1976) ได้ขยายพรมแดนความรู้เรื่องของเศรษฐศาสตร์กับการแต่งงาน เศรษฐศาสตร์กับการหย่าร้าง แม้กระทั่งเศรษฐศาสตร์ว่าด้วยการ “ทำลูก” ครับ

มิติการแต่งงานของนักเศรษฐศาสตร์ได้กลายเป็น “ธุรกรรม” (Transaction) อย่างหนึ่งที่มีดีมานด์และซัพพลายของทั้งชายหญิง รวมไปถึงการตัดสินใจที่จะใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันหรือยุติชีวิตคู่ด้วยการหย่าร้าง (Divorce) ซึ่งการตัดสินใจดังกล่าวตั้งอยู่บนฐานของต้นทุนและผลประโยชน์จากการทำธุรกรรมนั้น มิพักต้องเอ่ยถึงการให้กำเนิดบุตรที่ต้องมองว่าควรจะมีสักกี่คนถึงจะทำให้เกิดความเหมาะสมกับฐานะของครอบครัว พูดแบบนักเศรษฐศาสตร์หน่อย คือ การหา Optimization level ของการ “ทำลูก” นั่นเองครับ

ที่ผมกล่าวมาข้างต้นดูจะทำให้เรื่อง “รัก” หมดความโรแมนติคไปเลยนะครับ เพราะดูเหมือนมนุษย์เราไม่น่าจะต้องมานั่งคิดอะไรให้มากมายกันขนาดนี้ แต่ในโลกของความเป็นจริงกลับกลายเป็นว่า “ความรัก” คือเงื่อนไขจำเป็น (Necessary condition) สำหรับการแต่งงาน แต่อาจจะยังไม่เพียงพอ (Not sufficient condition) สำหรับการสร้างครอบครัว แต่ถ้ามองอีกมุมหนึ่งผมก็ยังเชื่อในอานุภาพของความรักอยู่ดี

สำหรับ I wish I had a wife แบบไทยๆนั้นปรากฏให้เห็นในเพลงเพื่อชีวิตของ “บาว” หลายต่อหลายเพลงตั้งแต่ รักทรหด (1) , หัวใจบ้าบิ่น , หนุ่มสุพรรณ มาจนกระทั่ง วิมานดิน เพลงเหล่านี้ถูกถ่ายทอดออกมาในช่วงที่สังคมไทยกำลังก้าวกระโดดจากภาคเกษตรไปสู่ภาคอุตสาหกรรม เกิดการหลั่งไหลของคนหนุ่มสาวจากภาคชนบทเข้าสู่เมือง

ด้วยเหตุนี้เองเนื้อร้องที่ปรากฏในเพลง “รักทรหด (1)” อย่าง “รักจนหลังอาน ดอกเบี้ยบานเบอะ ผ่อนทั้งบ้านทั้งรถยนต์ กว่าจะได้แต่งงาน เหนียงแทบยาน เนื้อแทบย่น เธอจึงเห็นใจ รักบริสุทธิ์ ให้บวชก่อนแล้วค่อยเบียด” ได้สะท้อนให้เห็นความพยายามดิ้นรนของ “ไอ้หนุ่มคนหนึ่ง” ที่กว่าจะได้ทำธุรกรรมการแต่งงานนั้นต้องเหนื่อยมากน้อยแค่ไหน ซึ่งดูเหมือน “น้าแอ๊ด” แกจะมาบ่นเรื่องนี้อีกครั้งผ่านเพลง “วิมานดิน”ที่ว่า “โถ! ลูกผู้ชาย....ทำไมเกิดมาต้องมีเมีย” ถูกใจคนยังไม่มีเมียดีครับ (ฮา)

Hesse004

Oct 2, 2007

“บัญญัติสิบประการ” คำประกาศอิสรภาพของ “ยิว” ยุคใหม่





ท่านผู้อ่านที่เป็นคอหนังเก่าและชื่นชอบภาพยนตร์อภิมหากาพย์หรือ Epic film นั้น ผมเชื่อว่า The Ten Commandments (1956) ของ Cecil B. Demille น่าจะเป็นหนังในดวงใจเรื่องหนึ่ง ไม่แพ้หนังอย่าง Ben-Hur (1959) ของ William Wyler หรือ Spartacus (1960) ของ Stanley Kubrick

มนต์เสน่ห์ของมหากาพย์ภาพยนตร์ที่สตูดิโอ Hollywood ทุ่มทุนสร้างนั้นอยู่ที่เนื้อหาประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจอย่าง เช่นเรื่องของ Julius Ceasar แห่งโรม เรื่องสงครามกรุง Troy ในยุคกรีกโบราณ นอกจากนี้ฉากที่อลังการและจำนวนนักแสดงที่มากมายรวมถึงเครื่องแต่งกายที่โดดเด่น สิ่งต่างๆที่ว่ามานี้ทำให้ผมตื่นตาตื่นใจทุกครั้งที่ได้ดูหนังอีพิค

สำหรับ The Ten Commandments หรือ “บัญญัติสิบประการ” ที่ผมหยิบมาเล่าให้ท่านผู้อ่านฟังนี้ ผมคิดว่าหนังเรื่องนี้มีความน่าสนใจอยู่หลายประการครับ

ประการแรก หนังเรื่องนี้ถูกสร้างขึ้นในยุคที่สตูดิโอ Hollywood นิยมทำหนังย้อนยุค ลองไล่เรียงกันตั้งแต่ Ben-Hur (1959) , Spartacus (1960), Cleopatra (1963) , Jason and Argonauts (1963 ) หรือแม้แต่ Helen of Troy (1956) ภาพยนตร์เหล่านี้ถูกยกระดับให้เป็นหนังคลาสสิคไปแล้ว ประเด็นก็คือว่าสื่อภาพยนตร์นี้ล้วนมีอิทธิพลต่อการสร้างมุมมองประวัติศาสตร์จากตำนานให้กลายเป็นภาพเคลื่อนไหวได้สมจริงเสริมจินตนาการ

ท่านผู้อ่านลองคิดดูนะครับว่าหากเราอ่านเรื่อง Jason and Argonauts หรือ “อภินิหารขนแกะทองคำ” ฉากที่เจสันร่องเรือผ่านช่องแคบเล็กๆโดยมีเจ้าสมุทรโพไซดอน (ที่ไม่ใช่อาบอบนวดนะครับ) มาช่วยดันภูเขาไม่ให้ถล่มลงมานั้น มันช่างอลังการแค่ไหน เฉพาะฉากนี้ได้กลายเป็นสัญลักษณ์ของการใช้เทคนิคพิเศษหรือ Special effect ที่ทำให้คนดูหนังนั้นติดตาตรึงใจเป็นอย่างยิ่ง

ความน่าสนใจประการถัดมา ผมว่าหนังเรื่องนี้ได้ฉายให้เห็นภาพของคนโบราณเมื่อหลายพันปีมาแล้วโดยเฉพาะเรื่องราวของอารยธรรมอิยิปต์หรือเรียกอีกชื่อว่า “ไอยคุปต์” ผมรู้จักอารยธรรมนี้จากหนังสือต่วยตูนครับ เรื่องราวของ “ฟาโรห์” เรื่องราวของ “พิระมิด” เรื่องราวของ “มัมมี่” ยังมีมนต์ขลังให้คนรักประวัติศาสตร์ได้ตามอ่านกันต่อไป

นอกเหนือจากที่เราได้เห็นวัฒนธรรมของชนชาวอิยิปต์ซึ่งเคยเป็นศูนย์กลางโลกเมื่อหลายพันปีมาแล้ว เราก็ได้เห็นอารยธรรมของชาวยิวซึ่งในหนังของ Cecil B. Demille นั้นเรียกว่า “อิสราเอล” ด้วยความที่ชนชาวยิวตกเป็นทาสมาชั่วนาตาปี ทำให้พวกเขาเชื่อว่าจะมี “ผู้มาปลดปล่อย” ซึ่งคนๆนั้นก็คือ “โมเสส” นั่นเองครับ

ผมเชื่อว่าหลายท่านคงคุ้นหูกับชื่อของ “โมเสส” และเมื่อเราพูดถึงโมเสสอย่างแรกที่เราจะนึกถึง คือ “บัญญัติสิบประการ” ซึ่งหนังเรื่องนี้ได้ทำให้เราได้เห็นที่มาที่ไปของ “โมเสส” จากเจ้าชายอิยิปต์ผู้เก่งกาจกลับกลายเป็นผู้ปลดปล่อยชนชาวยิวจากการกดขี่ของอาณาจักรไอยคุปต์

ประเด็นที่ผู้กำกับชั้นบรมครูอย่าง Cecil B. Demille พยายามสื่อผ่านอภิมหากาพย์บนแผ่นฟิล์มนั้นอยู่ที่เรื่องของ “เสรีภาพความเป็นมนุษย์” ที่พระเจ้าเป็นคนประทานมาให้ครับ เหมือนที่ฉากแรกที่ Demille ออกมาตั้งคำถามว่าแท้จริงแล้ว มนุษย์เราเป็นเพียงสมบัติของรัฐ (Property of state) หรือเป็นมนุษย์ที่ได้รับเสรีภาพจากพระเจ้า

The Ten Commandments นับเป็นหนังเรื่องสุดท้ายของ Cecil B. Demille ทั้งนี้เขาเคยสร้างหนังเรื่องนี้มาครั้งหนึ่งเมื่อปี 1923 โดยสมัยนั้น The Ten Commandments เป็นหนังเงียบ ผมว่าเหตุผลหนึ่งที่ Cecil B. Demille เลือกกลับมาทำใหม่ให้มันอลังการกว่าเดิมน่าจะมาจาก “บารมี”ของเขานั่นเองนอกจากนี้ Cecil B. Demille ยังมีเชื้อสายยิวจากทางแม่ซึ่งน่าจะเป็นแรงบันดาลใจให้เขาทำหนังขึ้นเพื่อคารวะบรรพชนชาวยิว

The Ten Commandments ได้ถ่ายทอดให้เห็นถึงความยากลำบากของการเป็นทาสที่ชนชาวยิวเมื่อครั้งโบราณกาลต้องเผชิญ เหมือนที่ Stanley Kubrick ได้แสดงให้เห็นความเป็นทาสของ Spartacus ที่ถูกชาวโรมันข่มเหง เหมือนที่ Steven Spielberg ตั้งคำถามถึงความคิดของอเมริกันชนในอดีตเกี่ยวกับทาสแอฟริกันที่มาพร้อมกับเรือ Amistad

ผมตั้งข้อสังเกตในระหว่างที่ดูหนังมหากาพย์หลายเรื่อง สิ่งหนึ่งที่พบ คือ รูปแบบในการดำเนินเรื่องนั้นมีลักษณะคล้ายกัน คือ มีบทโหมโรง (Overture) ช่วงพักกลางเรื่อง (Intermission) และบทส่งท้าย ด้วยเหตุนี้เองดนตรีจึงเป็นองค์ประกอบสำคัญของหนังอิพิค

กลับมาที่ความน่าสนใจใน The Ten Commandments กันต่อครับ , Cecil B. Demille เองได้ทำให้ภาพของ “โมเสส” มีชีวิตขึ้นจริงโดยมี Charlton Heston รับบทเป็นโมเสส นอกจากนี้การฉายให้เห็นที่มาของแผ่นหินที่จารึกบัญญัติสิบประการนั้นก็ทำได้น่าดูชมโดยผ่านเสียงของ “พระเจ้าของชาวฮิบรู” ซึ่งเมื่อดูข้อบัญญัติทั้งสิบข้อแล้ว ปรากฏว่ามีหลายข้อที่คล้ายกับศีล 5 ของพระพุทธองค์ ไม่ว่าจะเป็น “จงอย่าฆ่าคน” จงอย่าประพฤติผิดลูกเมีย” “จงอย่าลักขโมย” “จงอย่าใส่ความนินทาว่าร้ายผู้อื่น” หรือ “จงอย่ามีความมักได้ในทรัพย์ผู้อื่น”

เราจะเห็นได้ว่าทั้ง “บัญญัติสิบประการ”และ “เบญจศีล” มีความคล้ายคลึงกันมากและสิ่งหนึ่งที่สำคัญ คือ การยึดหลักธรรมคำสอนมากกว่ารูปปั้นวัตถุบูชา เหมือนที่พุทธองค์ทรงดำรัสว่า “ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นเรา” เหมือนที่โมเสสบอกกับชาวยิวทั้งปวงว่า “จงยึดมั่นปฏิบัติตามบัญญัติสิบประการของพระเจ้าโดยไม่ต้องมีรูปเคารพบูชา”

ความลึกซึ้งที่ปรากฏในหนัง The Ten Commandments นั้นน่าจะเป็นอนุสติเตือนใจพวกเราชาวพุทธได้เหมือนกันนะครับว่าแท้จริงแล้ว “สาระนั้นสำคัญกว่ารูปแบบ” สาระที่บัญญัติในพระอภิธรรมคำสอนมีประโยชน์ต่อการดำเนินชีวิตมากกว่าการบูชาวัตถุมงคลโดยมุ่งเพียงร้องขอความสุขความเจริญให้กับตนเองเพียงอย่างเดียว

ความน่าสนใจประการสุดท้ายในหนังของ Cecil B. Demille นั้น ผมคิดว่าน่าจะเป็น “คำประกาศอิสรภาพของชาวยิวในศตวรรษที่ 20” ครับ หลังจากชาวยิวที่ต้องระหกระเหินมานานแสนนาน โดยส่วนตัวแล้วผมเชื่อว่านายทุนที่อยู่เบื้องหลังการสร้างหนังเรื่องนี้น่าจะมีชาวยิวอย่างน้อยหนึ่งคนบ้างล่ะ ทั้งนี้ต้องยอมรับนะครับว่าชาวยิวเป็นชาติที่น่าเห็นใจชาติหนึ่งเนื่องจากเป็นที่รังเกียจของชาวยุโรปและอาหรับมาตลอดประวัติศาสตร์มนุษยชาติ ถึงขนาดเคยโดนฆ่าล้างเผ่าพันธุ์(Holocaust)ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 มาแล้ว

อย่างไรก็ตาม “ความฉลาดและความเคี่ยว”ของยิวนั้นก็คงไม่เบาเหมือนกัน มิฉะนั้นพวกเขาคงไม่สามารถดำรงเผ่าพันธุ์จนก่อร่างสร้างชาติ “อิสราเอล” ให้เข้มแข็งมาจนทุกวันนี้ได้

The Ten Commandments น่าจะเป็นส่วนหนึ่งของการ “ดึงคนยิวกลับดินแดนพันธะสัญญา” ซึ่งปัจจุบันก็ยังพิพาทกันอยู่กับ “ปาเลสไตน์” เจ้าของดินแดนเดิม ทั้งนี้ประวัติศาสตร์ของชาวยิวยุคใหม่นั้นเพิ่งเริ่มต้นเมื่อปี 1948 นี้เองครับ

“อิสราเอล” กลายเป็นรัฐใหม่ที่ได้รับการยอมรับจากนานาชาติโดยเฉพาะชาติตะวันตก แต่สำหรับพวกอาหรับแล้วยิวคือศัตรูหมายเลขหนึ่งของพวกเขา

แนวคิดการสร้างชาติของอิสราเอลนั้นมีมานานแล้วนะครับโดยเฉพาะการก่อตั้ง “ขบวนการไซออน”ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นที่ดึงคนหนุ่มสาวชาวยิวมาช่วยกันสร้างชาติ จนกระทั่งมาประสบความสำเร็จในสมัยของ นาย David Ben- Gurion ซึ่งเป็นนายกรัฐมนตรีคนแรกของอิสราเอล

ว่ากันว่าในตอนนั้นชาวยิวอยากให้ “Albert Einstein” ไปเป็นประธานาธิบดีคนแรกของพวกเขา แต่ Einstien แกปฏิเสธครับ ดังนั้นตำแหน่งประธานาธิบดีหรือประมุขของประเทศจึงตกเป็นของ Dr.Chaim Weizmann ยอดนักวิทยาศาสตร์ชาวยิวอีกคนหนึ่ง

ทุกวันนี้ “ยิว” คงไม่ต้องเร่ร่อนระหกระเหินเหมือนบรรพชนในอดีตอีกแล้ว หนำซ้ำชาว ยิวกลับกลายเป็นผู้ทรงอิทธิพลในหลายต่อหลายวงการ ยกตัวอย่างเช่น ในแวดวงการเงินนาย George Soros ก็เป็นยิว ในวงการวิทยาศาสตร์ไม่มีใครไม่รู้จัก Albert Einstein ในวงการเศรษฐศาสตร์เรายังมียิวอัจฉริยะอย่าง Milton Friedman ในวงการภาพยนตร์ก็ยังมี Steven Spielberg ไงครับ

แต่เอ๊! วงการฟุตบอลที่ผมชอบล่ะ อ้อนึกออกแล้วครับ มีหนึ่งคนเป็นนักบอลนามว่า Yossie Benayoun แห่งทีมหงส์แดง ส่วนอีกคนเป็นผู้จัดการทีมฟุตบอลนามว่า Avram Grant ซึ่งเก่งหรือเปล่า ? นั้นลองถามแฟนทีมเชลซีได้นะครับ (ฮา)

Hesse004

Sep 23, 2007

ฤดูกาลที่แตกต่าง “หากไม่รู้จักเจ็บปวด ก็คงไม่ซึ้งถึงความสุขใจ”




เพลง “ฤดูที่แตกต่าง” หรือ Seasons change ของคุณบอย โกสิยพงษ์ ได้ออกอากาศตามรายการวิทยุประมาณปี 2538 และบทเพลงนี้เองได้ทำให้ชื่อของ บอย (คนเขียนเพลง)และ นภ พรชำนิ (นักร้อง) กลายเป็นที่รู้จักมากขึ้นในฐานะเจ้าพ่อเพลงรักและผู้ชายโรแมนติค

ผมคิดว่าทั้งภาษาและเนื้อหาที่ปรากฏในบทเพลง Seasons change นั้นจัดได้ว่าขึ้นหิ้งคลาสสิคตลอดกาลไปแล้วก็ว่าได้ครับ

ในอดีตที่ผ่านมาเพลงให้กำลังใจหลายต่อหลายเพลงมีความงดงามจับใจทั้งเนื้อหา และการเลือกใช้ถ้อยคำ อย่างเพลง “กำลังใจ” ของ Hope นั้นก็เป็นอีกเพลงหนึ่งที่ฟังเมื่อไรก็รู้สึกดีเสมอ หรือเพลง “คงจะมีสักวัน” และ “ตะกายดาว” ของ เต๋อ เรวัต ก็จัดเป็นเพลงปลอบประโลมชีวิตให้เดินต่อไปในยามที่รู้สึกท้อเช่นเดียวกับเพลง “เธอผู้ไม่แพ้” ของป๋าเบิร์ด ที่เคยเป็นเพลงสัญลักษณ์ใช้เปิดปลอบใจน้องๆผู้พลาดหวังจากการสอบ Entrance หรือเพลง “ Live and Learn” ของคุณบอย ที่ได้คุณกมลา สุโกศล แคลป์ป มาเป็นผู้ขับร้องก็จัดเป็นเพลงปลอบประโลมการชีวิตได้ดีอีกเพลงหนึ่ง

ไม่กี่วันมานี้ผมเพิ่งเจอสภาวะที่เรียกว่า “อารมณ์เป๋ๆ” กล่าวคือ อารมณ์ที่ไม่อยู่กับร่องกับรอยอันเนื่องมาจากความผิดหวังบางอย่างในชีวิต แม้จะไม่มากมายอะไรและยังพอมีโอกาสแก้ตัวได้บ้าง แต่มันก็ทำให้ช่วงเวลานั้นดูหม่นๆไป อย่างไรก็ดีผมเคยตั้งคำถามกับตัวเองว่า “เราเรียนรู้กับความผิดพลาด และผิดหวังได้มากน้อยแค่ไหนกัน”

โดยส่วนตัวแล้ว, ผมมีความเชื่อว่ามนุษย์เราเรียนรู้อะไรหลายๆอย่างจากความทุกข์ได้มากกว่าความสุขสมหวังครับ เพราะความผิดหวังจะทำให้เราได้กลับไปทบทวนและสำนึกดูเสียว่าที่ผ่านมานั้นมันเกิดความผิดพลาดอะไรขึ้นกับชีวิตเรา

ธรรมชาติมักเป็น “ครู” ที่ดีให้กับเราเสมอครับ หากเราใคร่สังเกตถึงความเปลี่ยนแปลงของฤดูกาลแล้ว เราจะเข้าใจสัจธรรมบางอย่างของ “ความเปลี่ยนแปลง” และ “ความไม่จีรังยั่งยืน” เพียงแต่ว่าเราจะเข้าใจกับรหัสต่างๆที่ธรรมชาติต้องการบอกเราได้มากน้อยแค่ไหน

“ฤดูที่แตกต่าง” ขึ้นต้นด้วยเนื้อร้องที่ว่า “อดทนเวลาที่ฝนพรำ อย่างน้อยก็ทำให้เราได้เห็นถึงความแตกต่าง เมื่อวันเวลาที่ฝนจาง ฟ้าก็คงสว่างและทำให้เราได้เข้าใจว่ามันคุ้มค่าแค่ไหนที่เฝ้ารอ”

ผมตั้งขอสังเกตว่ามนุษย์เรามักผูกพันกับ “ฤดูฝน” มากกว่าฤดูใดๆส่วนหนึ่งเพราะฝนทำให้เกิดน้ำและความอุดมสมบูรณ์แต่ในมุมกลับกันฝนได้สร้างความยากลำบากให้กับมนุษย์ ฝนมักมาพร้อมพายุและฟ้าร้องซึ่งเรามักมองว่าสิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นอุปสรรคต่อการดำเนินชีวิต อย่างไรก็ตามเราไม่สามารถควบคุมปรากฏการณ์ฝนตก ฟ้าร้อง (อาจจะรวมถึงผู้หญิงจะคลอดลูก) ได้ ด้วยเหตุนี้เองที่มนุษย์เรายังด้อยกว่าธรรมชาติอยู่วันยังค่ำ

“อย่าไปกลัวเวลาที่ฟ้าไม่เป็นใจ อย่าไปคิดว่ามันเป็นวันสุดท้าย” หลายต่อหลายหนที่เราเหมือนจะพ่ายแพ้ หรือไม่ประสบความสำเร็จซึ่งดูเหมือนโลกของเราแทบจะสูญสลายไปต่อหน้า บางคนบอกว่ามันไม่ได้เป็น “The end of the world” บางคนบอกว่า “ท้อแท้ได้แต่อย่าท้อถอย” บางคนบอกว่า “พรุ่งนี้ยังมี” ที่กล่าวมาทั้งหมดนั้นเป็นคำให้กำลังใจให้คิดถึงวันใหม่ที่ดีกว่า

มันก็เป็นเช่นนั้นเอง “ประเดี๋ยวก็รุ่งเรืองประเดี๋ยวก็ร่วงโรย” ไอ้คำว่า “ประเดี๋ยว”เนี่ยมันก็เห็นภาพดีเหมือนกันนะครับว่าไม่นาน นั่นก็แสดงว่าเราจะสุขก็คงสุขไม่นาน เราจะทุกข์ก็ทุกข์กันไม่นาน

เพื่อนสนิทผมมันเคยเตือนผมว่า “ให้ประคองตัวเองไปให้ได้ เพราะความเศร้าที่เราเผชิญอยู่นี้เดี๋ยวมันก็ผ่านไป” ซึ่งผมคิดว่าจริงอย่างที่เพื่อนมันพูด

หลายต่อหลายครั้งเวลาที่ผู้ใหญ่ท่านปลอบใจเราประมาณว่า “อย่าไปเอาอะไรกับมันมาก เดี๋ยวมันก็ดีเอง” คำพูดเหล่านี้หากเราคิดกันให้ดีๆมันแสดงให้เห็นถึง “ความเติบใหญ่” (Maturity) ของคนที่ผ่านชีวิตจนเข้าใจอะไรบางอย่างเหมือนที่โบราณว่าไว้ “ผ่านร้อนผ่านหนาว” ซึ่งก็อิงกับฤดูกาลอีกเหมือนกัน

สุดท้ายผมคิดว่ากำลังใจที่ดีที่สุดในการปลอบประโลมเวลาเราทุกข์ใจ คือ กำลังใจจากตัวเราเองครับ เพราะหากเราผ่านวันที่เลวร้ายเหล่านั้นไปได้ เราจะรู้สึกว่าตัวเองเข้มแข็งและอดทนอย่างประหลาด มันเหมือนได้รับการฉีดวัคซีนกันทุกข์ไปเรียบร้อยแล้วซึ่ง “หากไม่รู้จักเจ็บปวดก็คงไม่ซึ้งถึงความสุขใจ”ใช่มั๊ยครับ

Hesse004

Sep 4, 2007

"13 เกมสยอง" ทุนนิยมกินคน





กระบวนภาพยนตร์ที่สื่อสารให้เห็น “สันดานดิบ” ของมนุษย์นั้น คงต้องกล่าวถึง Se7en (1995)ของ David Fincher ที่นำเสนอสารได้อย่างน่าสนใจอีกทั้งยังแหวกผ่านรูปแบบการทำหนังในช่วงทศวรรษที่ 90 ด้วยการหยิบประเด็นบาปทั้ง 7 ของคริสเตียนมาถ่ายทอดให้เราเห็นกิเลสหนาๆของมนุษย์

สำหรับหนังไทยนั้น, งานของ “มะเดี่ยว” ชูเกียรติ ศักดิ์วีระกุล กับเรื่อง “13 เกมสยอง” (2548) นับว่าทำได้ดีเลยทีเดียวครับ โดยเฉพาะเนื้อหาที่ผู้กำกับต้องการจะสื่อ นอกจากนี้แล้วการแสดงของ กฤษฎา สุโกศล แคลปป์ หรือ น้อย วงพรู นั้นจัดว่ามีพลังและทำให้หนังเรื่องนี้น่าติดตามได้ไม่น้อย

13 เกมสยองหรือ 13 Beloved สร้างขึ้นจากพล็อตเรื่องการ์ตูนไทยของ “เอกสิทธิ์ ไทยรัตนะ” หนังพูดถึง “ภูชิต พึ่งนาทอง” ชายหนุ่มลูกครึ่งไทยฝรั่ง ยึดอาชีพเป็นเซลล์ขายเครื่องดนตรีโดยบุคลิกแล้วภูชิตดูเหมือนเป็นคนติ๋มๆ อ่อนโยน ใจเย็น ไม่เอารัดเอาเปรียบใคร มีชีวิตอยู่ในสังคมทุนนิยมเมืองซึ่งมีสภาพไม่ต่างอะไรไปจากป่า หากแต่เป็น “ป่าคอนกรีต” ที่มนุษย์ผู้แข็งแรงกว่ามักเอาเปรียบมนุษย์ที่อ่อนแอกว่าอยู่เสมอ

หนังบอกเล่าถึงความ “ซวย”ของภูชิต ตั้งแต่ถูกเพื่อนรุ่นพี่เอาเปรียบขายของตัดหน้า จนเป็นสาเหตุให้เขาถูกไล่ออกจากงาน เท่านั้นไม่พอครับ พี่แกยังถูกFinanceยึดรถเสียอีก แถมถูกแฟนทิ้ง มีปัญหาหนี้สินบานตะไท ปัญหาต่างๆที่มารุมเร้าภูชิตไม่ผิดอะไรกับ “แมลงวัน” ที่มาวนเวียนสร้างความรำคาญให้กับเขาและนี่เองที่หนังกำลังจะเปิดให้เห็น “สันดานดิบ” ของมนุษย์คนหนึ่งที่เหมือน “หมาจนตรอก” และยอมทำทุกทางเพื่อเงิน

ผมขออนุญาตไม่เล่าเรื่อง “เกม” ทั้ง 13 เกมที่ภูชิตจะต้องเล่นเพราะหากเล่าไปคงจะเสียอรรถรสในการดูหนังเรื่องนี้ และหลังจากที่ผมดูหนังเรื่องนี้จบลง ผมรู้สึกถึงคำพูดหนึ่งที่ว่า “สุดท้ายแล้ว ทุนนิยมมักจะกลืนกินตัวมันเอง” ผมไม่แน่ใจว่าไปอ่านพบมาจากหนังสือเล่มไหน แต่อย่างไรก็แล้วแต่ผมกลับเห็นว่า “ทุนนิยมนั้นมันกินคนเป็นอาหารครับ”

ภาพของนายภูชิต ที่น้อยนำแสดงนั้น เป็นตัวแทนของมนุษย์เงินเดือนอย่างเราๆท่านๆรวมทั้งผมคนหนึ่งด้วยครับ มีคำพูดหลายคำในหนังที่สะท้อนให้เห็นความฝันของมนุษย์เงินเดือน เช่น ปีนี้จะได้โบนัสเท่าไรนะ จะมีโอกาสขยับเป็นหัวหน้างานหรือเปล่า

มีครั้งหนึ่งที่ผมเคยหลงใหลได้ปลื้มไปกับปรัชญาของ Marxist ครับ โดยเชื่อในพลังของชนชั้นกรรมาชีพ เชื่อในความเสมอภาคและความเป็นธรรมในการกระจายทรัพย์สิน แต่ความหลงใหลได้ปลื้มของผมได้หดหายไปเมื่อผมเริ่มพบว่าโลกของความเป็นจริงนั้นไม่ได้บริโภคอุดมการณ์เป็นภักษาหาร ด้วยเหตุนี้เองตำราของนาย Marx อย่าง Das Capital และ Communist Manisfesto จึงถูกยัดเก็บนอนนิ่งอยู่ด้านในสุดของชั้นหนังสือ

แม้ว่าทุนนิยมหรือ Capitalism นั้นจะทำให้มนุษย์อย่างเราๆสุขสบายแต่มันกลับพรากอะไรบางอย่างในตัวเราไป ไอ้อะไรบางอย่างที่ว่านี้ ผมไม่แน่ใจว่าเป็น “จิตวิญญาณ”หรือเปล่า เพราะบ่อยครั้งที่โลกทุนนิยมคำนึงถึง “เงิน” เป็นตัวตั้งเสมอ และสิ่งที่ตามมาคือ “การหาเงิน”ซึ่งบางครั้งก็ไม่สนใจว่ามันจะได้มาด้วยวิธีการใด

ข้อถกเถียงในเรื่องเงินนั้น นักเศรษฐศาสตร์สำนัก Classic บอกว่า Money is medium exchange. พูดง่ายๆก็คือ เงินเป็นแค่สื่อกลางในการแลกเปลี่ยนเท่านั้น แม้ว่าพลพรรค Keynesian จะมองว่าเงินทำหน้าที่ทั้งเป็นสื่อกลาง แต่ก็ยังเก็งกำไรได้ด้วย อีกทั้งถือไว้ยามฉุกเฉินแต่สถานภาพของเงินในทัศนะของพวกเขาก็ดูจะไม่ค่อยให้ความสำคัญเท่าใดนัก ผิดกับแนวคิดของ Monetarism ภายใต้การนำของ Milton Friedman ที่มองว่า “Money is matter” หรือ เงินนั้นมีความหมายเลยทีเดียว

จะเห็นได้ว่าทัศนคติต่อเงินของนักเศรษฐศาสตร์แต่ละสำนักมีไม่ตรงกันเลยนะครับ แต่จุดร่วมกันของมนุษย์ไม่ว่าจะเป็นนักเศรษฐศาสตร์หรือไม่เป็นนักเศรษฐศาสตร์นั้นต่างก็เชื่อว่า “เงินนั้นสำคัญ”หรือ Money is important. บางทีอาจจะต่อด้วยซ้ำว่า “เงินนั้นเป็นสิ่งจำเป็น” Money is essential.

13 เกมสยอง ของ คุณมะเดี่ยว ได้สะท้อนภาพบิดบูดของสังคมเมืองหลวงที่แม้พัฒนาวัตถุไปเสียไกลโข แต่จิตใจกลับไม่พัฒนาแถมยังถดถอยอีกต่างหาก สังเกตได้จากเกมที่เอามาให้เล่น ผมคิดว่า“ความเห็นแก่ตัว” กำลังจะกลายเป็นทูตของพระเจ้าองค์ใหม่ นั่นคือ “เงิน” เพราะความเห็นแก่ได้นี้เองที่เชื้อเชิญให้มนุษย์เข้ามากอบโกยอะไรก็ได้ที่แปลงเป็น “เงิน”ได้โดยไม่ต้องคิดถึงความผิดชอบชั่วดี (หิริโอตัปปะ)

ชั่วชีวิตของผมคงไม่ได้เห็นพัฒนาการของทุนนิยมได้มากไปกว่านี้แน่นอนครับ ผมเชื่อเหลือเกินว่าในอนาคตอันใกล้นี้หลายประเทศจะถูกบีบให้เลือกเดินตามเส้นทางระบบทุนนิยม โลกอีกร้อยปีข้างหน้าเราอาจเห็นตลาดหุ้นร่างกุ้ง ในเมียนมาร์ กำลังทำสถิติทะลุ 1,000 จุด หรือไม่งั้นเราอาจได้ยินข่าวการเปิดการค้าเสรีระหว่างรัฐบาลสหรัฐกับรัฐบาลภูฎาน ซึ่งอะไรๆก็เป็นไปได้ทั้งนั้นนะครับกับทุนนิยมกินคนแบบนี้

Hesse004

Aug 27, 2007

กบนอกตำรากับเศรษฐศาสตร์ว่าด้วยป่าชายเลน





รายการ “กบนอกกะลา” ของค่ายทีวีบูรพา นับว่าเป็นรายการที่สร้างสรรค์รายการหนึ่งในยามที่บ้านเราขาดแคลน “สาระ”บนหน้าจอทีวี

ผมเชื่อว่าเราทุกคนก็เหมือน “กบ” ตัวหนึ่งแหละครับที่ส่วนใหญ่ยังหมกอยู่ในโลกของเราเองทั้งงานที่ทำหรือวิชาที่เรียน แม้ว่าบ่อยครั้งเราอยากจะออกจากกะลาใบนี้เสียเหลือเกินแต่ด้วยเหตุผลต่างๆนานาที่ทำให้เราไม่สามารถหนีจากโลกใบเดิมไปได้โดยเฉพาะอย่างยิ่งเหตุผลเรื่อง “เวลา”

นับแต่สิงหาคมปีที่แล้ว จวบจนวันนี้ ผมเองก็ไม่ต่างอะไรจาก “กบ”(อาจเข้าขั้นอึ่งอ่างด้วยซ้ำ) ตัวหนึ่งที่กระโดดโหยงเหยงไปมาในโลกใบใหม่ที่เต็มไปด้วยตัวอักษรทางเศรษฐศาสตร์ จนแทบจะเรียกได้ว่าผมเหมือนกบตัวหนึ่งที่อยู่ในตำรา (เศรษฐศาสตร์) อย่างไรก็ตามผมยังมีความสุขดีกับกะลาอันนี้อยู่ครับ

กลับมาเรื่องที่จั่วหัวไว้ครับ , เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมาผมมีโอกาสไปเยือนเมืองสมุทรสงครามด้วยวัตถุประสงค์ไปดูพื้นที่ป่าชายเลน 5,000 กว่าไร่ที่ ตำบลคลองโคน อำเภอเมือง ผมขอสารภาพอย่างหนึ่งครับว่า ผมไม่ได้มีความสนใจในเรื่องป่าชายเลน(Mangrove forest) สักเท่าไรนัก เหตุผลก็คือมันเป็นเรื่องไกลตัวเสียเหลือเกินสำหรับนักเรียนเศรษฐศาสตร์เช่นผมครับ อย่างไรก็ตามประสบการณ์เมื่อวานนี้ทำให้ “กบในตำรา” อย่างผมเริ่มเข้าใจอะไรบางอย่างระหว่างธรรมชาติและมนุษย์

กล่าวกันว่าวิชาเศรษฐศาสตร์เป็นเรื่องของการเลือกตัดสินใจที่จะจัดสรรทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดเพื่อก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด หากพูดกันตามนิยามก็ดูเหมือนง่ายดีนะครับ แต่พอลงมือปฏิบัติจริงกลับกลายเป็นว่า มนุษย์เนี่ยแหละครับที่ถลุงใช้ทรัพยากรที่มีจำกัดอย่างไม่บันยะบันยัง ด้วยเหตุนี้เองเราจึงต้องกับเผชิญปรากฏการณ์โลกร้อน (Global Warming) ทั้งๆที่เคยมีคนพูดถึงเรื่องปรากฏการณ์เรือนกระจก (Green House Effect) มาเกือบ 20 ปีแล้ว แต่มนุษย์อย่างเราๆก็ยังหูทวนลมกันอยู่ครับ

ผมนึกถึงหนังการ์ตูนAnimation ญี่ปุ่นของสตูดิโอGhibli เรื่อง Princess of Mononoke ผลงานของ Hayao Miyazaki การ์ตูนเรื่องนี้กล่าวถึงป่าที่กำลังจะสูญหายไปด้วยน้ำมือของมนุษย์โดยสื่อผ่าน“วิญญาณแห่งป่า” (Spirit of forest) ได้อย่างเป็นรูปธรรมมากครับ ผมว่าวิธีการถ่ายทอดแบบนี้น่าจะทำให้เด็กๆเข้าใจความสำคัญของธรรมชาติมากขึ้นไม่ว่าจะเป็น ป่าไม้ หรือ สัตว์ป่า เหมือนที่คนโบราณพูดถึงเรื่อง “เจ้าป่าเจ้าเขา” ทั้งหลายทั้งปวงนี้ก็เพื่อให้มนุษย์พึงสังวรถึงความสำคัญของธรรมชาติ

ผมพาท่านผู้อ่านไปเสียไกลเลยครับ , วกรถกลับมาที่สมุทรสงครามกันต่อดีกว่า คณะผู้สังเกตการณ์ครั้งนี้ส่วนใหญ่เป็นนักเรียนเศรษฐศาสตร์ครับ อย่างที่กล่าวไปข้างต้นว่าวัตถุประสงค์สำคัญของการเดินออกจากตำราครั้งนี้ คือ ไปดูพื้นที่ป่าชายเลนนอกจากนี้พวกกระผมยังมีโอกาสได้นั่งเรือออกไปปลูกป่าโกงกาง ป่าแสม กันด้วย

ตำบล “คลองโคน” เป็นตำบลหนึ่งในเมืองสมุทรสงครามครับ ใครจะไปรู้ว่าตำบลเล็กๆแห่งนี้มีโครงการอนุรักษ์และปลูกป่าชายเลนมา 16 ปี แล้ว คณะของเรามีโอกาสได้คุยกับผู้ใหญ่บ้านหมู่ 7 ลุงผู้ใหญ่แกดูท่าทางใจดี และเป็นมิตรมากครับ แกเล่าให้พวกเราฟังว่าแต่เดิมนั้นบริเวณแห่งนี้มีการเลี้ยงกุ้งเลี้ยงหอยแครงกันตามธรรมชาติ ต่อมากระแสเลี้ยงกุ้งกุลาดำบูมประมาณปี 2528 – 2531 ชาวบ้านก็แห่มาเลี้ยงกุ้งกุลาดำเพราะขายได้ราคาดี แต่ผลของการทำนากุ้งปรากฏว่ามีการใช้สารเคมีทำให้เกิดสารพิษตกค้างส่งผลต่อสภาพนิเวศน์ที่เคยมีอยู่เริ่มสูญเสียไป ชั่วระยะเวลาไม่ถึง 5 ปี สภาพแวดล้อมของหมู่บ้านก็เปลี่ยนไป นอกจากนี้ยังมีการหักร้างถางพงป่าชายเลนเพื่อแปลงมาเป็นนากุ้งกุลาดำ ท้ายที่สุดเมื่อทุกอย่างแย่ลง ฟองสบู่การทำนากุ้งกุลาดำแตก ชาวบ้านเริ่มเห็นความสำคัญของพื้นที่ป่าชายเลนที่หายไป พวกเขาจึงเริ่มต้นปลูกป่าชายเลนกันใหม่เมื่อปี 2533 ครับ

ในระหว่างที่ฟังผู้ใหญ่บ้านบรรยาย, ผมยืนจดข้อมูลและคิดไปถึงเรื่องที่อ่านในตำรา Narural Resource Economics (2005)ของ Professor Barry C. Field ซึ่งแกเขียนไว้ในเรื่อง Marine resource ว่าประเด็น Open access หรือ การที่ใครก็ได้สามารถเข้าไปแสวงหาประโยชน์จากทรัพยากรทางทะเลมีส่วนทำให้สภาพแวดล้อมทางทะเลถูกทำลาย โดยเฉพาะจำนวนปลาเริ่มลดน้อยถอยลง สำหรับที่ คลองโคนแล้วปัญหาที่ชาวบ้านพบ คือ ระบบนิเวศน์ของที่นี่ได้ถูกทำลายไปเนื่องจากชาวบ้านบุกรุกพื้นที่ป่าชายเลนเพื่อทำนากุ้งกุลาดำ แต่ก็น่าดีใจนะครับที่ชาวบ้านเริ่มตระหนักถึงเรื่องนี้และช่วยกันปลูกป่าชายเลนให้กลับมาใหม่อีกครั้ง แถมยังได้แรงเชียร์จากนักท่องเที่ยวตลอดจนคนรักธรรมชาติมาช่วยกันปลูกป่าให้ที่นี่จนวันนี้มีพื้นที่ป่ากว่า 5,000 ไร่แล้ว

ผมว่าตราบใดที่มนุษย์อยู่ร่วมกับธรรมชาติได้ ความร่มเย็นก็จะกลับคืนมา แต่หากวันใดที่ธรรมชาติเริ่มเกลียดชังมนุษย์แล้ว มนุษย์ตัวเล็กๆอย่างเราคงอยู่บนโลกใบนี้ไม่ลำบากแน่

อย่างไรก็ตามสิ่งที่น่าคิดหลังจากที่ผมมีโอกาสคุยกับท่านอาจารย์ที่พาเราไปดูงานครั้งนี้ คือ อาจารย์ท่านให้ข้อสังเกตว่า ในฐานะนักเศรษฐศาสตร์เราจะรู้ได้อย่างไรว่าพื้นที่ป่าชายเลนกับพื้นที่ทำกินของชาวบ้านนั้นมันควรอยู่ในสัดส่วนหรือปริมาณเท่าไรจึงจะสมดุล พูดแบบนักเศรษฐศาสตร์ คือ จุดไหนที่มันจะ Optimize ระหว่างพื้นที่ป่าชายเลนกับพื้นที่ทำกินของชาวบ้าน แม้ว่าป่าชายเลนจะเป็นแหล่งอนุบาลสัตว์น้ำทะเลได้ดี และก่อประโยชน์มากมาย แต่อย่าลืมว่าชาวบ้านก็ยังต้องทำมาหากินกับท้องทะเลอยู่

ก่อนหน้านี้วิชาเศรษฐศาสตร์สอนให้เราหาจุดสมดุลระหว่างมนุษย์ด้วยกันเอง ทั้งผู้บริโภค กับ ผู้ผลิต หรือ รัฐ กับเอกชนแต่นัก เศรษฐศาสตร์ยังไม่สามารถหาจุดสมดุลระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติได้เลยครับ เพราะมนุษย์นั้นไม่รู้หรอกครับว่าเราควรจะขอหรือใช้ทรัพยากรธรรมชาติมากน้อยแค่ไหน เพราะธรรมชาติไม่มีปากบอกเราว่า “เฮ้ยพอแล้ว พวกมึงเอาจากกูมากเกินไปแล้ว” บ่อยครั้งที่ความพิโรธของธรรมชาตินั่นแหละถึงจะทำให้มนุษย์เริ่มรู้แล้วว่าท่านไม่ยินดีที่จะให้เราเอาอะไรไปมากกว่านี้แล้ว

Hesse004

Aug 21, 2007

“พระเจ้าปราสาททอง กับ ดอนไมเคิล คาร์ลิโอเน่”



ไม่กี่วันมานี้ผมมีโอกาสได้อ่านหนังสือในเครือของศิลปวัฒนธรรม ฉบับพิเศษ เรื่อง การเมือง “อุบายมารยา”แบบ Machiavelli ของพระเจ้าปราสาททอง ซึ่งระหว่างที่อ่านนั้นผมรู้สึกเพลิดเพลินไปกับอรรถรสทางวิชาการที่อาจารย์สมบัติ จันทรวงศ์เขียนไว้โดยท่านอาจารย์ได้เขียนเรื่องนี้ไว้ตั้งแต่ปี 2519 จะว่าไปแล้วท่านอาจารย์สมบัตินับเป็นผู้หนึ่งที่สนใจและเชี่ยวชาญกับความคิดของ Machiavelli เลยทีเดียว

Niccolo Machiavelli นับเป็นนักปรัชญาการเมืองสมัยใหม่คนสำคัญที่เหล่านักเรียนรัฐศาสตร์ทั้งหลายต้องคุ้นชื่อกับหนังสือเล่มดังของเขาอย่าง The prince สำหรับหนังสือเล่มนี้นั้นผมซื้อมานานแล้วครับแต่ยังไม่มีโอกาสได้อ่านอย่างเป็นจริงเป็นจังสักที กล่าวกันว่า The prince ของ Machiavelli นั้นจัดอยู่ในคู่มือของผู้ปกครองที่รักอยากจะเป็นทรราชย์ (Tyrant)

ผมตั้งข้อสังเกตเป็นการส่วนตัวว่าบรรดาเหล่าคู่มือของนักปกครองตามวิธีคิดของโลกตะวันออกดูจะปลูกคุณธรรมได้ดีกว่าโลกตะวันตก โดยเฉพาะเรื่องธรรมราชาและทศพิศราชธรรม หรือแม้กระทั่งปรัชญาขงจื๊อที่สอนให้ผู้ปกครองตั้งอยู่ในศีลในธรรมมากกว่าจะขวนขวายแสวงหาอำนาจ

หลังจากที่ผมอ่านหนังสือชื่อยาวเล่มที่ว่านี้จบลง ภาพของ “สมเด็จพระเจ้าปราสาททอง” กับ ภาพของ "ดอนไมเคิล คาร์ลิโอเน่” ได้ผุดขึ้นในหัวของผมทันใด แม้ว่าบุคคลทั้งสองจะอยู่ในช่วงเวลาที่ต่างยุคต่างสมัยกัน แถมดอนไมเคิล แห่ง The Godfather ยังเป็นเพียงตัวละครในจินตนาการของ Mario Puzo อีก แต่ทั้งสองนั้นกลับมีอะไรที่ละม้ายคล้ายกันโดยเฉพาะเรื่องของการรักษาไว้ซึ่งอำนาจ

รุ่นพี่คนหนึ่งเคยถามผมว่าสิ่งที่ยากที่สุดของการมีอำนาจคืออะไร? ผมตอบไปว่าการรักษาอำนาจนั้นให้ยาวนานที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่พี่คนนั้นกลับมองว่า การลงจากอำนาจที่เป็นสิ่งที่ยากกว่า ผมเชื่อเหมือนที่หลายๆท่านเชื่อว่าอำนาจเหมือนยาเสพติด ยิ่งเสพแล้วยิ่งติด ยิ่งนานยิ่งยากที่จะปล่อยวาง มันเหมือนที่โฟรโด้ใน Lord of the ring พะว้าพะวังลังเลที่จะถอดแหวนนั้นโยนลงสู่เปลวเพลิงในภาคจบ

ท่านผู้อ่านที่สนใจประวัติศาสตร์การเมืองไทยในสมัยกรุงศรีอยุธยานั้น ผมแนะนำให้ลองอ่านหนังสือของเหล่ากูรูทางประวัติศาสตร์ไทยตั้งแต่ กรุงศรีอยุธยาของเรา ของท่านอาจารย์ศรีศักร วัลลิโภดม , ประวัติศาสตร์อยุธยาของท่านอาจารย์ชาญวิทย์ เกษตรศิริ , การเมืองไทยสมัยพระนารายณ์ของท่านอาจารย์นิธิ เอี่ยวศรีวงศ์ และ ศรีรามเทพนคร ซึ่งรวมบทความประวัติศาสตร์ในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนต้น

กลับมาที่เรื่องพระเจ้าปราสาททองต่อครับ , จะว่าไปแล้วการสถาปนาราชวงศ์ปราสาททองนั้นเกิดขึ้นจากการปราบดาภิเษกของ ออกญากลาโหม (พระเจ้าปราสาททอง)เมื่อปี พ.ศ.2172 ลองย้อนอดีตกันสักนิดดีมั๊ยครับว่าหลังแผ่นดินสมเด็จพระนเรศวรแล้วสมเด็จพระเอกาทศรศทรงขึ้นครองราชย์ต่อในราชวงศ์สุโขทัย อย่างไรก็ตามเมื่อสมเด็จพระเอกาทศรศเสด็จสวรรคต ตามกฏมณเฑียรบาลจะต้องอัญเชิญพระอนุชาธิราชขึ้นเสวยราชย์ แต่การณ์กลับเป็นว่าเกิดการรัฐประหารของพระเจ้าทรงธรรมทำให้สายสกุลของสมเด็จพระเอกาทศรศสูญเสียราชบัลลังก์ไป อย่างไรก็ตามเมื่อใกล้สิ้นแผ่นดินพระเจ้าทรงธรรม ก็ปรากฏปัญหาในการสืบสันตติวงศ์อีกเมื่อพระเจ้าทรงธรรมมีพระราชประสงค์ให้พระโอรสวัย 15 ชันษา นามว่าพระเชษฐาธิราช ขึ้นครองราชย์ทั้งที่สิทธิ์จะต้องตกอยู่ที่พระศรีศิลป์อันเป็นพระอนุชา

ประวัติศาสตร์การฆ่าฟันกันช่วงนี้นับว่าซับซ้อนและมีกลอุบายที่แยบยลมากครับโดยเฉพาะออกญากลาโหมซึ่งกลายเป็นกำลังสำคัญในการกำจัดพระศรีศิลป์และค้ำบัลลังก์ให้กับพระเชษฐาธิราช แต่หลังจากนั้นไม่นานออกญากลาโหมก็ทำรัฐประหารด้วยการสำเร็จโทษพระเชษฐาธิราชและตั้งพระอาทิตยวงศ์ซึ่งเป็นเด็กอายุเพียง 10 ขวบขึ้นครองบัลลังก์กรุงศรีอยุธยา และท้ายที่สุดออกญากลาโหมก็ได้กระทำการปราบดาภิเษกด้วยการสำเร็จโทษ (อีกครั้ง) กับกษัตริย์องค์น้อยนี้และ สถาปนาราชวงศ์ปราสาททองขึ้นในปี พ.ศ.2172

ความสนุกของประวัติศาสตร์อยู่ที่การมองเห็นอุบายมารยาอย่างที่ท่านอาจารย์สมบัติพยายามสื่อ หลายต่อหลายครั้งที่เราพบว่าการแสวงหาอำนาจนั้นไม่ได้มาเพราะโชคอำนวยหากแต่เป็นเรื่องของการใช้กลวิธีและอุบายอันรวมถึงจริตมารยาต่างๆนานาของมนุษย์เพื่อที่จะให้ได้มาซึ่งอำนาจ พระเจ้าปราสาททองนั้นมีคุณสมบัติคล้ายกับโจโฉอย่างหนึ่ง คือ ไม่ไว้ใจคนแม้กระทั่งคนใกล้ตัวที่ช่วยกันล้มฐานอำนาจเดิม การไม่ไว้ใจคนของพระองค์ทำให้พระองค์สามารถรักษาอำนาจได้ยาวนานถึง 27 ปี

ในหนังสือจดหมายเหตุของนายวันวลิต (Jeremias Van Vilet) นั้นได้กล่าวถึงคุณสมบัติของพระเจ้าปราสาททองในการขึ้นสู่อำนาจและรักษาอำนาจไว้ว่า “เป็นหลายศตวรรษทีเดียวที่ไม่เคยมีกษัตริย์สยามพระองค์ใด ขึ้นครองบัลลังก์อย่างกล้าหาญชาญชัย มีความระแวดระวังเป็นเยี่ยมหรือมีอุบายหลักแหลมมาก เช่นกษัตริย์พระองค์นี้”

คราวนี้มาดู ดอนไมเคิล คาร์ลิโอเน่ (Don Michale Corleone)ใน The Godfather กันบ้างครับ ถ้าท่านผู้อ่านมีโอกาสได้อ่านหนังสือหรือดูหนังเรื่องนี้ สิ่งหนึ่งที่เราน่าจะคิดคล้ายๆกัน คือ ไมเคิล คาร์ลิโอเน่ นั้นมีความเหี้ยมและเลือดเย็นอยู่ในตัวเองเพียงแต่ยังไม่แสดงออกตราบใดที่ยังไม่ถูกกระตุ้น ผมว่าจุดที่ทำให้ ไมเคิล เปลี่ยนไปเป็นคนละคนน่าจะเป็นตอนที่เขาเห็นว่าศัตรูของดอนวีโต้ คาร์ลิโอเน่ ผู้เป็นพ่อ นั้นเตรียมพร้อมจะเล่นงานตระกูลเขาชนิดเหยียบกันให้ตาย ด้วยเหตุนี้เองถ้าไม่อำมหิตแน่นอนว่าเขาและคนอื่นๆในครอบครัวย่อมไม่สามารถอยู่รอดได้

ดอน ไมเคิล คาร์ลิโอเน่ นับเป็นตัวอย่างหนึ่งของผู้นำที่เก่ง ฉลาด รอบคอบแต่ไม่มีความสุขในชีวิต เพราะทุกก้าวย่างของเขานั้นล้วนต้องครุ่นคิดอยู่ตลอดเวลา จะว่าไปแล้วบรรดาคนที่ขึ้นไปขี่หลังเสือทั้งหลายนั้นยากยิ่งนักที่จะรอดร่วงลงมาให้เสือมันไม่ตะปปกิน เว้นแต่ว่าคนเหล่านั้นจะเข้าใจว่าอำนาจมีความเสื่อมของมันและกล้าที่จะพูดอย่างบริสุทธิ์ใจว่า “พอแล้ว”

ประวัติศาสตร์บางครั้งมันก็ไม่โกหกเราหรอกครับ แม้ว่าคนเขียนประวัติศาสตร์จะแอบแต่งเสริมเติมแต่งข้อความบางคำลงไปในเรื่องราวบ้าง แต่สิ่งสำคัญของมนุษย์อย่างเราๆก็คือจะรู้จักเรียนรู้ข้อคิดประวัติศาสตร์นั้นได้มากน้อยเพียงใด ก็เพื่อวันหน้า “ประวัติศาสตร์จะไม่ซ้ำรอยเดิม”ครับ

Hesse004

Aug 15, 2007

Cinema Paradiso ดึงความทรงจำจากลิ้นชักใบเดิม


ผมเชื่อว่าความประทับใจของคนเรานั้นมักเกิดขึ้นในรูปแบบที่เรียกว่า “At First Sight” หรือเข้าทำนองว่า “รักแรกพบ” ความประทับใจมักก่อให้เกิดความทรงจำที่ดีกับเราจนอาจกล่าวได้ว่าทุกครั้งที่หวนรำลึกความประทับใจเหล่านี้ เรามักจะอิ่มเอมอยู่เสมอ

สำหรับหัวเรื่องที่ผมจั่วไว้นั้น, ผมเชื่อว่าคอหนังอาร์ตย่อมคุ้นเคยกับชื่อCinema Paradiso เป็นอย่างดี และผมยังเชื่ออีกว่าท่านผู้อ่านหลายท่านอาจจะดูหนังเรื่องนี้มากกว่า 2 รอบ แล้วด้วยซ้ำ Cinema Paradiso เป็นผลงานสร้างชื่อให้กับผู้กำกับอิตาเลียนนามว่า Giuseppe Tornatore ขณะเดียวกันหนังเรื่องนี้ยังตอกย้ำให้เห็นถึงอัจฉริยภาพทางดนตรีของ Ennio Morricone ที่ทำให้ดนตรีประกอบภาพยนตร์เรื่องนี้สร้างอรรถรสที่รื่นรมย์ทุกครั้งที่ได้ยิน ผมขอสารภาพกับท่านผู้อ่านครับว่า ผมฟังเพลง Cinema Paradiso เกือบจะทุกวันเลยครับ

ว่ากันว่าCinema Paradiso กลายเป็นภาพยนตร์ในดวงใจของใครหลายคน ในหนังสือเรื่องอ่านชีวิตบนแผ่นฟิลม์ (2547)ของอาจารย์เสรี พงศ์พิศ นั้น ท่านอาจารย์เสรีได้เขียนเล่าเรื่องนี้และให้แง่คิดไว้น่าอ่านมากครับ จนอาจกล่าวได้ว่า Cinema Paradiso น่าจะเป็นตัวแทนของ Nostalgia Film ที่ดีที่สุดเรื่องหนึ่งเลยก็ว่าได้

Cinema Paradiso นั้นย้อนให้เห็นภาพของประเทศอิตาลีหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 จบลง มุสโสลินีและลัทธิฟาสซิสต์ของเขาทำให้อิตาลีกลายเป็นผู้แพ้สงครามไป ผลพวงของความพ่ายแพ้ยังกระทบไปยังเกาะเล็กๆอย่าง ซิซิลี ดินแดนที่เป็นต้นกำเนิดของมาเฟีย อย่างไรก็ตามหนังไม่ได้กล่าวถึงบริบททางการเมืองมากสักเท่าใดนัก แต่กลับสะท้อนภาพของชีวิตชาวบ้านธรรมดาๆในเมืองเล็กๆแห่งหนึ่ง

ภาพของเด็กชาย โตโต้ (Salvatore ) และคุณลุง อัลเฟรโด้ (Alfredo) ทำให้เราอาจย้อนนึกถึงใครบางคนที่เราคุ้นเคยเมื่อวัยเยาว์ อาจจะเป็นภาพลุงใจดีข้างบ้านที่ชอบเล่าเรื่องสนุกๆให้เราฟัง อาจจะเป็นภาพคุณอาคนหนึ่งที่สอนให้เราได้ดูบอลและเตะบอลเป็น

Tornatore ดูจะจงใจให้ โตโต้ได้รื้อความทรงจำจากลิ้นชักใบเก่าของเขาออกมาอีกครั้งในวัยที่เขามีอายุกว่า 50 (ผมลองคะเนเอาเองครับ) จะว่าไปแล้วเราทุกคนล้วนมีประวัติศาสตร์ประจำตัว ขออนุญาตไม่ใช้คำว่า ประวัติบุคคลหรือชีวประวัติแล้วกันนะครับ ที่ว่ามีประวัติศาสตร์ประจำตัวนั้น ผมเชื่อว่าเราทุกคนล้วนมีเรื่องราวที่อยากเก็บ อยากจำ อยากลืม แม้กระทั่งอยากเล่า

เมื่อกว่า 16 ปีมาแล้ว ผมเคยนั่งคุยกับอาเหล่าม่า (ย่าทวด) ตอนนั้นอาเหล่าม่ามีอายุ 90 ปีพอดี อาเหล่าม่าของผมยังมีความทรงจำที่ไม่พร่าเลือนนัก ท่านเล่าถึงพิธีแต่งงานของท่านสมัยกระโน้น เล่าถึงความยากลำบากในห้วงเวลาสงครามโลกครั้งที่ 2 เล่าถึงชีวิต ผู้คนรอบกายตั้งแต่คนใหญ่คนโตไปจนกระทั่งคนเล็กๆอย่างเราๆ เนี่ยแหละครับที่ผมว่ามันเป็นเสน่ห์ของการมีชีวิต แม้ว่าวันนี้อาเหล่าม่าของผมจะจากไปแล้ว แต่ผมก็ยังจดจำประวัติศาสตร์บอกเล่าถึงเรื่องราวในครอบครัวผมได้เสมอ

ลิ้นชักความทรงจำของโตโต้ถูกดึงออกมาเหมือนที่ “เจี๊ยบ” ในภาพยนตร์เรื่อง “แฟนฉัน” กำลังตกอยู่ในอารมณ์ที่เรียกว่า Nostalgia ความรื่นรมย์ในวันเก่าทั้งของโตโต้และเจี๊ยบนั้นทำให้ผมนึกถึงความสุขในวัยเด็ก ด้วยเหตุนี้อย่าแปลกใจเลยครับที่ คนอายุขึ้นเลข 3 อย่างพวกผมจะเริ่มคุ้ยค้นความทรงจำของตัวเองแล้ว

นอกเหนือจากสาระของหนังจะทำให้เห็นการหวนรำลึกถึงความสุขเมื่อครั้งวันวานแล้ว หนังยังสื่อให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงของสรรพสิ่ง นั่นคือ กฎอนิจจัง หรือ ความไม่เที่ยง ในวันที่ อัลเฟรโด้ บอกให้ โตโต้ ไปแสวงหาอนาคตที่ดีกว่าในโรมนั้น เขาพูดกับโต้โต้ อย่างกินใจไว้ว่า

“Living here day by day, you think it's the center of the world. You believe nothing will ever change. Then you leave: a year, two years. When you come back, everything's changed. The thread's broken. What you came to find isn't there. What was yours is gone. You have to go away for a long time... many years... before you can come back and find your people. The land where you were born. But now, no. It's not possible. Right now you're blinder than I am.”

แม้ว่าโตโต้จะคะยั้นคะยอถามลุงว่ามันเป็นคำพูดของใครจากหนังเรื่องไหน ลุงแกตอบไว้น่าคิดว่า “No, Toto. Nobody said it. This time it's all me. Life isn't like in the movies. Life... is much harder”. ใช่แล้วครับ! ชีวิตไม่เหมือนกับหนัง และดูเหมือนมันจะยากกว่าด้วยซ้ำ

Cinema Paradiso นับเป็นหนังที่สร้างความบันเทิงและอิ่มเอมให้กับคนดูอย่างแท้จริง ผมชอบฉากสุดท้ายที่ โตโต้ เอาม้วนหนังที่ลุงอัลเฟรโด้ ฝากไว้ก่อนตายมาเปิดดู ภาพที่เคยถูกเซนเซอร์ซึ่งส่วนใหญ่เป็นภาพ “จูบ”นั้น ทำให้โตโต้แทบจะกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ มันเหมือนความทรงจำที่กำลังจะพร่าเลือนไปนั้นถูกดึงออกมาจากลิ้นชักใบเก่า ที่ถึงแม้มันจะผ่านไปแล้วแต่มันก็ยังคงอยู่ในใจของโตโต้เสมอ

สำหรับค่ำคืนนี้ผมตั้งใจจะเปิดเพลง Cinema Paradiso ฟังก่อนนอนครับ ราตรีสวัสดิ์ครับ


Hesse004

Aug 13, 2007

“ก่อน” หมุดหมายของดนตรีสยามอัลเทอร์เนทีฟ



“ก่อนท้องฟ้า จะสดใส ก่อนความอบอุ่นของไอแดด ก่อนดอกไม้จะผลิบาน ก่อนความฝันอันแสนหวาน ” แค่เริ่มต้นประโยคนี้ ผมเชื่อว่าท่านผู้อ่านส่วนใหญ่คงจะนึกถึงเนื้อเพลง “ก่อน” ของ Modern Dog เป็นแน่แท้ ผมเชื่อว่าดนตรีมีอิทธิพลต่อความทรงจำของมนุษย์ไม่แพ้รูปถ่าย

คุณผู้อ่านฟังเพลง “ก่อน” ครั้งแรกเมื่อไรครับ ? สำหรับผมแล้ว , ผมเริ่มฟังเพลงนี้เมื่อปี 2537 หรือเมื่อ 13 ปีที่แล้วครับ ทั้งนี้วงหมาทันสมัย (Modern Dog)ของค่ายใหม่ค่ายหนึ่งนามว่าเบเกอรี่มิวสิคนั้นได้สร้างปรากฏการณ์อย่างหนึ่งให้กับวงการดนตรีบ้านเรา คือ พวกเขาได้เริ่มต้นตำนานดนตรีที่เรียกว่า Alternative music

Alternative music เป็นดนตรีที่ถือกำเนิดอย่างเป็นจริงเป็นจังเมื่อทศวรรษที่ 90 ดนตรีสายพันธุ์นี้นับเป็นลูกหลานของดนตรี Rock ครับ ว่ากันว่าดิคชั่นนารีทางดนตรีนั้นได้ให้นิยาม “Alternative music” ว่าหมายถึง ดนตรีที่ได้รับแรงบันดาลใจจากดนตรี Punk rock โดยยึดแนวทางการเล่นที่แหวกแนวจากขนบเดิมของชาว Rock โดยเฉพาะถ้าเราฟังเสียงกีตาร์ของเพลงแนวนี้ให้ดีๆ เราจะพบเสียงกีตาร์ที่มันรกรุงรัง แตกพร่า ขณะที่เครื่องดนตรีส่วนใหญ่ก็ดูเหมือนจะน้อยชิ้นยิ่งนัก อาจมีเพียงกีตาร์ 2 ตัว กลองและเบส เท่านั้น

หากพูดถึงเพลง Alternative แน่นอนครับ เรามักนึกเพลงของพวกอังกฤษชน ทั้งนี้เหล่านักดนตรีเผ่าพันธุ์อิงลิชนี้นับว่ามีความสามารถอยู่ไม่น้อยเลยครับ ไล่เรียงมาตั้งแต่รุ่นของ The Beatles ในยุคปลาย 50 มี Eric Clapton เป็นหัวหอกของวงการเพลง Blues จนกระทั่งมาในยุคที่ชนชาวอังกฤษนั้นเรียกขานดนตรีพันธุ์ใหม่ว่า เพลง Indie นั้น พวกเขาก็ยังมีวงดนตรีฝีมือดีอย่าง Oasis เป็นตำนานอีก ด้วยเหตุนี้เองผมจึงคิดว่าวงดนตรีและนักดนตรีจากฝั่งอังกฤษนั้นดูมีเสน่ห์มากกว่าวงดนตรีจากฝั่งอเมริกา

ในยุค 90 นั้น , นับเป็นยุคที่โลกของเราเริ่มยอมรับถึงความหลากหลายมากขึ้น อาจเพราะมนุษย์เข้าใจคำว่าสิทธิและเสรีภาพมากกว่าที่เคยเป็นอยู่ ผมคิดว่าการพังทลายของกำแพงเบอร์ลินเมื่อปี 1989 นั้น น่าจะเป็นสัญลักษณ์การเริ่มต้นของยุค 90 ที่เชื่อว่าโลกเราไม่ได้มีแค่ความขัดแย้งของอุดมการณ์ทางการเมืองอีกต่อไปแล้ว การเปลี่ยนผ่านครั้งนั้นได้ทำให้โลกของเราเริ่มเข้าสู่ยุคสมัยแห่งโลกาภิวัฒน์ (Globalization)....ผมนอกเรื่องไปเสียไกลเชียว

กลับมาที่ดนตรี Alternative กันต่อครับ , ในฝั่งของดนตรีอเมริกานั้น กล่าวกันว่า วง R.E.M. เป็นวงดนตรีวงแรกๆที่บุกเบิกเพลง Alternative โดยเฉพาะอัลบั้มชุด Out of Time (1991) เช่นเดียวกับฝั่งอังกฤษครับรากของดนตรี Alternative นั้น มีมาตั้งแต่ปลายสมัยทศวรรษที่ 70 โดยเหล่ากูรูทางดนตรีสันนิษฐานว่าแรงบันดาลใจสำคัญของเหล่า Alternative bands ทั้งหลายนั้นมาจากดนตรีสไตล์ Gothic rock ทั้งนี้ทั้งนั้นเพลงในสายสกุล Rock นั้นเน้นไปที่ความหนักหน่วงรุนแรงทั้งทำนองและเนื้อหา ขณะที่เพลงใน Alternative music กลับเน้นไปที่ความรกรุงรังของเสียงดนตรีที่บางครั้งออกจะดู “เหน่อ” แต่กลับมีเสน่ห์ชวนฟัง ส่วนเนื้อหาก็ดูจะใช้คำง่ายๆไม่ลึกซึ้งมากนัก ดนตรี Indie บนแผ่นดินราชอาณาจักรนั้นยังพัฒนาไปในรูปแบบของ Britpop style ที่เน้นเล่นเครื่องดนตรีกันไม่กี่ชิ้น วงดนตรีแนว Britpop ที่มีชื่อเสียงในยุค 90 และกลายมาเป็นขาใหญ่และเป็นตำนานในยุคนี้นั้น ประกอบไปด้วย Radiohead , Oasis , Blur และ Sued เป็นต้น

สำหรับบ้านเรานั้น , เพลง Alternative เริ่มต้นจริงจังเมื่อปี 2536 ครับ ว่ากันว่า วง Crub เป็นวงดนตรี Alternative วงแรกของสยามประเทศ สำหรับอัลบั้มแรกที่ Crub ปล่อยออกมานั้น ผมเคยฟังอยู่เพลงสองเพลงซึ่งนับว่าน่าสนใจเลยทีเดียว โดยเฉพาะอย่างยิ่งสไตล์การเล่นกีตาร์ที่แปลกจากดนตรี Rock ทั่วไป แม้ว่า Crub ดูจะไม่ประสบผลสำเร็จทั้งด้านรายได้และชื่อเสียงแต่ผมเชื่อว่าพวกเขาคือจุดเริ่มต้นของการพัฒนาดนตรีบ้านเราให้มีความหลากหลายมากกว่าที่เป็นอยู่ในช่วงเวลานั้น

ถัดจาก Crub มา ผมเชื่อว่า วงหมาทันสมัยหรือ Modern Dog น่าจะเป็นวงที่สองของประวัติศาสตร์ดนตรี Alternative ไทย อัลบั้มชุดเสริมสุขภาพของพวกเขานับเป็นการ “แหวก” ขนบอะไรบางอย่างของวงการเพลงบ้านเราสมัยนั้น โดยเฉพาะเพลงอย่าง “บุษบา” “มานี” และ “กะลา” นับเป็นเพลงที่แตกต่างจากเพลงไทยสากลสมัยนั้นอย่างสิ้นเชิง

Modern Dog เป็นวงดนตรีที่ชนะเลิศการประกวด Coke music award เมื่อปี 2535 เหล่าเด็กหนุ่ม (ยุคนั้น) หารู้ไม่ว่าพวกเขากำลังสร้างสิ่งที่เรียกว่า “ปรากฏการณ์” อะไรบางอย่างขึ้นกับสังคมไทย ผมเชื่อว่า Modern Dog คือ ตัวแทนของความหลากหลายและมีความแตกต่างอย่างลงตัว พวกเขาจัดเป็นปัญญาชนที่มีความคิดเป็นของตัวเองและเลือกที่จะเล่นตามแนวทางของตัวเอง

ความล้ำเหลื่อมของช่วงเวลานอกจากจะทำให้มนุษย์แตกต่างกันในแง่ของอายุแล้วยังทำให้มนุษย์มีความคิดที่ต่างกันด้วย การลุกขึ้นมาของเด็กกลุ่มหนึ่งที่เชื่อในความแตกต่างอย่างสร้างสรรค์นั้นนับเป็นสิ่งที่น่าสนใจมากกว่าคำว่า ขบถหรือหัวดื้อ

ในแทบทุกศาสตร์เลยก็ว่าได้จะมีความคิดชุดหนึ่งที่เรียกว่า Main Stream หรือพวกกระแสหลัก เหล่าชน Main Stream นั้นมักจะบูชาความคิดที่พวกเขาได้รับการถ่ายทอดมาตลอดช่วงชีวิตของศาสตร์นั้น จนแทบจะเรียกได้ว่าเป็น หัวอนุรักษ์นิยม (ความคิดชุดเดิม) อย่างไรก็ตามการคิดออกจากกรอบและสร้างแนวทางของตนเองขึ้นใหม่นั้นนับเป็นเรื่องที่ท้าทายความคิด Main Stream เพราะยากยิ่งนักที่จะทำให้คนที่เชื่ออย่างใดอย่างหนึ่งมานานนมจะมายอมรับไอเดียที่แปลกและแตกต่าง ด้วยเหตุนี้เองผมจึงคิดว่า Modern Dog เมื่อปี 2537 ก็ไม่ต่างอะไรกับวิญญาณขบถของนกนางนวล Jonathan Livington ในหนังสือของ Richard Bach

ความสำเร็จของหมาทันสมัยเมื่อปี 2537 ส่งผลให้พวกเขากลายเป็นต้นแบบของวงดนตรี Alternative หลายวงในเวลาต่อมา เป็นต้นแบบที่ทำให้เด็กวัยรุ่นหลายคน ในช่วงนั้น เริ่มหัดเล่นกีตาร์ ตั้งวงดนตรี ประกวดประชัน และแน่นอนครับ เพลง “ก่อน” ได้กลายเป็นเพลงอมตะสำหรับวัยรุ่นสมัยนั้นไปแล้ว

ลองนึกดูเล่นๆนะครับว่า หากวันหนึ่งเมื่อพวกเรามีอายุครบ 60 ปี แล้วไปร้องคาราโอเกะกับลูกๆหลานๆ ถึงวันนั้นเราจะร้องเพลงก่อนได้เหมือนสมัยที่เรายังเป็นวัยรุ่นกันอยู่หรือเปล่า แต่ที่แน่ๆก็คือ ผมคงจะกระโดดไปร้องไปแบบพี่ป๊อดไม่ไหวแน่ครับ

Hesse004

Jul 30, 2007

โลกรื่นรมย์ของ Forrest Gump



นวนิยายของนาย Winston Groom ได้ทำให้ชื่อของ Forrest Gump ดังกระฉ่อนเมื่อ 13 ปีที่แล้ว อย่างไรก็ตามเวลาเราพูดถึง Forrest Gump ภาพแรกที่เรานึกถึง คือ Tom Hanks ในบุคลิกที่ใสซื่อ จริงใจ ไม่เป็นพิษเป็นภัยกับใคร แต่บุคลิกเหล่านี้คนส่วนใหญ่ในสังคมทุนนิยมเมือง กลับมองว่าเป็นเรื่องของความทึ่ม บื้อ โง่ รวมไปถึงปัญญานิ่ม ผมไม่แน่ใจว่า Groom ต้องการจะสื่ออะไรผ่านตัวละครอย่าง Forrest Gump แต่ที่แน่ๆ Forrest Gump ในภาคของภาพยนตร์ก็คว้ารางวัลออสการ์มาครองได้เมื่อปี 1994ในฐานะภาพยนตร์ยอดเยี่ยมประจำปี

Forrest Gump(1994) กำกับโดย Robert Zemeckis ซึ่งได้ทำให้ภาพของ Tom Hanks กลายเป็นภาพของ Forrest Gump ไปอย่างสมบูรณ์แบบ Zemeckis สร้างหนังเรื่องนี้โดยเลือกถ่ายทอดเรื่องราวของอเมริกันชนที่มีชีวิตหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 สงบลงไม่นาน โดยเริ่มต้นเรื่องราวใน Green Bowl เมืองเล็กๆเมืองหนึ่งในรัฐ Alabama
เด็กชาย Forrest Gump เป็นเด็กที่เกิดในช่วงที่สงครามใกล้สงบแล้ว ซึ่งช่วงเวลาดังกล่าวถูกเรียกว่า Baby Boom Era นั่นหมายถึงช่วงที่ประชากรในโลกเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก ในปี 2006เด็กที่เกิดในยุค Baby Boom รุ่นแรกมี อายุครบ 60 ปีไปเรียบร้อยแล้วซึ่งหนึ่งในนั้น คือ Geroge W Bush ผู้ลูก

หนังเรื่องนี้ได้กล่าวถึงประวัติศาสตร์อเมริการ่วมสมัย เริ่มตั้งแต่ ปัญหากีดกันคนผิวสีเข้าเรียนมหาวิทยาลัยในรัฐที่เหยียดผิวอย่าง Alabama, สงครามเวียดนามในทศวรรษที่ 60-70 , การกระชับความสัมพันธ์กับจีนโดยใช้การทูตด้วยกีฬาปิงปอง (Ping Pong Diplomacy)เมื่อปี 1971 , การเคลื่อนไหวของเหล่าบุปผาชนหรือฮิปปี้ นอกจากนี้หนังยังกล่าวถึงบุคคลสำคัญหลายคนอย่าง Elvis Presley , John F. Kenedy , Lindon B.Johnson , Richard M Nickson , John Lennon เป็นต้น

จะว่าไปแล้วเมื่อ 5 ปีก่อนมีหนังฮ่องกงเรื่อง The golden chicken (2002)หรือ Gum Gai ก็ได้ใช้แนวทางการเล่าเรื่องลักษณะเดียวกับ Forest Gump โดยตัวเอกมีอาชีพเป็นหมอนวด ในเกาะฮ่องกงที่เล่าถึงฮ่องกงในยุค 80 ถึง ยุคสองพัน โดยความโดดเด่นของหนังแนวนี้อยู่ที่การนำข่าวเก่าๆทั้งข่าวการเมือง เศรษฐกิจ สังคม ที่ปรากฏในทีวีตลอดจนเพลงที่คุ้นหูในช่วงเวลานั้นมาเป็นเครื่องมือในการเล่าเรื่อง

กลับมาที่ Forrest Gump ต่อครับ , หนังให้ Forrest เป็นคนเล่าเรื่องชีวิตตัวเองให้คนแปลกหน้าฟังระหว่างนั่งรอรถเมล์ โดยประโยคเปิดเรื่องได้กลายเป็นประโยคอมตะไปแล้ว คือ “Life's a box of chocolates , you never know what you're gonna get.” ซึ่งประโยคนี้เรามาได้ยินอีกครั้งตอนที่คุณนาย Gump แม่ของ Forest กำลังจะตาย และตลอดทั้งเรื่องของหนังก็พยายามสื่อให้เห็นสิ่งที่เรียกว่า Never know ซึ่งในที่นี้มีอีกคำหนึ่งที่ใช้ คือ Destiny หรือ โชคชะตา นั่นเองครับ

ผมเชื่อว่าเสน่ห์ของหนังเรื่องนี้อยู่ตรงคำพูดที่เรียบง่ายแต่แฝงไปด้วยแง่คิดมากมาย คำพูดที่ว่าชีวิตก็เหมือนกล่องช็อกโกแลต เราไม่มีวันรู้หรอกว่าข้างในกล่องเราจะเจออะไร มันก็เหมือนกับอนาคตของคนเราที่เราเองก็ไม่มีทางรู้ได้ว่าชีวิตเราจะดำเนินไปในรูปไหน

Zemeckis ใช้“ขนนก” เป็นสัญลักษณ์อย่างหนึ่งที่บอกถึง “ความเบาหวิวเหลือทนของชีวิต”ที่พัดผ่านไปตามลมซึ่งในหนังสะท้อนให้เห็นภาพของ Jenny Curran ,หญิงสาวของ Forrest, เธอเชื่อในความอิสระของชีวิต แม้ดูแล้ว Jenny จะล้มเหลวกับความฝันที่อยากเป็นเหมือน Joan Biaz นักร้องสาวชาวบุปฝาชน Jenny ปล่อยชีวิตให้พัดไปกับกระแสสังคมอเมริกันในยุค 60 – 70 เริ่มจากถ่ายภาพโป๊ลง Playboy , โชว์กีตาร์เปลือยในผับ ตลอดจนเข้าร่วมขบวนการฮิปปี้เพื่อเรียกร้องสิทธิเสรีภาพ ต่อต้านสงครามเวียดนาม นอกจากนี้ยังมีฉากอัพยาให้เห็นกันอยู่หลายฉาก อาจเรียกได้ว่าชีวิตของ Jenny นั้นผ่านอะไรมามากกว่า Forrest แต่จนแล้วจนรอดดูเหมือน Jenny ก็ยังไม่พบชิ้นช็อคโกแลตที่ถูกใจสักที ผมนึกถึงคำพูดหนึ่งที่ว่า “ชีวิตมีไว้ให้ใช้” ขณะเดียวกันอีกคำพูดที่ออกมาแย้งรูหูอีกข้างก็คือ “แล้วมึงจะรีบใช้ชีวิตไปถึงไหนกัน”

ตัวละครที่สำคัญอีกคนหนึ่งในหนังเรื่องนี้ คือ ผู้หมวด Dan Taylor , แสดงโดย Gary Sinise,หมวด Dan เป็นตัวแทนของคนที่เชื่อว่าชีวิตลิขิตได้ด้วยตัวเอง แม้ว่าโชคชะตาจะลิขิตให้หมวด Dan เป็นคนพิการจากสงครามเวียดนาม แต่ท้ายที่สุดแล้วการได้เป็นเพื่อนกับ Forrest ทำให้เขามองเห็นแง่มุมบางอย่างจากความซื่อของชายคนนี้ ชายผู้ไม่คิดอะไรมากมาย ไม่มีอุดมการณ์สูงส่ง ชายที่ดูเหมือนจะโง่ทึ่มแต่ก็สามารถนำพาตัวเองไปสู่จุดสูงสุดในหลายเรื่องๆโดยที่ตัวเองก็ไม่ได้ยี่หร่ะกับความสำเร็จเหล่านั้น ท้ายที่สุดหมวด Dan ขอบคุณ Forrest ที่ช่วยชีวิตเขาไว้ แม้ว่าครั้งแรกเขาจะเกลียดการมีชีวิตอยู่เยี่ยงผู้พิการ

สำหรับตัว Forrest Gump นั้น , ผมเชื่อว่าโลกที่รื่นรมย์ของเขาอยู่ที่การได้เห็นความสุขของคนอื่นเป็นส่วนใหญ่ ตั้งแต่ แม่ ,Jenny, Bubba, หมวด Dan ไปจนกระทั่งลูกชายตัวน้อย โลกรื่นรมย์ที่ว่านี้ คือ โลกที่คิดถึงคนอื่นในมุมที่เอื้ออาทรโดยไม่นึกถึงผลตอบแทนว่าเราจะต้องได้อะไรกลับมา

ความรื่นรมย์ของชีวิตอยู่ที่การมองเห็นโลกในมุมที่มันควรจะเป็น Forrest Gump อาจจะไม่ใช่นักบวช นักบุญ แต่หนังทำให้เขาดูคล้ายเป็นนักบุญผู้นำแห่งลัทธิการวิ่ง (Jogging Craze)เขาอาจจะไม่ใช่ศิลปินนักคิดแบบ John Lennon แต่หนังก็ทำให้เขาเป็นแรงบันดาลใจให้ Lennon แต่งเพลง Imagine เขาอาจจะไม่ใช่ทหารนักรบที่มีอุดมการณ์สูงส่งอะไร แต่หนังก็ยังทำให้ชายคนซื่อกลายเป็นวีรบุรุษสงคราม เขาอาจจะไม่ใช่พ่อค้านักธุรกิจที่เก่งกาจแต่หนังก็สร้างให้เขาประสบความสำเร็จจนร่ำรวยเงินทอง ความสำเร็จทั้งหมดนี้เขาไม่ได้สนใจอะไรกับมันมากมายนอกจากจะมีความสุขกับการเป็นคนตัดหญ้าในเมืองเล็กๆที่เขาอยู่แค่นั้น เพียงเท่านี้ความรื่นรมย์ของชีวิตก็บังเกิดแล้วมิใช่หรือ

Hesse004

Jul 20, 2007

เศรษฐศาสตร์ของชนชั้นกระฎุมพี



หลายวันมานี้ผมติดตามเรื่องราวการแข็งค่าขึ้นของเงินบาทเมื่อเทียบกับเงินสกุลดอลลาร์ ยิ่งกระแสของการปิดโรงงานถูกนำเสนอผ่านสื่อออกมาอย่างต่อเนื่องทำให้หลายคนกำลังนึกถึงวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจรอบใหม่อันเนื่องมาจากค่าเงินบาท (อีกแล้วครับท่าน)

ในฐานะนักเรียนเศรษฐศาสตร์, ผมเบื่อที่จะวิเคราะห์และแสดงความคิดเห็นเนื่องจากเห็นว่านักเศรษฐศาสตร์ไทยส่วนใหญ่นั้นเก่งกาจกันอยู่แล้ว เพราะแต่ละท่านล้วนเป็นกูรูทางเศรษฐศาสตร์ในสยาม มิพักต้องเอ่ยอ้างถึงคนของธนาคารกลางที่มีมันสมองปราดเปรื่องระดับหัวกะทิชาวเกาะเต็มไปหมด

ในฐานะนักเรียนเศรษฐศาสตร์ , ผมตั้งข้อสังเกตตามสติปัญญาทึ่มๆของตัวเองไว้ประการหนึ่งว่า ทำไมเหล่า Policymakers หรือ Technocrats ทั้งหลายนั้น ถึงไม่ค่อยกล่าวถึงการจัดการเงินทุนที่ไหลเข้ามาในตลาดหุ้น ทั้งๆที่ข้อมูลของแบงก์ชาติเองก็สรุปไว้ว่าเงินทุนที่ไหลเข้ามาในช่วงปี 2005 – 2006 นั้น เป็นเงินที่มาลงทุนในหลักทรัพย์ถึง 36,681 ล้านเหรียญดอลลาร์ และเมื่อเทียบเป็นสัดส่วนแล้ว คิดเป็นร้อยละ 54.62 ของเงินทุนที่ไหลเข้ามาทั้งหมดหรือมากกว่าเงินลงทุนที่ไหลเข้ามาลงทุนทางตรง (FDI) และ การก่อหนี้ต่างประเทศรวมกัน

ในฐานะนักเรียนเศรษฐศาสตร์ที่อ่อนด้อยทางสติปัญญาอย่างผม , ผมเหลือบไปเห็นตัวเลขชุดเดิมและพบว่าเงินลงทุนที่เข้ามาในตลาดหุ้นไทยในช่วงสองปีที่ว่านี้เพิ่มจากเมื่อปี 2002 – 2004 เกือบ 7 เท่า ด้วยเหตุนี้เองจึงไม่น่าแปลกใจว่าทำไมค่าเงินบาทของเราถึงแข็งขึ้นเรื่อยๆ ประกอบกับเหล่ากูรูเศรษฐศาสตร์หลายๆสำนักที่มองว่าเศรษฐกิจเมืองลุงแซมกำลังอยู่ในภาวะถดถอย ดังนั้น กองทัพนักลงทุนซึ่งส่วนใหญ่มาในรูปกองทุนจึงค่อยๆอพยพเงินดอลลาร์ออกมาหากินต่างแดน โดยเฉพาะตลาดหุ้นในเอเชีย

ย้อนกลับไปที่คำถามทึ่มๆของผมข้างต้น คือ ทำไมไม่มีใครสนใจจะจัดการไอ้เงินลงทุนในตลาดหุ้นเหล่านี้เลยหรือ ? อาทิ ออกมาตรการเก็บภาษีจากผลกำไรที่ได้จากการขายหุ้นแล้วเอารายได้ส่วนนี้ไปบริหารจัดการในกองทุนรักษาระดับอัตราแลกเปลี่ยน หรือ จริงๆแล้วกรมสรรพากรและตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยไม่สามารถกระทำการเช่นนี้ได้ เพราะขนาดเจ้าของสโมสร Man City คนปัจจุบันยังไม่ต้องเสียภาษีจากการขายหุ้นในตลาดหุ้นไทยเลย

อย่างไรก็ตามหลังจากที่ธนาคารแห่งประเทศไทยได้ออกมาตรการกันสำรองเงินทุน 30%เมื่อปลายปีที่แล้วหรือมาตรการ 18 ธ.ค. 2549 ผลของมาตรการดังกล่าวมีกูรูตลาดทุนประมาณกันว่ามูลค่าของตลาดหุ้นหล่นหายไป 800,000 ล้านบาทและแน่นอนที่สุดแบงก์ชาติย่อมโดนด่าด้วยข้อหาฉกรรจ์ที่ว่า “ทำลายบรรยากาศการลงทุน” แต่ผมขอแถมไปด้วยว่า “ขัดขวางบรรยากาศการเก็งกำไร”

ผมเชื่อว่าสติปัญญาอย่างผมคงไม่สามารถเสนอมาตรการดูแลค่าเงินบาทอย่างเป็นชิ้นเป็นอันเหมือนที่กูรูเศรษฐศาสตร์เสนอให้ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย (RP 1) ลงสัก 1-1.5 % เพราะเชื่อว่าเงินมันจะหยุดไหลเข้าทันที ขณะที่ท่านรัฐมนตรีคลังซึ่งเป็นนักเศรษฐศาสตร์จากสำนัก TDRI กลับเห็นว่าการลดดอกเบี้ยนโยบายไม่ได้ช่วยให้เงินมันหยุดไหลเข้าแต่อย่างใดหากแต่มันจะไหลย้อนแบบไม่ซึมเปื้อนกลับเข้ามาที่ตลาดหุ้นอยู่ดี

วิวาทะของเหล่านักเศรษฐศาสตร์แดนสยามทำให้ผมอดปลาบปลื้มใจมิได้ว่าประเทศเรานั้นจำเริญทัดเทียมอนารยะประเทศ เพราะสังคมไทยเริ่มเห็นคุณค่าของนักเศรษฐศาสตร์แล้วด้วยดัชนีชี้วัดจากความถี่ของนักเศรษฐศาสตร์ที่ปรากฏตัวอธิบายปรากฏการณ์ค่าเงินบาทผ่านจอแก้ว ซึ่งบทวิเคราะห์ส่วนใหญ่แล้วก็มักมีสูตรสำเร็จคล้ายๆกัน คือ เชื่อในภูมิปัญญาของเศรษฐศาสตร์ตะวันตก ทั้งๆที่เมื่อสิบปีที่แล้วโลกาภิวัตน์ทางการเงินได้สำแดงเดชให้เห็นปรากฏการณ์ของการปล่อยให้เงินไหลเข้าไหลออกอย่างเสรีภายใต้อัตราแลกเปลี่ยนแบบคงที่จนต้องเอาเงินทุนสำรองไปป้องกันค่าเงินบาทและท้ายที่สุดก็ต้องประกาศเปลี่ยนเป็นระบบอัตราแลกเปลี่ยนลอยตัวแบบจัดการ แต่พอมาวันนี้โลกาภิวัตน์ทางการเงินก็สำแดงให้เห็นอีกว่าค่าเงินบาทที่แข็งตัว (อะจึ๋ย!) โดยไม่ต้องพึ่งไวอากร้านั้น มันได้สร้างความปวดเศียรเวียนเกล้าอย่างไรกับเหล่า Policymakers

สำหรับธนาคารแห่งประเทศไทย, ผมเชื่อว่าพวกเขาทำหน้าที่อย่างดีที่สุดแล้ว เพราะหากเราพิจารณาดูจากเป้าหมายที่แบงก์ชาติต้องดูแลอัตราเงินเฟ้อหรือ Inflation Targeting เป็นเป้าหมายหลัก เนื่องจากเงินเฟ้อย่อมกระทบกับสภาพชีวิตความเป็นอยู่ของชาวบ้านอย่างเราๆมากที่สุด ในขณะที่เป้าหมายเรื่องค่าเงินบาทนั้น ภายใต้อัตราแลกเปลี่ยนลอยตัวแบบจัดการ (Managed Float) ทำให้แบงก์ชาติไม่ต้องกังวลกับการแทรกแซงมากนัก แม้ว่าระยะหลังจะแทรกแซงถี่ขึ้น ด้วยเหตุนี้เอง ผมจึงเชื่อว่าแบงก์ชาติมิใช่เทวดาที่จะสามารถบันดาลให้เป้าหมายทั้งสองบรรลุตามความคาดหวังของการเมืองและกองเชียร์ (โดยเฉพาะนักเศรษฐศาสตร์)

จะว่าไปแล้วการบริหารนโยบายเศรษฐกิจให้เป็นที่ถูกอกถูกใจบรรดาพ่อยกแม่ยกนั้นนับเป็นเรื่องที่ยากยิ่งนัก แม้กระทั่งตำราเศรษฐศาสตร์มหภาคสมัยใหม่อย่าง Macroeconomics ของ David Colander ยังสรุปเรื่องดังกล่าวไว้บทสุดท้ายเลยว่าการบริหารเศรษฐกิจมันเป็นเรื่องของ Art of Macroeconomic Policy แม้กระทั่งเจ้าของตำรา Macroeconomics ยอดฮิตอย่าง N.Gregory Mankiw ยังไม่ฟันธงเลยด้วยซ้ำว่าการแก้ปัญหาเศรษฐกิจมหภาคของโลกยุคใหม่นั้นมันมีสูตรสำเร็จตายตัวหรือเปล่า เพราะส่วนใหญ่ปัญหาเศรษฐกิจของมนุษยชาตินั้นมันมาแทบไม่ซ้ำหน้าเลย

ผมยกตัวอย่างจากประวัติศาสตร์เศรษฐกิจในศตวรรษที่ 20 ที่เมื่อเริ่มต้นศตวรรษ ก็เกิดปัญหา Hyperinflation หรือ เงินเฟ้อรุนแรงในเยอรมันหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 สงบลงไม่นาน ต่อมาก็มีปัญหาการว่างงานมโหฬารของอเมริกันชนในช่วง The Great Depression ประมาณต้นทศวรรษที่ 30 ถัดจากนั้นช่วงทศวรรษ 60 อเมริกาก็เจอปัญหาStagflationโดยเกิดการว่างงานสูงพร้อมๆกับปัญหาเงินเฟ้อ ก่อนคนทั้งโลกจะถูกซ้ำเติมจากปัญหา Oil Shock ในช่วงทศวรรษที่ 70 เมื่อเหล่าอาบังต่างรวมหัวกันขึ้นราคาน้ำมัน ในฟากเอเชียก็เกิดปัญหาเศรษฐกิจฟองสบู่แตกในญี่ปุ่น (Japanese asset price bubble) ช่วงปลายทศวรรษที่ 80 ต่อ 90 แม้กระทั่งปัญหาความไม่มีเสถียรภาพของค่าเงินเปโซในเม็กซิโกเมื่อต้นทศวรรษที่ 90 ก่อนจะลามมาถึงวิกฤตการณ์ค่าเงินในเอเชียเมื่อปี 1997 เห็นมั๊ยครับว่าปัญหาเศรษฐกิจเชิงมหภาคมันเป็นปัญหาคู่โลกทุนนิยมมาตลอดศตวรรษที่20

ผมเริ่มสงสัยแล้วว่าวิชาเศรษฐศาสตร์ที่ผมกำลังเรียนอยู่นั้น มันจะแก้ปัญหาหรือตอบคำถามปรากฏการณ์เหล่านี้ได้หรือเปล่า? ไอ้โมเดลพิสดารหรือสมการที่ยุ่งเหยิงมันเพียงพอจริงเหรอ? หรือ เศรษฐศาสตร์เป็นเพียงแค่ วิชาของชนชั้นกระฎุมพีอย่างชนชั้นปกครองที่แฝงมาในคราบของนายทุนและปัจจุบันยังผนวกเอาชนชั้นกลางเป็นพวกอีก

คำถามที่ผมทิ้งไว้ว่าทำไมไม่มีใครสนใจทำอะไรกับเงินที่โฉบเข้ามาหากำไรส่วนต่างจากราคาหุ้นในตลาดทุนเลย และเงินเหล่านี้เองที่เป็นเหตุให้ค่าเงินบาทแข็งในช่วงปีสองปีที่ผ่านมา หรือเหตุที่ไม่มีใครอยากเข้าไปแตะตลาดหุ้น เพราะเวลาตลาดรุ่งๆ โวลุ่มการซื้อขายมากๆดัชนีดีดแรงๆ คนได้ประโยชน์ส่วนใหญ่ก็เป็นชนชั้นกระฎุมพีนั่นเอง

Hesse004

ปล. คำว่า กระฎุมพี เป็นคำบาลี หมายถึง ผู้มีทรัพย์หรือผู้มั่งมี อย่างไรก็ตามพอเอาคำว่าไพร่ไปเติมข้างหน้าเป็น ไพร่กระฎุมพี หรือ ไพร่กฎุมพี ทำให้ความหมายเปลี่ยนไปในทางตรงข้ามซึ่งหมายถึง คนเคยรวย( แต่ตอนนี้จน)ครับ